มหานิบาตชาดก ตอนที่ ๑๐ (ทานบารมี)
๑๐. เวสสันดรชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
๑๐. เวสสันดรชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าเวสสันดรทรงบำเพ็ญบารมีชาติสุดท้าย
กัณฑ์ทศพร
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๑๖๕๕] ผุสดีผู้มีรัศมีผิวพรรณอันประเสริฐ มีอวัยวะส่วนด้านหน้าสวยงาม เธอจงเลือกเอาพร ๑๐ ประการ ในปฐพีอันเป็นที่รักแห่งหฤทัยของเธอเถิด
(เทพธิดาผุสดีกราบทูลว่า)
[๑๖๕๖] ข้าแต่ท้าวเทวราช หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์ หม่อมฉันได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หรือ พระองค์จึงให้หม่อมฉันจุติจากสถานอันน่ารื่นรมย์ ดุจลมพัดต้นไม้ใหญ่ให้โค่นไป
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๑๖๕๗] เธอมิได้ทำบาปกรรมอะไรไว้เลย และเธอจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่บุญของเธอได้หมดสิ้นแล้ว เหตุนั้น เราจึงกล่าวกับเธออย่างนี้
[๑๖๕๘] ความตายใกล้เธอแล้ว เธอจักต้องพลัดพรากจากไป เธอจงรับพร ๑๐ ประการนี้ของเราผู้กำลังจะให้
(เทพธิดาผุสดีกราบทูลว่า)
[๑๖๕๙] ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะประทานพรแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้หม่อมฉันพึงเกิดในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากรุงสีพี
[๑๖๖๐] ข้าแต่ท้าวปุรินททะ ขอให้หม่อมฉัน
(๑) พึงเป็นผู้มีตาดำเหมือนลูกเนื้อทราย ซึ่งมีนัยน์ตาดำ
(๒) พึงมีขนคิ้วดำ
(๓) พึงมีนามว่าผุสดีในพระราชนิเวศน์นั้น
[๑๖๖๑] (๔) พึงได้โอรสผู้ให้สิ่งที่ประเสริฐ ประกอบความเกื้อกูลในยาจก มิได้ตระหนี่ ซึ่งพระราชาทุกประเทศบูชา มีเกียรติยศ
[๑๖๖๒] (๕) เมื่อหม่อมฉันตั้งครรภ์ ขออย่าให้ครรภ์นูนขึ้น พึงมีครรภ์ไม่นูนเสมอดังคันศร ที่นายช่างศรเหลาเกลี้ยงเกลาแล้ว
[๑๖๖๓] (๖) ข้าแต่ท้าววาสวะ ขอถันทั้งคู่ของหม่อมฉันอย่าได้หย่อนยาน
(๗) ขอผมหงอกจงอย่าได้มี
(๘) ขอผงธุลีอย่าได้ติดเปรอะเปื้อนกาย
(๙) ขอหม่อมฉันพึงได้ปลดปล่อยนักโทษผู้ต้องประหาร
[๑๖๖๔] (๑๐) ขอให้หม่อมฉันได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงสีพี ในพระราชนิเวศน์นั้นอันกึกก้องไปด้วยเสียงร้องของนกยูงและนกกระเรียน แวดล้อมด้วยหมู่ขัตติยนารี มีทั้งคนเตี้ยและคนค่อมเกลื่อนกล่น ที่พ่อครัวชาวแคว้นมคธเลี้ยงดู
[๑๖๖๕] กึกก้องไปด้วยเสียงกลอนและเสียงบานประตูอันวิจิตร มีคนเชิญให้ดื่มสุราและกินกับแกล้มเถิด พระเจ้าข้า
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๑๖๖๖] นางผู้งามทั่วทั้งสรรพางค์กาย พร ๑๐ ประการใด ที่เราได้ให้เธอ เธอจักได้พรเหล่านั้นทั้งหมด ในแคว้นของพระเจ้ากรุงสีพี
[๑๖๖๗] ท้าววาสวมฆวานสุชัมบดีเทวราช ครั้นตรัสพระดำรัสนี้ จึงโปรดประทานพรแก่พระนางผุสดีแล้วทรงอนุโมทนา
กัณฑ์ทศพร จบ
กัณฑ์หิมพานต์
(พระศาสดาตรัสเนื้อความนี้ว่า)
พระนางผุสดีนั้นจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้ว มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้ทรงอยู่ร่วมกับพระเจ้าสัญชัยในกรุงเชตุดร พระนางผุสดีทรงครรภ์ถ้วนทศมาสแล้ว เมื่อทรงทำประทักษิณพระนคร ได้ประสูติเราในท่ามกลางถนนของพวกพ่อค้า ชื่อของเรามิได้เนื่องมาแต่พระมารดาและมิได้เกิดแต่พระบิดา เราเกิดที่ถนนของพวกพ่อค้า ฉะนั้น เราจึงชื่อว่า เวสสันดร เมื่อเรายังเป็นเด็กเล็กเกิดได้ ๘ ขวบ นั่งอยู่บนปราสาท คิดที่จะบริจาคทานว่า เราพึงให้หทัย ดวงตา เนื้อ เลือด และร่างกาย ถ้าว่าจะมีใครมาขอเรา เราก็ยินดีบริจาคให้ เมื่อเราคิดจะบริจาคทานตามสภาพความเป็นจริง ใจก็ไม่หวั่นไหวมุ่งมั่นอยู่ในกาลนั้น เหมือนแผ่นดินมีภูเขาสิเนรุและหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ
(พระเวสสันดรตรัสกับพวกพราหมณ์ผู้มาทูลขอช้างว่า)
[๑๖๖๘] พวกพราหมณ์ผู้มีขนรักแร้ดก และมีเล็บยาว มีขี้ฟันเขรอะ มีธุลีบนศีรษะ เหยียดแขนข้างขวาออก จะขออะไรฉันหรือ
(พวกพราหมณ์กราบทูลว่า)
[๑๖๖๙] ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายทูลขอรัตนะที่เป็นเครื่องทำให้แคว้นของชาวกรุงสีพีเจริญ ขอได้โปรดพระราชทานช้างตัวประเสริฐ มีงาดุจงอนไถ มีกำลังสามารถเถิด
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๑๖๗๐] เราจะให้ช้างพลายซับมันตัวประเสริฐ ซึ่งเป็นช้างพาหนะอันสูงสุด ที่พวกพราหมณ์ขอเรา เรามิได้หวั่นไหว
[๑๖๗๑] พระราชาผู้ทรงผดุงแคว้นให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี มีพระทัยน้อมไปในการบริจาค เสด็จลงจากคอช้าง ทรงให้ทานแก่พราหมณ์ทั้งหลาย
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๖๗๒] เมื่อพระเจ้ากรุงสีพีพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว คราวนั้นความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าก็ได้เกิดขึ้น แผ่นดินก็กัมปนาทหวั่นไหว
[๑๖๗๓] เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว คราวนั้นความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าก็ได้เกิดขึ้น ชาวพระนครก็กำเริบเสิบสาน
[๑๖๗๔] เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว ชาวเมืองก็วุ่นวายสับสนเสียงดังเซ็งแซ่ เป็นที่น่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปมากมาย พระนครก็ปั่นป่วน เมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ได้พระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงอันน่าสะพรึงกลัวเป็นอันมากก็เป็นไปในนครนั้น
(พระศาสดาตรัสว่า)
[๑๖๗๕] พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ ชาวนา พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ
[๑๖๗๖] ชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลมาประชุมพร้อมกัน ชนเหล่านั้นเห็นพวกพราหมณ์นำพญาช้างไป จึงกราบทูลแด่พระเจ้ากรุงสญชัยให้ทรงทราบว่า
[๑๖๗๗] ข้าแต่สมมติเทพ แคว้นของพระองค์ถูกกำจัดแล้ว เพราะเหตุไร พระเวสสันดรพระโอรสของพระองค์ จึงพระราชทานช้างตัวประเสริฐของเราทั้งหลายที่ชาวแคว้นบูชา
[๑๖๗๘] ทำไม พระเวสสันดรจึงได้พระราชทาน พญากุญชรของเราทั้งหลายตัวมีงาดุจงอนไถ แกล้วกล้าสามารถ รู้จักเขตแห่งการรบทั้งปวง เผือกผ่องประเสริฐสุด
[๑๖๗๙] คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง ซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ มีงาน่าชอบใจ เผือกผ่องดังภูเขาไกรลาส พร้อมทั้งพัดวาลวีชนี
[๑๖๘๐] ทำไม พระเวสสันดรจึงได้พระราชทาน พญาช้างราชพาหนะซึ่งเป็นยานชั้นเลิศ เป็นทรัพย์อย่างประเสริฐ พร้อมทั้งฉัตรขาว เครื่องลาด หมอช้าง และคนเลี้ยงช้างแก่พวกพราหมณ์
[๑๖๘๑] พระเวสสันดรนั้นควรจะพระราชทาน ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม และที่นั่งที่นอน ทานเช่นนี้แหละเหมาะสม ทานนั้นแหละสมควรแก่พราหมณ์
[๑๖๘๒] ข้าแต่พระเจ้ากรุงสญชัย ทำไม พระเวสสันดรพระโอรส ผู้เป็นพระราชาโดยสืบพระราชวงศ์ของพระองค์นี้ ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจึงพระราชทานพญาคชสารไป
[๑๖๘๓] ถ้าพระองค์จักไม่ทรงทำตามคำนี้ของชาวกรุงสีพี ชาวกรุงสีพีเห็นทีจักยึดอำนาจพระองค์ พร้อมทั้งพระโอรสไว้ในเงื้อมมือ
(พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า)
[๑๖๘๔] ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราจะไม่พึงเนรเทศพระราชบุตรผู้ไม่มีโทษ ออกไปจากแคว้นของตนตามคำของชาวกรุงสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดจากอกของเรา
[๑๖๘๕] ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราจะไม่พึงเนรเทศพระราชบุตรผู้ไม่มีโทษ ออกไปจากแคว้นของตนตามคำของชาวกรุงสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดแต่ตัวของเรา
[๑๖๘๖] อนึ่ง เราจะไม่พึงประทุษร้ายในพระราชบุตรนั้น เพราะเธอเป็นผู้มีศีลและวัตรอันประเสริฐ แม้คำติเตียนจะพึงมีแก่เรา และเราจะพึงประสบบาปเป็นอันมาก เราจะให้ประหารพระเวสสันดรโอรสของเราด้วยศัสตราได้อย่างไร
(ชาวเมืองกราบทูลว่า)
[๑๖๘๗] พระองค์อย่าได้รับสั่งให้ประหารพระเวสสันดรนั้น ด้วยท่อนไม้หรือด้วยศัสตรา พระเวสสันดรนั้นไม่ควรแก่เครื่องจองจำ แต่จงทรงขับไล่พระเวสสันดรนั้น จากแคว้นไปอยู่ที่เขาวงกตเถิด
(พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า)
[๑๖๘๘] ถ้าความพอใจของชาวกรุงสีพีเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่ขัด ขอเธอจงอยู่และบริโภคกามทั้งหลายตลอดคืนนี้
[๑๖๘๙] ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวกรุงสีพีจงพร้อมเพรียงกันขับไล่เธอเสียจากแคว้นเถิด
[๑๖๙๐] นายนักการ ท่านจงลุกขึ้นรีบไปทูลพระเวสสันดรว่า ขอเดชะ ชาวกรุงสีพี ชาวนิคม พากันโกรธเคืองพระองค์ มาชุมนุมกันแล้ว
[๑๖๙๑] พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ทั้งชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลก็มาประชุมพร้อมกันแล้ว
[๑๖๙๒] เมื่อสิ้นราตรีนี้แล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวกรุงสีพีจะชุมนุมกันขับไล่พระองค์ออกไปจากแคว้น
[๑๖๙๓] นายนักการนั้น เมื่อได้รับพระราชดำรัสสั่ง จึงรีบสวมสอดเครื่องประดับมือ นุ่งห่มเรียบร้อย ประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์
[๑๖๙๔] สระศีรษะในน้ำ สวมกุณฑลแก้วมณีแล้ว รีบเข้าไปตำหนักอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นพระราชนิเวศน์ของพระเวสสันดร
[๑๖๙๕] ได้เห็นพระเวสสันดรราชกุมาร ซึ่งกำลังทรงพระสำราญรื่นรมย์อยู่ ในพระราชวังของพระองค์ซึ่งแน่นขนัดไปด้วยหมู่อำมาตย์ ปานประหนึ่งท้าววาสวะแห่งสวรรค์ชั้นไตรทศ
[๑๖๙๖] นายนักการนั้นครั้นรีบไปในพระราชนิเวศน์นั้นแล้ว จึงได้กราบทูลพระเวสสันดรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์จะกราบทูลความทุกข์แด่พระองค์ ขอพระองค์อย่าได้ทรงกริ้วข้าพระองค์เลย
[๑๖๙๗] นายนักการนั้นถวายบังคมแล้วพลางร้องไห้คร่ำครวญ กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงชุบเลี้ยงข้าพระองค์ ทรงนำมาซึ่งรสที่น่าใคร่ทุกอย่าง
[๑๖๙๘] ข้าพระบาทจะกราบทูลแด่พระองค์ เมื่อข้าพระองค์กราบทูลข่าวสาส์นเรื่องทุกข์ร้อนนั้นแล้ว ขอพระองค์จงทรงยังข้าพระองค์ให้เบาใจด้วยเกิด ขอเดชะ ชาวกรุงสีพีและชาวนิคมโกรธเคืองพระองค์ มาชุมนุมกันแล้ว
[๑๖๙๙] พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ทั้งชาวนิคมและชาวกรุงสีพีทั้งมวลล้วนมาประชุมกัน
[๑๗๐๐] เมื่อสิ้นราตรีนี้แล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวกรุงสีพีจะชุมนุมกันขับไล่พระองค์ออกไปจากแคว้น
(พระเวสสันดรตรัสถามว่า)
[๑๗๐๑] นายนักการ เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงโกรธเคืองเรา ขอท่านจงบอกความชั่วที่เรามองไม่เห็น ทำไม พวกเขาจึงจะขับไล่เรา
(นายนักการกราบทูลว่า)
[๑๗๐๒] พวกคนผู้มีชื่อเสียง พระราชบุตร แพศย์ พราหมณ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ต่างพากันติเตียน เพราะพระองค์พระราชทานพญาช้าง เหตุนั้น พวกเขาจึงจะขับไล่พระองค์
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๑๗๐๓] เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ หรือแก้วมณีซึ่งเป็นทรัพย์ภายนอกของเราก็จะเป็นไรไป
[๑๗๐๔] เมื่อยาจกมาถึง เราเห็นแล้วจะพึงให้แขนขวาแขนซ้าย ก็ไม่หวั่นไหวเลย ใจของเรายินดีในการให้
[๑๗๐๕] ถึงชาวกรุงสีพีทั้งมวลจะขับไล่เราหรือจะเข่นฆ่าเรา หรือตัดเราให้เป็น ๗ ท่อนก็ตามเถิด เราจะไม่งดการให้เลย
[๑๗๐๖] ชาวกรุงสีพีและชาวนิคมประชุมพร้อมกันกล่าวอย่างนี้ว่า พระเวสสันดรผู้มีวัตรอันงามจงเสด็จไปสู่อารัญชรคีรีทางฝั่งแม่น้ำโกนติมารา ตามทางที่พระราชาผู้ถูกขับไล่เสด็จออกไปนั้นเถิด
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๑๗๐๗] เรานั้นจักไปตามทางที่พระราชาผู้มีโทษเสด็จไป ขอให้ท่านทั้งหลายจงงดโทษแก่เราคืนหนึ่งและวันหนึ่ง พอให้เราได้ให้ทานก่อนเถิด
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๗๐๘] พระราชาตรัสตักเตือนพระนางมัทรี ผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กายว่า ทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้ให้แก่พระนาง และสิ่งของที่ควรสงวนอันเป็นของพระนาง
[๑๗๐๙] คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา หรือแก้วไพฑูรย์มีอยู่เป็นอันมาก และทรัพย์ฝ่ายบิดาของพระนางเอง ควรเก็บไว้ทั้งหมด
[๑๗๑๐] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย ได้ทูลถามพระเวสสันดรนั้นว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันจะเก็บไว้ที่ไหน หม่อมฉันได้ทูลถามพระองค์แล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกเนื้อความนั้นเถิด
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๑๗๑๑] มัทรี เธอพึงให้ทานในท่านผู้มีศีลทั้งหลายตามสมควรเถิด เพราะที่พึ่งอย่างอื่นของสัตว์ทั้งปวงยิ่งไปกว่าทานไม่มี
[๑๗๑๒] มัทรี เธอพึงเอาใจใส่ในลูกทั้งหลาย พึงเอาใจใส่ในแม่ผัวและพ่อผัว อนึ่ง ผู้ใดพึงตกลงปลงใจว่าจะเป็นพระสวามีของเธอ ก็พึงบำรุงผู้นั้นโดยความเคารพ
[๑๗๑๓] ถ้าไม่มีผู้ใดตกลงปลงใจเป็นพระสวามีของเธอ เพราะเธอกับพี่จะต้องพลัดพรากจากกัน เธอก็จงแสวงหาผู้อื่นมาเป็นพระสวามีเถิด อย่าลำบากเพราะขาดเราเลย
[๑๗๑๔] เพราะเราจะไปสู่ป่าที่น่าสะพรึงกลัวอันประกอบไปด้วยสัตว์ร้าย เมื่อเราคนเดียวอยู่ในป่าใหญ่ ชีวิตก็น่าสงสัย
[๑๗๑๕] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย ได้ทูลถามพระเวสสันดรนั้นว่า ทำไมพระองค์ จึงตรัสเรื่องที่ไม่เป็นจริง ทำไมจึงตรัสเรื่องไม่ดี
[๑๗๑๖] ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ การที่พระองค์จะพึงเสด็จไปตามลำพังนี้มิใช่ธรรม แม้หม่อมฉันก็จะตามเสด็จไปตามทางที่พระองค์เสด็จไป
[๑๗๑๗] ความตายร่วมกับพระองค์ หรือการมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายร่วมกับพระองค์นั้นเท่านั้นประเสริฐกว่า การมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร
[๑๗๑๘] การก่อไฟให้ลุกโพลงมีเปลวเป็นอันเดียวกัน แล้วจึงตายในไฟที่ลุกโพลงนั้นประเสริฐกว่า การมีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร
[๑๗๑๙] ช้างพังติดตามพญาช้างผู้ได้รับการฝึกอยู่ในป่า เที่ยวไปตามซอกเขาเสมอบ้าง ไม่เสมอบ้างฉันใด
[๑๗๒๐] หม่อมฉันจะพาลูกทั้งหลายติดตามพระองค์ไปข้างหลังฉันนั้น หม่อมฉันจักเป็นผู้เลี้ยงง่ายสำหรับพระองค์ จักไม่เป็นผู้เลี้ยงยากสำหรับพระองค์
[๑๗๒๑] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก นั่งอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๒๒] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก กำลังเล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๒๓] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก อยู่ที่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๒๔] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ส่งเสียงไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่ที่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๒๕] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ผู้ทัดทรงมาลาประดับองค์อยู่ที่อาศรมรมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๒๖] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ผู้ทัดทรงมาลาประดับองค์เล่นเพลิดเพลินอยู่ ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๒๗] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ทัดทรงมาลาอยู่ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๒๘] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้งหลาย ทัดทรงมาลา กำลังฟ้อนรำ เล่นเพลิดเพลินอยู่ในอาศรมอันน่ารื่นรมย์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๒๙] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นช้างพลาย มีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี กำลังเที่ยวไปในป่าตามลำพัง เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๐] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นช้างพลาย มีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี กำลังเที่ยวไปทั้งในเวลาเย็นเวลาเช้า เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๑] เมื่อใด ช้างพลายมีวัยล่วงได้ ๖๐ ปี เดินนำหน้าโขลงช้างพังไป ส่งเสียงร้องดังกึกก้อง พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของช้างที่บันลือลั่นอยู่นั้น เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๒] เมื่อใด พระองค์ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ ได้ทอดพระเนตรเห็นลำเนาไพรสองข้าง แห่งทางอันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๓] พระองค์ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นเนื้อที่เดินมาเป็นฝูง ฝูงละ ๕ ตัวในเวลาเย็นและได้ทอดพระเนตรเห็นพวกกินนรกำลังฟ้อนรำอยู่ ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๔] เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงกระเซ็นของแม่น้ำ ที่กำลังหลั่งไหลอยู่ และเสียงเพลงขับกล่อมของพวกกินนร เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๕] เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของนกเค้า ที่บินเที่ยวไปตามซอกเขา เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๖] เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของเหล่าสัตว์ร้าย คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง แรด และวัวลาน เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๗] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง ซึ่งล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลาย กำลังรำแพนหางจับอยู่บนยอดเขา เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๘] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง ที่มีขนปีกงามตระการตา ซึ่งกำลังรำแพนหางอยู่ ล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลาย เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๓๙] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูงตัวมีคอสีเขียว มีหงอนงามล้อมสะพรั่งไปด้วยนางนกยูงทั้งหลายฟ้อนรำอยู่ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๔๐] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ทั้งหลาย มีดอกเบ่งบาน กลิ่นหอมอบอวลในฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๔๑] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพื้นดิน อันดารดาษไปด้วยแมลงค่อมทอง มีสีเขียวสดชะอุ่มในเดือนท้ายฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๔๒] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ทั้งหลาย มีดอกบานสะพรั่ง คือ อัญชันเขียวที่กำลังผลิยอดอ่อน ต้นโลท และบัวบกที่มีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมอบอวลไปในฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
[๑๗๔๓] เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่ไม้ มีดอกบานสะพรั่ง และปทุมชาติ มีดอกร่วงหล่นลงในเดือนท้ายฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น ก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
กัณฑ์หิมพานต์ จบ
กัณฑ์ทานกัณฑ์
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๗๔๔] พระนางผุสดีราชบุตรีผู้ทรงยศได้ทรงสดับคำที่พระโอรสและพระสุณิสาพร่ำสนทนากัน ทรงคร่ำครวญว่า
[๑๗๔๕] เรากินยาพิษตายเสียดีกว่า เรากระโดดเหวตายเสียดีกว่า เราเอาเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดรผู้ไม่มีโทษเล่า
[๑๗๔๖] เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีโทษ ผู้ปราดเปรื่อง เป็นทานบดี ควรแก่การขอ ไม่ตระหนี่ ผู้ที่พระราชาทุกๆ ประเทศบูชา มีเกียรติยศ
[๑๗๔๗] เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีโทษ ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูล
[๑๗๔๘] เพราะเหตุไร ชาวกรุงสีพีจึงจะให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีโทษ ผู้เกื้อกูลแก่พระราชา พระเทวี พระญาติทั้งหลาย มิตรสหายทั้งหลาย และทั่วทั้งแคว้น
