บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์ นี้ ตีความจากหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015) เขียนโดย David A. Kolb
ตอนที่ ๓ นี้ ตีความจากส่วนหนึ่งของบทที่ ๒ The Process of Experiential Learning โดยสรุปคือจริงๆ แล้ว การเรียนรู้จากประสบการณ์ไม่ได้มีลักษณะเป็นวงจร (cycle) แต่เป็นเกลียว (spiral) คือมีการยกระดับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ที่อธิบายด้วยภาพวงจร ก็เพื่อให้สะดวกต่อการอธิบาย และต่อความเข้าใจ แต่จริงๆ แล้ว วงจรนี้ไม่ได้วนกลับมาที่เดิมอย่างในรูปข้างล่าง แต่ยกระดับขึ้นไป ในลักษณะของเกลียวสว่าน หรือตามในหนังสือแสดงด้วยเกลียวชีวิต ของเปลือกหอย ดังรูปถัดไป
เกลียวยกระดับการเรียนรู้จากประสบการณ์ แสดงด้วยเกลียวชีวิต ในรูปข้างล่าง
หลังจากหนังสือ edition แรกออกเผยแพร่ มีการยอมรับทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ David A. Kolb สูงมาก มีการนำไปใช้ และนำไปทำวิจัยต่อและตีพิมพ์เผยแพร่ยกระดับความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง และในทางตรงกันข้าม มีเสียงคัดค้านหรือตั้งข้อสงสัยมากมายด้วยเช่นเดียวกัน
นี่คือธรรมดาโลก ในทุกเรื่อง ไม่ยกเว้นเรื่องวิชาการ
หนังสือ 2nd edition จึงให้ข้อมูลลึกมาก จากการที่ผู้เขียนคงข้อความใน 1st edition ไว้ และเพิ่มส่วนสะท้อนคิดในแต่ละบท นำเอาข้อสงสัยหรือข้อคัดค้านของนักวิชาการในช่วงเวลา ๓๐ ปีหลังการตีพิมพ์หนังสือ edition แรก มาเสนอ พร้อมคำอธิบาย อ่านแล้วได้ความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่ง และในขณะเดียวกันก็มีส่วนที่ผมไม่ค่อยเข้าใจด้วย โดยเฉพาะส่วนที่กล่าวถึงทฤษฎีลึกๆ
ผมจึงตีความและสรุปเกลียวยกระดับการเรียนรู้จากประสบการณ์ มาเสนอในตอนที่ ๓ นี้ ในลักษณะ “ทำให้ง่าย” และ “ทำให้สั้น” โดยตั้งใจให้ไม่สูญเสียมิติที่ลึก และเชื่อมโยง โดยท่านผู้อ่านพึงตระหนักในข้อจำกัดของผม ที่น่าจะตีความได้ไม่ครบถ้วน และไม่ลึกอย่างที่เสนอในหนังสือ จึงขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านที่ต้องการอ่านให้ได้สาระที่ลึกและเชื่อมโยงจริงๆ อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ
เกลียว “สามมิติ”
“สามมิติ” ในที่นี้ ไม่ใช่มิติทางกายภาพ แต่เป็นมิติของการตีความหาความหมาย หาพลังของการเรียนรู้
มิติแรก คือมิติของวงจร ตามในรูปแรกข้างบน เริ่มจากประสบการณ์ตรง (CE – Concrete Experience) นำสู่ขั้นตอนต่อไปคือ สังเกตพร้อมกับสะท้อนคิด (RO – Reflective Observation) ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในเสี้ยววินาทีของการสังเกตเห็นหรือรับรู้ด้วยสัมผัสอื่น ดังนั้น RO จึงเป็นเสมือน คลิป วิดีทัศน์ภายในใจหรือภายในสมองของเรา ที่หากมีคนร่วมอยู่ในกิจกรรม ๑๐ คน ก็จะมีคลิปวิดีทัศน์ ๑๐ แบบหรือ ๑๐ ชุด ที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละคนตีความต่างกัน หรืออาจมีมากกว่า ๑๐ ชุดก็ได้ เพราะบางคนตีความหลายแบบ
สู่ขั้นตอนที่สาม คือตีความสู่หลักการที่เป็นนามธรรม (AC – Abstract Conceptualization) ที่สำหรับผมเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก มีความหมายต่อเนื่องมากมาย ที่นำสู่หัวข้อย่อยต่อๆ ไปในบันทึกที่ ๓ นี้ ย้ำว่า ขั้นตอนที่สาม เป็นการฝึกตั้งหลักการจากการปฏิบัติ
