ดังเล่าในบันทึกที่แล้ว ว่าผมพลิกบทบาทผู้บรรยายเป็น “คุณอำนวย” (facilitator) ให้ที่ประชุมสนุกสนานหลังอาหารเย็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ    โดยต้องย้ำว่า กว่าจะออกแบบกระบวนการได้ ต้องศึกษาเป้าหมายของการประชุม และกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างดี   

คือต้องออกแบบกิจกรรมตามสถานการณ์เดี๋ยวนั้น    ไม่ใช่ออกแบบมาก่อนและดำเนินการตามแบบอย่างตายตัว   

คุณค่าสำคัญที่สุดสำหรับผม รองจากเป้าหมายไปช่วยให้การประชุมมีสีสัน รสชาติ และประเทืองปัญญาแล้ว     คือผมได้ฟังเรื่องดีๆ ที่หาฟังจากที่อื่นไม่ได้   ฟังเพื่อเรียนรู้เรื่อง SDG จากมุมมองของชาวบ้านที่มีอิทธิบาทในการทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ให้แก่ชุมชนของตนเอง     

ไม่ใช่แค่ “ฟัง” จาก “วจนวาจา” เท่านั้น    ยังหาทาง “ได้ยิน” จากสิ่งที่เขาไม่ได้พูด    แต่กิริยาท่าทางและความซับซ้อนอื่นๆ บอก        “ฟัง” เพื่อ “ได้ยิน” ลึกไปกว่าที่เขาบอก    คือได้รับรู้ “คุณค่า” ที่แฝงอยู่ในกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์เหล่านั้น 

ผมหัด “ฟัง” ให้ทะลุไปถึงคุณค่า หรือความหมายของเรื่องที่ได้ยิน   หาทางทำความเข้าใจบริบทของเรื่องราวนั้นๆ     เพื่อเชื่อมโยงไปยัง “เสียงแห่งอนาคต”    ว่าต่อไปเราควรร่วมกันทำอะไรให้แก่ชุมชน  พื้นที่ และบ้านเมือง   ว่าเราคาดการณ์อนาคต ว่าจะมีความท้าทาย หรือข้อจำกัด หลักๆ อะไรบ้าง   ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาบ้านเมืองของเรา     ซึ่งในวงนั้นเน้น ความยั่งยืน (sustainability)    

การฝึกนี้ไม่ง่ายสำหรับผม    แต่ก็สนุกสนานมาก    ให้ความรู้ความเข้าใจมาก    เพราะเวลานี้ผมมีโอกาสสัมผัสกับกลุ่มทำนองนี้ และเรื่องราวเหล่านี้โดยตรงน้อยมาก   จึงได้เข้าใจว่า ใน ๕ กลุ่มนี้ บางกลุ่มดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมา ๔๐ ปี (อาศรมวงศ์สนิท)    อีกกลุ่มหนึ่ง ๑๗ ปี (ชุมแพ)    บางกลุ่มแค่ ๕ เดือน (ธนาคารปูม้า)    ผมได้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มที่ทำมานานและต่อเนื่อง จะมีทักษะในการนำเสนอต่อที่ประชุมได้คล่องแคล่ว   ในขณะที่กลุ่มธนาคารปูม้ามีสมาชิกที่ไม่กล้าพูดต่อที่ประชุมหลายคน   

ข้อสังเกตนี้บอกอะไรเรา    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บอกทีมจัดการโครงการที่นำโดย ดร. สพญ. อังคณา เลขะกุล   

บอกอะไร ขึ้นกับเป้าหมายของทีมจัดการโครงการ ว่าต้องการทำอะไรให้แก่บ้านเมืองในเรื่องความยั่งยืน    จะเรียนรู้จาก ๕ กลุ่ม เพื่อนำข้อเรียนรู้ไปทำอะไร   

การเรียนรู้ไม่ได้อยู่ในที่ว่าง    แต่อยู่ในบริบทของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (purpose)    ซึ่งควรจะเลยจากที่เสนอไว้ต่อแหล่งทุน (สวช.)    คือ น่าจะเพื่อหาทางขับเคลื่อนทั้งประเทศไทย ให้มีการรวมกลุ่มของชาวบ้าน  เพื่อทำกิจกรรมเพื่อความยั่งยืนของชุมชน   สร้างความยั่งยืนจากฐานราก (bottom-up sustainability movement)    แล้วเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย   

มีกลไกส่วนกลางเข้าไปตีความหาความหมายที่ชัดเจน และลึกซึ้งยิ่งขึ้น ต่อเป้าหมายความยั่งยืน   และหาทางเอื้ออำนาจ (empower)   เอื้อการเรียนรู้  และเอื้อความสะดวก (facilitate)    ให้ชาวบ้านรวมตัวกันขับเคลื่อนความยั่งยืนในวิถีชีวิตของเขาอย่างต่อเนื่อง    และขยายประเด็นของกิจกรรม    ไปสู่ประเด็นของการดำรงชีวิตด้านอื่นๆ 

ชีวิตมนุษย์รายบุคคลไม่ยั่งยืน นี่คือธรรมชาติ    แต่ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติยั่งยืนได้   โดยต้องมีการเรียนรู้ สืบทอด และพัฒนา (เปลี่ยนแปลง) จากรุ่นสู่รุ่น   โดยมีเป้าหมายความยั่งยืนเป็นลมหายใจเข้าออก     แปลว่าความยั่งยืนเกิดได้เมื่อปัจเจกบุคคล มีกระบวนทัศน์เพื่อส่วนรวม   ไม่คิดแต่จะเอาเข้าตัว แต่มีใจที่จะให้แก่ส่วนรวม   

ความยั่งยืน คู่กับการเปลี่ยนแปลง ในระดับเปลี่ยนขาด (transformation)    

ผมไปฝึกฟังเพื่อให้ ได้ยิน สัญญาณ ความยั่งยืนจากฐานราก   ได้เห็นกระบวนทัศน์ของ ผู้ใหญ่ อย่าง ศ. นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน   และ ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกุล ที่ทั้งสองท่านเป็นกรรมการสภาพัฒน์   ที่ให้คุณค่าของการพัฒนาความยั่งยืนของสังคมไทย    โดยริเริ่มจากฐานราก   และสนับสนุนการขยายแนวทางส่งเสริมเครือข่ายความยั่งยืนจากฐานรากนี้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน   

วิจารณ์ พานิช

๒๒ เม.ย. ๖๖