[๑๗๔๙] ชาวกรุงสีพีจะให้ขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษ แคว้นของพระองค์ก็จะเป็นเหมือนรังผึ้งที่ตัวแมลงผึ้งหนีจากไป และเหมือนผลมะม่วงสุกที่ร่วงหล่นลงบนดิน
[๑๗๕๐] พระเจ้าแผ่นดินผู้อันพวกอำมาตย์ทอดทิ้งแล้ว จักทรงลำบากอยู่ตามลำพัง เหมือนหงส์มีขนปีกสิ้นแล้ว ลำบากอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ
[๑๗๕๑] ข้าแต่มหาราช เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงขอกราบทูลพระองค์ว่า ประโยชน์อย่าได้ล่วงเลยพระองค์ไปเสีย ขอพระองค์อย่าได้ทรงขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษนั้น ตามคำของชาวกรุงสีพีเลย
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๑๗๕๒] เราย่อมทำความยำเกรงต่อธรรม เราจึงขับไล่ลูกของตนผู้เป็นธงชัยของชาวกรุงสีพี ถึงแม้ลูกจะเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเราเอง
(พระนางผุสดีทรงคร่ำครวญว่า)
[๑๗๕๓] เมื่อก่อน ยอดธงปลิวสะบัดตามเสด็จพระเวสสันดร เหมือนดอกกรรณิการ์บานสะพรั่ง วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น
[๑๗๕๔] เมื่อก่อน ยอดธงปลิวสะบัดตามเสด็จพระเวสสันดร เหมือนสวนดอกกรรณิการ์ที่บานสะพรั่ง วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น
[๑๗๕๕] เมื่อก่อน กองทหารเคยตามเสด็จพระเวสสันดร เหมือนดอกกรรณิการ์ที่บานสะพรั่ง วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น
[๑๗๕๖] เมื่อก่อน กองทหารเคยตามเสด็จพระเวสสันดร เหมือนสวนดอกกรรณิการ์ที่บานสะพรั่ง วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น
[๑๗๕๗] เมื่อก่อน กองทหารเคยแต่งเครื่องแบบ ผ้ากัมพลเหลืองจากแคว้นคันธาระ ทอแสงแวววับเหมือนแมลงค่อมทอง เคยตามเสด็จพระเวสสันดร วันนี้ เธอจักเสด็จไปองค์เดียวเท่านั้น
[๑๗๕๘] เมื่อก่อน พระเวสสันดรเคยเสด็จไป ด้วยช้างพระที่นั่ง วอ และราชรถทรง ทำไมเล่า วันนี้ จะเสด็จไปด้วยพระบาท
[๑๗๕๙] เมื่อก่อน พระเวสสันดรเคยลูบไล้องค์ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ตื่นอยู่ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ทำไมเล่า วันนี้ จักทรงหนังเสืออันหยาบแข็งและหาบบริขารไป
[๑๗๖๐] เพราะเหตุไร กองทหารจึงไม่ขนเอาผ้า ที่ย้อมด้วยน้ำฝาดและหนังเสือ ติดตามพระเวสสันดรผู้เสด็จไปในป่าใหญ่เล่า พระเวสสันดรจึงจะไม่ต้องนุ่งห่มผ้าคากรอง
[๑๗๖๑] พวกคนที่เป็นเจ้าทรงผนวช จะทรงครองผ้าคากรองได้อย่างไรหนอ แม่มัทรีจักนุ่งห่มผ้าคากรองได้อย่างไร
[๑๗๖๒] พระนางมัทรีเคยใช้แต่ผ้าแคว้นกาสี แคว้นโขมะ และแคว้นโกทุมพร แล้วมาใช้ผ้าคากรองจักทำได้อย่างไร
[๑๗๖๓] พระนางมัทรีนั้นเคยไปด้วยยาน คานหาม วอ และรถ วันนี้ จะเดินเท้าไปตามทางได้อย่างไร
[๑๗๖๔] พระนางมัทรีผู้มีสิริโฉม มีฝ่ามืออันอ่อนนุ่ม มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข วันนี้ จะเดินเท้าไปตามทางได้อย่างไร
[๑๗๖๕] พระนางมัทรีผู้มีฝ่าเท้าอันอ่อนนุ่ม มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข เดินไปอย่างลำบากด้วยรองเท้าทอง วันนี้ จะเดินเท้าไปตามทางได้อย่างไร
[๑๗๖๖] พระนางมัทรีผู้ทัดทรงมาลา เดินนำหน้านางข้าหลวงเป็นพัน วันนี้ จะเดินไปป่าคนเดียวได้อย่างไร
[๑๗๖๗] พระนางมัทรีเมื่อก่อนได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอน ก็สะดุ้งหวาดกลัวประจำ วันนี้ จะเดินไปป่าได้อย่างไร
[๑๗๖๘] พระนางมัทรีผู้ได้ยินเสียงนกเค้าแมว นกฮูกร้องครวญคราง ก็หวาดกลัวตัวสั่นเหมือนนางวารุณี (นางวารุณี หมายถึงหญิงที่โดนผีสิง) วันนี้ จะเดินไปป่าได้อย่างไร
[๑๗๖๙] หม่อมฉันกลับมายังนิเวศน์อันว่างเปล่านี้แล้ว ก็จักระทมทุกข์ตลอดกาลนานเป็นแน่แท้ เหมือนแม่นกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า
[๑๗๗๐] เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย ก็จักผอมเหลืองลง เหมือนแม่นกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า
[๑๗๗๑] เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ เหมือนแม่นกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า
[๑๗๗๒] หม่อมฉันมายังนิเวศน์อันว่างเปล่านี้แล้ว ก็จักระทมทุกข์สิ้นกาลนาน เหมือนแม่นกออกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า
[๑๗๗๓] เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย ก็จักผอมเหลืองเป็นแน่แท้ เหมือนแม่นกออกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า
[๑๗๗๔] เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ เหมือนแม่นกออกที่ลูกถูกฆ่าเห็นแต่รังอันว่างเปล่า
[๑๗๗๕] หม่อมฉันกลับมายังนิเวศน์อันว่างเปล่านี้แล้ว ก็จักระทมทุกข์ตลอดกาลนานเป็นแน่แท้ เหมือนแม่นกจักรพากซบเซาอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ
[๑๗๗๖] เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย ก็จักผอมเหลืองเป็นแน่แท้ เหมือนแม่นกจักรพากซบเซาอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ
[๑๗๗๗] เมื่อหม่อมฉันไม่เห็นลูกรักทั้งหลาย ก็จักวิ่งพล่านไปตามที่นั้นๆ เหมือนแม่นกจักรพากวิ่งพล่านอยู่ในเปือกตมที่ไม่มีน้ำ
[๑๗๗๘] เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่อย่างนี้ ถ้าพระองค์ยังทรงให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิดจากแว่นแคว้นไปสู่ป่า หม่อมฉันเห็นจะละชีวิตแน่
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๗๗๙] พระสนมกำนัลในพระเจ้ากรุงสีพีถ้วนหน้า ได้ยินคำรำพันของพระนางผุสดีแล้ว ต่างพากันมาประชุมประคองแขนทั้งหลายขึ้นร่ำไห้
[๑๗๘๐] พระโอรสทั้งหลายและพระชายาในนิเวศน์ ของพระเวสสันดร ต่างก็นอนกันแสง เหมือนหมู่ไม้รังที่ถูกพายุพัดล้มระเนระนาด
[๑๗๘๑] พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ในนิเวศน์ ของพระเวสสันดร ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายคร่ำครวญ
[๑๗๘๒] กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ต่างก็พากันประคองแขนคร่ำครวญในนิเวศน์ของพระเวสสันดร
[๑๗๘๓] ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ต่อมาพระเวสสันดรก็เสด็จมาสู่โรงทาน เพื่อทรงให้ทาน โดยรับสั่งว่า
[๑๗๘๔] พวกท่านจงให้ผ้าแก่ผู้ต้องการผ้า ให้เหล้าแก่พวกนักเลงเหล้า ให้โภชนะแก่พวกคนผู้ต้องการโภชนะโดยทั่วถึงกัน
[๑๗๘๕] และพวกท่านอย่าได้เบียดเบียนพวกวณิพกผู้มา ณ ที่นี้ จงเลี้ยงดูพวกเขาให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ พวกเขาได้รับการบูชาแล้ว ก็จงไปเถิด
[๑๗๘๖] คราวนั้น มีเสียงอึกทึกกึกก้องน่าสะพรึงกลัว เป็นไปในพระนครนี้ว่า ชาวกรุงสีพีขับไล่พระเวสสันดรนั้นเพราะทรงบริจาคทาน ขอให้พระองค์ได้ทรงบริจาคทานต่อไปอีกเถิด
[๑๗๘๗] เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก วณิพกเหล่านั้นก็เป็นดังคนเมามีท่าทางอิดโรย นั่งปรับทุกข์กันและกันว่า
[๑๗๘๘] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวกรุงสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิดไปจากแคว้น ก็เหมือนได้พากันตัดต้นไม้ที่มีผลต่างๆ
[๑๗๘๙] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวกรุงสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิดไปจากแคว้น ก็เหมือนได้พากันตัดต้นไม้ที่ให้สิ่งที่น่าต้องการทุกอย่าง
[๑๗๙๐] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวกรุงสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิดไปจากแคว้น ก็เหมือนได้พากันตัดต้นไม้ที่นำรสที่น่าต้องการทุกอย่างมาให้
[๑๗๙๑] เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก ทั้งคนแก่ เด็ก และคนปานกลาง ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญ
[๑๗๙๒] เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก พวกทรงเจ้า พวกขันที สนมฝ่ายใน และโหรหลวง ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญ
[๑๗๙๓] เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก แม้หญิงทั้งหลายที่อยู่ในกรุงนั้นต่างก็พากันร้องไห้คร่ำครวญ
[๑๗๙๔] สมณะ พราหมณ์ และพวกวณิพกเหล่าอื่น ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เป็นการไม่ยุติธรรมเลย
[๑๗๙๕] เพราะเหตุที่พระเวสสันดรกำลังบำเพ็ญทาน อยู่ในพระราชวังของพระองค์ จะเสด็จออกไปจากแคว้นของพระองค์ เพราะคำของชาวกรุงสีพีเป็นเหตุ
[๑๗๙๖] พระเวสสันดรได้พระราชทานช้าง ๗๐๐ เชือก ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันมีสายรัดทองและสัปคับทอง
[๑๗๙๗] มีนายควาญช้างถือหอกซัดและขอ ขึ้นขี่คอประจำแล้ว เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์
[๑๗๙๘] พระเวสสันดรทรงพระราชทานม้า ๗๐๐ ตัว ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าสินธพชาติอาชาไนย มีฝีเท้าเร็ว
[๑๗๙๙] มีนายสารถีถือทวนและธนู ขึ้นขี่ประจำแล้ว เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์
[๑๘๐๐] พระเวสสันดรทรงพระราชทานรถ ๗๐๐ คัน ซึ่งผูกสอดเครื่องรบชักธงขึ้น หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
[๑๘๐๑] มีนายสารถีสวมเกราะถือธนู ขึ้นขับขี่แล้ว เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์
[๑๘๐๒] พระเวสสันดรพระราชทานสตรี ๗๐๐ นาง นั่งประจำในรถคันละนาง สวมสอดด้วยสร้อยสังวาล ตบแต่งด้วยเครื่องทอง
[๑๘๐๓] มีเครื่องประดับ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม และประดับเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่มีสีเหลือง มีดวงตากว้าง ใบหน้ายิ้มแย้ม สะโพกงาม เอวบางร่างน้อย แล้วเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์
[๑๘๐๔] พระเวสสันดรพระราชทานแม่โคนม ๗๐๐ ตัว พร้อมด้วยภาชนะเงินสำหรับรองรับน้ำนมทุกๆ ตัวแล้ว เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์
[๑๘๐๕] พระเวสสันดรพระราชทานทาสี ๗๐๐ คน และทาส ๗๐๐ คนแล้ว จึงเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์
[๑๘๐๖] พระเวสสันดรนี้พระราชทานช้าง ม้า รถ และนารีที่ประดับตบแต่งแล้ว จึงเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์
[๑๘๐๗] ในสมัยนั้น ได้มีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานมหาทานแล้ว แผ่นดินก็สะท้านหวั่นไหว
[๑๘๐๘] ในสมัยนั้น ได้มีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า เมื่อพระเวสสันดรทรงประนมมือ เสด็จออกจากแคว้นของพระองค์
[๑๘๐๙] คราวนั้น เสียงอึกทึกกึกก้องน่าสะพรึงกลัว เป็นไปในพระนครนี้ว่า ชาวกรุงสีพีขับไล่พระเวสสันดรนั้นเพราะบริจาคทาน ขอให้พระองค์ได้ทรงบริจาคทานต่อไปอีกเถิด
[๑๘๑๐] เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก วณิพกเหล่านั้นก็เป็นดังคนเมามีท่าทางอิดโรย นั่งปรับทุกข์กันและกัน
[๑๘๑๑] พระเวสสันดรกราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัย ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงธรรมว่า ขอเดชะ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเนรเทศข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะไปยังเขาวงกต
[๑๘๑๒] ข้าแต่มหาราช สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีมาแล้ว ที่จะมีมา และที่มีอยู่ สัตว์เหล่านั้นยังไม่อิ่มด้วยกามเลย จะต้องพากันไปสู่สำนักของพญายม
[๑๘๑๓] ข้าพระองค์นั้นบำเพ็ญทานอยู่ในบุรีของตน ยังชื่อว่าเบียดเบียนชาวเมืองของตน จะต้องออกจากแคว้นของตนเพราะเหตุแห่งคำของชาวกรุงสีพี
[๑๘๑๔] หม่อมฉันจักต้องได้เสวยความคับแค้นนั้นๆ ในป่า อันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย ซึ่งแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัย ข้าพระองค์จะบำเพ็ญบุญ ขอพระองค์ประทับจมอยู่ในเปือกตมเถิด
[๑๘๑๕] ข้าแต่พระแม่เจ้า ขอพระแม่เจ้า ได้ทรงโปรดอนุญาตหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันพอใจการบวช หม่อมฉันเมื่อบำเพ็ญทานอยู่ในบุรีของตน ยังชื่อว่าเบียดเบียนชาวเมืองของตน จะต้องออกจากแคว้นของตนเพราะเหตุแห่งคำของชาวกรุงสีพี
[๑๘๑๖] หม่อมฉันจักต้องได้เสวยความคับแค้นนั้นๆ ในป่า อันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย ซึ่งแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัย หม่อมฉันจะบำเพ็ญบุญ ขอพระองค์ประทับจมอยู่ในเปือกตมเถิด
(พระนางผุสดีตรัสว่า)
[๑๘๑๗] ลูกเอ๋ย แม่อนุญาตให้ลูก ขอการบวชของลูกจงสำเร็จ ส่วนแม่มัทรีผู้มีโฉมงาม มีสะโพกผึ่งผาย เอวบางร่างน้อยนี้ จงอยู่กับลูกๆ เถิด จักทำอะไรในป่าได้
(พระนางมัทรีกราบทูลว่า)
[๑๘๑๘] หม่อมฉันไม่ต้องการนำแม้ทาสีไปสู่ป่าโดยที่เธอไม่ปรารถนา ถ้าเธอปรารถนา จะติดตามไปก็ตามใจ ถ้าไม่ปรารถนาก็จงอยู่เถิด
[๑๘๑๙] ลำดับนั้น พระมหาราชเสด็จดำเนินไปทรงวิงวอนพระสุณิสาว่า แม่มัทรี ผู้มีร่างกายอันชโลมจันทน์ เจ้าอย่าได้ทรงไว้ซึ่งความหมักหมมด้วยละอองธุลีเลย
[๑๘๒๐] แม่มัทรีเคยทรงผ้าแคว้นกาสี อย่าได้ทรงผ้าคากรองเลย การอยู่ในป่าเป็นความลำบาก แม่มัทรีผู้มีลักษณะงาม เจ้าอย่าได้ไปเลยนะ
[๑๘๒๑] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย ได้กราบทูลพระสัสสุระนั้นว่า ความสุขใดจะพึงมีแก่หม่อมฉันโดยเว้นจากพระเวสสันดร หม่อมฉันไม่พึงปรารถนาความสุขนั้น
[๑๘๒๒] พระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ได้ตรัสกับพระนางมัทรีนั้นว่า เชิญฟังก่อนแม่มัทรี สัตว์อันจะรบกวน ยากที่จะอดทนได้ สัตว์เหล่าใดมีอยู่ในป่า
[๑๘๒๓] สัตว์เหล่านั้นเป็นอันมาก คือ เหลือบ ตั๊กแตน ยุง และผึ้ง มันจะพึงเบียดเบียนเธอในป่านั้น ความทุกข์อย่างยิ่งนั้นจะพึงมีแก่เธอ
[๑๘๒๔] เธอจะต้องได้พบสัตว์ที่น่ากลัวอื่นอีก ที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่นงูเหลือม สัตว์ที่ไม่มีพิษ แต่มีกำลังมาก
[๑๘๒๕] มันรัดมนุษย์ หรือแม้แต่เนื้อที่มาใกล้ ด้วยขนดแล้วนำมาสู่อำนาจของมัน
[๑๘๒๖] แม้เนื้อร้ายอื่นๆ เช่นหมีดำ คนที่มันได้เห็นแล้วหนีขึ้นต้นไม้ก็ไม่พ้น
[๑๘๒๗] ควายเปลี่ยวขวิดลับปลายเขาทั้งคู่ให้แหลม เที่ยวไปอยู่ในถิ่นที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโสตุมพะ
[๑๘๒๘] แม่มัทรี เธอเปรียบเสมือนแม่โคนมรักลูก เห็นฝูงเนื้อและโคถึกที่ท่องเที่ยวอยู่ในป่า จักทำอย่างไร
[๑๘๒๙] แม่มัทรี เธอได้เห็นลิงทะโมนไพรที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งบังเอิญประจวบเข้าที่หนทางที่เดินได้ยาก ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอันใหญ่หลวง ก็จักมีแก่เธอเพราะไม่รู้จักเขต
[๑๘๓๐] แม่มัทรี เมื่อเธออยู่ในพระนคร ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอน ยังสะดุ้งตกใจบ่อยๆ เธอไปถึงเขาวงกตจักทำอย่างไร
[๑๘๓๑] เมื่อฝูงนกพากันจับชุมนุมอยู่ในเวลาเที่ยงตรง ป่าใหญ่เหมือนส่งเสียงกระหึ่ม เธอปรารถนาจะไปในป่าใหญ่นั้นทำไม
[๑๘๓๒] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้ทรงสิริโฉม ได้กราบทูลคำนี้กับพระเจ้ากรุงสญชัยนั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ขอพระองค์ทรงพระกรุณา ตรัสบอกสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่มีอยู่ในป่าแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักยอมอดทนต่อสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นทั้งหมด หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๓๓] หม่อมฉันจักแหวกต้นเป้ง หญ้าคาหญ้าคมบาง แฝก หญ้าปล้อง และหญ้ามุงกระต่ายไปด้วยอก หม่อมฉันจักไม่เป็นผู้อันพระเวสสันดรนั้นนำไปได้โดยยาก
[๑๘๓๔] กุมารีได้สามีด้วยวัตตจริยาเป็นอันมาก คือ ด้วยการอดอาหาร ทรมานท้อง และด้วยการผูกคาดด้วยไม้คางโค
[๑๘๓๕] ด้วยการบำเรอไฟ และด้วยการดำน้ำ ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๓๖] ชายใดจับมือหญิงหม้ายนั้นผู้ไม่ปรารถนาฉุดคร่าไป ชายนั้นเป็นผู้ไม่ควรบริโภคของที่เป็นเดนของหญิงหม้ายนั้น ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๓๗] ชายอื่นดูหมิ่นหญิงผู้ไม่มีสามี ให้ทุกข์มากมายมิใช่น้อยแก่หญิงผู้ไม่มีสามีนั้น ด้วยการจับผม เตะ ถีบ ถอง และผลักให้ล้มลงบนพื้นดิน ไม่ยอมหลีกไป ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๓๘] พวกผู้ชายเจ้าชู้ต้องการหญิงหม้ายผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง ให้ทรัพย์เล็กน้อยแล้ว ก็เข้าใจว่า ตนเป็นผู้มีโชคดี ย่อมยื้อยุดฉุดกระชากหญิงหม้ายผู้ไม่ปรารถนาจะไป เหมือนฝูงกาพากันรุมทึ้งนกเค้า ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลกข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๓๙] อันว่าหญิงหม้าย แม้จะอยู่ในตระกูลญาติ ที่เจริญรุ่งเรืองไปด้วยเครื่องทองสัมฤทธิ์ จะไม่ได้รับคำติเตียนล่วงเกินจากพี่น้องและเพื่อนฝูงเป็นไปไม่ได้ ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๔๐] แม่น้ำที่ไม่มีน้ำก็ดี แว่นแคว้นที่ไม่มีเจ้าครองก็ดี ย่อมไร้ประโยชน์ แม้หญิงหม้ายถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ ก็เหมือนอยู่โดดเดี่ยว ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๔๑] ธงเป็นเครื่องหมายแห่งรถ ควันเป็นเครื่องปรากฏแห่งไฟ พระราชาเป็นสัญลักษณ์ของแผ่นดิน ภัสดาเป็นศรีสง่าของสตรี ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดในโลก ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๔๒] หญิงใดผู้มีเกียรติ เป็นคนขัดสนในเวลาสามีขัดสน เป็นคนมั่งคั่งในเวลาสามีมั่งคั่ง หญิงนั้นแล เทพเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญว่า “กระทำสิ่งที่ทำไดัยาก” ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ หม่อมฉันจะต้องไปให้ได้
[๑๘๔๓] หม่อมฉันจักบวชติดตามพระสวามีไปทุกเมื่อ ในเมื่อแม้แต่แผ่นดินยังไม่แตกสลายไป ความเป็นหม้ายเป็นความเจ็บปวดของหญิง
[๑๘๔๔] หม่อมฉันขาดพระเวสสันดรแล้ว ก็ไม่ปรารถนาแม้แต่แผ่นดินอันมีสาครเป็นขอบเขต ซึ่งมีทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากมาย บริบูรณ์ด้วยรัตนะนานัปปการ
[๑๘๔๕] หญิงเหล่าใดเมื่อสามีมีทุกข์ ย่อมปรารถนาสุขเพื่อตน หญิงเหล่านั้นเลวทรามแท้ หัวใจของพวกเธอเป็นอย่างไรหนอ
[๑๘๔๖] เมื่อพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จออก หม่อมฉันจักขอติดตามพระองค์ไปด้วย เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงประทาน สิ่งที่น่าต้องการทั้งปวงแก่หม่อมฉัน
[๑๘๔๗] พระมหาราชได้ตรัสพระดำรัสนี้ กับพระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กายว่า แม่มัทรีผู้มีลักษณะสวยงาม พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา ลูกทั้งหลายเหล่านี้ของเธอยังเป็นเด็ก เจ้าจงฝากฝังไว้แล้วไปเถิด พวกเราจะรับเลี้ยงดูเด็กทั้งหลายนั้นไว้เอง
[๑๘๔๘] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย ได้กราบทูลพระเจ้าสญชัยนั้นดังนี้ว่า ข้าแต่สมมติเทพ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาเป็นลูกรักของหม่อมฉัน ลูกทั้ง ๒ นั้นจักชโลมใจหม่อมฉัน ผู้มีชีวิตที่เศร้าโศกให้รื่นรมย์ในป่านั้นได้
[๑๘๔๙] พระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ได้ตรัสกับพระนางมัทรีนั้นว่า เด็กทั้งหลายเคยเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด เมื่อมาเสวยผลไม้ จักทำอย่างไร
[๑๘๕๐] เด็กทั้งหลายเคยเสวยในถาดทองหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ เป็นของใช้ประจำราชตระกูล เมื่อต้องมาเสวยในใบไม้ จักทำอย่างไร
[๑๘๕๑] เด็กทั้งหลายเคยสวมใส่ผ้าแคว้นกาสี แคว้นโขมะ และแคว้นโกทุมพร เมื่อต้องมาสวมใส่ผ้าคากรอง (ผ้าทำด้วยหญ้าคา) จักทำอย่างไร
[๑๘๕๒] เด็กทั้ง ๒ เคยไปด้วยคานหาม วอ และรถ เมื่อต้องเดินด้วยเท้าเปล่า จักทำอย่างไร
[๑๘๕๓] เด็กทั้งหลายเคยนอนในเรือนยอด มีบานหน้าต่างปิดมิดชิด เมื่อต้องมานอนในที่โคนไม้ จักทำอย่างไร
[๑๘๕๔] เด็กทั้งหลายเคยนอนบนพรมที่ปูลาดอย่างวิจิตรบนบัลลังก์ เมื่อต้องมานอนที่ลาดด้วยหญ้า จักทำอย่างไร
[๑๘๕๕] เด็กทั้งหลายเคยลูบไล้ด้วยกฤษณาและจันทน์หอม เมื่อต้องมาแปดเปื้อนละอองธุลี จักทำอย่างไร
[๑๘๕๖] เด็กทั้งหลายเคยดำรงอยู่ในความสุข มีผู้ใช้แส้จามรีและกำหางนกยูงพัดวีให้ ต้องถูกเหลือบและยุงกัด จักทำอย่างไร
[๑๘๕๗] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยดังนี้ว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าได้ทรงปริเวทนาการ และอย่าได้เสียพระทัยเลย หม่อมฉันทั้งหลายเป็นอย่างไร เด็กทั้งหลายก็จักเป็นอย่างนั้น