ตัวเชื่อมต่อขั้นตอนที่ ๓ สู่ขั้นตอนที่ ๔ คือ “ข้อสงสัย” (inquiry) ว่าหลักการที่คิดขึ้นจากการสะท้อนคิดนั้น ถูกต้องหรือไม่ คือเป็นสภาพ “เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง” ต่อหลักการที่ตนเองคิดขึ้น นำสู่การนำหลักการไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริงในโอกาสต่อไป (AE – Active Experimentation) เท่ากับเป็นการเริ่มต้นวงจรยกระดับที่ CE ในรอบต่อไป
มิติที่สอง อาจเรียกว่า มิติของพลังขั้วตรงกันข้าม ซึ่งตามในรูปมี ๒ คู่ คือคู่จับต้องประสบการณ์อย่างเป็น รูปธรรม (concrete) – นามธรรม (abstract) ตามแนวดิ่งในรูป กับคู่เปลี่ยนรูปประสบการณ์ผ่านการ คิด (reflect) – ทำ (action) ตามในรูปแนวนอน ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์ที่มีความอึดอัดขัดข้องสู่การสร้างสรรค์ (creative tension)
มิติที่สาม อาจเรียกว่า มิติของการเปลี่ยนขาด หรือเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐาน (transformation) ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ในวงจรหรือเกลียวเรียนรู้นี้และเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงแล้ว จะไม่เหมือนเดิม ทั้งในเรื่องความคิด (กระบวนทัศน์) และในเรื่องพฤติกรรม เพราะกระบวนการเรียนรู้นี้ นำสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน (transformation)
เมื่อทำความเข้าใจทฤษฎีเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เพิ่มขึ้นในบันทึกตอนต่อๆ ไป ผมเชื่อว่า เราจะค้นพบมิติที่สี่ มิติที่ห้า ... ของเกลียวเรียนรู้จากประสบการณ์นี้ เพิ่มขึ้นแบบไม่รู้จบ
เกลียวเรียนรู้ของบุคคล กับเกลียวเรียนรู้ร่วมกันของทีม
การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ทำได้ทั้งระดับปัจเจก และระดับทีมหรือกลุ่มคน โดยไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้คนเดียวหรือเรียนรู้เป็นทีม ความจริงใจ การทำใจให้เป็นอิสระ และการเปิดใจรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจหรือตีความ
การเรียนรู้จากประสบการณ์เริ่มที่การกำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้นั้น ในการเรียนรู้คนเดียว เราสามารถโฟกัสเป้าหมายของเราได้ ตัวเป้าหมายเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสังเกต (observe) อะไร สำหรับนำไปสะท้อนคิด (reflect) สู่การตกผลึก (conceptualize) หลักการที่เป็นนามธรรม (abstract) โปรดสังเกตว่า การเรียนรู้แบบนี้มีธรรมชาติที่ไม่ปลอดจากอคติ เราจะสังเกตอะไร มีตัวกำหนด (อคติ) อยู่ที่เป้าหมายที่เรากำหนด เท่ากับเราไม่ได้รับข้อมูลทั้งหมดจากประสบการณ์ เรารับเฉพาะข้อมูลที่เราต้องการ ดังนั้นการสะท้อนคิดก็ย่อมเป็นไปตามอคติของการรับรู้หรือการสังเกตนั้น แต่การเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตัวคนเดียวก็มีประโยชน์ที่เราตั้งคำถามและหมุนเกลียวการปฏิบัติได้หลายรอบ เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน
การเรียนรู้เป็นทีม จะช่วยให้สมาชิกได้ฟังการสะท้อนคิดของคนอื่น ที่อาจแตกต่างจากความคิดของเราโดยสิ้นเชิง และได้ร่วมกันตกผลึกหลักการ ที่มาจากเป้าหมายลึกๆ ที่แตกต่างกัน และข้อสังเกตที่แตกต่างกัน ของสมาชิกแต่ละคน หลักการที่ได้จึงเป็นหลักการที่ได้จากอคติอีกแบบหนึ่ง ต่างจากอคติในหลักการที่กำหนดโดยผู้เรียนรู้คนเดียว ข้อดีของการเรียนรู้แบบกลุ่มในสายตาของผมคือ ได้ฝึกฟังคนอื่น ฝึกเข้าใจวิธีคิดของคนอื่น ฝึกบูรณาการความคิด ฝึกสร้างพลังร่วม (synergy) ระหว่างความแตกต่าง หรือขั้วตรงกันข้าม เป็นทักษะที่สำคัญมากในการทำงานที่มีความซับซ้อนและเป็นพลวัตสูง การศึกษามีลักษณะเช่นนี้
