บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์ นี้ ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015) เขียนโดย David A. Kolb
ตอนที่ ๑๐ นี้ ตีความจากบทที่ 8 Lifelong Learning and Integrative Development
ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ คำว่า เรียนรู้ตลอดชีวิต ในที่นี้ ความหมายต่างจาก คำว่าเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ใช้กันทั่วไป ที่เน้นเรียนรู้เพื่อการเลี้ยงชีพ แต่การเรียนรู้ตลอดชีวิตในหนังสือบทนี้ครอบคลุมการเรียนรุ้ทุกด้าน และเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทั้งของบุคคลและของสภาพแวดล้อม ผมมีความเห็นว่าในที่นี้น่าจะใช้คำไทยว่า การเรียนรู้แห่งชีวิต คือเป็นการเรียนรู้และปรับตัวในช่วงต่างๆ ของชีวิต เป็นการเรียนรู้บูรณาการจากประสบการณ์ที่หลากหลายในชีวิต และส่งผลให้มีพัฒนาการอย่างบูรณาการในบุคคลนั้น
ความยืดหยุ่นในการปรับตัว กับการพัฒนาเชิงบูรณาการ
พัฒนาการ หรือความเจริญงอกงามของคนวัยผู้ใหญ่ เกิดขึ้นผ่านการเรียนรู้เฉพาะด้าน แล้วบูรณาการการเรียนรู้เฉพาะด้านนั้น สู่การเรียนรู้บูรณาการ โดยที่พัฒนาการสูงสุดของบุคคลคือการบูรณาการภายในตน และความมั่นคงในตัวตน (integrity) นี่คือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” จากมุมมอง การเรียนรู้แห่งชีวิต หรือมุมมองของการเรียนรู้ทั้งจากภายนอก ผสานกับกระบวนการภายใน ซึ่งเป็นคนละมุมมองกับที่ผู้คนกล่าวถึง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” กันโดยทั่วไป ที่เป็นมุมมองของการรับจากภายนอกล้วนๆ
เมื่อมองตามวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างร่างกายและสมองซับซ้อนที่สุด จะมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูงที่สุด คนที่พัฒนาสูงสุดคือคนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูงที่สุด ซึ่งหมายความว่า เป็นคนที่มีโครงสร้างของการรับรู้ คิด และบูรณาการ ซับซ้อนที่สุด การพัฒนาของบุคคล จึงเป็นการพัฒนาความซับซ้อนของความรู้ ความคิด และการเรียนรู้ โดยต้องพัฒนาผ่านขั้วตรงกันข้ามต่างๆ ที่อธีบายแล้วในบทก่อนๆ
มีการสร้างเครื่องมือวัดความยืดหยุ่นในการปรับตัวของบุคคล เรียกว่า ASI (Adaptive Style Inventory) วัดออกมาเป็นคะแนนรวม และใส่สถานการณ์ ๔ แบบ เพื่อวัดความยืดหยุ่นในการปรับตัวตามสถานการณ์นั้นๆ ความยืดหยุ่นแสดงด้วยความยาวของลูกศร ความยาวมากยืดหยุ่นมาก ดังแสดงในรูปข้างล่าง ที่เสนอคะแนน ASI ของคนสองคน ต่างอาชีพ จะเห็นว่า คนทางซ้ายมีความยืดหยุ่นสูงกว่ามาก
มิติของการพัฒนาอย่างบูรณาการ
เขาศึกษาลงลึกเรื่องการพัฒนาตัวตน (Ego development), การพัฒนาความสามารถกำหนดทิศทางของตนเอง (Self-direction), และ การรับรู้ความสัมพันธ์อย่างซับซ้อน ที่เขาเรียกว่า cognitive complexity in relationships โดยมีการทดสอบและผลงานวิจัยด้านจิตวิทยาที่ลึกและเข้าใจยาก พัฒนาการของสามปัจจัยข้างต้น มีความสัมพันธ์กัน และมีความผันแปรเชิงบวกกับการพัฒนาอย่างบูรณาการ
การพัฒนาตัวตน ตามทฤษฎี Ego Development ของ Jane Loevinger (1976) บอกว่าคนเรามีการพัฒนาตัวตนตามลำดับ ๖ ขั้น คือ ไร้เหตุผล (impulsive), ปกป้องตนเอง (self-protective) , ปฏิบัติตามกติกา (conformist), รับผิดชอบ (conscientious), เป็นตัวของตัวเอง (autonomous), และ เป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล (integrated) โดยน้อยคนที่จะพัฒนาถึงขั้นที่ ๖ ซึ่งผมตีความว่า ไร้ตัวตน
ผมเขียนเรื่อง 6 levels of moral development ของ Lawrence Kohlberg ไว้ที่ gotoknow.org/posts/186373 นี่คือส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างบูรณาการ ที่ครูเรฟ ผู้เขียนหนังสือที่ผมเอ่ยถึง ใช้พัฒนาเด็ก ป. ๕ ชวนให้ผมคิดว่า การพัฒนาอย่างบูรณาการไม่ได้เริ่มตอนช่วงชีวิตที่เป็นผู้ใหญ่อย่างที่ David Kolb กล่าวในหนังสือ แต่ต้องมีการวางพื้นฐานตั้งแต่เด็ก ครูและโรงเรียนที่ดี จะทำหน้าที่วางพื้นฐานนี้ อย่างที่ครูเรฟ (Rafe Esquith) ทำ หนังสือ Teach Like Your Hair’s On Fire มีการแปลเป็นภาษาไทย ชื่อ ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ ซึ่งอ่านฟรีได้ที่ https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&book_id=22396
ลีลาชีวิตที่บูรณาการ
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้
วิจารณ์ พานิช
๑๕ เม.ย. ๖๖