[๑๘๕๘] พระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย ครั้นกราบทูลดังนี้แล้วก็เสด็จจากไป พระนางผู้มีลักษณะโสภาทรงพาพระโอรสทั้งหลาย เสด็จไปตามทางที่พระเจ้ากรุงสีพีเคยเสด็จไป
[๑๘๕๙] ลำดับนั้น พระเวสสันดรผู้เป็นกษัตริย์ ครั้นได้ทรงบริจาคทานแล้วก็ถวายบังคม พระบิดาและพระมารดา และทรงทำประทักษิณ
[๑๘๖๐] รีบเสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่งอันเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัว ทรงพาพระโอรสและพระชายาเสด็จไปสู่เขาวงกต
[๑๘๖๑] ลำดับนั้น พระเวสสันดรเสด็จไป ในสถานที่ที่มีหมู่ชนเป็นอันมากอยู่ ตรัสบอกลาว่า เราจะไปละนะ ขอหมู่ญาติทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่มีโรคเถิด
[๑๘๖๒] เชิญดูเถิดมัทรี ที่ประทับของพระเจ้ากรุงสีพีผู้ประเสริฐ ปรากฏเป็นรูปอันน่ารื่นรมย์ ส่วนตำหนักของเราเป็นดังที่อยู่ของเปรต
[๑๘๖๓] พราหมณ์ทั้งหลายได้ตามพระเวสสันดรนั้นไป พวกเขาได้ทูลขอม้ากับพระองค์ พระองค์ถูกขอแล้ว จึงได้ทรงมอบม้า ๔ ตัวให้แก่พราหมณ์ทั้ง ๔ คน
[๑๘๖๔] เชิญดูเถิดมัทรี ละมั่งทองปรากฏร่างงดงาม เป็นดังม้าที่ได้รับการฝึกมาดีแล้ว นำเราไป
[๑๘๖๕] ต่อมา พราหมณ์คนที่ ๕ ในป่านั้น ได้มาทูลขอราชรถกับพระองค์ พระองค์ถูกขอแล้ว ก็ทรงพระราชทานราชรถนั้นให้แก่เขา และพระองค์มิได้มีพระทัยท้อแท้เลย
[๑๘๖๖] ลำดับนั้น พระเวสสันดรรับสั่งให้คนของพระองค์ลงแล้ว ทรงพอพระทัยมอบรถม้าพระที่นั่ง ให้แก่พราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์ไป
[๑๘๖๗] มัทรี เธอจงอุ้มแม่กัณหาผู้เป็นน้องนี้ซึ่งเบากว่า ส่วนพี่จักอุ้มพ่อชาลี เพราะเธอเป็นพี่คงจะหนักกว่า
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๘๖๘] พระราชาทรงอุ้มพระกุมาร ส่วนพระนางมัทรีราชบุตรีทรงอุ้มทาริกา ทรงยินดีร่วมกัน ทั้งตรัสปราศรัยคำอันไพเราะกับกันและกันดำเนินไป
กัณฑ์ทานกัณฑ์ จบ
กัณฑ์วนปเวสน์
(พระศาสดาตรัสเนื้อความที่พระเวสสันดรตรัสกับพระนางมัทรีว่า)
[๑๘๖๙] ถ้ามนุษย์บางคนเดินไปตามทาง หรือเดินสวนทางมา เราจะได้ถามทางกับพวกเขาว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน
[๑๘๗๐] พวกเขาพบเราในระหว่างทางนั้น ต่างก็พากันคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร ทุกข์ระทมตอบเราว่า เขาวงกตยังอยู่อีกไกล
(พระศาสดาตรัสเนื้อความนี้ว่า)
[๑๘๗๑] ถ้าทารกทั้งหลาย ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ที่มีผลในป่าใหญ่ ต่างก็ทรงกันแสง เพราะเหตุแห่งผลไม้เหล่านั้น
[๑๘๗๒] หมู่ไม้สูงใหญ่ดังจะเห็นทารกทรงพระกันแสง จึงโน้มกิ่งลงมาเอง จนใกล้จะถึงทารกทั้งหลาย
[๑๘๗๓] พระนางมัทรีผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กาย เห็นเหตุอัศจรรย์ไม่เคยมีมา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดขนพองสยองเกล้านี้แล้ว จึงกล่าวสาธุการว่า
[๑๘๗๔] เหตุอันน่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาในโลก เป็นเหตุให้เกิดขนพองสยองเกล้า ด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร ต้นไม้จึงโน้มกิ่งลงมา
[๑๘๗๕] ทวยเทพทั้งหลายต่างก็ได้มาช่วยย่นทางเข้า ให้กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์เสด็จถึงเจตราชได้โดยใช้เวลาเสด็จเพียงวันเดียว เพื่ออนุเคราะห์ทารกทั้งหลาย
[๑๘๗๖] กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์นั้นทรงดำเนินไปสิ้นทางไกล เสด็จถึงเจตราชซึ่งเป็นชนบทที่เจริญมั่งคั่ง มีเนื้อและข้าวอย่างดีเป็นอันมาก
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๘๗๗] ชาวนครเจตราชเห็นพระนางมัทรี ผู้มีลักษณะสวยงามเสด็จมา ก็ห้อมล้อมแห่แหนด้วยกล่าวกันว่า พระแม่เจ้าเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติหนอ ดำเนินมาด้วยพระบาทเปล่า
[๑๘๗๘] เคยทรงราชยานคานหามและราชรถ วันนี้ พระนางมัทรีต้องดำเนินด้วยพระบาทเปล่าในป่า
[๑๘๗๙] พระยาเจตราชทั้งหลายได้เห็นพระเวสสันดร ต่างก็ทรงกันแสงเข้าไปเฝ้ากราบทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ทรงพระสำราญ ปราศจากโรคาพาธหรือ พระองค์ไม่มีทุกข์หรือ พระราชบิดาของพระองค์หาพระโรคาพาธมิได้หรือ ชาวกรุงสีพีก็ไม่มีโรคหรอกหรือ
[๑๘๘๐] ข้าแต่มหาราช พลนิกายของพระองค์อยู่ที่ไหน กระบวนรถของพระองค์อยู่ที่ไหน พระองค์ไม่มีม้าทรง ไม่มีรถทรง ทรงดำเนินมาสิ้นทางแสนไกล ถูกพวกอมิตรย่ำยีหรือ จึงเสด็จมาถึงทิศนี้
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๑๘๘๑] สหายทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีความสุขไม่มีโรคเบียดเบียน อนึ่ง พระราชบิดาของข้าพเจ้าก็ทรงปราศจากพระโรค และชาวกรุงสีพีก็ไม่มีโรคเบียดเบียน
[๑๘๘๒] เพราะข้าพเจ้าได้ให้พญากุญชรมีงาดุจงอนไถ แกล้วกล้าสามารถรู้จักเขตแห่งการรบทั้งปวง เผือกผ่องประเสริฐสุด
[๑๘๘๓] คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง ซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ มีงาน่าชอบใจ เผือกผ่องดังภูเขาไกรลาส พร้อมทั้งพัดวาลวีชนี
[๑๘๘๔] ทำไม พระเวสสันดรจึงได้พระราชทาน พญาช้างราชพาหนะซึ่งเป็นยานชั้นเลิศ เป็นทรัพย์อย่างประเสริฐพร้อมทั้งฉัตรขาว เครื่องลาด หมอช้าง และคนเลี้ยงช้างแก่พวกพราหมณ์
[๑๘๘๕] เพราะเหตุนั้น ชาวกรุงสีพีจึงพากันโกรธเคืองข้าพเจ้า ทั้งพระบิดาก็ทรงกริ้วขับไล่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปเขาวงกต สหายทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทราบโอกาสซึ่งเป็นที่อยู่ในป่าของข้าพเจ้าเถิด
(พระยาเจตราชกราบทูลว่า)
[๑๘๘๖] ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดี มิได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้ทรงเป็นใหญ่เสด็จมาถึงแล้ว ขอพระองค์ตรัสบอกพระประสงค์สิ่งที่มีอยู่ในเมืองนี้
[๑๘๘๗] ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์เสวยสุธาโภชนาหาร ข้าวสาลี ผักดอง เหง้ามัน น้ำผึ้ง และเนื้อเถิด พระองค์เป็นแขกที่ข้าพระองค์ทั้งหลายสมควรต้อนรับ
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๑๘๘๘] สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายให้แล้ว ขอสิ่งนั้นทั้งหมดจงเป็นอันเราได้รับไว้แล้วเถิด บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายได้ทำแล้วทุกอย่าง พระราชาทรงพิโรธข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปยังเขาวงกต สหายทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทราบ โอกาสซึ่งเป็นที่อยู่ในป่าของข้าพเจ้าเถิด
(พระยาเจตราชกราบทูลว่า)
[๑๘๘๙] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ ขอเชิญพระองค์เสด็จประทับ ณ เจตราชนี้ก่อนเถิด จนกว่าชาวเจตราชจักไปเฝ้าพระเจ้ากรุงสีพีเพื่อทูลขอถึงพระราชสำนัก
[๑๘๙๐] เพื่อทูลขอพระมหาราชผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ทรงอภัยโทษให้ชาวเจตราชได้ที่พึ่งแล้ว มีความปรีดาแห่แหนแวดล้อมพระองค์ไป ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๑๘๙๑] ท่านทั้งหลายอย่าได้ชอบใจเลย การไปทูลขอถึงพระราชสำนักเพื่อให้พระราชาทรงอภัยโทษให้ แม้แต่พระราชาก็ไม่ทรงเป็นใหญ่ในเรื่องนี้
[๑๘๙๒] เพราะถ้าชาวกรุงสีพีพร้อมทั้งพลนิกาย และชาวนิคมโกรธเคืองยิ่งแล้ว ก็ปรารถนาจะกำจัดพระราชาเสียเพราะสาเหตุแห่งเรา
(พระยาเจตราชกราบทูลว่า)
[๑๘๙๓] ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ถ้าเหตุการณ์นี้ในรัฐนั้นเป็นไปเช่นนี้ ขอพระองค์ทรงมีชาวเจตราชแวดล้อมเสด็จครองราชสมบัติในรัฐนี้เถิด
[๑๘๙๔] รัฐนี้มั่งคั่งสมบูรณ์ ชนบทก็มั่งคั่งกว้างใหญ่ ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงตกลงพระทัยครองราชสมบัติเถิด
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๑๘๙๕] ข้าพเจ้าไม่มีความพอใจ ไม่ตกลงใจที่จะครองราชสมบัติ บุตรแห่งชาวเจตราชทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า ผู้ถูกขับไล่จากแคว้นเถิด
[๑๘๙๖] ชาวกรุงสีพี พลนิกาย และชาวนิคมคงไม่ยินดีว่า ชาวเจตราชได้ราชาภิเษกข้าพเจ้าผู้ถูกขับไล่จากแคว้น
[๑๘๙๗] แม้ความไม่เบิกบานใจจะพึงมีแก่ท่านทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้าแน่นอน อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ชอบใจความบาดหมางใจ และความทะเลาะกับชาวกรุงสีพีเลย
[๑๘๙๘] มิใช่แต่เท่านั้น ความบาดหมางใจจะพึงรุนแรงขึ้น สงครามใหญ่ก็อาจจะมีได้ คนเป็นจำนวนมากก็จะฆ่าฟันกันเอง เพราะเหตุแห่งข้าพเจ้าผู้เดียว
[๑๘๙๙] สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายให้แล้ว ขอสิ่งนั้นทั้งหมดจงเป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้วเถิด บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายได้ทำแล้วทุกอย่าง พระราชาทรงพิโรธข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปยังเขาวงกต สหายทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทราบ โอกาสซึ่งเป็นที่อยู่ในป่าของข้าพเจ้าเถิด
(ชาวเจตราชกราบทูลว่า)
[๑๙๐๐] เชิญเถิด ราชฤๅษีทั้งหลายผู้ทรงบูชาไฟ มีพระทัยตั้งมั่นประทับอยู่ ณ ประเทศใด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักกราบทูลประเทศนั้น ขอให้ทรงทราบเหมือนอย่างผู้ฉลาดในหนทางฉะนั้นเถิด
[๑๙๐๑] ข้าแต่มหาราช โน่น ภูเขาคันธมาทน์ที่เป็นศิลาล้วน ซึ่งเป็นสถานที่ประทับอยู่ของพระองค์ พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายและพระชายา
[๑๙๐๒] พระยาเจตราชทั้งหลายต่างก็ทรงกันแสง มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล กราบทูลพระเวสสันดรให้ทรงทราบว่า ข้าแต่มหาราช จากนี้ไป ขอเชิญพระองค์ทรงบ่ายพระพักตร์ ตรงไปทางทิศเหนือเถิด
[๑๙๐๓] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ต่อจากนั้น พระองค์จักทรงทอดพระเนตรเห็นภูเขาเวปุลละ ซึ่งดารดาษไปด้วยหมู่ไม้นานาพันธุ์ มีเงาร่มเย็น น่ารื่นรมย์ใจ
[๑๙๐๔] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ พระองค์เสด็จเลยภูเขาเวปุลละนั้นไป จากนั้นก็จะทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำเกตุมดี ซึ่งเป็นแม่น้ำลึก ไหลมาจากซอกเขา
[๑๙๐๕] เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลามากมาย มีท่าน้ำราบเรียบดี มีน้ำมาก พระองค์จะได้สรงสนานและเสวย ณ ที่นั้น ปลุกปลอบพระโอรสและพระชายาให้สำราญพระทัย
[๑๙๐๖] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ต่อจากนั้นไป พระองค์จักทอดพระเนตรเห็นต้นไทร ที่มีผลหวาน มีร่มเงาเยือกเย็น เป็นที่รื่นรมย์ใจ ซึ่งเกิดอยู่บนยอดเขาอันน่ารื่นรมย์
[๑๙๐๗] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ถัดจากนั้นไป พระองค์จักทอดพระเนตรเห็นภูเขานาลิกะซึ่งเป็นศิลาล้วน คลาคล่ำไปด้วยฝูงนกนานาพันธุ์และหมู่กินนร
[๑๙๐๘] ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือแห่งภูเขานาลิกะนั้น มีสระมุจลินท์ที่ดารดาษไปด้วยดอกบุณฑริก ดอกอุบลขาว และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
[๑๙๐๙] ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์วนสถาน อันเขียวชะอุ่มดังเมฆอยู่เป็นนิตย์ สะพรั่งไปด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้ง ๒ เหมือนพญาราชสีห์ที่มุ่งเหยื่อ
[๑๙๑๐] ในไพรสณฑ์นั้น มีฝูงนกมากมาย ส่งเสียงขันคูกู่ร้องก้องไพเราะ ประสานเสียงกู่ร้องอยู่อึงมี่ บนต้นไม้ที่ผลิดอกออกช่อตามฤดูกาล
[๑๙๑๑] พระองค์เสด็จดำเนินถึงซอกเขาซึ่งเป็นทางเดินลำบาก และเป็นต้นของแม่น้ำทั้งหลาย จะได้ทอดพระเนตรเห็น สระโบกขรณีอันสะพรั่งไปด้วยไม้กุ่มและไม้รกฟ้า
[๑๙๑๒] เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลามากมาย มีท่าน้ำงาม ราบเรียบดี มีน้ำมาก เต็มเปี่ยมอยู่สม่ำเสมอ เป็นสระสี่เหลี่ยม มีน้ำอร่อย ปราศจากกลิ่นเหม็น
[๑๙๑๓] ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือแห่งสระโบกขรณีนั้น พระองค์ได้ทรงสร้างบรรณศาลา ครั้นแล้วพึงทรงบำเพ็ญเพียรเลี้ยงพระชนมชีพ ด้วยการเที่ยวแสวงหามูลผลาหารอยู่เถิด
กัณฑ์วนปเวสน์ จบ
กัณฑ์ชูชก
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสว่า)
[๑๙๑๔] ได้มีพราหมณ์ชื่อชูชก ซึ่งอยู่ประจำในแคว้นกาลิงคะ เขามีภรรยาสาวชื่ออมิตตตาปนา
[๑๙๑๕] ถูกพวกหญิงในหมู่บ้านนั้นที่พากันไปตักน้ำที่ท่าน้ำ ต่างแตกตื่นกันมารุมด่าอย่างอึงมี่ว่า
[๑๙๑๖] มารดาของเจ้าคงเป็นศัตรูแน่นอน บิดาของเจ้าก็คงเป็นศัตรูแน่ จึงได้พากันยกเจ้า ที่ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้
[๑๙๑๗] ไม่เกื้อกูลเลยหนอ พวกญาติของเจ้าแอบไปปรึกษากันลับๆ ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้
[๑๙๑๘] พวกญาติของเจ้าเป็นศัตรูหนอ ได้พากันแอบไปปรึกษากันลับๆ ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้
[๑๙๑๙] เป็นความชั่วจริงหนอ ที่พวกญาติของเจ้าได้แอบไปปรึกษากันลับๆ ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้
[๑๙๒๐] เป็นความเลวทรามจริงหนอ ที่พวกญาติของเจ้าได้แอบไปปรึกษากันลับๆ ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้
[๑๙๒๑] เป็นที่น่าเสียใจหนอ ที่พวกญาติของเจ้าได้แอบไปปรึกษาลับๆ ยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้
[๑๙๒๒] เจ้าคงไม่พอใจอยู่กับผัวแก่ การที่เจ้าอยู่ในเรือนของพราหมณ์เฒ่า เจ้าตายเสียยังดีกว่าอยู่
[๑๙๒๓] แม่คนงามสุดสวย มารดาและบิดาของเจ้า คงหาชายอื่นมาให้เป็นผัวเจ้าไม่ได้แน่ จึงยกเจ้าผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้
[๑๙๒๔] ในดิถีที่ ๙ เจ้าคงจักบูชายัญไว้ไม่ดี คงจักไม่ได้ทำการบูชาไฟ มารดาและบิดาของเจ้าจึงยกเจ้า ผู้ยังเป็นสาวแรกรุ่นให้แก่พราหมณ์เฒ่าอย่างนี้
[๑๙๒๕] เจ้าคงสาปแช่งสมณะและพราหมณ์ ผู้มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า ผู้มีศีล เป็นพหูสูตในโลกแน่ เจ้าจึงได้มาอยู่ในเรือนของพราหมณ์เฒ่า แต่ยังเป็นสาวแรกรุ่นอย่างนี้
[๑๙๒๖] การถูกงูกัดก็ไม่เป็นทุกข์ การถูกแทงด้วยหอกก็ไม่เป็นทุกข์ การได้เห็นผัวแก่นั้นแหละเป็นทุกข์หนักหนา
[๑๙๒๗] การเล่นหัวกับผัวแก่ก็ไม่มี การรื่นรมย์กับผัวแก่ก็ไม่มี การสนทนาปราศรัยกับผัวแก่ก็ไม่มี แม้แต่การซิกซี้ก็ไม่งาม
[๑๙๒๘] แต่เมื่อใด ผัวหนุ่มเมียสาวเล่นเย้าหยอกกันอยู่ในที่ลับ เมื่อนั้น ความเศร้าโศกทุกอย่าง ที่เสียดแทงหัวใจอยู่ ก็หายไปสิ้น
[๑๙๒๙] เจ้ายังเป็นสาวรูปงาม พวกชายหนุ่มปรารถนายิ่งนัก เจ้าจงไปอยู่อาศัยในตระกูลญาติเถิด คนแก่จักทำให้เจ้ารื่นรมย์ได้อย่างไร
(นางอมิตตตาปนากล่าวว่า)
[๑๙๓๐] พราหมณ์ ฉันจักไม่ไปตักน้ำที่ท่าน้ำเพื่อท่านต่อไปอีก เพราะพวกหญิงชาวบ้านมันรุมกันด่าฉัน เหตุที่ท่านเป็นคนแก่
(ชูชกปลอบว่า)
[๑๙๓๑] เธออย่าได้ทำการงานเพื่อฉัน อย่าได้ตักน้ำมาเพื่อฉัน ฉันจักตักน้ำเอง แม่มหาจำเริญ เธออย่าได้โกรธเคืองฉัน
(นางอมิตตตาปนาตอบว่า)
[๑๙๓๒] ฉันมิได้เกิดในตระกูลที่จะใช้สามีตักน้ำ พราหมณ์ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน
[๑๙๓๓] พราหมณ์ ถ้าท่านจักไม่นำทาสหรือทาสีมาให้ฉัน ท่านจงทราบอย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในสำนักของท่าน
(ชูชกกล่าวว่า)
[๑๙๓๔] พราหมณี ศิลปกรรมหรือทรัพย์ และข้าวเปลือกของฉันไม่มีที่ไหน ฉันจักนำทาสหรือทาสีมาให้แก่เธอผู้เจริญได้ ฉันจักอุปถัมภ์บำรุงเธอ เธออย่าได้โกรธเคืองเลย
(นางอมิตตตาปนาตอบว่า)
[๑๙๓๕] มาเถิด ฉันจักบอกแก่ท่านตามที่ฉันได้ฟังมา โน่นพระราชาเวสสันดรประทับอยู่ที่เขาวงกต
[๑๙๓๖] พราหมณ์ ท่านจงไปทูลขอทาสและทาสีกับพระองค์เถิด เมื่อท่านทูลขอแล้ว พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์จักพระราชทานทาสและทาสีให้แก่ท่าน
(ชูชกกล่าวว่า)
[๑๙๓๗] นางผู้เจริญ ฉันแก่แล้วเป็นคนทุพพลภาพ ทั้งหนทางก็แสนไกล เดินไปได้แสนยาก เธออย่าได้พิไรรำพัน อย่าได้เสียใจ ฉันจักอุปถัมภ์บำรุงเธอ เธออย่าได้โกรธเคืองเลย
(นางอมิตตตาปนาพูดว่า)
[๑๙๓๘] คนขลาดยังไม่ทันถึงสนามรบ ยังไม่ทันได้รบก็ยอมแพ้ฉันใด พราหมณ์ ท่านยังไม่ทันได้ไป ก็ยอมแพ้เสียแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน
[๑๙๓๙] พราหมณ์ ถ้าท่านจักไม่นำทาสหรือทาสีมาให้ฉัน ท่านจงทราบอย่างนี้ว่า ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน จักทำการที่ไม่พอใจให้แก่ท่าน ข้อนั้นจักเป็นทุกข์แก่ท่าน
[๑๙๔๐] ในคราวมหรสพซึ่งมีในต้นฤดูนักขัตฤกษ์ ท่านจักได้เห็นฉันแต่งตัวสวยงาม รื่นรมย์อยู่กับชายอื่น ข้อนั้นจักเป็นทุกข์แก่ท่าน
[๑๙๔๑] พราหมณ์ เมื่อท่านที่เป็นคนแก่รำพันอยู่ เพราะไม่เห็นฉัน ร่างกายที่งอก็จักงอยิ่งขึ้น และผมที่หงอกก็จักหงอกมากขึ้น
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๙๔๒] ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นตกใจกลัว ตกอยู่ในอำนาจของนางพราหมณี ถูกกามราคะบีบคั้น ได้กล่าวกับนางพราหมณีว่า
[๑๙๔๓] พราหมณี เธอจงทำเสบียงเดินทางให้ฉัน ทั้งขนมงา ขนมเทียน สัตตุก้อน สัตตุผง และข้าวผอก เธอจงจัดให้ดี
[๑๙๔๔] ฉันจักนำพระกุมารทั้ง ๒ มาให้เป็นทาส พระกุมารทั้ง ๒ องค์นั้นเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน จักปรนนิบัติเธอทั้งกลางคืนและกลางวัน
[๑๙๔๕] พราหมณ์ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพรหม ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ก็สวมรองเท้า พร่ำสั่งเสียต่อไป ทำประทักษิณภรรยาแล้ว
[๑๙๔๖] พราหมณ์นั้นสมาทานวัตร มีน้ำตานองหน้า หลีกไปยังนครอันเจริญรุ่งเรืองของชาวกรุงสีพี เที่ยวไปแสวงหาทาส
[๑๙๔๗] พราหมณ์ชูชกนั้นไปในเมืองนั้นแล้ว ได้ถามชนทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ในที่นั้นว่า พระราชาเวสสันดรประทับอยู่ที่ไหน เราจะไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ได้ที่ไหน
[๑๙๔๘] ชนเหล่านั้นผู้มาประชุมกัน ณ ที่นั้น ได้ตอบพราหมณ์ชูชกนั้นไปว่า พราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงบริจาคทานมากเกินไป จึงถูกขับไล่ไปจากแคว้นของพระองค์ บัดนี้ ประทับอยู่ ณ เขาวงกต
[๑๙๔๙] พราหมณ์ พระเวสสันดรผู้เป็นกษัตริย์ ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงบริจาคทานมากเกินไป จึงทรงพาพระโอรสและพระชายา ไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต
[๑๙๕๐] พราหมณ์ชูชกนั้นเป็นผู้มีความติดใจในกาม ถูกนางพราหมณีอมิตตตาตักเตือน จึงได้เสวยทุกข์เป็นอันมากในป่าที่มีสัตว์ร้ายพลุกพล่าน เป็นที่อาศัยอยู่ของแรดและเสือเหลือง
[๑๙๕๑] แกถือไม้เท้าสีเหมือนผลมะตูม เครื่องบูชาไฟ และเต้าน้ำ เข้าไปสู่ป่าใหญ่ ในที่ที่จะได้ทราบข่าว พระเวสสันดรผู้ประทานสิ่งที่น่าใคร่
[๑๙๕๒] เมื่อแกเข้าไปยังป่าใหญ่ ถูกฝูงสุนัขรุมล้อมกัด แกร้องเสียงหลง เดินผิดทางถอยห่างออกไปจากทาง
[๑๙๕๓] ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นผู้โลภในโภคะ ไม่สำรวม เดินผิดทางที่จะไปยังเขาวงกต ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
[๑๙๕๔] ใครเล่าจะพึงบอกพระราชบุตร พระนามว่าเวสสันดรผู้ประเสริฐสุด ทรงชนะความตระหนี่ที่ใครๆ ให้แพ้ไม่ได้ ประทานความปลอดภัยในเวลามีภัยแก่เรา
[๑๙๕๕] พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของพวกยาจก เหมือนธรณีเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราชผู้เปรียบดังธรณีแก่เราได้
[๑๙๕๖] พระองค์ทรงเป็นที่เข้าเฝ้าของพวกยาจก เหมือนสาครเป็นที่ไหลรวมแห่งแม่น้ำทั้งหลาย ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราชผู้เปรียบดังทะเลแก่เราได้
[๑๙๕๗] ใครจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนห้วงน้ำมีท่าสวยงาม สะอาด มีน้ำเยือกเย็นเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดารดาษไปด้วยดอกบุณฑริก สะพรั่งไปด้วยเกสรดอกบัวแก่เราได้
[๑๙๕๘] ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นโพธิ์ที่เกิดอยู่ริมทาง มีร่มเงาเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้
[๑๙๕๙] ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นไทรที่เกิดอยู่ริมทาง มีร่มเงาเยือกเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้
[๑๙๖๐] ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่เกิดอยู่ริมทาง ที่มีร่มเงาเยือกเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้