ทฤษฎี กับ ปฏิบัติ
การเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ หากจะให้เกิดการเรียนรู้ที่มีพลังสูงต้องละเรื่องทฤษฎีไว้ชั่วคราวในช่วงต้นของวงจร เพื่อให้จิตมีอิสระในการสังเกตและตีความประสบการณ์ตรง ไม่เขวไปสังเกตและตีความตามทฤษฎีที่ตนเชื่อหรือได้เรียนรู้มาก่อน คำแนะนำนี้พูดง่าย แต่ทำยาก ทุกคนควรได้ตระหนักข้อจำกัดของมนุษย์ข้อนี้และหมั่นฝึกฝนตนเอง
อีกคำแนะนำหนึ่งคือ ให้ตั้งเป้าหมายตรวจสอบทฤษฎีที่รู้มาก่อน ในบางจุดที่เรามีข้อสงสัย ซึ่งเท่ากับใช้การเรียนรู้จากประสบการณ์ช่วยให้เข้าใจทฤษฎีได้ครบถ้วนขึ้น หรือลึกขึ้น หรืออาจไปใกลกว่านั้น คือตั้งเป้าเถียงทฤษฎี หาทางสังเกตเก็บข้อมูลที่ค้านทฤษฎี ซึ่งหากค้นพบ ก็จะนำไปสู่การทำความเข้าใจบริบทที่จำเพาะของเรา ที่ทฤษฎีเอื้อมไม่ถึง
อีกคำแนะนำหนึ่งคือ ไม่ว่าทำอะไร ให้หมุนวงจรหรือเกลียวการเรียนรู้จากประสบการณ์เสมอ และมุ่งสะท้อนคิดสู่การตั้งทฤษฎีของเราเอง สำหรับนำไปเปรียบเทียบกับทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะใช้แนวทางใด ข้อเรียนรู้ที่มีค่ายิ่งคือ การทำความเข้าใจบริบทที่จำเพาะของเรา ที่ทฤษฎีที่มีอยู่อาจละเลย หรือไม่ครอบคลุม
ใช้ความอึดอัดขัดข้อง หรือความขัดแย้ง เป็นพลัง
หากจะให้เกิดการเรียนรู้จากการทำงานหรือการดำรงชีวิต ต้องมีทักษะในการใช้ความอึดอัดขัดข้อง หรือความขัดแย้ง ที่เผชิญ ให้เป็นพลังบวกหรือพลังสร้างสรรค์ ซึ่งวงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นเครื่องมือหรือตัวช่วยที่ดี โดยต้องมีบรรยากาศเชิงบวก และความเคารพไว้วางใจต่อกันของสมาชิกในทีม เป็นพื้นฐานให้วงจร/เกลียวเรียนรู้ทำงาน โดยที่จุดสำคัญอยู่ที่การเปิดใจให้และรับฟังข้อสังเกตและสะท้อนคิดจากกันและกัน ที่สะท้อนคิดเรื่องความอึดอัดขัดข้องหรือความขัดแย้งนั้นด้วย อันจะนำไปสู่การตกผลึกหลักการหรือสภาพการณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ นำไปสู่การดำเนินการ AE – Active Experimentation เพื่อการแก้ปัญหาซ่อนเร้นที่บดบังความเจริญก้าวหน้านั้น
ขอให้ข้อสังเกตของตัวผมเองว่า ในวัฒนธรรมไทยตัวขัดขวางการเรียนรู้จากประสบการณ์คือ การยึดติดเรื่องถูก-ผิด และความเกรงใจผู้ใหญ่ เกรงจะขัดใจผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจ ทำให้ไม่กล้าคิดและพูดออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ของตน
เกลียวพัฒนาความเป็น “ผู้ก่อการ”
วงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้จากประสบการณ์ มีคุณค่ายกระดับความเป็นผู้ก่อการ (agency) ของผู้เกี่ยวข้องอย่างไม่รู้ตัว เพราะในกระบวนการนี้ ผู้เกี่ยวข้องต้องกล้าตั้งเป้าหมายของการปฏิบัติงานและการเรียนรู้ และต้องลงมือปฏิบัติเพื่อให้มีประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ แล้วต้องสังเกตและสะท้อนคิดไปพร้อมๆ กัน โดยสะท้อนคิดสู่หลักการ แล้วเอาหลักการที่คิดได้นั้นไปทดลองใช้ จะเห็นว่า ในทุกขั้นตอน ผู้เกี่ยวข้องต้องลงมือปฏิบัติ เมื่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ผู้นั้นย่อมเป็นนักปฏิบัติไปโดยไม่รู้ตัว และเป็นนักปฏิบัติที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ดีกว่าเดิม หรือสร้างสรรค์หน่วยงานที่ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการใส่ตัวนั่นเอง
เกลียวสัมพันธ์ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” กับระบบนิเวศ
