เช้าวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๖ ผมไปที่มูลนิธิสยามกัมมาจลตั้งแต่เช้า    เพื่อคุยกับคุณเปา ผู้จัดการมูลนิธิ ก่อนการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิตอน ๙ น. 

เรื่องหลักๆ ที่คุยไม่ใช่เรื่องของมูลนิธิสยามกัมมาจล    กลับเป็นเรื่องของ กสศ.   ที่มีการลงทุนลงแรงดำเนินการโครงการต่างๆ มากมาย   และเราสองคนรู้สึกร่วมกันว่ายังดำเนินการเก็บเกี่ยวผลงานได้ไม่ดีนัก    คือมีผลงานเกิดขึ้นมาก    แต่กลไกเก็บเกี่ยวยังไม่แข็งแรง 

กสศ. มีเป้าหมายทำหน้าที่ catalyst for change ให้แก่ระบบการศึกษา    และเราสองคนเห็นว่ามีผลงานสำหรับนำมาใช้เป็นพลังสร้าง “ปฏิกิริยาสังคมเพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลง” (catalyst for change) ได้มาก   แต่ยังไม่มีการเก็บเกี่ยวอย่างจริงจัง       

ผลงานที่จะเก็บเกี่ยวได้สำหรับ สกศ. มีความซับซ้อน ต่างจากการเก็บเกี่ยวข้าว    ที่คุณเปากับผมเห็นเป็นเรื่องของการพัฒนาโรงเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ศน.  และภาคีเครือข่าย    ที่คนเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ transformation   เปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้แก่ศิษย์    เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด    เป็นตัวอย่างแก่โรงเรียนอื่นๆ ได้   

แต่กว่าจะเป็นตัวอย่างได้   ต้องมีกระบวนการโค้ชให้ทีมงานของโรงเรียน ดำเนินการ experiential reflective learning  จนเกิดความเข้าใจหลักการ และมีทักษะในการนำเสนอข้อเรียนรู้ของตน ต่อเพื่อนร่วมวงการการศึกษา     และต่อสาธารณชนโดยทั่วไป   

น่าสนใจนะครับ   ว่ามีหน่วยงานของรัฐที่ทำงานดี   เอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ และทำงานได้ผลดี    แต่กลับไม่มีกลไก และหย่อนทักษะในการดำเนินการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้แก่ประเทศ   

เป็นโจทย์เชิงระบบ ที่สภาพัฒน์ หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศน่าจะได้เอาใจใส่    ว่ากลไกการพัฒนาในระดับ transform เชิงระบบของประเทศมันทำงานหรือไม่    มันชำรุด หรืออ่อนแอตรงไหน

ผมมีความเห็นว่า ต้องการการวิจัยเชิงระบบ ต่อกลไกรัฐ   เพื่อทำความเข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนของกลไกรัฐ    ที่ผมมีความเห็นว่า เปลี่ยนแปลงตนเองไม่ทันต่อสถานการณ์แวดล้อม   หรือกล่าวใหม่ว่า กลไกรัฐอ่อนแอด้านการพัฒนาตนเอง

วิจารณ์ พานิช

๒๕ มี.ค. ๖๖