[๑๙๖๑] ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นสาละที่มีร่มเงาเยือกเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้
[๑๙๖๒] ใครเล่าจะพึงบอกพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่เกิดอยู่ริมทาง มีร่มเงาเยือกเย็น เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พำนักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อนแก่เราได้
[๑๙๖๓] ก็เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่ เพ้อรำพันอยู่อย่างนี้ ผู้ใดพึงบอกว่า เรารู้จัก ผู้นั้นจะพึงทำความเพลิดเพลินให้เกิดแก่เราได้
[๑๙๖๔] ก็เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่ เพ้อรำพันอยู่อย่างนี้ ผู้ใดพึงบอกสถานที่ประทับอยู่ ของพระเวสสันดรได้ว่า เรารู้จัก ผู้นั้นพึงประสบบุญมิใช่น้อยด้วยคำคำเดียวนั้น
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๑๙๖๕] เจตบุตรพรานป่าได้ตอบพราหมณ์ชูชกว่า พราหมณ์ พระเวสสันดรผู้เป็นกษัตริย์ถูกพวกท่านรบกวน เพราะทรงบริจาคทานมากเกินไป จึงถูกขับไล่ออกจากแคว้นของพระองค์ไปประทับอยู่ที่เขาวงกต
[๑๙๖๖] พราหมณ์ พระเวสสันดรผู้เป็นกษัตริย์ถูกพวกท่านรบกวน เพราะทรงบริจาคทานมากเกินไป จึงทรงพาพระโอรสและพระชายาไปประทับอยู่ที่เขาวงกต
[๑๙๖๗] ท่านเป็นคนโง่เขลา ทำสิ่งที่ไม่น่าทำ จากแคว้นมาป่าใหญ่ เที่ยวแสวงหาพระราชบุตร เหมือนนกยางเที่ยวเสาะหาปลาในน้ำ
[๑๙๖๘] พราหมณ์ ณ ที่นี้ เราจักไม่ให้ท่านมีชีวิตอยู่ได้ ลูกศรที่เรายิงนี้แหละจักดูดกินโลหิตของท่าน
[๑๙๖๙] พราหมณ์ เราจะตัดศีรษะของท่าน ผ่าหัวใจพร้อมด้วยไส้พุง บูชายัญชื่อปันถสกุณะ (ปันถสกุณะ หมายถึงการฆ่าแล้วผ่าเนื้อหัวใจควักออกมาพร้อมด้วยตับ ไต และลำไส้ แล้วบูชายัญแก่เทวดาประจำทาง (คล้ายการฆ่านกแล้วย่างไฟบูชา)) พร้อมด้วยเนื้อของท่าน
[๑๙๗๐] พราหมณ์ เราจะเชือดเฉือนเอาหัวใจของท่าน พร้อมด้วยเนื้อ มันข้น และมันสมองของท่าน ยกขึ้นเป็นเครื่องบวงสรวง
[๑๙๗๑] พราหมณ์ ข้อนั้นจักเป็นยัญที่เราบูชาดีแล้ว บวงสรวงดีแล้ว ด้วยเนื้อของท่าน และท่านจักนำพระชายาและพระโอรสทั้งหลาย ของพระราชบุตรไปไม่ได้
(ชูชกโกหกว่า)
[๑๙๗๒] เจตบุตร ท่านจงฟังเราก่อน พราหมณ์ผู้เป็นทูตไม่ควรถูกฆ่า เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ฆ่าทูต นี้เป็นธรรมอันเก่าแก่
[๑๙๗๓] ชาวกรุงสีพีทุกคนตกลงยินยอมแล้ว พระบิดาก็ทรงพระประสงค์จะพบพระราชบุตรนั้น และพระมารดาของพระราชบุตรนั้นก็ทรงทุพพลภาพ คงไม่นานนัก พระเนตรทั้ง ๒ ของพระองค์ก็จักขุ่นมัว
[๑๙๗๔] เจตบุตร ท่านจงฟังเราก่อน เราเป็นทูตที่พวกชาวกรุงสีพีนั้นส่งมา เราจักทูลเชิญพระราชบุตรเสด็จกลับ ถ้าท่านรู้ขอได้บอกทางแก่เราเถิด
(พรานเจตบุตรกล่าวว่า)
ท่านเป็นทูตที่โปรดปรานของพระเวสสันดรผู้เป็นที่รักของเรา เราจะให้รางวัลแก่ท่าน
[๑๙๗๕] พราหมณ์ เราจะให้น้ำเต้า และขาเนื้ออย่างดีแก่ท่าน และจะบอกสถานที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดร ผู้ให้สิ่งที่น่าใคร่แก่ท่าน
กัณฑ์ชูชก จบ
จูฬวนวัณณนา
พรรณนากัณฑ์จุลพน
(พรานเจตบุตรกล่าวว่า)
[๑๙๗๖] มหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทย์ศิลาล้วน ซึ่งเป็นที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายและพระชายา
[๑๙๗๗] พระองค์ทรงเพศนักบวชอันประเสริฐ ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดินและทรงบูชาไฟอยู่
[๑๙๗๘] ทิวไม้เขียวนั้นมีผลหลากหลาย และภูผาสูงยอดเสียดเมฆเขียวชะอุ่ม นั่นแลเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยดอกอัญชัน
[๑๙๗๙] นั่นหมู่ไม้ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้สะคร้อ และย่านทราย อ่อนไหวไปตามลม เหมือนมาณพดื่มสุราครั้งเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่
[๑๙๘๐] ท่านจะได้ยินเสียงนกนานาชนิด ที่จับอยู่บนกิ่งไม้ดุจทิพยสังคีต คือ เหล่านกโพระดก นกดุเหว่า ส่งเสียงขันคูกู่ร้อง บินขวักไขว่ไปมาจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง
[๑๙๘๑] ทั้งหมู่ไม้ที่ต้องลมพัดสะบัดกิ่งใบไหวพลิ้วเสียดสีกันไปมา เหมือนจะเรียกคนผู้กำลังเดินไปให้หวนกลับมา และเหมือนจะเชิญชวนเหล่าชนผู้กำลังเดินผ่านมา ให้ชื่นชมรื่นรมย์พักผ่อน ณ สถานที่ที่พระเวสสันดร พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายประทับอยู่
[๑๙๘๒] พระองค์ทรงเพศเป็นบรรพชิตอันประเสริฐ ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดินและทรงบูชาไฟอยู่
[๑๙๘๓] ในบริเวณอาศรมสถานนั้นมีไม้มะม่วง มะขวิด ขนุน ไม้รัง ชมพู่ สมอพิเภก สมอไทย มะขามป้อม โพธิ และพุทรา
[๑๙๘๔] ทั้งมะพลับทอง ไทร มะขวิด มะซางหวาน และมะเดื่อ มีผลสุกแดงปลั่งอยู่ในที่ต่ำ
[๑๙๘๕] หมู่ไม้ที่มองเห็น ณ เชิงเขาปาเรวตะ ผลองุ่น ผลจันทน์มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง รวงผึ้งที่ปราศจากตัวผึ้ง คนเอื้อมมือนำมาบริโภคได้เองในอาศรมนั้น
[๑๙๘๖] ต้นมะม่วงบางต้นก็ผลิดอกออกช่อแย้มบาน บางต้นมีดอกและใบร่วงหล่น ผลิผลดาษดื่น บางผลดิบ บางผลสุก ผลมะม่วงทั้งดิบและสุก มีสีคล้ายหลังกบ
[๑๙๘๗] อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น คนที่ยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วงเหล่านั้นก็เก็บเอาผลมะม่วงสุกได้ ผลมะม่วงทั้งดิบและสุกมีสีสวยงาม กลิ่นหอม และมีรสอร่อย
[๑๙๘๘] สิ่งที่ว่ามาทั้งนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับข้าพเจ้าออกอุทานว่า อือ ที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดรนั้น เหมือนกับที่อยู่ของพวกเทวดา งดงามเปรียบด้วยพระอุทยานนันทวัน
[๑๙๘๙] มีต้นตาล ต้นมะพร้าว และต้นอินทผาลัมอยู่ในป่าใหญ่ มีดอกสีหลากหลายเหมือนพวงดอกไม้ ที่เขาร้อยไว้บนต้นไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง ต้นไม้เหล่านั้น ย่อมปรากฏดังยอดธงชัย เหมือนดวงดาวประดับฟ้า
[๑๙๙๐] ในบริเวณอาศรมนั้นมีหมู่ไม้นานาพันธุ์ คือ ไม้โมกมัน โกฐสะค้าน แคฝอย บุนนาค บุนนาคเขา และไม้ซึก มีดอกบานสะพรั่ง
[๑๙๙๑] อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้นมีต้นราชพฤกษ์ มะเกลือ กฤษณา รักดำ ไทรใหญ่ หงอนไก่ และประดู่ เป็นอันมาก มีดอกบานสะพรั่ง
[๑๙๙๒] ในบริเวณอาศรมนั้นมีไม้โมกหลวง ไม้สน ไม้กระทุ่ม ไม้ช่อ ไม้ตะแบก และไม้รัง ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง เป็นพุ่มเหมือนลอมฟาง
[๑๙๙๓] ในที่ไม่ไกลจากอาศรมนั้น มีสระโบกขรณี ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ ดารดาษไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบล เหมือนสระโบกขรณีที่อยู่ในอุทยานนันทวันของเหล่าเทวดา
[๑๙๙๔] อนึ่ง ณ ที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น มีฝูงนกดุเหว่าเมารสดอกไม้ ส่งเสียงร้องไพเราะจับใจ ทำให้ป่าใหญ่ดังอึกทึกกึกก้อง เมื่อหมู่ไม้ผลิดอกออกช่อเบ่งบานตามฤดูกาล
[๑๙๙๕] รสหวานปานน้ำผึ้งพลัดร่วงลงจากเกสรดอกไม้ มาติดค้างอยู่บนใบบัว จึงชื่อว่าน้ำผึ้งใบบัว อนึ่ง อาศรมนั้น เมื่อลมทิศใต้และทิศตะวันตกพัดมา ก็เกลื่อนกลาดไปด้วยละอองเกสรดอกปทุม
[๑๙๙๖] ในสระโบกขรณีนั้นมีกระจับขนาดใหญ่ ทั้งข้าวสาลีอ่อนบ้าง แก่บ้าง เหล่านั้นนั่นแหละล้มระเนระนาดอยู่บนพื้นดิน และในสระโบกขรณีนั้น น้ำใสสะอาดมองเห็นฝูงปลา เต่า และปูเป็นจำนวนมากที่กำลังว่ายไปมาเป็นกลุ่ม รสที่ไหลออกจากเหง้าบัวและจากสายบัว มีรสหวานปานน้ำผึ้ง นมสด และเนยใสที่เจือปนด้วยน้ำนม
[๑๙๙๗] ไม้ป่านั้นมีกลิ่นต่างๆ มีลมโชยพัดมา หอมฟุ้งตลบอบอวลเหมือนจะยังชนผู้มาถึงแล้ว ให้บันเทิงเบิกบานด้วยกลิ่นและพวงดอกไม้ หมู่ภมรก็โผบินร่อนส่งเสียงกระหึ่มอยู่รายรอบ เพราะกลิ่นหอมของดอกไม้
[๑๙๙๘] อนึ่ง ที่ใกล้อาศรมนี้ มีฝูงนกจำนวนมากที่มีสีต่างๆ กัน ต่างก็บันเทิงใจอยู่กับคู่ของตน กู่ร้องประชันเสียงกันและกัน
[๑๙๙๙] ยังมีฝูงนกอีก ๔ ฝูง (ฝูงนก ๔ ฝูง หมายถึงนกที่มีชื่อต่างกันตามเสียงร้อง ฝูงนกนันทิการ้องว่า “ข้าแต่พระเวสสันดรผู้เป็นนาย ขอให้ท่านอยู่ในป่านี้อย่างเพลิดเพลินเถิด” ฝูงนกชีวปุตตาร้องว่า “ขอให้พระองค์และพระราชโอรสจงเป็นอยู่สบาย” ฝูงนกปุตตาปิยาจโนร้องว่า “ขอให้พระองค์และพระโอรสสุดที่รักจงมีชีวิตอยู่” ฝูงนกปิยปุตตาปิยานันทาร้องว่า “ขอให้พระองค์และพระราชโอรสสุดที่รักจงเพลิดเพลิน”) อาศัยอยู่ใกล้สระโบกขรณี คือ ฝูงนกนันทิกา ฝูงนกชีวปุตตา ฝูงนกปุตตาปิยาจโน ฝูงนกปิยปุตตาปิยานันทา
[๒๐๐๐] ดอกไม้ทั้งหลาย ตั้งเรียงรายกันอยู่ เหมือนพวงมาลัยที่เขาร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้นย่อมปรากฏดังยอดธงชัย มีดอกสีต่างๆ กัน ดังนายช่างผู้ฉลาดได้เก็บมาเรียงร้อยไว้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายประทับอยู่
[๒๐๐๑] พระองค์ทรงเพศเป็นนักบวชอันประเสริฐ ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือพื้นดินและทรงบูชาไฟอยู่
(ชูชกกล่าวว่า)
[๒๐๐๒] ก็ข้าวสัตตุผงที่ระคนด้วยน้ำผึ้ง และข้าวสัตตุก้อนที่มีรสหวานอร่อยของเรานี้ ที่นางอมิตตตาได้จัดแจงให้ เราจะแบ่งให้แก่เจ้า
(พรานเจตบุตรกล่าวว่า)
[๒๐๐๓] ท่านพราหมณ์ ขอจงเอาไว้เป็นเสบียงทางของท่านเถิด ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาเสบียงทาง ท่านพราหมณ์ ขอท่านจงรับเอาคืนไปจากที่นี้เถิด ขอท่านจงไปตามสบายเถิด
[๒๐๐๔] ทางนี้เป็นทางเดินไปได้คนเดียว ตรงไปยังอาศรม แม้อัจจุตฤๅษีผู้อยู่ในอาศรมนั้นเป็นผู้มีขี้ฟันเขรอะ มีศีรษะเปื้อนด้วยธุลี ทรงเพศเป็นนักบวชอันประเสริฐ ถือขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎาอยู่
[๒๐๐๕] เป็นผู้นุ่งห่มหนังเสือ นอนเหนือพื้นดิน และบูชาไฟ เชิญท่านไปถามฤๅษีนั้นดูเถิด ฤๅษีจักบอกทางให้แก่ท่าน
[๒๐๐๖] ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ครั้นได้ฟังคำแนะนำนี้แล้วกระทำประทักษิณ มีใจเบิกบาน อำลาพรานเจตบุตร แล้วหลีกไปในทางที่อัจจุตฤๅษีอยู่
พรรณนากัณฑ์จุลพน จบ
มหาวนวัณณนา
พรรณนากัณฑ์มหาพน
[๒๐๐๗] พราหมณ์ชูชกภารทวาชะนั้น เมื่อเดินไปก็ได้พบอัจจุตฤๅษี ครั้นพบแล้ว ได้ทักทายปราศรัยกับอัจจุตฤๅษีว่า
[๒๐๐๘] พระคุณเจ้าไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ สุขสำราญดีหรือ เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกหรือ มูลผลาหารก็มีมากหรือ
[๒๐๐๙] เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ ในป่าที่มีเนื้อร้ายพลุกพล่าน ไม่มีมาเบียดเบียนหรือ
(อัจจุตฤๅษีกล่าวว่า)
[๒๐๑๐] พราหมณ์ เราไม่มีโรคเบียดเบียน เราสุขสบายดี อนึ่ง เราเลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกดี ทั้งมูลผลาหารก็มีมาก
[๒๐๑๑] อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่าน ก็ไม่มีมาเบียดเบียนเราเลย
[๒๐๑๒] หลายปีมาแล้ว เรามาอยู่อาศรมของเรา ยังไม่รู้จักอาพาธที่ไม่น่ารื่นรมย์ซึ่งจะเกิดขึ้น
[๒๐๑๓] มหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว มิได้มาร้าย ท่านผู้เจริญ ขอเชิญเข้าไปข้างใน เชิญล้างเท้าทั้ง ๒ ของท่านเถิด
[๒๐๑๔] ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่า มีรสหวานปานน้ำผึ้ง เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ผลดีๆ เถิด
[๒๐๑๕] น้ำดื่มเย็นสนิทที่เรานำมาจากซอกเขา มหาพราหมณ์ ถ้าท่านต้องการ ก็เชิญดื่มเถิด
(ชูชกกล่าวว่า)
[๒๐๑๖] สิ่งใดที่พระคุณเจ้าให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการพระคุณเจ้าได้ทำไว้ทุกอย่างแล้ว ข้าพเจ้ามาก็เพื่อจะเยี่ยมเยือนพระราชาเวสสันดร พระโอรสของพระเจ้ากรุงสญชัย ซึ่งพลัดพรากจากชาวกรุงสีพีมาช้านาน ถ้าพระคุณเจ้าทราบสถานที่ประทับ ก็โปรดแจ้งแก่ข้าพเจ้าเถิด
(อัจจุตฤๅษีกล่าวว่า)
[๒๐๑๗] ท่านผู้เจริญ มาเพื่อต้องการบุญ เพื่อเยี่ยมเยือนพระเวสสันดรเจ้ากรุงสีพีก็หาไม่ เราเข้าใจว่าท่านปรารถนา(จะมาขอ)พระชายา ผู้เคารพนบนอบพระราชาไปเป็นภรรยา หรือมิฉะนั้น ท่านก็ปรารถนา(จะมาขอ) พระกัณหาชินาไปเป็นทาสีและพระชาลีไปเป็นทาส
[๒๐๑๘] หรือหาไม่ ก็มาเพื่อจะนำทั้งพระมารดา และพระโอรสทั้ง ๓ พระองค์ไปจากป่า ท่านพราหมณ์ โภคะทั้งหลาย ทรัพย์สิน และข้าวเปลือกของพระเวสสันดรนั้นไม่มี
(ชูชกกล่าวว่า)
[๒๐๑๙] ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ท่านยังไม่สมควรจะโกรธเคือง เพราะข้าพเจ้ามิได้มาเพื่อขอ การพบเห็นพระอริยะเป็นการดี การอยู่ร่วมกับพระอริยะเป็นสุขทุกเมื่อ
[๒๐๒๐] ข้าพเจ้าไม่เคยได้พบพระเวสสันดรเจ้ากรุงสีพี ผู้ทรงพลัดพรากจากชาวกรุงสีพีมานาน ข้าพเจ้ามาเพื่อเยี่ยมเยือนพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้ารู้จักสถานที่ประทับ โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
(อัจจุตฤๅษีกล่าวว่า)
[๒๐๒๑] มหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์ศิลาล้วน ซึ่งเป็นที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายและพระชายา
[๒๐๒๒] พระองค์ทรงเพศนักบวชอันประเสริฐ ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา นุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือพื้นดินและทรงบูชาไฟอยู่
[๒๐๒๓] ทิวไม้เขียวนั้นมีผลหลากหลาย และภูผาสูงยอดเสียดเมฆเขียวชะอุ่ม นั่นแลเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยดอกอัญชัน
[๒๐๒๔] นั่นหมู่ไม้ตะแบก หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้สะคร้อ และย่านทราย อ่อนไหวไปตามลม เหมือนมาณพดื่มสุราครั้งเดียวก็ซวนเซไปมาอยู่
[๒๐๒๕] ท่านจะได้ยินเสียงนกนานาชนิด ที่จับอยู่บนกิ่งไม้ดุจดังเสียงทิพยสังคีต คือ นกโพระดก นกดุเหว่า ส่งเสียงขันคูกู่ร้อง บินขวักไขว่ไปมาจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง
[๒๐๒๖] ทั้งหมู่ไม้ที่ต้องลมพัดสะบัดกิ่งใบไหวพลิ้วเสียดสีกันไปมา เหมือนจะเรียกคนผู้กำลังเดินผ่านไปให้หวนกลับมา และเหมือนจะเชิญชวนเหล่าชนผู้กำลังเดินผ่านมา ให้ชื่นชมรื่นรมย์พักผ่อน ณ สถานที่ที่พระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายและพระชายาประทับอยู่
[๒๐๒๗] พระองค์ทรงเพศนักบวชอันประเสริฐ ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา นุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือพื้นดินและทรงบูชาไฟอยู่
[๒๐๒๘] ที่ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ มีดอกกุ่มร่วงหล่นเรี่ยราด พื้นแผ่นดินเขียวชะอุ่มไปด้วยหญ้าแพรก ณ ที่นั้น ไม่มีผงธุลีฟุ้งขึ้นเลย
[๒๐๒๙] หญ้านั้นสีเขียวคล้ายสร้อยคอนกยูง อ่อนนุ่มเหมือนสัมผัสสำลี หญ้ารายรอบยาวไม่เกิน ๔ นิ้ว
[๒๐๓๐] ต้นมะม่วง ชมพู่ มะขวิด และมะเดื่อมีผลสุกอยู่ในที่ต่ำๆ ป่านั้นเป็นสถานที่เพิ่มความรื่นรมย์มากขึ้น เพราะมีหมู่ไม้ที่ใช้บริโภคได้
[๒๐๓๑] มีน้ำใสสะอาดกลิ่นหอม สีเหมือนแก้วไพฑูรย์ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาหลั่งไหลไปในป่านั้น
[๒๐๓๒] ภูมิภาคเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ไม่ห่างไกลจากอาศรมนั้น มีสระโบกขรณีดารดาษไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบล เหมือนมีในอุทยานนันทวันของพวกเทวดา
[๒๐๓๓] พราหมณ์ ในสระโบกขรณีนั้น มีอุบลอยู่ ๓ เหล่า คือ อุบลเขียว อุบลขาว และอุบลแดง งามตระการตามากมาย
[๒๐๓๔] ในสระนั้นมีดอกปทุมสีขาวดังผ้าโขมพัสตร์ สระนั้นชื่อสระมุจลินท์ ดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลนี และผักทอดยอด
[๒๐๓๕] อนึ่ง ในสระนี้มีปทุมชาติบานสะพรั่ง ปรากฏดังจะหาที่สุดมิได้ บ้างก็บานในฤดูคิมหันต์ บ้างก็บานในฤดูเหมันต์ ปรากฏเหมือนลอยอยู่บนน้ำซึ่งลึกประมาณเพียงเข่า
[๒๐๓๖] ปทุมชาติงามตระการตาชูดอกสะพรั่ง ส่งกลิ่นอบอวล หมู่ภมรก็โผบินร่อนเสียงดังกระหึ่มอยู่รายรอบ เพราะกลิ่นหอมของดอกไม้
[๒๐๓๗] พราหมณ์ ณ ริมรอบขอบสระนี้ มีต้นไม้ขึ้นมากมายเช่นต้นกระทุ่ม ต้นแคฝอย และต้นทองหลาง ผลิดอกออกช่อบานสะพรั่ง
[๒๐๓๘] ต้นปรู ไม้ซาก ไม้ปาริชาติ ก็มีดอกบานสะพรั่ง ต้นกากะทิงมีอยู่ที่ ๒ ฟากฝั่งของสระมุจลินท์
[๒๐๓๙] ต้นซึก ต้นแคขาว บัวบกส่งกลิ่นฟุ้งไป ต้นคนทีสอ ต้นคนที ต้นเขมา และต้นประดู่ ขึ้นอยู่ใกล้สระนั้น มีดอกบานสะพรั่ง
[๒๐๔๐] ต้นมะคำไก่ ไม้มะซาง ต้นแก้ว ต้นมะรุม การะเกด กรรณิการ์ และชบา ผลิดอกบานสะพรั่ง
[๒๐๔๑] ต้นรกฟ้า ต้นอินทนิล ต้นกระท้อน และต้นทองกวาว ต่างก็ผลิดอกออกช่อและยอดแดงระเรื่อ
[๒๐๔๒] ไม้มะลื่น ตีนเป็ด กล้วย ต้นคำฝอย นมแมว คนทา ประดู่ลาย และสลอด ผลิดอกบานสะพรั่ง
[๒๐๔๓] ต้นมะไฟ ต้นงิ้ว ช้างน้าว พุดขาว กฤษณา โกฐเขมา และโกฐสอ ผลิดอกบานสะพรั่ง
[๒๐๔๔] ณ บริเวณสระนั้น มีต้นไม้ที่มีทั้งอ่อนและแก่ ต้นไม่คดงอ ผลิดอกแย้มบาน ตั้งอยู่ทั้ง ๒ ข้างอาศรมรอบเรือนไฟ
[๒๐๔๕] อนึ่ง ที่ริมรอบขอบสระนี้ มีพรรณไม้เกิดขึ้นมากมาย คือ ตะไคร้ ถั่วเขียว ถั่วราชมาส สาหร่าย และสันตะวา
[๒๐๔๖] น้ำในสระนี้ ถูกลมรำเพยพัด เกิดเป็นระลอกคลื่นกระทบฝั่ง มีหมู่แมลงโผบินเคล้าเกสรดอกไม้ที่แย้มบาน สีเสียดเทศ เต่าร้าง และผักทอดยอดมีอยู่มาก
[๒๐๔๗] พราหมณ์ ต้นไม้ทั้งหลายดารดาษไปด้วยกล้วยไม้ชนิดต่างๆ กลิ่นของบุปผชาติเหล่านั้นหอมอบอวล อยู่ได้ถึง ๗ วัน ไม่ระเหยหายไป
[๒๐๔๘] บุปผชาติทั้งหลายเกิดอยู่เรียงราย ๒ ฟากฝั่งสระมุจลินท์ ล้วนแต่สวยงาม ป่านั้นดารดาษไปด้วยต้นราชพฤกษ์ทำให้สวยงาม
[๒๐๔๙] กลิ่นดอกราชพฤกษ์นั้นหอมอบอวล อยู่ได้ถึงกึ่งเดือน ไม่ระเหยหาย ดอกอัญชันเขียว อัญชันขาว และกุ่มแดง มีดอกบานสะพรั่ง ป่านั้นดารดาษไปด้วยอบเชยและแมงลัก
[๒๐๕๐] เหมือนป่านั้นจะให้คนบันเทิงใจ ด้วยดอกไม้และกิ่งไม้ที่มีกลิ่นหอม หมู่ภมรก็โผบินร่อนเสียงดังกระหึ่มอยู่รายรอบ เพราะกลิ่นหอมของดอกไม้
[๒๐๕๑] พราหมณ์ ณ ริมรอบขอบสระนั้น มีฟักแฟง แตง น้ำเต้า ๓ ชนิด คือ ชนิดหนึ่งมีผลเขื่องขนาดเท่าหม้อ อีก ๒ ชนิดเหล่านั้นมีผลโตขนาดเท่าตะโพน
[๒๐๕๒] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีเมล็ดพันธุ์ผักกาด เป็นจำนวนมาก ทั้งกระเทียมที่มีใบเขียวสด ต้นเหลาชะโอนตั้งอยู่เหมือนต้นตาล ผักสามหาวเป็นจำนวนมากควรเด็ดดอกด้วยกำมือ
[๒๐๕๓] มีเถาโคกกระออม นมตำเลีย เถาหญ้านาง เถาชะเอม ไม้อโศก ต้นเทียน บอระเพ็ดไฟ ชิงช้าชาลี
[๒๐๕๔] ว่านหางช้าง อังกาบ เถาพลุ และมะลิซ้อน มีดอกแย้มบาน ต้นทองกวาวเครือมีดอกบานสะพรั่ง ขึ้นอยู่ตามต้นไม้
[๒๐๕๕] ต้นก้างปลา กำยาน คัดเค้า ชะเอม มะลิเลื้อย มะลิธรรมดา ชบา บัวบก งดงาม
[๒๐๕๖] ต้นแคฝอย ฝ้ายทะเล และกรรณิการ์มีดอกเบ่งบาน ปรากฏดังข่ายทองงดงาม ระเรื่อ เปรียบเหมือนเปลวเพลิง
[๒๐๕๗] ดอกไม้ที่เกิดบนบกและเกิดในน้ำเหล่านั้น ทั้งหมดต่างก็ปรากฏอยู่ในสระนั้น เพราะมีน้ำขังอยู่มากน่ารื่นรมย์ ด้วยประการฉะนี้
[๒๐๕๘] อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำมากชนิด คือ ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก จระเข้ ปลามังกร ปลากา
[๒๐๕๙] ณ ที่ใกล้สระนั้น มีชะเอมต้น ชะเอมเครือ กำยาน ประยงค์ เนระพูสี แห้วหมู สัตตบุษย์ สมุลแว้ง
[๒๐๖๐] พิมเสน สามสิบ กฤษณา เถากระไดลิงเป็นจำนานมาก บัวบก โกฐขาว กระทุ่มเลือด ต้นหนาด
[๒๐๖๑] ขมิ้น แก้มหอม หรดาล กำคูณ สมอพิเภก ไคร้เครือ การะบูร และกลิงคุก
[๒๐๖๒] อนึ่ง ในป่านั้น มีสัตว์หลากหลายชนิด คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ยักษิณีมีหน้าดุจฬา ช้างพัง ช้างพลาย เนื้อทราย เนื้อฟาน ละมั่ง และอีเห็น
[๒๐๖๓] สุนัขจิ้งจอก หมาใน บ่าง กระรอก จามรี ชะนี ลิงลม ค่าง ลิง ลิงจุ่น
[๒๐๖๔] ณ ที่ใกล้สระนั้น มีกวาง กระทิง หมี วัวป่า แรด หมู พังพอน และงูเห่า เป็นจำนวนมาก
[๒๐๖๕] กระบือ หมาใน สุนัขจิ้งจอก กิ้งก่า ตะกวด เหี้ย เสือดาว และเสือเหลืองมีอยู่โดยรอบด้าน
[๒๐๖๖] กระต่าย แร้ง ราชสีห์ และเสือปลา สกุณชาติหลายชนิด คือ นกกวัก นกยูง นกหงส์ขาว ไก่ฟ้า
[๒๐๖๗] นกกะปูด ไก่ป่า นกหัสดีลิงค์ ร่ำร้องคูขันหากันและกัน นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน
[๒๐๖๘] เหยี่ยวดำ เหยี่ยวแดง นกช้อนหอย นกพริก นกคับแค นกแขวก นกกด นกกระเต็นใหญ่ นกนางแอ่น
[๒๐๖๙] นกคุ่ม นกกระทา นกกระทุง นกกระจอก นกกระจาบ นกกระเต็นน้อย นกกางเขน
[๒๐๗๐] นกการเวก นกแอ่นลม นกเงือก นกออก สระมุจลินท์เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกนานาชนิด กู่ร้องขานขันด้วยเสียงต่างๆ กัน