กิจกรรมหมุนวงจร หรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้ เป็นการปฏิบัติ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” คือทุกคนมีใจจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น แต่การปฏิบัติจะเกิดผลยกระดับการเรียนรู้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับระบบนิเวศของทีมงานด้วย
ระบบนิเวศที่มีวัฒนธรรมเชิงอำนาจ หรือความสัมพันธ์แนวดิ่ง การเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์จะเกิดยาก เพราะใจคนไม่มีอิสระ ไม่กล้าคิดเอง ไม่กล้าคิดนอกกรอบ และยิ่งไม่กล้า เมื่อต้องเอาแนวคิดหรือหลักการใหม่ที่ตกผลึกได้ในขั้นตอน AC – Abstract Conceptualization ไปลองใช้ ขั้นตอน AE – Active Experimentation
หากระบบนิเวศการทำงาน เน้นที่การปฏิบัติตามวิธีการที่กำหนดไว้ (ที่เรียกว่ามาตรฐาน - standard) อย่างตายตัว การเรียนรู้จากประสบการณ์ก็ไม่เกิด จึงมีหลักการกำหนดระบบนิเวศว่า มีเป้าหมายเลยจาก meet the standard ไปเป็น beat the standard ซึ่งเป็นการมองมาตรฐานที่ผลงาน ต้องการผลงานที่ดีกว่ามาตรฐาน บรรยากาศเช่นนี้ จะส่งเสริมและให้คุณค่าการเรียนรู้จากประสบการณ์
นี่คือความท้าทายที่รุนแรงมาก สำหรับระบบการศึกษาไทย
การทำงานกับการเรียนรู้เป็นสิ่งเดียวกัน
การทำงาน คือประสบการณ์จริง และในการทำงาน เราต้องการทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น การเรียนรู้กับการพัฒนางานจึงเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นสิ่งเดียวกัน ระบบงานที่ดี จึงต้องบูรณาการการเรียนรู้จากประสบการณ์ไว้ในระบบ มีการออกแบบงานให้มีวงจรหรือเกลียวยกระดับการเรียนรู้ไว้ด้วย
นี่คือวงจรพัฒนาคุณภาพงาน ที่ฝ่ายบริหารออกแบบให้มีการตั้งเป้าลดการสูญเสีย (waste) เพิ่มประสิทธิภาพ (efficiency) เพิ่มคุณภาพ (quality) ของผลิตภัณฑ์หรือบริการ และส่งเสริมให้นำเครื่องมือพัฒนาคุณภาพต่างๆ มาใช้ เช่น Lean, Six Sigma, Knowledge Management เป็นต้น
ผมมีความเห็นว่า Experiential Learning Spiral เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งสำหรับใช้พัฒนาคุณภาพงาน
เกลียวเรียนรู้กลับทาง
ตามปกติ เราคุ้นเคยกับการเรียนรู้ทฤษฎี หรือหลักการ ทำความเข้าใจจนเข้าใจชัดเจนหรือถูกต้อง แล้วจึงนำไปลองปฏิบัติ เพื่อให้มีทักษะในการเอาความรู้ชุดนั้นไปใช้งาน แต่ในยุคปัจจุบันความรู้เชิงทฤษฎีหาได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ต ทั้งในรูปของเอกสาร คลิปวิดีโอใน YouTube และในสื่ออื่นๆ การเรียนรู้ที่สำคัญในยุคปัจจุบันที่คนเราต้องฝึกทักษะคือการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ โดยที่ต้องเรียนรู้ยกระดับความรู้เชิงทฤษฎีผ่านการปฏิบัติ ดังจะเห็นว่า ในวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น เมื่อสังเกตและสะท้อนคิดจากประสบการณ์ตรง สิ่งที่ต้องการจากการสะท้อนคิดคือหลักการที่เป็นนามธรรม (AC – Abstract Conceptualization)
การเรียนรู้ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จึงเป็นการเรียนรู้กลับทาง จากการเรียนรู้แบบเดิม คือการเรียนรู้ในปัจจุบันเน้นเริ่มจากการปฏิบัติ ย้อนกลับไปหาทฤษฎี
เมื่อผู้ปฏิบัติงาน กลายเป็นผู้ร่วมกันหมุนเกลียวยกระดับความรู้ ก็เท่ากับผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้มีส่วนสร้างความรู้เพื่อการทำงานของตนเอง แทนที่จะมุ่งแต่ทำงานตามความรู้หรือวิธีการที่ผู้อื่นกำหนด ความเป็นผู้ก่อการของผู้ปฏิบัติงานย่อมพัฒนาขึ้น ตามหัวข้อย่อย “เกลียวพัฒนาความเป็นผู้ก่อการ”
