หัวข้อนี้ ผุดขึ้นมาสายวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๖ ระหว่างนั่งฟังการประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ภายใต้หัวข้อ Setting a New Health Agenda – At the Nexus of Climate Change, Environment, and Biodiversity   ที่สื่อสารวิกฤติความอยู่รอดของมนุษยชาติ ที่เขาเรียกว่า existential crisis   คือต้องคิดเลยจากเรื่องสุขภาวะในปัจจุบัน    ต้องคิดถึงความอยู่รอดของคนรุ่นที่ผมเป็นปู่หรือทวดหรือไกลกว่านั้น    คือต้องคิดไกลมาก และคิดสร้างพลังร่วมหลากหลายฝ่าย   เพราะความอยู่รอดของโลกและมนุษยชาติเป็นเรื่องที่สุดแสนจะซับซ้อน และปัจจัยต่างๆ เชื่อมโยงถึงกันหมด   

คิดไกลๆ และคิดซับซ้อน เป็นหน้าที่ของอุดมศึกษาในยุคปัจจุบัน รวมทั้ง สบช.    

คิดย้อนกลับไป ๕๐ ปี คิดอย่างไร  ในเรื่องระบบสุขภาพปฐมภูมิ    ขอฝากท่านผู้รู้ช่วยรวบรวมและเสนอ    เท่าที่ผมมีประสบการณ์ตรงในฐานะเด็กบ้านนอกคือ ไม่มีระบบอย่างเป็นทางการ    แต่ชาวบ้านก็ดิ้นรนช่วยตัวเอง และช่วยเหลือกันเอง     ปู่ผมเป็นหมอแผนโบราณ โดยเรียนมาจากวัดตอนบวช   มีคนมาขอเจียดยาหม้อบ่อยๆ โดยปู่เขียนชื่อสมุนไพรพื้นบ้านให้ไปจัดการต้มยากินเอง   

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ องค์การอนามัยโลกจัดการประชุมที่เมือง Alma-Ata, USSR และประกาศ Alma-Ata Declaration on Primary Health Care    ที่ในประเทศไทยมีการนำมาเป็นแนวทางพัฒนาระบบสุขภาพ และผมอยู่ในขบวนการด้วยในฐานะอาจารย์โรงเรียนแพทย์ และผู้บริหารโรงเรียนแพทย์    นำสู่การพัฒนาความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศอย่างต่อเนื่องน่าชื่นชมยิ่ง       

เวลานี้เรามี อสม. กว่า ๑ ล้านคน     มี รพสต. ในทุกตำบล บางตำบลมี ๒ แห่ง     และกำลังดำเนินการถ่ายโอน รพสต. ไปสังกัด อปท.   เป็นความท้าทายว่า เราจะช่วยกันปรับระบบให้ประชาชนได้รับบริการอย่างไร้รอยต่อได้อย่างไร    จาก รพสต. ไปยัง รพช.  และไปยังระบบตติยภูมิ    โดยมีการส่งต่อไปกลับอย่างเชื่อมโยง ให้ประชาชนได้รับบริการด้วยความสะดวกมากขึ้น  ลดความยากลำบากในการเดินทาง และการคอยรับบริการลงไป   

นี่คือความท้าทายที่ สบช. ควรถือเป็นโอกาส   จะใช้โอกาสนี้อย่างไร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่สายสนับสนุน และผู้บริหารระดับต่างๆ ต้องร่วมกันออกแบบ “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) ของ สบช.                   

นั่นคือ การทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาเพื่อสุขภาพของคนไทย     เน้นที่ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่เชื่อมโยงไร้รอยต่อกับระบบทุติยภูมิ และระบบตติยภูมิ    งานนี้ใหญ่ ยาก และท้าทายมาก    ควรดำเนินการร่วมกับองค์การระหว่างประเทศ เช่นองค์การอนามัยโลก (ที่ท่านอธิการบดีได้รับการยอมรับ และมีเครือข่ายอยู่แล้ว   เพราะท่านกำลังจะไปรับรางวัล ซาซากาวา ในที่ประชุม World Health Assembly ที่เจนีวาในเดือนหน้า)  และพัฒนาร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน     

ย้ำว่า ตอนนี้ สบช. มีนโยบายชัดเจน ว่าต้องการพัฒนาตนเองเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ  ระบบสุขภาพชุมชน  ระบบสุขภาพครอบครัว     แต่ยังไม่มีการออกแบบ “ชาลาปฏิบัติการ” ที่นำสู่การเรียนรู้และพัฒนาระบบร่วมกับหลากหลายภาคี (stakeholder) ทั้งในพื้นที่ ในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ   

การดำเนินการ “ชาลาปฏิบัติการ” เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ  สามารถออกแบบให้ไม่เพียงเพื่อพัฒนาสุขภาพมนุษย์เท่านั้น    แต่ยังมีส่วนพัฒนาสุขภาพของดาวเคราะห์โลกด้วย    ตามแนวทางของ SDG    ที่น่าจะตั้งคณะทำงานศึกษาหลักการ และแนวทางที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยดำเนินการจนได้รับการยกย่อง    เอามาบูรณาการในแผนยุทธศาสตร์ เพื่อความเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ของ สบช.    

เท่ากับผมส่งสัญญาณความเห็นว่า  แผนยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายบริหารของ สบช. เคยเสนอต่อสภานั้น   ยังไม่เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำพา สบช. สู่ความเป็นเลิศด้านการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างแท้จริง     ยังเป็นแผนยุทธศาสตร์เพื่อการทำงานแบบเดิมๆ     ควรตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนจากวิทยาลัย สภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงาน  คณะ  และฝ่ายบริหารส่วนกลาง     เพื่อร่วมกันยกร่างแผนยุทธศาสตร์ โดยมีกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านเป็นที่ปรึกษา      

วิจารณ์ พานิช

๒๙ มี.ค. ๖๖