[๒๐๗๑] อนึ่ง ณ ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกมากมายมีขนปีกงามวิจิตร มีเสียงไพเราะเสนาะโสตบันเทิงใจอยู่กับคู่ของตน กู่ร้องประชันเสียงกันและกัน
[๒๐๗๒] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกส่งเสียงร้องไพเราะเป็นนิตย์ มีตางามประกอบด้วยเบ้าตาขาว มีฝูงนกที่มีขนปีกงามวิจิตร
[๒๐๗๓] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกส่งเสียงร้องไพเราะเป็นนิตย์ มีหงอน มีสร้อยคอเขียว กู่ร้องประชันเสียงกันและกัน
[๒๐๗๔] มีไก่เถื่อน ไก่ฟ้า นกเปล้า นกนางนวล เหยี่ยวดำ เหยี่ยวนกเขา นกกาน้ำ นกแขกเต้า และนกสาลิกา
[๒๐๗๕] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีนกเป็นจำนวนมากเป็นพวกๆ คือ เหลือง แดง ขาว นกหัสดีลิงค์ พญาหงส์ทอง นกกาน้ำ นกแขกเต้า นกเอี้ยง
[๒๐๗๖] นกดุเหว่า นกอกขาว หงส์ขาว นกเงือก นกเค้าแมว ห่าน นกยาง นกโพระดก นกต้อยตีวิด
[๒๐๗๗] นกพิราบ หงส์แดง นกจักรพาก นกเป็ดน้ำ นกหัสดีลิงค์ ส่งเสียงร้องที่น่ารื่นรมย์ใจ นกเหล่านั้นต่างก็ส่งเสียงร้องกู่ก้องหากันและกันที่เชิงเขา ทั้งเช้าและเย็นอยู่เป็นนิตย์
[๒๐๗๘] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกจำนวนมากที่มีสีต่างๆ กัน บันเทิงใจอยู่กับคู่ของตนกู่ประชันเสียงกันและกัน
[๒๐๗๙] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกจำนวนมากที่สีต่างๆ กัน ทั้งหมดต่างก็ขันคูกู่ร้องเสียงไพเราะ อยู่ฟากฝั่งทั้ง ๒ ของสระมุจลินท์
[๒๐๘๐] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีฝูงนกการเวก ต่างก็บันเทิงใจอยู่กับคู่ของตน กู่ประชันเสียงกันและกัน
[๒๐๘๑] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ ฝูงนกการเวกทั้งหมดนั้น ต่างก็กู่ร้องเสียงไพเราะอยู่ฟากฝั่งทั้ง ๒ ข้างของสระมุจลินท์
[๒๐๘๒] ป่านั้นเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อทราย เนื้อฟาน เป็นที่อยู่อาศัยของช้างพลายและช้างพัง ดารดาษไปด้วยเถาวัลย์นานาชนิด เป็นที่อาศัยอยู่ของฝูงชะมด
[๒๐๘๓] อนึ่ง ที่ใกล้สระนี้ มีธัญญชาติเป็นจำนวนมาก คือ ข้าวฟ่าง ลูกเดือยเป็นอันมาก ข้าวสาลีที่ไม่ต้องหุงด้วยฟืนไฟ และอ้อยมิใช่น้อยก็มีอยู่ในป่านั้น
[๒๐๘๔] ทางนี้เป็นทางเดินไปได้คนเดียว ตรงไปยังอาศรม คนผู้ไปถึงอาศรมซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเจ้าเวสสันดร พร้อมด้วยพระโอรสทั้งหลายประทับอยู่นั้น จะไม่ประสบความหิว ความกระหาย และความไม่ยินดี
[๒๐๘๕] พระองค์ทรงเพศเป็นนักบวชอันประเสริฐ ทรงขอสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชฎา นุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือพื้นดินและบูชาไฟอยู่
[๒๐๘๖] ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ ครั้นได้ฟังคำแนะนำนี้แล้ว กระทำประทักษิณ มีใจเบิกบาน อำลาท่านฤๅษี แล้วหลีกไปยังสถานที่ที่พระเจ้าเวสสันดรประทับอยู่
พรรณนากัณฑ์มหาพน จบ
กัณฑ์กุมาร
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๐๘๗] ลุกขึ้นยืนเถิดนะ พ่อชาลี การมาของพวกยาจกในวันนี้ ปรากฏเหมือนที่พ่อเห็นพราหมณ์มาเมื่อครั้งก่อนๆ ความชื่นชมยินดีทำให้พ่อเกษมศานต์
(พระชาลีกราบทูลว่า)
[๒๐๘๘] ข้าแต่พระบิดา แม้หม่อมฉันก็เห็นผู้นั้น ปรากฏเหมือนพราหมณ์ ดูเหมือนคนเดินทาง จักเป็นแขกของพวกเรา
(ชูชกทูลถามว่า)
[๒๐๘๙] พระองค์ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ ทรงสุขสำราญดีหรือ เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกหรือ มูลผลาหารก็มีมากหรือ
[๒๐๙๐] เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ ในป่าที่มีเนื้อร้ายพลุกพล่าน ไม่มีมาเบียดเบียนหรือ
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๐๙๑] ท่านพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่มีโรคเบียดเบียนเป็นสุขสำราญดี อนึ่ง เราเลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกดี ทั้งมูลผลาหารก็มีมาก
[๒๐๙๒] อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่าน ก็ไม่มีมาเบียดเบียนเราเลย
[๒๐๙๓] เมื่อเรามาอยู่ในป่ามีชีวิตอันหงอยเหงาตลอด ๗ เดือน เราเพิ่งจะเห็นท่านผู้เป็นพราหมณ์บูชาไฟ ทรงพรตอันประเสริฐ ถือไม้เท้ามีสีดังผลมะตูม และลักจั่นน้ำนี้เป็นคนแรก
[๒๐๙๔] ท่านมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว มิได้มาร้าย ท่านผู้เจริญ ขอเชิญเข้าไปข้างใน เชิญล้างเท้าทั้ง ๒ ของท่านเถิด
[๒๐๙๕] พราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่ามีรสหวานปานน้ำผึ้ง เชิญท่านเลือกฉันแต่ผลดีๆ เถิด
[๒๐๙๖] มหาพราหมณ์ แม้น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิท เรานำมาจากซอกเขา ถ้าท่านต้องการก็เชิญดื่มเถิด
[๒๐๙๗] อนึ่ง ท่านมาถึงป่าใหญ่ เพราะเหตุไร หรือเพราะปัจจัยอะไร เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เรา
(ชูชกกราบทูลว่า)
[๒๐๙๘] ห้วงน้ำเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลาไม่เหือดแห้งฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้น หม่อมฉันมาเพื่อทูลขอ ขอพระองค์ผู้ที่หม่อมฉันทูลขอแล้ว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระโอรสทั้งหลายเถิด
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๐๙๙] ท่านพราหมณ์ เรายอมให้ เรามิได้หวั่นไหว ท่านจงเป็นใหญ่ นำลูกทั้ง ๒ ของเราไปเถิด พระนางมัทรีราชบุตรีไปป่าแต่เช้า จักกลับมาจากการแสวงหาผลไม้ในเวลาเย็น
[๒๑๐๐] ท่านพราหมณ์ จงพักค้างคืนสักคืนหนึ่งเถิด พรุ่งนี้เช้าจึงค่อยไป เมื่อกุมารและกุมารีที่พระมารดาของเธอให้อาบน้ำดำเกล้า ประดับระเบียบดอกไม้ไว้แล้ว
[๒๑๐๑] พราหมณ์ จงพักค้างคืนสักคืนหนึ่งเถิด พรุ่งนี้เช้าจึงค่อยไป จงพากุมารและกุมารีที่ประดับตกแต่งด้วยกลิ่นหอมชนิดต่างๆ ไป ในหนทางที่ปกคลุมไปด้วยดอกไม้นานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยมูลผลาหารนานาประการ
(ชูชกกราบทูลว่า)
[๒๑๐๒] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ ข้าพระองค์ไม่ชอบใจที่จะพักอยู่ ข้าพระองค์ยินดีที่จะไป แม้อันตรายจะพึงมีแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไปให้ได้
[๒๑๐๓] เพราะว่า ธรรมดาสตรีเหล่านี้เป็นผู้ไม่สมควรแก่การขอ มีปกติกระทำอันตราย หญิงทั้งหลายรู้มนต์ (มนต์ หมายถึงมารยา) ย่อมรับทุกสิ่งโดยข้างซ้าย
[๒๑๐๔] เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทานด้วยพระศรัทธา พระองค์อย่าได้เห็นพระมารดาของพระปิโยรสนั้นเลย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ พระมารดาของพระปิโยรสทั้ง ๒ พระองค์นั้น จะพึงทำอันตรายได้ ข้าพระองค์จะไปให้ได้
[๒๑๐๕] ขอพระองค์ตรัสเรียกพระโอรสเหล่านั้นมาเถิด อย่าให้พระโอรสเหล่านั้นได้พบเห็นพระมารดาเลย เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทานอยู่ด้วยศรัทธา บุญย่อมเจริญยิ่งขึ้นด้วยอาการฉะนี้
[๒๑๐๖] ขอพระองค์ตรัสเรียกพระโอรสเหล่านั้นมาเถิด อย่าให้พระโอรสเหล่านั้นได้พบเห็นพระมารดาเลย ขอเดชะ พระองค์ทรงประทานทรัพย์คือพระโอรสทั้งหลาย แก่ข้าพระองค์แล้วจักเสด็จไปสวรรค์
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๑๐๗] ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะเห็นภริยาของเราผู้มีวัตรอันงาม ก็จงทูลถวายพระกุมารทั้ง ๒ คือพระชาลีและพระกัณหาชินา แด่พระเจ้ากรุงสญชัยผู้เป็นพระอัยกา
[๒๑๐๘] พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระราชกุมารเหล่านี้ ผู้มีพระสุระเสียงไพเราะ ตรัสพระวาจาน่ารัก ทรงปลื้มพระทัยปรีดาปราโมทย์ จักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก
(ชูชกกราบทูลว่า)
[๒๑๐๙] ข้าแต่พระราชบุตร ขอพระองค์โปรดทรงฟังข้าพระองค์ก่อน ข้าพระองค์กลัวการที่จะถูกหาว่าฉกชิงเอาไป พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชจะพึงลงพระราชอาญาข้าพระองค์ คือ จะทรงปรับสินไหมหรือให้ประหารชีวิต ข้าพระองค์จะขาดทั้งทรัพย์และทาส และจะถูกนางพราหมณีผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ติเตียนได้
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๑๑๐] พระมหาราชทรงตั้งอยู่ในธรรม ทรงเป็นผู้ผดุงรัฐ ให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารเหล่านี้ ผู้มีพระสุระเสียงไพเราะ ตรัสพระวาจาน่ารัก ได้ปีติและโสมนัสแล้วจักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก
(ชูชกกราบทูลว่า)
[๒๑๑๑] ข้าพระองค์จักทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงพร่ำสอนคงไม่ได้ จักนำทารกทั้งหลายไปเป็นทาสรับใช้ ของนางพราหมณีเท่านั้น
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๑๑๒] ลำดับนั้น พระกุมารทั้ง ๒ คือ พระชาลีและพระกัณหาชินา ได้สดับคำของชูชกผู้หยาบช้า ตกพระทัยจึงพากันเสด็จวิ่งหนีไปจากที่นั้น
(พระเวสสันดรตรัสเรียก ๒ กุมารว่า)
[๒๑๑๓] ชาลีลูกรัก มานี่เถิด เจ้าทั้ง ๒ จงช่วยกันบำเพ็ญบารมีของพ่อให้เต็มเถิด จงช่วยกันโสรจสรงหทัยของพ่อให้เยือกเย็นเถิด จงเชื่อฟังคำของพ่อเถิด
[๒๑๑๔] เจ้าทั้ง ๒ จงเป็นดุจยานนาวาของพ่อ อันไม่โยกโคลงในสาครคือภพเถิด พ่อจักข้ามฝั่งคือชาติ จักช่วยสัตวโลกพร้อมด้วยเทวโลกให้ข้ามด้วย
[๒๑๑๕] แม่กัณหาลูกรัก มานี่เถิด ทานบารมีเป็นที่รักของพ่อ เจ้าทั้ง ๒ จงช่วยกันโสรจสรงหทัยของพ่อให้เยือกเย็นเถิด จงเชื่อฟังคำของพ่อเถิด
[๒๑๑๖] เจ้าทั้ง ๒ จงเป็นดุจยานนาวาของพ่อ อันไม่โยกโคลงในสาครคือภพเถิด พ่อจักข้ามฝั่งคือชาติ จักช่วยสัตวโลกพร้อมด้วยเทวโลกให้ข้ามด้วย
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๑๑๗] ลำดับนั้น พระเวสสันดรผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ทรงพาพระกุมารทั้ง ๒ คือ พระชาลีและพระกัณหาชินามา ได้พระราชทานให้แก่พราหมณ์แล้ว
[๒๑๑๘] ลำดับนั้น พระเวสสันดรทรงพาพระกุมารทั้ง ๒ คือพระชาลีและพระกัณหาชินามา ได้พระราชทานให้แก่พราหมณ์แล้ว ก็ทรงพระทัยชื่นบานในปุตตทานอันอุดม
[๒๑๑๙] ครั้งนั้น เมื่อพระเวสสันดรได้พระราชทาน พระกุมารทั้ง ๒ แล้ว ความบันลือลั่นน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้า ได้เกิดขึ้น แผ่นดินก็สะท้านหวั่นไหว
[๒๑๒๐] ครั้งนั้น พระเวสสันดรผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ทรงประคองอัญชลี พระราชทานพระกุมาร ผู้เจริญด้วยความสุขให้เป็นทานแก่พราหมณ์ ความบันลือลั่นน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าได้เกิดขึ้นแล้ว
[๒๑๒๑] ลำดับนั้น พราหมณ์ผู้หยาบช้ากัดเถาวัลย์ให้ขาดแล้ว เอาเถาวัลย์ผูกพระหัตถ์ของพระกุมารทั้ง ๒ ฉุดกระชากลากไปด้วยเถาวัลย์
[๒๑๒๒] แต่นั้น พราหมณ์นั้นถือเอาเชือกและไม้เท้า ทุบตีพระกุมารทั้ง ๒ นั้นไป ทั้งที่พระเจ้าเวสสันดรพระเจ้ากรุงสีพีทอดพระเนตรเห็นอยู่
[๒๑๒๓] ลำดับนั้น พระกุมารทั้งหลาย พอหลุดจากพราหมณ์ก็รีบวิ่งหนีไป พระชาลีมีพระเนตรทั้ง ๒ นองไปด้วยพระอัสสุชล ชะเง้อมองดูพระบิดา
[๒๑๒๔] ทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระบิดา พระวรกายสั่นระริกเหมือนใบโพธิ์ ครั้นทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระบิดาแล้ว ก็ได้กราบทูลดังนี้ว่า
[๒๑๒๕] ข้าแต่พระบิดา พระมารดากำลังเสด็จออกไปป่า พระองค์ก็จะพระราชทานหม่อมฉันทั้ง ๒ เสียแล้ว ข้าแต่พระบิดา ขอพระองค์โปรดประทานหม่อมฉันทั้ง ๒ เมื่อหม่อมฉันทั้ง ๒ เห็นพระมารดากลับมาก่อน
[๒๑๒๖] ข้าแต่พระบิดา พระมารดากำลังเสด็จออกไปป่า พระองค์ก็จะพระราชทานหม่อมฉันทั้ง ๒ เสียแล้ว ขอพระองค์โปรดพระราชทานหม่อมฉันทั้ง ๒ จนกว่าพระมารดาของหม่อมฉันทั้ง ๒ จะได้เสด็จมา เมื่อนั้น พราหมณ์นี้จะขายหรือจะฆ่า ก็จงทำตามความปรารถนาเถิด
[๒๑๒๗] พราหมณ์ผู้หยาบช้านี้ประกอบด้วยบุรุษโทษ ๑๘ ประการ (บุรุษโทษ ๑๘ ประการ คือ (๑) มีเท้าทู่ หมายถึงมีเท้าแบนเป็นแผ่น (๒) มีเล็บกุด หมายถึงมีเล็บเน่า (๓) มีปลีน่องหย่อนยาน หมายถึงเนื้อปลีน่องหย่อนยานลงข้างล่าง (๔) มีริมฝีปากบนยาว หมายถึงริมฝีปากด้านบนยาวห้อยปิดริมฝีปากด้านล่าง (๕) มีน้ำลายไหล หมายถึงมีน้ำลายไหล(ตลอดเวลา) (๖) มีเขี้ยว หมายถึงมีเขี้ยวงอกขึ้นเหมือนเขี้ยวสุกร (๗) มีจมูกหัก หมายถึงมีจมูกทั้งหักทั้งคด (๘-๑๐ ความชัดแล้ว) (๑๑) มีหนวดแดง หมายถึงมีหนวดสีแดงเหมือนเส้นลวดทองแดง (๑๒) มีผมเหลืองหมายถึงมีผมงอกขึ้นมาเป็นสีทอง (๑๓) มีหนังย่นตกกระ หมายถึงหนังตามตัวเต็มไปด้วยรอยย่นและเกลื่อนกล่นไปด้วยมูลแมลงวัน (๑๔) มีตาเหลือง หมายถึงมีลูกตาเหลือกเหลืองเหมือนตาแมว (๑๕) มีกายคด หมายถึงมีที่คด ๓ แห่ง คือ สะเอว หลัง และคอ (๑๖) มีขาโกง หมายถึงมีเท้าเฉไปคนละทางข้อต่อกระดูกไม่สนิทกัน (เวลาเดิน)เสียงดังกฏะ กฏะ (๑๗) ความชัดแล้ว (๑๘) เป็นอมนุษย์ หมายถึงไม่ใช่มนุษย์ คือ ผู้นั้นเป็นยักษ์จำแลงตัวเป็นมนุษย์เที่ยวไป) คือ
๑. มีเท้าทู่ ๒. มีเล็บกุด ๓. มีปลีน่องหย่อนยาน ๔. มีริมฝีปากบนยาว ๕. มีน้ำลายไหล ๖. มีเขี้ยว ๗. มีจมูกหัก
[๒๑๒๘] ๘. มีพุงเหมือนหม้อ ๙. มีหลังค่อม ๑๐. มีตาเหล่ ๑๑. มีหนวดแดง ๑๒. มีผมเหลือง ๑๓. มีหนังย่นตกกระ
[๒๑๒๙] ๑๔. มีตาเหลือง ๑๕. มีกายคต ๑๖. มีขาโกง ๑๗. มีขนหยาบยาว ๑๘. นุ่งห่มหนังเสือ เป็นอมนุษย์ที่น่าสะพรึงกลัว
[๒๑๓๐] เป็นมนุษย์หรือยักษ์ที่กินเนื้อและเลือด ออกจากบ้านมาสู่ป่า มาทูลขอทรัพย์กับพระองค์ พระเจ้าข้า
(กัณหาชาลีกล่าวว่า)
[๒๑๓๑] ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันทั้ง ๒ กำลังถูกปีศาจนำไปอยู่ เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงมองเมินอยู่ พระทัยของเสด็จพ่อเห็นจะเหมือนหิน หรือมิฉะนั้น ก็เหมือนแผ่นเหล็กที่ตรึงไว้
[๒๑๓๒] พระองค์ไม่ทรงรู้สึกว่า หม่อมฉันทั้ง ๒ ถูกพราหมณ์ผู้หยาบช้าเหลือเกิน ผู้แสวงหาทรัพย์ผูกมัด แกเฆี่ยนตีหม่อมฉันทั้ง ๒ เหมือนนายโคบาลเฆี่ยนตีโค
[๒๑๓๓] ขอให้น้องกัณหาอยู่ ณ ที่นี้นี่แหละ เธอยังไม่รู้จักทุกข์ร้อนอะไรๆ เธอจะคร่ำครวญ เหมือนลูกเนื้อที่ยังดื่มนมพลัดจากฝูงไม่เห็นแม่
(พระกุมารคร่ำครวญถึงพระมารดาและพระบิดาว่า)
[๒๑๓๔] ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์ เพราะความทุกข์เช่นนี้คนพึงได้รับเหมือนกัน แต่ทุกข์ที่หม่อมฉันไม่เห็นพระมารดา เป็นทุกข์ที่ยิ่งกว่านี้ของหม่อมฉัน
[๒๑๓๕] ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์ เพราะความทุกข์เช่นนี้คนพึงได้รับเหมือนกัน แต่ทุกข์ที่หม่อมฉันไม่เห็นเสด็จพ่อ เป็นทุกข์ที่ยิ่งกว่านี้ของหม่อมฉัน
[๒๑๓๖] พระมารดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่ เมื่อไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกัณหาชินากุมารี ผู้มีดวงเนตรงดงาม ก็จักทรงกันแสงพร่ำหาตลอดกาลนาน
[๒๑๓๗] พระบิดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่ เมื่อไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกัณหาชินากุมารี ผู้มีดวงเนตรงดงาม ก็จักทรงกันแสงพร่ำหาตลอดกาลนาน
[๒๑๓๘] พระมารดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่ เมื่อไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกัณหาชินากุมารี ผู้มีดวงเนตรงดงาม ก็จักทรงกันแสงพร่ำหา ในอาศรมตลอดกาลนาน
[๒๑๓๙] พระบิดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่ เมื่อไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกัณหาชินากุมารี ผู้มีดวงเนตรงดงาม ก็จักทรงกันแสงพร่ำหา ในอาศรมตลอดกาลนาน
[๒๑๔๐] พระมารดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่ จักทรงกันแสงพร่ำหาตลอดกาลนาน ทรงหวนระลึกถึงเราทั้ง ๒ ตลอดครึ่งคืนหรือทั้งคืนแล้ว จะทรงซูบผอมตายไปเหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูแล้งเหือดแห้งไป
[๒๑๔๑] พระบิดานั้นจักทรงทนทุกข์ลำบากแน่ จักทรงกันแสงพร่ำหาตลอดกาลนาน ทรงหวนระลึกถึงเราทั้ง ๒ ตลอดครึ่งคืนหรือทั้งคืนแล้ว จะทรงซูบผอมตายไปเหมือนแม่น้ำเขินเหือดแห้งไป
[๒๑๔๒] รุกขชาติชนิดต่างๆ เหล่านี้ คือ ต้นหว้า ต้นย่านทราย ที่มีกิ่งห้อยย้อย วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งรุกขชาติต่างๆ เหล่านั้นไป
[๒๑๔๓] รุกขชาติชนิดที่มีผลชนิดต่างๆ คือ ต้นโพธิ์ใบ ต้นขนุน ต้นไทร และต้นมะขวิด ที่เราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งรุกขชาติเหล่านั้นไป
[๒๑๔๔] สวนเหล่านี้ก็ยังตั้งอยู่ นี้แม่น้ำที่เยือกเย็น เราทั้ง ๒ เคยลงเล่นมาก่อน วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งสิ่งทั้ง ๒ นั้นไป
[๒๑๔๕] บุปผชาติชนิดต่างๆ บนภูเขาลูกโน้น ที่เราทั้ง ๒ เคยทัดทรงมาก่อน วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไป
[๒๑๔๖] ผลไม้ชนิดต่างๆ บนภูเขาลูกโน้น ที่เราทั้ง ๒ เคยบริโภคมาก่อน วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งผลไม้เหล่านั้นไป
[๒๑๔๗] สิ่งของเหล่านี้ คือ ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว ที่พระบิดาทรงปั้นไว้ให้เราทั้ง ๒ เล่น ซึ่งเราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งตุ๊กตาเหล่านั้นไป
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๑๔๘] พระกุมารทั้ง ๒ พระองค์ถูกพราหมณ์ชูชกนำไปอยู่ ได้กราบทูลพระบิดาดังนี้ว่า ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระองค์ทรงพระกรุณา ตรัสบอกพระมารดาว่า ลูกทั้ง ๒ ไม่มีโรค และขอพระองค์ทรงพระสำราญเถิด
(ชาลีกล่าวว่า)
[๒๑๔๙] ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว เหล่านี้เป็นของหม่อมฉันทั้ง ๒ ขอให้พระองค์โปรดประทานตุ๊กตาเหล่านั้นแก่พระมารดา ความเศร้าโศกของพระองค์จักหายไปเพราะตุ๊กตาเหล่านั้น
[๒๑๕๐] ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว เหล่านี้เป็นของหม่อมฉันทั้ง ๒ พระมารดาได้ทอดพระเนตรเห็นตุ๊กตาเหล่านั้น ก็จักทรงกำจัดความเศร้าโศกเสียได้
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๑๕๑] ลำดับนั้น พระเวสสันดรขัตติยราชทรงบำเพ็ญทานแล้ว เสด็จเข้าไปสู่บรรณศาลาทรงกันแสงพิลาปว่า
(พระเวสสันดรทรงคร่ำครวญว่า)
[๒๑๕๒] วันนี้ ลูกน้อยทั้ง ๒ จะหิวข้าว กระหายน้ำอย่างไรหนอ จักเดินทางไกล ร้องไห้สะอึกสะอื้น ครั้นในตอนเย็นเวลาบริโภคอาหาร ใครจะให้อาหารแก่ลูกทั้ง ๒ นั้น
[๒๑๕๓] วันนี้ ลูกน้อยทั้ง ๒ จะหิวข้าว กระหายน้ำอย่างไรหนอ จักเดินทางไกล ร้องไห้สะอึกสะอื้น ครั้นในตอนเย็นเวลาบริโภคอาหาร ลูกทั้ง ๒ เคยอ้อนมัทรีผู้เป็นมารดาว่า พระเจ้าแม่ ลูกทั้ง ๒ หิวแล้ว ขอเสด็จแม่จงประทานแก่ลูกทั้ง ๒ เถิด
[๒๑๕๔] ลูกทั้ง ๒ ไม่ได้สวมรองเท้า จะเดินทางด้วยเท้าเปล่าได้อย่างไร ลูกทั้ง ๒ จะเมื่อยล้ามีบาทาทั้ง ๒ ข้างฟกช้ำ ใครจะจูงมือลูกทั้ง ๒ นั้นเดินทาง
[๒๑๕๕] ทำไมหนอ พราหมณ์นั้นช่างร้ายกาจนักไม่ละอาย เฆี่ยนตีลูกๆ ผู้ไม่ประทุษร้ายต่อหน้าเรา
[๒๑๕๖] แม้แต่คนที่ตกเป็นทาสีเป็นทาสของเรา หรือคนรับใช้อื่น ใครเล่าที่มีความละอาย จักเฆี่ยนตีคนที่แสนต่ำต้อยแม้นั้นได้
[๒๑๕๗] เมื่อเรายังอยู่ พราหมณ์ช่างด่า ช่างเฆี่ยนลูกรักทั้ง ๒ ของเราผู้มองดูอยู่ เหมือนปลาที่ติดอยู่ที่หน้าไซ
[๒๑๕๘] หรือเราจักถือเอาธนู จักเหน็บพระขรรค์ไว้ข้างซ้าย นำเอาลูกทั้ง ๒ ของเรามา เพราะว่าลูกทั้ง ๒ ถูกเฆี่ยนตีเป็นทุกข์ทรมาน
[๒๑๕๙] การที่กุมารทั้งหลายเดือดร้อน เป็นทุกข์แสนสาหัสนี้ไม่ควรเลย ก็ใครเล่ารู้ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ให้ทานแล้วย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง
(ชาลีกล่าวว่า)
[๒๑๖๐] ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ได้พูดความจริงไว้อย่างนี้ว่า บุตรใดไม่มีมารดาของตนเอง บุตรนั้นก็เหมือนไม่มีบิดา
[๒๑๖๑] มานี่เถิด น้องกัณหา เราทั้ง ๒ จักตายด้วยกัน จะมีชีวิตอยู่ไปก็เปล่าประโยชน์ พระบิดาผู้ทรงเป็นจอมประชาชนได้ประทานเราทั้ง ๒ แก่ตาพราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์ ผู้หยาบช้าเหลือเกิน แกเฆี่ยนตีหม่อมฉันทั้ง ๒ เหมือนนายโคบาลเฆี่ยนตีโค
[๒๑๖๒] รุกขชาติชนิดต่างๆ เหล่านี้ คือ ต้นหว้า ต้นย่านทรายมีกิ่งห้อยย้อย ที่เราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งรุกขชาติเหล่านั้นไป
[๒๑๖๓] รุกขชาติที่มีผลต่างชนิดๆ คือ ต้นโพธิ์ใบ ต้นขนุน ต้นไทร และต้นมะขวิด ที่เราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งรุกขชาติเหล่านั้นไป
[๒๑๖๔] สวนเหล่านี้ก็ยังตั้งอยู่ นี้แม่น้ำที่เยือกเย็น เราทั้ง ๒ เคยลงเล่นมาก่อน น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งสิ่งทั้ง ๒ นั้นไป