ไม่ตกหลุมการตีความเพียงระดับเทคนิค
โปรดสังเกตว่า ในวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ เมื่อสังเกตและสะท้อนคิดจากประสบการณ์ เขาแนะนำให้สะท้อนคิดสู่หลักการ ไม่เพียงสะท้อนคิดสู่วิธีการหรือเทคนิค ที่คนทั่วไปมักถือปฏิบัติอย่างเป็นอัตโนมัติ เพื่อพัฒนาวิธีทำงานของตนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ดี แต่ยังไม่ดีที่สุด เพราะยังไม่นำสู่ปัญญา
การสะท้อนคิดสู่หลักการ หรือสู่ทฤษฎี ช่วยให้เชื่อมต่อไปสู่การเรียนรู้ในขั้นตอนต่อไป คือการนำหลักการนั้นไปทดลองใช้ (AE – Active Experimentation) ซึ่งในที่สุด จะนำไปสู่การเปลี่ยนความคิด และความเชื่อ
ผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านตีความคำว่า หลักการที่เป็นนามธรรม (Abstract Conceptualization) ให้กว้างขึ้น ไม่จำกัดหลักการอยู่แค่ระดับทักษะ (S - skills) และความรู้ (K - knowledge) ในการทำงานโดยตรงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง ทักษะที่เรียกว่า soft skills, future skills, หรือ transferable skills ด้วย และรวมไปถึงค่านิยม (V - values) และเจตคติ (A - attitude) ด้วย ทั้งการเรียนรู้ระดับหลักการระดับปัจเจกคือภายในตัวเราเอง และในระดับกลุ่ม คือมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับทีมงาน การเรียนรู้และพัฒนา V และ A จะนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในทีมงาน ช่วยให้เกิดบรรยากาศเชิงบวกในที่ทำงาน เอื้อให้ที่ทำงานอบอวลไปด้วยอัธยาศัยไมตรี
ไม่ตกหลุมความเชื่อ
คนเรามีจุดอ่อนที่มักคิดว่า ความคิดของตนถูกต้องเสมอ แต่สาระในเกลียวยกระดับการเรียนรู้จากประสบการณ์ แนะนำให้ เมื่อตีความสู่หลักการที่เป็นนามธรรม ในขั้นตอนที่ ๓ แล้ว ต้องสมาทานสภาพ “เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง” คือยังมีความสงสัย (inquiry) อยู่ เรียกร้องการพิสูจน์ด้วยตนเอง ที่ช่วยให้คนเราใช้วงจรหรือเกลียวเรียนรู้จากการปฏิบัติครบวงจร คือไปสู่ขั้นตอนที่ ๔ คนที่หลงเชื่อตนเอง ไม่ตั้งข้อสงสัยต่อตนเอง จะหยุดอยู่แค่ขั้นตอนที่ ๓ ของวงจร ไม่เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่องเป็นเกลียวเรียนรู้จากการปฏิบัติ
ต้องการโค้ช
ผมขอเพิ่มเติมหลักการของการเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า จะให้ได้ผลดี ต้องมีโค้ชคอยช่วยเหลือ ที่ Lewin บอกว่าคอยให้ feedback แต่ผมคิดว่าการช่วยตั้งคำถามเพื่อสะกิดใจ หรือเพื่อท้าทายให้คิด สำคัญที่สุด โดยโค้ชต้องเขาใจหลักการของ creativity หรือ creative thinking ที่มีทั้งช่วงคิดฟุ้ง (divergent thinking) และช่วงคิดสรุป (convergent thinking) หลักการที่โค้ชควรมีความเข้าใจคือหลักการให้ scaffolding เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากง่ายไปยาก จากตื้น ไปสู่ลึก และเชื่อมโยง (ดูรายละเอียดในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง)
นั่นคือ ครู มีหน้าที่เป็นโค้ช ฝึกให้ศิษย์มีสมรรถนะในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งจะเป็นทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต
ข้อความในตอนที่ ๓ นี้ เป็นการตีความอย่างสุดๆ จากประสบการณ์ของผมเป็นส่วนใหญ่ นำมาจากหนังสือเป็นส่วนน้อย จึงขอเตือนให้ท่านอ่านอย่างระมัดระวัง หรืออย่างมีวิจารณญาณ
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้
วิจารณ์ พานิช
๑๐ เม.ย. ๖๖