[๒๑๖๕] บุปผชาติชนิดต่างๆ บนภูเขาลูกโน้น ที่เราทั้ง ๒ เคยทัดทรงมาก่อน น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไป
[๒๑๖๖] ผลไม้ชนิดต่างๆ บนภูเขาลูกโน้น ที่เราทั้ง ๒ เคยบริโภคมาก่อน น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งผลไม้เหล่านั้นไป
[๒๑๖๗] สิ่งของเหล่านี้ คือ ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัว ที่พระบิดาทรงปั้นไว้ให้เราทั้ง ๒ เล่น ซึ่งเราทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน น้องกัณหา วันนี้ เราทั้ง ๒ จะต้องละทิ้งตุ๊กตาเหล่านั้นไป
[๒๑๖๘] พระกุมารทั้ง ๒ เหล่านั้น คือ พระชาลี และพระกัณหาชินาถูกพราหมณ์ชูชกนำไปอยู่ พอพ้นออกจากมือพราหมณ์ ก็พากันวิ่งไปทางนั้นๆ
[๒๑๖๙] ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นถือเอาเชือกและไม้เท้า ทุบตีราชกุมารและกุมารีทั้ง ๒ นั้นแล้วนำไป ทั้งที่พระเวสสันดรพระเจ้ากรุงสีพีทอดพระเนตรเห็นอยู่
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๑๗๐] พระกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์นี้เฆี่ยนตีหม่อมฉันด้วยไม้เท้าเหมือนตีทาสีผู้เกิดในเรือนเบี้ย
[๒๑๗๑] ข้าแต่พระบิดา ผู้นี้คงจะมิใช่พราหมณ์เป็นแน่ เพราะพราหมณ์ทั้งหลายเป็นผู้มีธรรม แต่พราหมณ์คงจะเป็นยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์ นำลูกทั้ง ๒ ไปเพื่อจะกินเป็นอาหาร พระเจ้าข้า ลูกทั้ง ๒ ถูกพราหมณ์ผู้เป็นปีศาจนำไป ข้าแต่พระบิดา ทำไมหนอ พระองค์จึงเมินเฉยอยู่เล่า
(พระกัณหาชินาได้เดินคร่ำครวญไปว่า)
[๒๑๗๒] เท้าของเราทั้ง ๒ นี้ยังเล็กนักเป็นทุกข์ ทั้งหนทางก็ไกล เดินไปได้แสนยาก เมื่อพระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ พราหมณ์ก็เร่งเราทั้ง ๒ ให้รีบเดิน
[๒๑๗๓] เราทั้ง ๒ ขอโอดครวญกราบไหว้เทพเจ้าทั้งหลาย ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขา ลำเนาไพร สระน้ำ และบ่อน้ำ ที่มีท่าสวยงาม ด้วยเศียรเกล้า
[๒๑๗๔] ขอเทพเจ้าทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่ ณ ป่าหญ้า ลดาวัลย์ ต้นไม้ที่เป็นโอสถ บนภูเขา และป่าไม้ ขอให้ช่วยกราบทูลพระมารดาว่า เราทั้ง ๒ นี้ไม่มีโรค พราหมณ์นี้นำเราทั้ง ๒ ไป
[๒๑๗๕] อนึ่ง เทพเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย ขอให้ท่านทั้งหลาย จงช่วยกราบทูลพระแม่เจ้ามัทรีผู้เป็นพระมารดาของเราทั้ง ๒ ว่า ถ้าพระแม่เจ้าปรารถนาจะเสด็จติดตามมา ก็ให้รีบเสด็จติดตามมาโดยเร็ว
[๒๑๗๖] ทางนี้เป็นทางเดินไปได้คนเดียว ตรงไปยังอาศรม พระมารดาพึงเสด็จติดตามมาทางนั้นเท่านั้น ก็จะทันได้เห็นเราทั้ง ๒ อย่างเร็วไว
[๒๑๗๗] โอหนอ พระเจ้าแม่ผู้ทรงเพศเป็นตาปสินี ทรงนำมูลผลาหารมาจากป่า ได้เห็นอาศรมอันว่างเปล่า พระองค์จักเป็นทุกข์
[๒๑๗๘] พระมารดาเสด็จเที่ยวไปแสวงหามูลผลาหารจนล่วงเวลา คงได้มามิใช่น้อย คงไม่ทราบว่า เราทั้ง ๒ ถูกพราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์ผูกมัดพาไป
[๒๑๗๙] ถูกพราหมณ์ผู้หยาบช้าเหลือเกิน ผู้แสวงหาทรัพย์ผูกมัด แกเฆี่ยนตีหม่อมฉันทั้ง ๒ เหมือนนายโคบาลเฆี่ยนตีโค เออก็วันนี้ เราทั้ง ๒ จะได้เห็นพระมารดา เสด็จมาจากการแสวงหามูลผลาหารในเวลาเย็น
[๒๑๘๐] พระมารดาพึงประทานผลไม้ที่เจือด้วยน้ำผึ้งแก่พราหมณ์ ครั้งนั้น พราหมณ์นี้หิวกระหาย จะไม่พึงเร่งให้เราทั้ง ๒ เดิน
[๒๑๘๑] เท้าทั้ง ๒ ของเราบวมหนอ พราหมณ์ก็เร่งให้เราทั้ง ๒ รีบเดิน พระกุมารทั้งหลายทรงรักใคร่ในพระมารดา ทรงกันแสงพิลาปอยู่ ณ ที่นั้นด้วยประการฉะนี้
กัณฑ์กุมาร จบ
กัณฑ์มัทรี
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๑๘๒] เทวดาเหล่านั้นได้ฟังพระกุมารทั้ง ๒ นั้น ทรงพิลาปรำพันแล้ว จึงได้กล่าวกับเทพบุตรทั้ง ๓ ดังนี้ว่า “ท่านทั้ง ๓ จงแปลงเพศเป็นสัตว์ร้ายในป่า คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง
[๒๑๘๓] อย่าให้พระนางมัทรีราชบุตรีเสด็จกลับมาจากการแสวงหามูลผลาหารในตอนเย็น และอย่าให้สัตว์ร้ายในป่าอันเป็นแคว้นของเราทั้งหลายรบกวนพระนางมัทรีราชบุตรีได้
[๒๑๘๔] ถ้าราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง พึงรบกวนพระนางผู้ทรงสิริโฉม พระชาลีกุมารก็จะมีพระชนม์อยู่ไม่ได้เลย แล้วพระกัณหาชินาจะมีพระชนม์อยู่ได้แต่ที่ไหน พระนางผู้ทรงลักษณะอันสง่างาม จะพึงสูญเสียทั้งพระภัสดาและพระลูกรักทั้ง ๒ ไปเท่านั้น”
(พระนางมัทรีใคร่ครวญว่า)
[๒๑๘๕] “เสียมของเราก็หล่นลง ตาข้างขวาก็เขม่นอยู่ริกๆ ต้นไม้ทั้งหลายที่เคยมีผลก็กลับไม่มีผล และทุกๆ ทิศก็มืดมน”
[๒๑๘๖] เมื่อพระนางเสด็จกลับบ่ายพระพักตร์มาสู่อาศรม ในเวลาที่พระอาทิตย์อัสดงคต เหล่าสัตว์ร้ายก็มายืนขวางทาง
(พระนางมัทรีรำพึงว่า)
[๒๑๘๗] เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง และอาศรมก็ยังอยู่ไกลนัก พระเจ้าพี่เวสสันดรและพระลูกรักทั้ง ๒ นั้น ก็คอยบริโภคมูลผลาหารที่เราจักนำไปจากป่านี้
[๒๑๘๘] พระจอมกษัตริย์นั้นประทับอยู่ในบรรณศาลาพระองค์เดียว คงจะทรงปลอบประโลมให้ลูกน้อยทั้ง ๒ ผู้หิวกระหาย คอยทอดพระเนตรดูเราผู้ยังมาไม่ถึงให้ยินดีเป็นแน่แท้
[๒๑๘๙] ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร ในเวลาเย็นเป็นเวลากินเวลาดื่มก็จักคอย เหมือนลูกเนื้อที่กำลังดื่มนมเป็นแน่แท้
[๒๑๙๐] ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร ในเวลาเย็นเป็นเวลากินเวลาดื่มก็จักคอย เหมือนลูกเนื้อที่กำลังกระหายน้ำเป็นแน่แท้
[๒๑๙๑] ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร คงจะยืนคอยต้อนรับเรา เหมือนลูกโคอ่อนคอยชะเง้อหาแม่เป็นแน่แท้
[๒๑๙๒] ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร คงจะยืนคอยต้อนรับเรา เหมือนลูกหงส์ที่ตกอยู่ในเปือกตมเป็นแน่แท้
[๒๑๙๓] ลูกน้อยเหล่านั้นของเราเป็นกำพร้าน่าสงสาร คงจะยืนคอยต้อนรับเราอยู่ไม่ไกลจากอาศรม
[๒๑๙๔] หนทางที่จะไปก็มีอยู่ทางเดียว และเป็นทางที่เดินไปได้คนเดียว โดยข้างหนึ่งเป็นสระน้ำ อีกข้างหนึ่งเป็นบึง เรายังไม่เห็นทางอื่นที่จะไปสู่อาศรมได้
[๒๑๙๕] ข้าแต่พญาเนื้อทั้งหลายผู้มีกำลังมากในป่าใหญ่ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายกับข้าพเจ้าก็เป็นพี่น้องกันโดยธรรม ข้าพเจ้าขออ้อนวอน ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ข้าพเจ้าเถิด
[๒๑๙๖] ข้าพเจ้าเป็นภรรยาของพระราชบุตรผู้มีสิริ ผู้ถูกขับไล่จากกรุงสีพี และข้าพเจ้ามิได้ดูหมิ่นพระสวามีพระองค์นั้นเลย เหมือนดังนางสีดาคอยประพฤติตามพระราม
[๒๑๙๗] ขอท่านทั้งหลายจงหลีกทางให้ดิฉัน แล้วกลับไปเยี่ยมลูกน้อยของท่าน ในเวลาออกหาอาหารในตอนเย็น ส่วนดิฉันก็จะกลับไปเยี่ยมลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พระชาลีและพระกัณหาชินา
[๒๑๙๘] อนึ่ง มูลผลาหารนี้ก็มีอยู่มาก และภักษาก็มีอยู่ไม่น้อย ดิฉันขอแบ่งให้พวกท่านกึ่งหนึ่ง ดิฉันอ้อนวอนแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ดิฉันเถิด
[๒๑๙๙] พระมารดาของเราทั้งหลายเป็นราชบุตรี และพระบิดาของเราทั้งหลายก็เป็นพระราชบุตร ท่านทั้งหลายกับดิฉันเป็นพี่น้องกันโดยธรรม ดิฉันอ้อนวอนแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ดิฉันเถิด
[๒๒๐๐] พญาเนื้อร้ายทั้งหลายได้ฟังวาจาอันไพเราะ ซึ่งประกอบด้วยความการุณย์เป็นอย่างมาก ของพระนางผู้ทรงพิลาปรำพันอยู่ จึงได้พากันหลีกออกจากทางไป
[๒๒๐๑] ลูกน้อยทั้งหลายคงขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น คงจะยืนคอยต้อนรับเรา เหมือนลูกโคอ่อนยืนคอยชะเง้อหาแม่เป็นแน่แท้
[๒๒๐๒] ลูกน้อยทั้งหลายคงขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น คงจะยืนคอยต้อนรับเราอยู่ตรงนี้ เหมือนลูกหงส์ที่ตกอยู่ในเปือกตมเป็นแน่แท้
[๒๒๐๓] ลูกน้อยทั้งหลายคงขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น คงจะยืนคอยต้อนรับเราอยู่ตรงนี้ ไม่ห่างไกลจากอาศรม
[๒๒๐๔] ลูกน้อยเหล่านั้นเคยร่าเริงวิ่งมาต้อนรับเรา เหมือนจะทำให้หทัยของเราหวั่นไหว เหมือนลูกเนื้อเห็นแม่แล้วหูชันร่าเริงวิ่งไปวิ่งมารอบแม่ วันนี้ เรามิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย
[๒๒๐๕] เราละลูกน้อยทั้งหลายไว้ออกไปหาผลไม้ เหมือนแม่แพะและแม่เนื้อละลูกน้อย ไปหากิน เหมือนปักษีละลูกน้อยไปจากรัง หรือเหมือนแม่ราชสีห์ ผู้ต้องการอาหารละลูกน้อยไว้ออกไปหากิน วันนี้ เราไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย
[๒๒๐๖] นี้รอยเท้าวิ่งเล่นไปมาของลูกน้อยทั้ง ๒ ยังปรากฏอยู่เหมือนรอยเท้าช้างที่เชิงเขา นี้กองทรายที่ลูกน้อยทั้ง ๒ ขนมาเล่น ยังกระจัดกระจายอยู่ ณ ที่ใกล้อาศรม วันนี้ เราไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย
[๒๒๐๗] ลูกน้อยทั้งหลายเคยเกลื่อนกล่นไปด้วยทราย และขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น วิ่งเข้ามาล้อมเราอยู่รอบๆ เรามิได้เห็นทารกเหล่านั้น
[๒๒๐๘] เมื่อก่อนลูกน้อยทั้งหลายเคยต้อนรับเราผู้กลับมา จากป่าแต่ที่ไกล วันนี้ เราไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย
[๒๒๐๙] ลูกน้อยทั้งหลายเคยไปคอยต้อนรับแม่ คอยมองดูเราแต่ที่ไกล เหมือนลูกแพะหรือลูกเนื้อคอยชะเง้อหาแม่ เรามิได้เห็นทารกเหล่านั้นเลย
[๒๒๑๐] ผลมะตูมสีเหลืองที่ตกอยู่นี้ เป็นของเล่นของลูกน้อยทั้ง ๒ นั้น วันนี้ เรามิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย
[๒๒๑๑] ถันทั้ง ๒ ของเรานี้ยังเต็มไปด้วยน้ำนม และอกของเราเหมือนจะแตกดับ วันนี้ เรามิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่ กัณหาชินานั้นเลย
[๒๒๑๒] ใครเล่าจะค้นชายพก ใครเล่าจะเหนี่ยวถันทั้ง ๒ ของเรา วันนี้ เราไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินานั้นเลย
[๒๒๑๓] เวลาเย็น ลูกน้อยทั้ง ๒ ขมุกขมัวไปด้วยฝุ่น เคยวิ่งเข้ามาเกาะที่ชายพกของเรา วันนี้ เรามิได้เห็นทารกเหล่านั้นเลย
[๒๒๑๔] เมื่อก่อน อาศรมนี้ปรากฏแก่เราเหมือนโรงมหรสพ วันนี้ เมื่อเราไม่เห็นลูกน้อยเหล่านั้น อาศรมปรากฏเหมือนดังจะหมุนไป
[๒๒๑๕] นี่อย่างไร อาศรมจึงปรากฏกับเราดูเงียบสงัดจริงหนอ แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง ทารกทั้งหลายของเราคงจะตายแน่
[๒๒๑๖] นี่อย่างไร อาศรมจึงปรากฏแก่เราดูเงียบสงัดจริงหนอ แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง ทารกทั้งหลายของเราคงจะตายแน่
[๒๒๑๗] นี่อย่างไร พระองค์จึงทรงนิ่งเฉยอยู่ แม้เมื่อคืนใจหม่อมฉันก็เหมือนฝันไป แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงจะตายแน่
[๒๒๑๘] นี่อย่างไร พระองค์จึงทรงนิ่งเฉยอยู่ แม้เมื่อคืนใจหม่อมฉันก็เหมือนฝันไป แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงจะตายแน่
[๒๒๑๙] ข้าแต่พระลูกเจ้า เหล่าเนื้อร้ายในป่าอันเงียบสงัด ได้กินทารกทั้งหลายของหม่อมฉันแล้วหรือกระไรหนอ หรือว่าใครนำทารกทั้งหลายของหม่อมฉันไป
[๒๒๒๐] ทารกเหล่านั้นผู้กำลังพูดจาน่ารัก พระองค์ทรงส่งไปเป็นทูต หรือว่ายังหลับอยู่ หรือทารกเหล่านั้นของเราออกไปเล่นภายนอก
[๒๒๒๑] เส้นผม ลายมือ ลายเท้าของทารกเหล่านั้นมิได้ปรากฏเลย หรือนกทั้งหลายมาโฉบเฉี่ยวเอาไป หรือว่าใครนำทารกทั้งหลายของหม่อมฉันไป
[๒๒๒๒] การที่หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาในวันนี้นั้น เป็นทุกข์ยิ่งกว่าการถูกขับไล่จากแคว้น เปรียบเหมือนแผลที่ถูกลูกศรแทง
[๒๒๒๓] การที่หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ และฝ่าพระบาทมิได้ตรัสกับหม่อมฉันนี้ เป็นดุจลูกศรเสียบแทงหทัยของหม่อมฉันซ้ำสอง หทัยของหม่อมฉันย่อมหวั่นไหว
[๒๒๒๔] ข้าแต่พระราชบุตร ถ้าคืนวันนี้พระองค์มิได้ตรัสกับหม่อมฉัน พรุ่งนี้เช้าพระองค์น่าจะได้ทอดพระเนตรหม่อมฉัน ผู้ปราศจากชีวิตตายไปแล้ว
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๒๒๕] แม่มัทรีราชบุตรีผู้มีรูปโฉมงดงาม ผู้มียศ มัวไปแสวงหามูลผลาหารแต่เช้า ทำไมจึงกลับมาจนเย็น
(พระนางมัทรีกราบทูลว่า)
[๒๒๒๖] พระองค์ได้ทรงสดับแล้วมิใช่หรือ ซึ่งเสียงบันลือลั่นของราชสีห์และเสือโคร่ง ต่างก็มุ่งมาสู่สระนี้เพื่อจะดื่มน้ำ
[๒๒๒๗] บุพพนิมิตได้เกิดมีแก่หม่อมฉันผู้กำลังเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ คือ เสียมพลัดตกจากมือของหม่อมฉัน และกระเช้าที่หาบอยู่ก็พลัดตกจากบ่า
[๒๒๒๘] เวลานั้น หม่อมฉันหวาดกลัวเป็นกำลัง จึงได้ทำอัญชลี นอบน้อมไปทั่วทุกทิศ ขอความสวัสดีพึงมีแต่ที่นี้ด้วย
[๒๒๒๙] ขอพระราชบุตรของเราอย่าได้ถูกราชสีห์ หรือเสือเหลืองเบียดเบียนเลย หรือขอให้ทารกทั้งหลายอย่าได้ถูกหมี สุนัขป่า หรือเสือดาวรังควานเลย
[๒๒๓๐] สัตว์ร้ายทั้ง ๓ ในป่า คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลืองได้มายืนขวางทางหม่อมฉัน เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงกลับมาถึงในเวลาเย็น
(พระนางมัทรีทรงคร่ำครวญว่า)
[๒๒๓๑] เราเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นปฏิบัติพระสวามี บำรุงเลี้ยงดูลูกน้อยทั้งหลายทุกวัน เหมือนมาณพปฏิบัติอาจารย์ เราเกล้าผมประพฤติพรหมจรรย์
[๒๒๓๒] นุ่งห่มหนังเสือ เที่ยวไปแสวงหามูลผลาหาร ในป่ามาทุกวันคืนเพราะความรักเธอทั้งหลาย นะลูกน้อย
[๒๒๓๓] ขมิ้นเหลือง ผลมะตูมสุกแม่หามาแล้ว และแม่ก็ได้นำผลไม้สุกมา นี้เป็นของเล่นของลูกรักทั้ง ๒ นะลูก
[๒๒๓๔] ข้าแต่พระองค์ผู้จอมกษัตริย์ เหง้าบัวพร้อมทั้งฝัก หน่ออุบล และกระจับ ที่คลุกน้ำผึ้ง ขอเชิญพระองค์ทรงเสวยพร้อมพระโอรสทั้งหลายเถิด
[๒๒๓๕] ขอพระองค์โปรดประทานดอกปทุมให้พ่อชาลี ประทานดอกโกมุทให้กุมารี พระองค์จะได้ทอดพระเนตรพระกุมารทั้งหลาย ผู้ทรงประดับดอกไม้ฟ้อนรำอยู่ ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์โปรดตรัสเรียกพระโอรสทั้งหลายมาเถิด
[๒๒๓๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ต่อจากนั้น ขอพระองค์ทรงสดับพระสุรเสียงอันไพเราะอ่อนหวาน ของแม่กัณหาชินาผู้ซึ่งกำลังเข้าสู่อาศรมเถิด
[๒๒๓๗] เราทั้ง ๒ ถูกเนรเทศจากแคว้น เป็นผู้มีสุขและทุกข์เสมอกัน ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ถึงพระองค์ก็โปรดทอดพระเนตรลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาเถิด
[๒๒๓๘] หม่อมฉันคงได้สาปแช่งสมณะและพราหมณ์ ผู้มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า มีศีล เป็นพหูสูตในโลกเป็นแน่ วันนี้ หม่อมฉันจึงไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา
[๒๒๓๙] รุกขชาติชนิดต่างๆ เหล่านี้ คือ ต้นหว้า ต้นย่านทรายมีกิ่งห้อยย้อย ที่พระกุมารทั้ง ๒ เคยเล่นมาก่อน วันนี้ กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๐] รุกขชาติที่มีผลชนิดต่างๆ คือ ต้นโพธิ์ใบ ต้นขนุน ต้นไทร และต้นมะขวิด เหล่านี้ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาวิ่งเล่น วันนี้ กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๑] สวนเหล่านี้ก็ยังตั้งอยู่ นี้แม่น้ำที่เยือกเย็น ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาเล่น กุมารทั้ง ๒ ไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๒] บุปผชาติชนิดต่างๆ มีอยู่บนภูเขาลูกนี้ ที่กุมารทั้ง ๒ เคยทัดทรง กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๓] ผลไม้ชนิดต่างๆ ที่มีอยู่บนภูเขาลูกนี้ ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาเสวย กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๔] ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า และตุ๊กตาวัวเหล่านี้ที่กุมารเหล่านั้นเคยเล่น กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๕] ตุ๊กตาเนื้อทรายทองเล็กๆ ตุ๊กตากระต่าย ตุ๊กตานกเค้า ตุ๊กตาชะมดเหล่านี้เป็นอันมากที่กุมารทั้ง ๒ เคยเล่น กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๖] ตุ๊กตาหงส์ ตุ๊กตานกกระเรียน ตุ๊กตานกยูงที่มีแววหางงามวิจิตร เหล่านี้ที่กุมารทั้ง ๒ เคยเล่น กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๗] พุ่มไม้มีดอกบานสะพรั่งทุกฤดูกาลเหล่านี้ ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาเล่น กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๘] สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์เหล่านี้ มีนกจักรพากส่งเสียงกู่ขัน ดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ปทุม และอุบล ที่กุมารทั้ง ๒ เคยมาเล่น กุมารเหล่านั้นไม่ปรากฏให้เห็น
[๒๒๔๙] พระองค์มิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ มิได้ติดไฟ เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงหงอยเหงาซบเซาอยู่
[๒๒๕๐] เพราะคนรักกับคนรักยังรวมกันอยู่ ความทุกข์ร้อนของหม่อมฉันย่อมหายไป วันนี้ หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา
[๒๒๕๑] ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของฉัน ไม่ทราบว่า ผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป แม้แต่ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงตายแล้วเป็นแน่
[๒๒๕๒] ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของเรา ไม่ทราบว่า ผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงตายแล้วเป็นแน่
[๒๒๕๓] พระนางมัทรีทรงปริเวทนา พลางเที่ยวไปวิ่งหาตามซอกเขาและป่าชัฏ ในท้องเขาวงกตนั้นแล้วเสด็จมายังอาศรมอีก ทรงกันแสงอยู่ในสำนักพระราชสวามี ทูลคร่ำครวญว่า
[๒๒๕๔] ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของเรา และไม่ทราบว่า ผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป แม้แต่ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงตายแล้วเป็นแน่
[๒๒๕๕] ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของเรา และไม่ทราบว่า ผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป แม้แต่ฝูงนกก็ไม่ส่งเสียงร้อง ทารกทั้งหลายของหม่อมฉันคงตายแล้วเป็นแน่
[๒๒๕๖] ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่เห็นลูกน้อยทั้ง ๒ ของเรา และไม่ทราบว่าผู้ใดนำลูกน้อยเหล่านั้นไป ทั้งที่เที่ยวไปหาที่โคนไม้ ภูเขา และถ้ำ
[๒๒๕๗] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้ทรงพระรูปโฉมงดงาม ผู้มีพระยศ ประคองพระพาหาคร่ำครวญล้มลง ณ พื้นดิน แทบพระยุคลบาทของพระเวสสันดรนั้นนั่นเองด้วยประการฉะนี้
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๒๕๘] พระเวสสันดรราชฤๅษีทรงวักน้ำประพรม พระนางมัทรีราชบุตรีผู้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ (ทรงวิสัญญีล้มลงแทบพระยุคลบาทของพระองค์) ทรงทราบว่า พระนางทรงฟื้นพระองค์ดีแล้ว จึงได้ตรัสพระดำรัสนี้กับพระนางว่า
[๒๒๕๙] มัทรี เราไม่อยากจะบอกความทุกข์แก่เธอแต่แรกก่อน พราหมณ์แก่ยาจกผู้ตกยากมาสู่อาศรม
[๒๒๖๐] เราได้ให้ลูกน้อยทั้ง ๒ แก่พราหมณ์นั้นไป มัทรี เธออย่าได้กลัวเลย เธอจงดีใจเถิด มัทรี เธออย่าเห็นลูกน้อยทั้ง ๒ เลย อย่าได้ร้องไห้ไปนักเลย เมื่อเรายังชีวิตอยู่ ไม่มีโรคภัย ก็จักได้พบลูกน้อยทั้ง ๒ แน่
[๒๒๖๑] สัตบุรุษเห็นยาจกมาหาแล้วพึงให้บุตร ปศุสัตว์ ธัญชาติ และทรัพย์อื่นใดในเรือน มัทรี ขอเธอจงอนุโมทนาปุตตทานอันสูงสุดของเราเถิด
(พระนางมัทรีกราบทูลว่า)
[๒๒๖๒] ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันขออนุโมทนา ปุตตทานอันสูงส่งของพระองค์ ขอพระองค์พระราชทานปุตตทานอันสูงส่งแล้ว ทรงทำพระทัยให้ผ่องใสเถิด ขอพระองค์จงทรงบำเพ็ญทานให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด
[๒๒๖๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน ในหมู่มนุษย์ผู้เป็นคนตระหนี่ พระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ได้ทรงบำเพ็ญทานแก่พราหมณ์แล้ว
[๒๒๖๔] แผ่นดินก็บันลือลั่นแก่พระองค์ กิตติศัพท์ของพระองค์บันลือไปถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ สายฟ้าก็แลบแปลบปลาบอยู่โดยรอบ ดังสะท้านปานประหนึ่งว่าภูเขาจะถล่มทลาย
[๒๒๖๕] เทพเจ้าทั้ง ๒ หมู่ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขานารทะ ต่างถวายอนุโมทนาแด่พระเวสสันดรนั้นว่า พระอินทร์ พระพรหม ท้าวประชาบดี พระโสม ยมยักษ์ ท้าวเวสสุวรรณมหาราช และเทพเจ้าเหล่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พร้อมทั้งพระอินทร์ทุกถ้วนหน้า ต่างก็ถวายอนุโมทนา
[๒๒๖๖] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้ทรงรูปโฉมงดงาม ผู้มีพระยศ ก็ทรงอนุโมทนาปุตตทาน อันสูงสุดของพระเวสสันดรแล้วด้วยประการฉะนี้แล
กัณฑ์มัทรี จบ
กัณฑ์สักกบรรพ
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๒๖๗] ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ท้าวสักกเทวราชทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ ได้ปรากฏแก่กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์นั้นแต่เช้าตรู่
(พราหมณ์ทูลถามว่า)
[๒๒๖๘] พระคุณเจ้าไม่มีโรคาพาธเบียดเบียนหรือหนอ ทรงพระสำราญดีหรือ พระคุณเจ้าเลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกหรือ มูลผลาหารมีมากหรือ
[๒๒๖๙] เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านไม่มีมาเบียดเบียนหรือ
(พระเวสสันดรตอบว่า)
[๒๒๗๐] ท่านพราหมณ์ เราไม่มีโรคมาเบียดเบียน เป็นสุขสำราญดี อนึ่ง เราเลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหาร และมูลผลาหารก็มีอยู่มาก
[๒๒๗๑] อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่าน ก็ไม่มีมาเบียดเบียนเราเลย
[๒๒๗๒] เมื่อพวกเรามีชีวิตเศร้าโศกอยู่ในป่ามาตลอด ๗ เดือน เราย่อมเห็นท่านผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ทรงเพศอันประเสริฐ บูชาไฟ ถือไม้เท้าสีดังผลมะตูมสุก และลักจั่นน้ำนี้เป็นคนที่ ๒
[๒๒๗๓] มหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว มิได้มาร้าย ท่านผู้เจริญ ขอเชิญเข้าไปภายใน เชิญล้างเท้าของท่านเถิด
[๒๒๗๔] พราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่าที่มีรสหวานปานน้ำผึ้ง เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ผลที่ดีๆ เถิด
[๒๒๗๕] มหาพราหมณ์ แม้น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิทเรานำมาจากซอกเขา ถ้าท่านต้องการก็เชิญดื่มเถิด
[๒๒๗๖] อนึ่ง ท่านมาถึงป่าใหญ่ เพราะเหตุไร หรือเพราะปัจจัยอะไร เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เรา
(พราหมณ์กราบทูลว่า)
[๒๒๗๗] ห้วงน้ำยังเต็มเปี่ยมตลอดเวลาไม่เหือดแห้งฉันใด พระองค์ทรงมีพระทัยเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาฉันนั้น ข้าพระองค์ทูลขอแล้ว ขอพระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานพระชายาแก่ข้าพระองค์เถิด
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๒๗๘] ท่านพราหมณ์ ท่านขอสิ่งใด เราจะให้สิ่งนั้น เรามิได้หวั่นไหวเลย เราไม่ซ่อนสิ่งของที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๒๗๙] พระเวสสันดรผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี ทรงกุมพระหัตถ์ของพระนางมัทรี ทรงจับเต้าน้ำ หลั่งน้ำพระราชทานพระนางมัทรีให้เป็นทานแก่พราหมณ์
[๒๒๘๐] ขณะนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์ ทรงบริจาคพระนางมัทรีให้เป็นทาน ความน่าสะพรึงกลัวขนพองสยองเกล้าได้เกิดขึ้น แผ่นดินก็หวั่นไหว
[๒๒๘๑] พระนางมัทรีมิได้มีพระพักตร์เง้างอ มิได้ทรงเก้อเขิน และมิได้ทรงกันแสง ทรงเพ่งดูพระสวามีโดยดุษณีภาพ โดยคิดว่า ท้าวเธอย่อมทรงทราบสิ่งที่ประเสริฐ
(พระศาสดาตรัสพระดำรัสนี้ว่า)
เมื่อตถาคตเป็นพระเวสสันดรบริจาคพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาซึ่งเป็นธิดา และพระมัทรีเทวีผู้มีวัตรอันดี ผู้ยำเกรงในพระสวามี มิได้คิดเสียดายเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น บุตรทั้ง ๒ เป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้ พระนางมัทรีเทวีจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงได้ให้ของซึ่งเป็นที่รัก
(ต่อมา พระนางมัทรีกราบทูลว่า)
[๒๒๘๒] หม่อมฉันเป็นพระชายาของพระองค์ตั้งแต่ยังเป็นสาวรุ่น พระองค์ทรงเป็นพระสวามีผู้เป็นใหญ่ของหม่อมฉัน พระองค์ทรงปรารถนาจะพระราชทานหม่อมฉันแก่ผู้ใด ก็ทรงพระราชทานแก่ผู้นั้นเถิด หรือทรงปรารถนาจะขายหรือจะฆ่า ก็ทรงขายหรือทรงฆ่าเถิด
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๒๘๓] ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบพระดำริของกษัตริย์ทั้ง ๒ นั้น จึงได้ตรัสดังนี้ว่า ข้าศึกทั้งมวล (ข้าศึกทั้งมวล หมายถึงผู้รับทานที่มีทิพยสมบัติและผู้รับทานที่มีมนุษยสมบัติ ท่านเหล่านั้นยังมีความตระหนี่อยู่ พระเวสสันดรชนะคนเหล่านี้ได้ด้วยการให้บุตรและภรรยาเป็นทาน) ทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์ พระองค์ทรงชนะแล้ว
[๒๒๘๔] แผ่นดินก็บันลือลั่นแก่พระองค์ กิตติศัพท์ของพระองค์บันลือไปถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ สายฟ้าก็แลบแปลบปลาบอยู่โดยรอบ ดังสะท้านปานประหนึ่งว่าภูเขาถล่มทลาย
[๒๒๘๕] เทพเจ้าทั้ง ๒ หมู่ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขานารทะ ต่างถวายอนุโมทนาแด่พระเวสสันดรนั้นว่า พระอินทร์ พระพรหม ท้าวประชาบดี พระโสม ยมยักษ์ ท้าวเวสสุวรรณมหาราชและทวยเทพทั้งมวล ต่างก็ถวายอนุโมทนาว่า พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ทำได้ยากแท้
[๒๒๘๖] สัตบุรุษทั้งหลายเมื่อจะให้ทานชื่อว่าให้ได้ยาก เมื่อจะทำกรรมก็ชื่อว่าทำได้ยาก ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายพวกอสัตบุรุษรู้ได้ยาก
[๒๒๘๗] เพราะฉะนั้น สัตบุรุษและอสัตบุรุษ จึงมีคติที่ไปจากโลกนี้ต่างกัน คือ พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวกสัตบุรุษย่อมไปสู่สวรรค์
[๒๒๘๘] การที่พระองค์เสด็จมาประทับอยู่ในป่า ได้พระราชทานพระกุมารทั้งหลายและพระชายาให้เป็นทานนี้ ชื่อว่าเป็นยานอันประเสริฐ ไม่เป็นยานที่พาก้าวลงสู่อบายภูมิ ขอมหาทานของพระองค์จงเผล็ดผลในสวรรค์เถิด
(ท้าวสักกะตรัสว่า)
[๒๒๘๙] ข้าพเจ้าขอถวายพระนางมัทรีพระชายา ผู้มีความงามทั่วสรรพางค์กายคืนแก่พระคุณเจ้า พระองค์เท่านั้นทรงเป็นผู้คู่ควรกับพระนางมัทรี และพระนางมัทรีก็เป็นผู้คู่ควรแก่พระสวามี
[๒๒๙๐] น้ำนมและสังข์ทั้ง ๒ มีสีเหมือนกันฉันใด พระองค์และพระนางมัทรีก็ทรงมีพระทัยเสมอเหมือนกันฉันนั้น
[๒๒๙๑] ทั้ง ๒ พระองค์เป็นกษัตริย์ผู้สมบูรณ์ด้วยพระโคตร เป็นอุภโตสุชาติ (อุภโตสุชาติ หมายถึงมีวรรณะเสมอกัน คือ บริสุทธิ์ทั้ง ๒ ฝ่าย) ทั้งฝ่ายพระมารดาและพระบิดา ทรงถูกเนรเทศจากแคว้นมาอยู่ ณ อาศรมในป่านี้ บุญทั้งหลายที่พระองค์กระทำมาแล้วฉันใด ขอพระองค์ทรงให้ทาน กระทำบุญอยู่ร่ำไปฉันนั้น
[๒๒๙๒] ข้าแต่พระราชฤๅษี หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพ มาในสำนักของพระองค์ ขอพระองค์ทรงเลือกรับพร หม่อมฉันขอถวายพร ๘ ประการแก่พระองค์
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๒๙๓] ข้าแต่ท้าวสักกะผู้ทรงเป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะประสาทพรแก่หม่อมฉัน ขอให้พระบิดาจงมารับหม่อมฉัน ขอพระบิดาทรงต้อนรับหม่อมฉัน ผู้ออกจากป่านี้ไปถึงเรือนของตนด้วยราชอาสน์ นี้เป็นพรประการที่ ๑
[๒๒๙๔] ขอให้หม่อมฉันไม่พึงชอบใจการฆ่าคน อนึ่ง แม้ผู้นั้นจะเป็นนักโทษถึงประหารชีวิต ผู้กระทำความผิดอย่างร้ายแรง ขอให้หม่อมฉันพึงได้ปลดปล่อยให้พ้นจากการถูกประหารชีวิต นี้เป็นพรประการที่ ๒
[๒๒๙๕] ขอให้ประชาชนทั้งหลายทั้งคนแก่ ทั้งเด็ก และคนปานกลาง พึงเข้ามาอาศัยหม่อมฉันเลี้ยงชีวิต นี้เป็นพรประการที่ ๓
[๒๒๙๖] ขอให้หม่อมฉันอย่าพึงล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่น พอใจแต่ในภรรยาของตนไม่ไปสู่อำนาจของหญิงทั้งหลาย นี้เป็นพรประการที่ ๔
[๒๒๙๗] ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอให้บุตรของหม่อมฉันผู้พลัดพรากไปนั้น พึงมีอายุยืนนาน จงครอบครองแผ่นดินโดยธรรมเถิด นี้เป็นพรประการที่ ๕
[๒๒๙๘] ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ขอให้อาหารทิพย์พึงปรากฏ นี้เป็นพรประการที่ ๖
[๒๒๙๙] เมื่อหม่อมฉันให้ทานอยู่ ขออย่าให้ไทยธรรมหมดสิ้นไป เมื่อกำลังให้ ขอให้หม่อมฉันพึงทำใจให้ผ่องใส ครั้นให้แล้ว ขออย่าให้หม่อมฉันได้เดือดร้อนใจในภายหลัง นี้เป็นพรประการที่ ๗
[๒๓๐๐] เมื่อพ้นจากอัตภาพนี้ไป ขอให้หม่อมฉันไปสู่สวรรค์ อันเป็นการไปพิเศษ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก นี้เป็นพรประการที่ ๘
[๒๓๐๑] ครั้นได้สดับพระดำรัสของพระเวสสันดรแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า คงไม่นานนัก พระบิดาบังเกิดเกล้าของพระองค์ ก็คงจะเสด็จมาเยี่ยมพระองค์
[๒๓๐๒] ครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ท้าวมฆวานสุชัมบดีเทวราช ก็ได้พระราชทานพรแก่พระเวสสันดรแล้วเสด็จกลับไปสู่หมู่ชาวสวรรค์
กัณฑ์สักกบรรพ จบ
กัณฑ์มหาราช
(พระเจ้าสญชัยทอดพระเนตรเห็น ๒ กุมารจึงตรัสว่า)
[๒๓๐๓] นั่นใครหนอ หน้างามยิ่งนักดังทองคำธรรมชาติ ที่นายช่างหล่อหลอมด้วยไฟ สีใสสุกปลั่ง ดังแท่งทองธรรมชาติที่ละลายคว้างอยู่ที่ปากเบ้า
[๒๓๐๔] ทารกเหล่านี้มีอวัยวะคล้ายคลึงกัน มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ คนหนึ่งเหมือนพ่อชาลี อีกคนเหมือนแม่กัณหาชินา
[๒๓๐๕] ทารกเหล่านี้มีรูปเสมอกันเหมือนราชสีห์ออกจากถ้ำทอง ทารกเหล่านี้ปรากฏเหมือนหล่อหลอมด้วยทองคำธรรมชาติเลยทีเดียว
[๒๓๐๖] ภารทวาชพราหมณ์ ท่านได้นำทารกเหล่านี้มาจากที่ไหนหนอ วันนี้ ท่านได้มาถึงแคว้นของเราแล้ว จะไปที่ไหนต่อไป
(ชูชกกราบทูลว่า)
[๒๓๐๗] ข้าแต่สมมติเทพ ทารกเหล่านี้มีผู้ให้แก่ข้าพระองค์ด้วยความพอใจ ตั้งแต่วันที่ได้ทารกเหล่านี้มา วันนี้เป็นคืนที่ ๑๕
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๓๐๘] ด้วยวาจาไพเราะอะไรเล่า ท่านจึงได้ทารกเหล่านี้มา ท่านควรทำให้เราเชื่อโดยวิธีที่ชอบ ใครให้ปุตตทานอันสูงสุดนั้นแก่ท่าน
(ชูชกกราบทูลว่า)
[๒๓๐๙] พระราชาผู้ทรงเป็นที่พึ่งของพวกยาจกที่มาทูลขอ เป็นดังธรณีเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย คือพระเวสสันดรผู้เสด็จไปประทับอยู่ในป่า ได้พระราชทานพระโอรสทั้งหลายแก่ข้าพระองค์
[๒๓๑๐] พระราชาผู้ทรงเป็นที่ต้องประสงค์ของพวกยาจกผู้มาทูลขอ เป็นดังสาครอันเป็นที่รองรับของแม่น้ำทั้งหลายที่หลั่งไหลมา คือพระเวสสันดรผู้เสด็จไปประทับอยู่ในป่า ได้พระราชทานพระโอรสทั้งหลายแก่ข้าพระองค์
(พวกอำมาตย์ติเตียนพระเวสสันดรว่า)
[๒๓๑๑] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระราชาผู้มีศรัทธา ทรงอยู่ครอบครองเรือน ทรงทำกรรมที่ไม่สมควรหนอ พระเวสสันดรถูกเนรเทศออกจากแคว้นไปอยู่ในป่า จะพึงพระราชทานพระโอรสทั้งหลายได้อย่างไรหนอ
[๒๓๑๒] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวพระนครมีประมาณเท่าใด ที่มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ ขอทุกท่านจงช่วยกันพิจารณาดูเรื่องนี้ พระเวสสันดรประทับอยู่ในป่า ได้พระราชทานพระโอรสทั้งหลายได้อย่างไร
[๒๓๑๓] พระองค์จงพระราชทานทาส ทาสี ม้า แม่ม้าอัสดร รถ และช้างกุญชรตัวประเสริฐไปเถิด ทำไม จึงทรงพระราชทานทารกทั้งหลายเล่า
(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)
[๒๓๑๔] ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา ในเรือนของผู้ใดไม่มีทาส ม้า แม่ม้าอัสดร รถ และช้างกุญชรตัวประเสริฐ ผู้นั้นจะพึงให้อะไร
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๓๑๕] บุตรน้อยทั้งหลาย ปู่สรรเสริญทานแห่งบิดาของเจ้านั้น ไม่ได้ติเตียนเลย หทัยแห่งบิดาของเจ้าเป็นอย่างไรหนอ จึงได้ให้เจ้าทั้ง ๒ แก่พราหมณ์วณิพก
(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)
ข้าแต่พระอัยกามหาราช พระบิดาของหม่อมฉัน พระราชทานพวกหม่อมฉันแก่พราหมณ์วณิพกแล้ว ได้ทรงสดับถ้อยคำรำพันพิลาปซึ่งน้องกัณหาได้กล่าวแล้ว
[๒๓๑๖] ข้าแต่สมเด็จพระอัยกา พระหทัยของพระบิดานั้น เป็นทุกข์และเร่าร้อน มีดวงพระเนตรแดงดังดาวโรหิณี มีพระอัสสุชลหลั่งไหล
[๒๓๑๗] น้องกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า “ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์นี้เฆี่ยนตีหม่อมฉัน ด้วยไม้เท้าเหมือนตีทาสีผู้เกิดในเรือนเบี้ย
[๒๓๑๘] ข้าแต่พระบิดา ผู้นี้คงจะมิใช่พราหมณ์แน่ เพราะพราหมณ์ทั้งหลายเป็นผู้มีธรรม แต่พราหมณ์คงจะเป็นยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์ นำลูกทั้ง ๒ ไปเพื่อจะกินเป็นอาหาร พระเจ้าข้า ลูกทั้ง ๒ ถูกพราหมณ์ผู้เป็นปีศาจนำไป ข้าแต่พระบิดา ทำไมหนอ พระองค์จึงทรงเมินเฉยอยู่เล่า”
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๓๑๙] มารดาของเจ้าทั้งหลาย เป็นพระราชบุตรี บิดาเป็นราชบุตร เจ้าทั้งหลาย เคยขึ้นนั่งตักของปู่ แต่บัดนี้ เพราะเหตุไร จึงยืนอยู่ห่างไกลหนอ
(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)
[๒๓๒๐] พระมารดาของหม่อมฉันทั้งหลาย เป็นพระราชบุตรี และพระบิดาก็เป็นพระราชบุตร แต่หม่อมฉันทั้งหลาย เป็นทาสของพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงยืนอยู่ห่างไกล พระเจ้าข้า
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๓๒๑] เธอทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ไม่ชอบเลย หทัยของปู่กำลังเร่าร้อน กายของปู่เหมือนอยู่บนเชิงตะกอน ปู่มิได้รับความสุขบนราชอาสน์เลย
[๒๓๒๒] เธอทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ไม่ชอบเลย อย่าได้เพิ่มความเศร้าโศกให้เกิดแก่ปู่เลย ปู่จักไถ่เธอทั้งหลายด้วยทรัพย์ เธอทั้งหลายจักไม่เป็นทาส
[๒๓๒๓] พ่อชาลี บิดาของเธอทั้งหลาย ได้ตีราคาพวกเธอไว้เท่าไร จึงให้พราหมณ์ ขอให้เธอทั้งหลายจงบอกปู่ตามความจริง พนักงานทั้งหลายจงให้พราหมณ์รับเอาทรัพย์ไปเถิด
(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)
[๒๓๒๔] ข้าแต่พระอัยกา พระบิดาทรงตีราคาหม่อมฉัน มีค่าเท่าราคาทองคำ ๑,๐๐๐ แท่ง ทรงตีราคาน้องกัณหาชินาราชกัญญา ด้วยสัตว์พาหนะมีช้างเป็นต้นอย่างละ ๑๐๐ แล้วจึงได้พระราชทานให้แก่พราหมณ์
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๓๒๕] มหาดเล็ก เจ้าจงลุกขึ้น รีบไปนำทาสี ทาส โค ช้าง และโคอุสภราชอย่างละ ๑๐๐ กับทองคำ ๑,๐๐๐ แท่ง มาให้แก่พราหมณ์ เป็นค่าไถ่บุตรทั้งหลาย
[๒๓๒๖] ลำดับนั้น พนักงานรีบไปนำทาสี ทาส โค ช้าง และโคอุสภราชอย่างละ ๑๐๐ มาให้แก่พราหมณ์เป็นค่าไถ่
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๓๒๗] กษัตริย์ทั้ง ๒ ทรงไถ่แล้ว รับสั่งให้สรงสนานและให้เสวยพระกระยาหารเสร็จ ให้ประดับด้วยอาภรณ์ทั้งหลายแล้ว สมเด็จพระอัยกาทรงอุ้มทารกองค์หนึ่ง สมเด็จพระอัยยิกาทรงอุ้มองค์หนึ่ง
[๒๓๒๘] พระกุมารทั้ง ๒ ทรงสรงสนานพระเศียรแล้ว ทรงพระภูษาอันสะอาด ทรงประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวงแล้ว พระราชาผู้พระอัยกาก็ทรงอุ้มพระชาลีขึ้นประทับบนพระเพลา
[๒๓๒๙] พระกุมารทั้ง ๒ ทรงประดับกุณฑล ที่มีเสียงดังก้องน่ารื่นรมย์ใจ ทรงประดับดอกไม้และเครื่องอลังการทั้งปวงแล้ว พระราชาทรงอุ้มพระชาลีกุมารขึ้นประทับบนพระเพลาแล้วได้ตรัสถามดังนี้ว่า
[๒๓๓๐] พ่อชาลี พระบิดาและพระมารดาทั้ง ๒ ของเธอไม่มีโรคดอกหรือ เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหาผลาหารหรือ มูลผลาหารมีมากหรือ
[๒๓๓๑] เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ ในป่าที่มีเนื้อร้ายพลุกพล่าน ไม่มีมาเบียดเบียนหรือ
(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)
[๒๓๓๒] ข้าแต่สมมติเทพ พระบิดาและพระมารดาของหม่อมฉัน ทั้ง ๒ พระองค์นั้นไม่มีโรค เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหาผลาหาร และมูลผลาหารก็มีมาก
[๒๓๓๓] อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย ในป่าที่มีสัตว์ร้ายพลุกพล่าน ก็ไม่มีมาเบียดเบียนซึ่งพระบิดาและพระมารดาทั้ง ๒ พระองค์นั้นเลย
[๒๓๓๔] พระมารดาของหม่อมฉันทรงขุดรากบัว เหง้าบัว ทรงสอยผลพุทรา ผลรกฟ้า และผลมะตูม นำมาเลี้ยงพระบิดาและหม่อมฉันทั้ง ๒
[๒๓๓๕] พระมารดานั้นทรงนำมูลผลาหารใดมาจากป่า พระบิดาและหม่อมฉันทั้ง ๒ มารวมกันเสวยมูลผลาหารนั้นในทุกคืนวัน
[๒๓๓๖] พระมารดาของหม่อมฉันทั้ง ๒ เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ ต้องมาเที่ยวแสวงหาผลไม้ มีพระฉวีวรรณผอมเหลืองเพราะลมและแดด เหมือนดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ
[๒๓๓๗] เมื่อพระมารดาเสด็จเที่ยวไปในป่าใหญ่ ซึ่งเป็นป่าที่มีสัตว์ร้ายพลุกพล่าน เป็นที่อยู่อาศัยของแรดและเสือเหลือง พระเกสาของพระองค์ก็ร่วงหล่น
[๒๓๓๘] พระมารดาทรงขมวดพระเมาลี ทรงไว้ซึ่งเหงื่อไคลที่พระกัจฉะ ทรงพระภูษาหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดินและทรงบูชาไฟ
[๒๓๓๙] บุตรทั้งหลายเกิดมาแล้วเป็นที่รักของมนุษย์ในโลก พระอัยกาของเราทั้งหลายไม่เกิดพระสิเนหาในพระโอรสเป็นแน่
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๓๔๐] หลานรัก จริงทีเดียว การที่ปู่ให้เนรเทศซึ่งพระบิดาของเจ้าผู้ไม่มีโทษเพราะคำพูดของชาวกรุงสีพีนั้น ชื่อว่าปู่ได้ทำกรรมชั่วร้าย และชื่อว่าปู่ได้ทำกรรมที่ทำลายความเจริญแล้ว
[๒๓๔๑] สิ่งใดสิ่งหนึ่งของปู่มีอยู่ในนครนี้ก็ดี ทรัพย์และธัญชาติใดๆ มีอยู่ก็ดี ขอให้พระเจ้าเวสสันดรจงมาเป็นเจ้าปกครองสิ่งนั้นๆ ในกรุงสีพีเถิด
(พระชาลีกุมารกราบทูลว่า)
[๒๓๔๒] ขอเดชะสมมติเทพ พระบิดาของหม่อมฉัน เป็นผู้สูงสุดแห่งชาวกรุงสีพีคงจักไม่เสด็จมาเพราะคำของหม่อมฉัน ขอให้พระองค์ผู้สมมติเทพเสด็จไปทรงอภิเษกพระบิดาของหม่อมฉันด้วยโภคะทั้งหลายด้วยพระองค์เองเถิด
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๓๔๓] ลำดับนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยจึงได้รับสั่งเสนาบดีว่า กองทัพ คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบจงตระเตรียมอาวุธให้พร้อม ชาวนิคม พราหมณ์ และพวกปุโรหิตจงตามเราไป
[๒๓๔๔] ต่อจากนั้น เหล่าทหาร ๖๐,๐๐๐ นายผู้สง่างาม ผูกสอด(อาวุธ)แล้ว ประดับด้วยผ้าสีต่างๆ กัน จงพากันรีบตามมาโดยเร็ว
[๒๓๔๕] เหล่าทหารผู้ผูกสอด(อาวุธ)แล้ว ประดับประดาด้วยเสื้อผ้าสีต่างๆ กัน คือ พวกหนึ่งแต่งด้วยผ้าสีเขียว พวกหนึ่งแต่งสีเหลือง พวกหนึ่งแต่งสีแดง พวกหนึ่งแต่งสีขาวจงรีบตามมา
[๒๓๔๖] ภูเขาคันธมาทน์มีกลิ่นหอมถูกหิมะปกคลุม ดารดาษไปด้วยพฤกษชาตินานาชนิด เป็นที่อาศัยอยู่ของฝูงสัตว์เป็นอันมาก
[๒๓๔๗] และมีต้นไม้ที่เป็นทิพยโอสถ สว่างไสวและฟุ้งตลบไปทั่วทิศฉันใด ขอเหล่าทหารผู้ผูกสอด(อาวุธ)แล้วจงรีบตามมา และจงรุ่งเรืองมีเกียรติยศฟุ้งขจรไปทั่วทิศฉันนั้นเถิด
[๒๓๔๘] ต่อจากนั้น จงจัดเทียมช้างที่สูงใหญ่ ๑๔,๐๐๐ เชือก มีสายรัดประคับทองมีเครื่องประดับ และเครื่องปกคลุมศีรษะที่สำเร็จแล้วด้วยทอง
[๒๓๔๙] มีนายควานช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่คอประจำ เตรียมพร้อมสรรพ ประดับตกแต่งสวยงาม จงรีบตามมา
[๒๓๕๐] ต่อจากนั้น จงจัดม้าสินธพชาติอาชาไนย ๑๔,๐๐๐ ตัว ที่มีฝีเท้าเร็ว
[๒๓๕๑] พร้อมด้วยนายสารถีผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ ถือแส้และดาบสั้น ผูกสอด(อาวุธ)ขึ้นขี่ประจำหลัง
[๒๓๕๒] ต่อจากนั้น จงจัดเทียมกระบวนรถ ๑๔,๐๐๐ คัน ที่มีเหล็กหุ้มกงล้ออย่างแน่นหนา เรือนรถขจิตด้วยทอง
[๒๓๕๓] จงยกธงขึ้นปักไว้บนรถคันนั้นๆ พวกนายขมังธนูผู้ยิงได้แม่นยำ คล่องแคล่วชำนาญในรถทั้งหลาย จงเตรียมโล่ห์ เกราะ และแล่งธนูไว้ให้พร้อม ทหารเหล่านี้จงตระเตรียมให้พร้อมแล้วรีบตามมา
[๒๓๕๔] ขอจงให้โปรยข้าวตอก ดอกไม้ มาลัย ของหอม และเครื่องลูบไล้เถิด และจงให้จัดตั้งเครื่องบูชาอันมีค่า ตามทางที่พระเจ้าเวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา
[๒๓๕๕] ในบ้านแต่ละหมู่บ้าน จงให้ตั้งหม้อสุราและเมรัยไว้ หมู่ละ ๑๐๐ หม้อที่หนทางที่พระเจ้าเวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา
[๒๓๕๖] จงให้ตั้งมังสาหาร ขนม ขนมแดกงา ขนมกุมมาส ที่ปรุงด้วยเนื้อปลาไว้ใกล้ทางที่พระเจ้าเวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา
[๒๓๕๗] จงให้ตั้งเนยใส น้ำมัน นมส้ม นมสด ขนมแป้ง ข้าวฟ่าง และสุราเป็นจำนวนมาก ไว้ใกล้ทางที่พระเจ้าเวสสันดรโอรสของเราจักเสด็จมา
[๒๓๕๘] ให้มีพนักงานพิเศษทั้งครัวหวานและครัวคาว จัดตั้งไว้เพื่อประชาชนทั่วไป ให้มีมหรสพฟ้อนรำขับร้องทุกๆ อย่าง เพลงปรบมือ กลองยาว คนขับเสภา และคนผู้บรรเทาความเศร้าโศก (คนผู้บรรเทาความเศร้าโศก หมายถึงนักมายากล หรือนักร้อง นักดนตรี แม้พวกอื่น ท่านก็เรียกว่าผู้บรรเทาความเศร้าโศก เพราะสามารถนำความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นออกไปได้)
[๒๓๕๙] พวกมโหรีจงเล่นดนตรี ดีดพิณพร้อมทั้งตีกลองน้อยกลองใหญ่ เป่าสังข์ ตีกลองหน้าเดียว
[๒๓๖๐] ตีตะโพน แกว่งบัณเฑาะว์ เป่าสังข์ ดีดจะเข้ และตีกลองใหญ่ กลองเล็ก
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๓๖๑] กองทัพของกรุงสีพีเป็นกองทัพใหญ่ ที่จัดเป็นกระบวนตั้งไว้เสร็จแล้ว มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทาง ได้ยาตราไปยังเขาวงกต
[๒๓๖๒] ช้างพลายอายุ ๖๐ ปี มีสายรัดประคับทอง ผูกตกแต่งไว้ บันลือก้องโกญจนาทกระหึ่มอยู่ ช้างวารณะก็บันลือโกญจนาทกระหึ่มอยู่
[๒๓๖๓] เหล่าม้าอาชาไนยก็แผดเสียงแหลมดังลั่น เสียงกงล้อดังกึกก้อง ฝุ่นละอองฟุ้งตลบถึงนภากาศ กองทัพของชาวกรุงสีพีก็จัดกระบวนตั้งไว้ดีแล้ว
[๒๓๖๔] กองทัพนั้นเป็นกองทัพใหญ่ จัดเป็นกระบวนตั้งไว้ สามารถทำลายล้างอริราชศัตรูได้ มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทาง ได้ยาตราไปยังเขาวงกต
[๒๓๖๕] พระเจ้ากรุงสญชัยพร้อมด้วยข้าราชบริพารเหล่านั้น เสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่มีกิ่งไม้มากมายและน้ำมาก ดารดาษไปด้วยต้นไม้ดอกและไม้ผลทั้ง ๒ อย่าง
[๒๓๖๖] ในป่าใหญ่นั้น มีนกมากมายหลายสี มีเสียงกล่อมไพเราะ เกาะอยู่บนต้นไม้ที่ผลิดอกตามฤดูกาล ร้องประสานเสียง เสียงระเบงเป็นคู่ๆ
[๒๓๖๗] พระเจ้ากรุงสญชัยพร้อมด้วยราชบริพารเหล่านั้น เสด็จพระราชดำเนินไปสู่ทางไกล ล่วงเลยหลายวันหลายคืน จึงบรรลุถึงประเทศที่พระเวสสันดรประทับอยู่
กัณฑ์มหาราช จบ
กัณฑ์ฉกษัตริย์
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๓๖๘] พระเวสสันดรได้ทรงสดับเสียงกึกก้องแห่งกองทัพเหล่านั้น ก็ตกพระทัยกลัว เสด็จขึ้นภูเขา ทรงหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทอดพระเนตรดูกองทัพ ตรัสว่า
[๒๓๖๙] เชิญดูเถิดมัทรี เสียงกึกก้องเช่นใดในป่า ม้าอาชาไนยส่งเสียงแผดร้องก้องสนั่น ปรากฏยอดธงไหวๆ
[๒๓๗๐] นายพรานเหล่านี้ได้ขึงข่ายล้อมฝูงเนื้อในป่า ไล่ต้อนให้ตกลงในหลุมแล้ว ไล่ทิ่มแทงด้วยหอกอันคม คัดเลือกเอาเนื้อเหล่านั้นตัวอ้วนๆ ฉันใด
[๒๓๗๑] เราทั้ง ๒ ก็ฉันนั้น เป็นผู้ไม่มีโทษ ถูกขับไล่จากแคว้นมาอยู่ในป่า จึงตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกศัตรูเป็นแน่ จงดูเอาเถิดคนผู้ฆ่าคนที่ไม่มีกำลัง
(พระนางมัทรีกราบทูลว่า)
[๒๓๗๒] พวกศัตรูย่ำยีพระองค์ไม่ได้ เปรียบเหมือนไฟย่ำยีห้วงน้ำไม่ได้ฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงข้อนั้นนั่นแหละ แต่นี้ไปจะพึงมีแต่ความสวัสดี
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๓๗๓] ลำดับนั้น พระเจ้าเวสสันดรได้เสด็จลงจากภูเขา ประทับนั่งในบรรณศาลา ทรงตั้งพระทัยให้หนักแน่น
[๒๓๗๔] พระบิดารับสั่งให้ถอยรถกลับ ให้วางกำลังกองทัพไว้แล้ว เสด็จเข้าไปหาพระโอรสผู้ประทับอยู่ในป่าเพียงลำพัง
[๒๓๗๕] เสด็จลงจากคอช้างพระที่นั่ง ทรงเฉวียงพระอังสา ประนมพระหัตถ์ แวดล้อมแห่แหนด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จไปเพื่ออภิเษกพระโอรส
[๒๓๗๖] ณ ที่นั้น ท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นพระโอรสทรงเพศเป็นบรรพชิต ประทับนั่งเข้าฌานอยู่ในบรรณศาลา เป็นสมาธิแน่วแน่ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน
[๒๓๗๗] พระเวสสันดรและพระนางมัทรี ทอดพระเนตรเห็นพระบิดาผู้มีความรักในบุตรกำลังเสด็จมา ได้ทรงต้อนรับถวายอภิวาท
[๒๓๗๘] ฝ่ายพระนางมัทรีทรงซบพระเศียรถวายอภิวาท แทบพระยุคลบาทของพระสัสสุระ(พ่อผัว)กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมัทรีสะใภ้ของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาท พระเจ้ากรุงสญชัยทรงสวมกอด ๒ กษัตริย์ ใช้ฝ่าพระหัตถ์ลูบพระปฤษฎางค์อยู่ไปมา ณ อาศรมนั้น (ตรัสว่า)
[๒๓๗๙] ลูกรัก พวกเจ้าไม่มีโรคเบียดเบียน เป็นสุขสำราญดีหรือ เลี้ยงอัตภาพด้วยการแสวงหามูลผลาหารสะดวกหรือ มูลผลาหารมีมากอยู่หรือ
[๒๓๘๐] เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ ในป่าที่มีเนื้อร้ายพลุกพล่าน ไม่มาเบียดเบียนหรือ
(พระเวสสันดรกราบทูลว่า)
[๒๓๘๑] ข้าแต่สมมติเทพ พวกหม่อมฉันเป็นอยู่ตามมีตามได้ หม่อมฉันทั้งหลายเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง ชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยการเที่ยวแสวงหา
[๒๓๘๒] ข้าแต่มหาราช นายสารถีทรมานม้าให้หมดฤทธิ์ฉันใด หม่อมฉันทั้งหลายก็ถูกทรมานให้หมดฤทธิ์ฉันนั้น ความหมดฤทธิ์ย่อมทรมานหม่อมฉันทั้งหลาย
[๒๓๘๓] ข้าแต่มหาราช เมื่อหม่อมฉันทั้งหลาย ถูกเนรเทศมามีชีวิตอยู่อย่างหงอยเหงาในป่า หม่อมฉันทั้งหลาย มีเนื้อหนังซูบซีดผอมลง เพราะไม่ได้พบพระบิดาและพระมารดา
[๒๓๘๔] ข้าแต่มหาราช ทายาทผู้มีมโนรถยังไม่สมบูรณ์ ของหม่อมฉันผู้ประเสริฐแห่งชาวกรุงสีพี คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา ทั้ง ๒ องค์ ยังตกอยู่ในอำนาจของพราหมณ์ผู้หยาบช้า มันเฆี่ยนตีพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้ง ๒ นั้นเหมือนเฆี่ยนตีโค
[๒๓๘๕] ถ้าพระองค์ทรงทราบ หรือทรงได้สดับข่าวลูกทั้ง ๒ ของพระราชบุตรีนั้น ขอได้ทรงกรุณารีบตรัสบอกแก่หม่อมฉันทั้งหลายด้วยเถิด เหมือนหมอรีบพยาบาลคนผู้ถูกงูกัด
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๓๘๖] กุมารทั้ง ๒ คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา พ่อได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์แล้วไถ่ถอนมา ลูกรัก ลูกอย่าได้กลัวเลย จงเบาใจเถิด
(พระเวสสันดรทูลถามว่า)
[๒๓๘๗] ข้าแต่พระบิดา พระองค์ไม่มีโรคเบียดเบียนหรือ ทรงพระสำราญดีหรือ พระจักษุของพระมารดาของข้าพระองค์ยังไม่เสื่อมหรือ
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๓๘๘] ลูกรัก พ่อสบายดี ไม่มีโรคเบียดเบียน อนึ่ง จักษุแม่ของเจ้าก็ไม่เสื่อม
(พระเวสสันดรทูลถามว่า)
[๒๓๘๙] ราชพาหนะของพระองค์ที่เขาเทียมแล้วยังมั่นคงหรือ ราชพาหนะยังนำภาระไปได้หรือ ชนบทเจริญดีอยู่หรือ ฝนไม่แห้งแล้งหรือ
(พระเจ้าสญชัยตอบว่า)
[๒๓๙๐] ราชพาหนะของเราที่เทียมแล้วยังมั่นคง ราชพาหนะยังนำภาระไปได้ ชนบทก็เจริญดี และฝนก็ไม่แล้ง
[๒๓๙๑] เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๓ เหล่านั้นกำลังทรงสนทนากันอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ พระมารดาผู้เป็นราชบุตรี ไม่ทรงฉลองพระบาท เสด็จไปปรากฏที่ช่องภูเขา
[๒๓๙๒] พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นพระมารดา ผู้มีความรักในพระโอรสกำลังเสด็จมา จึงทรงต้อนรับถวายอภิวาท
[๒๓๙๓] ฝ่ายพระนางมัทรีทรงซบพระเศียรเกล้าถวายอภิวาท แทบพระยุคลบาทของพระสัสสุ(แม่ผัว)กราบทูลว่า ข้าแต่สมเด็จพระอัยยิกา หม่อมฉันมัทรีสะใภ้ของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาท
[๒๓๙๔] ส่วนบุตรน้อยทั้งหลาย เสด็จมาแต่ที่ไกลโดยสวัสดิภาพ ทอดพระเนตรเห็นพระนางมัทรี ก็ทรงคร่ำครวญวิ่งเข้าไปหา อุปมาเหมือนลูกโคอ่อนคอยชะเง้อหาแม่เป็นแน่
[๒๓๙๕] ฝ่ายพระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นบุตรน้อยทั้งหลาย ผู้เสด็จมาแต่ที่ไกลโดยสวัสดิภาพ ทั้งสั่นระรัวไปทั่วพระวรกายเหมือนแม่มด น้ำนมก็หลั่งไหล
[๒๓๙๖] เมื่อพระญาติทั้งหลายมาพร้อมกันแล้ว ขณะนั้น ก็ได้เกิดเสียงดังอึกทึกกึกก้อง ภูเขาทั้งหลายก็มีเสียงดังลั่น แผ่นดินสะเทือนหวั่นไหว
[๒๓๙๗] ฝนตกลงยังท่อธารให้หลั่งไหลไป ขณะที่พระเจ้าเวสสันดรได้สมาคมกับพระญาติทั้งหลาย
[๒๓๙๘] ในกาลที่กษัตริย์ทั้งหลาย คือ พระราชา พระเทวี พระโอรส พระสุณิสา และพระนัดดาทั้งหลาย มาประชุมพร้อมกันแล้ว ก็ได้เกิดอัศจรรย์น่าขนพองสยองเกล้า
[๒๓๙๙] ประชาราษฎร์ทั้งปวงมาพร้อมใจกัน ประนมมือถวายบังคมพระมหากษัตริย์ ร้องไห้วิงวอนพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ในป่าอันน่าสะพรึงกลัวว่า ขอพระองค์ทรงเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอพระองค์ทั้ง ๒ ทรงพระกรุณาเสวยราชสมบัติ เป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด
กัณฑ์ฉกษัตริย์ จบ
กัณฑ์นครกัณฑ์
(พระเวสสันดรตรัสว่า)
[๒๔๐๐] พระบิดา ชาวชนบท และชาวนิคม ได้พร้อมใจกันเนรเทศหม่อมฉัน ผู้ครองราชสมบัติโดยธรรมจากแคว้น
(พระเจ้าสญชัยตรัสว่า)
[๒๔๐๑] ลูกรัก จริงทีเดียว การที่พ่อให้เนรเทศซึ่งลูกผู้ไม่มีความผิดออกไปจากแคว้นตามคำของชาวกรุงสีพีนั้น ชื่อว่าพ่อได้ทำกรรมชั่วร้าย และชื่อว่าพ่อได้ทำกรรมที่ทำลายความเจริญแล้ว
[๒๔๐๒] ขึ้นชื่อว่าบุตรควรช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ของมารดาบิดาและพี่น้องที่เกิดขึ้น เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ด้วยชีวิตของตน
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
[๒๔๐๓] ลำดับนั้น พระเจ้าเวสสันดรได้ทรงชำระล้างธุลีและสิ่งโสโครก ครั้นทรงชำระล้างธุลีและสิ่งโสโครกแล้ว ได้ทรงเพศเป็นพระราชา
[๒๔๐๔] พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ทรงสนานพระเศียรแล้ว ทรงพัสตราภรณ์อันสะอาด ทรงประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง สอดพระแสงขรรค์ที่ทำให้ราชปัจจามิตรเดือดร้อนเกรงขาม เสด็จขึ้นทรงพญาปัจจยนาค
[๒๔๐๕] ครั้งนั้น เหล่าทหาร ๖๐,๐๐๐ นายผู้สง่างาม ต่างก็ชื่นชมยินดี แวดล้อมพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นจอมทัพ
[๒๔๐๖] ลำดับนั้น เหล่าพระสนมกำนัลในของพระเจ้ากรุงสีพี มาประชุมพร้อมกัน ทูลเชิญพระนางมัทรีให้สรงสนานแล้ว ถวายพระพรว่า ขอพระเวสสันดรจงทรงอภิบาลรักษาพระเจ้าแม่ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้ง ๒ พระองค์ อนึ่ง ขอพระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชจงทรงอภิรักษ์พระแม่เจ้าเทอญ
[๒๔๐๗] พระเวสสันดรบรมกษัตริย์และพระนางมัทรี กลับมาดำรงในสิริราชสมบัติตามเดิมแล้ว ทรงระลึกถึงความลำบากของตนในกาลก่อน จึงรับสั่งให้นำกลองนันทิเภรีไปตีประกาศ ที่คุ้มครองเขาวงกตอันน่ารื่นรมย์
[๒๔๐๘] พระนางมัทรีผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะได้ปัจจัย (ได้ปัจจัยนี้ หมายถึงได้ราชสมบัติ) นี้แล้ว ทรงระลึกถึงความลำบากของตนในกาลก่อน ครั้นได้พบพระโอรสทั้งหลายก็มีพระทัยปลาบปลื้มโสมนัส
[๒๔๐๙] ก็พระนางมัทรีผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะได้ปัจจัยนี้แล้ว ทรงระลึกถึงความลำบากของตนในกาลก่อน มีพระทัยชื่นชมยินดีปรีดาพร้อมกับพระโอรสทั้งหลาย
[๒๔๑๐] ลูกรักทั้ง ๒ เมื่อก่อนแม่ได้บำเพ็ญวัตรนี้ นอนเหนือแผ่นดินเป็นนิตย์ นี้เป็นวัตรของแม่ เพราะแม่รักเจ้าทั้งหลาย
[๒๔๑๑] วัตรของแม่สำเร็จในวันนี้ เพราะได้พบพวกเจ้า ลูกรักทั้ง ๒ ขอความโสมนัสที่เกิดจากแม่ก็ดี จากพระบิดาก็ดี จงคุ้มครองลูก อนึ่ง ขอพระเจ้ากรุงสญชัยมหาราช จงทรงอภิรักษ์ความโสมนัสนั้น
[๒๔๑๒] บุญกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่แม่และพระบิดาของลูกทำแล้วมีอยู่ ด้วยบุญกุศลทั้งหมดนั้น ขอลูกจงเป็นผู้ไม่แก่ไม่ตาย
[๒๔๑๓] พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยพระภูษาอย่างใด พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดพระภูษาอย่างนั้น คือ พระภูษากัปปาสิกพัสตร์ โกไสยพัสตร์ โขมพัสตร์ และโกทุมพรพัสตร์ ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา
[๒๔๑๔] พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น คือ พระธำมรงค์สุพรรณรัตน์ สร้อยพระศอนพรัตน์ ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา
[๒๔๑๕] พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น คือ พระวลัยสำหรับประดับข้อพระบาท พระกุณฑลสำหรับพระกรรณ สายรัดพระองค์ฝังแก้วมณีเพชร ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา
[๒๔๑๖] พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น คือ ดอกไม้กรองเครื่องประดับพระเมาลี เครื่องประดับพระนลาตและเครื่องประดับฝังแก้วมณีสีต่างๆ กัน ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา
[๒๔๑๗] พระนางมัทรีทรงงดงามด้วยเครื่องประดับอย่างใด พระนางผุสดีสัสสุเทวีก็ทรงจัดเครื่องประดับอย่างนั้น คือ เครื่องประดับพระถัน เครื่องประดับพระอังสา สะอิ้งเพชร และฉลองพระบาท ส่งไปประทานแก่พระนางมัทรีราชสุณิสา
[๒๔๑๘] พระนางมัทรีราชบุตรีทรงตรวจดูเครื่องประดับ ที่ร้อยด้วยด้ายและไม่ร้อยด้วยด้าย พระนางมัทรีราชบุตรีทรงตรวจดูและประดับตกแต่งแล้ว ทรงงดงามดังนางเทพกัญญาในพระอุทยานนันทวัน
[๒๔๑๙] พระนางมัทรีราชบุตรีทรงสนานพระเศียร ทรงพัสตราภรณ์อันสะอาด ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง ทรงงดงามดังนางเทพอัปสรในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๒๔๒๐] พระนางมัทรีราชบุตรีทรงมีริมพระโอษฐ์งาม ทรงงดงามดังต้นกล้วยสีทองที่เกิดในสวนจิตรลดาถูกลมพัดไปมา
[๒๔๒๑] พระนางมัทรีราชบุตรีมีพระโอษฐ์แดงดุจผลไทรและผลตำลึกสุก งดงามดังกินนรีมีขนปีกงามวิจิตร บินร่อนอยู่ในอากาศ
[๒๔๒๒] เหล่าพนักงานตกแต่งดรุณหัตถีอันเป็นช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐ อดทนต่อหอกซัดและลูกศร มีงาเรียวงามดุจงอนรถ มีกำลังกล้าหาญ เสร็จแล้วให้นำมาประเทียบเกยคอยต้อนรับพระนางมัทรีนั้น
[๒๔๒๓] พระนางมัทรีนั้นเสด็จขึ้นประทับบนหลังดรุณหัตถี อันเป็นช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐ อดทนต่อหอกซัดและลูกศร มีงาเรียวงามดุจงอนรถ มีกำลังกล้าหาญ
[๒๔๒๔] ฝูงเนื้อประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้ ฝูงเนื้อประมาณเท่านั้นไม่เบียดเบียนกันและกัน ด้วยเดชของพระเวสสันดร
[๒๔๒๕] ฝูงนกประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้ ฝูงนกประมาณเท่านั้นไม่เบียดเบียนกันและกัน ด้วยเดชของพระเวสสันดร
[๒๔๒๖] ฝูงเนื้อประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้ ฝูงเนื้อประมาณเท่านั้นมาประชุมในที่เดียวกัน ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จกลับ
[๒๔๒๗] ฝูงนกประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้ ฝูงนกประมาณเท่านั้นมาประชุมในที่เดียวกัน ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จกลับ
[๒๔๒๘] ฝูงเนื้อประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้ ฝูงเนื้อประมาณเท่านั้นมิได้ส่งเสียงร้องไพเราะเหมือนในกาลก่อน ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จกลับ
[๒๔๒๙] ฝูงนกประมาณเท่าใดที่มีอยู่ในป่าทั้งปวงที่เขาวงกตนี้ ฝูงนกประมาณเท่านั้นมิได้ส่งเสียงร้องไพเราะเหมือนในกาลก่อน ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีจะเสด็จกลับ
[๒๔๓๐] ราชมรรควิถีที่จะเสด็จพระราชดำเนินนั้น ประชาราษฎร์ช่วยกันประดับตกแต่งงามตระการตา ลาดด้วยดอกไม้ ตั้งแต่กรุงเชตุดร จนถึงที่ประทับของพระเวสสันดร
[๒๔๓๑] ลำดับนั้น เหล่าทหาร ๖๐,๐๐๐ นาย ผู้แต่งเครื่องพร้อมสรรพ งามสง่าน่าดู ต่างพากันติดตามแวดล้อมอยู่โดยรอบ ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ
[๒๔๓๒] พวกพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพวกพราหมณ์ ต่างพากันติดตามพระเวสสันดรแวดล้อมอยู่โดยรอบ ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ
[๒๔๓๓] กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ต่างพากันตามเสด็จแวดล้อมโดยรอบ ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ
[๒๔๓๔] ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว ต่างพร้อมใจกันมาประชุมแวดล้อมอยู่โดยรอบ ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ
[๒๔๓๕] เหล่าทหารกล้าต่างก็สวมหมวก สวมเกราะ ถือดาบ ถือโล่หนังเดินนำหน้า ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จกลับ
[๒๔๓๖] กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้นเสด็จเข้าสู่พระนครที่รื่นรมย์ ซึ่งมีป้อมปราการและประตูเป็นอันมาก ประกอบด้วยข้าวน้ำอุดม และการฟ้อนรำและขับร้องทั้ง ๒ ประการ
[๒๔๓๗] ชาวชนบทและชาวนิคมต่างชื่นชมโสมนัสยินดี พร้อมใจกันมาประชุม ในเมื่อพระเวสสันดร ผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพีเสด็จถึงพระนครโดยลำดับแล้ว
[๒๔๓๘] เมื่อพระเวสสันดรผู้ทรงพระราชทานทรัพย์เสด็จมาถึงแล้ว ชาวชนบทและชาวนิคมต่างก็โบกผ้าสะบัดไปมา พระองค์รับสั่งให้นำกลองนันทิเภรีไปตีประกาศในพระนคร และรับสั่งให้ประกาศปลดปล่อยสัตว์ทั้งปวงจากเครื่องพันธนาการ
[๒๔๓๙] ขณะที่พระเวสสันดรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกรุงสีพี เสด็จเข้าพระนคร ท้าวสักกเทวราชก็ทรงบันดาลให้ฝนทองตกลงมา
[๒๔๔๐] ต่อมา พระเจ้าเวสสันดร ผู้เป็นกษัตริย์ ผู้มีปัญญา ทรงบำเพ็ญทานแล้ว หลังจากสวรรคตแล้ว พระองค์ก็เสด็จเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ฉะนี้แล
กัณฑ์นครกัณฑ์ จบ
มหาเวสสันดรชาดกที่ ๑๐ จบ
-------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา มหาเวสสันตรชาดก
ว่าด้วย พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมี
ทศพรคาถา
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ นิโครธาราม อาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ราชธานี ทรงปรารภฝนโบกขรพรรษ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ผุสฺสตี วรวณฺณาเภ ดังนี้ เป็นต้น.
ความพิสดารว่า พระศาสดาทรงยังธรรมจักรอันบวรให้เป็นไปแล้ว เสด็จสู่กรุงราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์นั้นตลอดเหมันตฤดู มีพระอุทายีเถระเป็นมัคคุเทศก์ พระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ แวดล้อม เสด็จจนถึงกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นการเสด็จครั้งแรก ศักยราชทั้งหลายประชุมกัน ด้วยคิดว่า พวกเราจักได้เห็นสิทธัตถกุมารนี้ ผู้เป็นพระญาติอันประเสริฐของพวกเรา เลือกหาสถานที่เป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็กำหนดกันว่า ราชอุทยานของนิโครธศักยราช น่ารื่นรมย์ จึงทำวิธีปฏิบัติ จัดแจงทุกอย่างในนิโครธารามนั้น ถือของหอมดอกไม้และจุรณเป็นต้น รับเสด็จ ส่งทารกทาริกาชาวเมืองที่ยังหนุ่มๆ ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงไปก่อน แต่นั้นจึงส่งราชกุมารีไป เสด็จไปเองในระหว่างราชกุมารราชกุมารีเหล่านั้น บูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้ของหอมและจุรณเป็นต้น พาเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่นิโครธารามนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ แวดล้อม ประทับนั่ง ณ บวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้ ในนิโครธารามนั้น. กาลนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายเป็นชาติถือตัว กระด้างเพราะถือตัว คิดกันว่า สิทธัตถกุมารนี้เด็กกว่าพวกเรา เป็นน้อง เป็นภาคิไนย เป็นบุตร เป็นนัดดาของพวกเรา คิดฉะนี้แล้ว จึงกล่าวกะราชกุมารที่ยังหนุ่มๆ เหล่านั้นว่า เธอทั้งหลายจงไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเราจักนั่งเบื้องหลังพวกเธอ. เมื่อเจ้าศากยะเหล่านั้นไม่อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งกันอยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้น จึงทรงดำริว่า พระญาติทั้งหลายไม่ไหว้เรา เอาเถิด เราจักยังพระญาติเหล่านั้นให้ไหว้ ทรงพระดำริฉะนี้แล้ว ทรงเข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา จำเดิมแต่นั้น ก็เสด็จขึ้นสู่อากาศ เป็นดุจโปรยละอองธุลีพระบาทลงบนเศียรแห่งพระญาติเหล่านั้น ทรงทำปาฏิหาริย์เช่นกับยมกปาฏิหาริย์ ณ ควงไม้คัณฑามพพฤกษ์.
กาลนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ทอดพระเนตรเห็นอัศจรรย์นั้น จึงตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันเมื่อพระองค์ประสูติ เมื่อพระพี่เลี้ยงเชิญพระองค์เข้าไปใกล้ เพื่อให้นมัสการชฏิล ชื่อ กาฬเทวละ. ข้าพระองค์ก็ได้เห็นพระบาททั้งสองของพระองค์กลับไปตั้งอยู่ ณ ศีรษะแห่งพราหมณ์ ข้าพระองค์ก็ได้กราบพระองค์ นี้เป็นการกราบของข้าพระองค์ครั้งแรก. ในวันวัปปมงคลแรกนาขวัญ เมื่อพระองค์บรรทม ณ พระยี่ภูอันมีสิริใต้ร่มเงาไม้หว้า ข้าพระองค์ได้เห็นเงาไม้หว้า ไม่บ่ายไป. ข้าพระองค์ก็ได้กราบพระบาทของพระองค์ นี้เป็นการกราบของข้าพระองค์ครั้งที่ ๒. บัดนี้ ข้าพระองค์เห็นปาฏิหาริย์ อันยังไม่เห็นนี้ จึงได้กราบพระบาทของพระองค์ นี้เป็นการกราบของข้าพระองค์ครั้งที่ ๓. ก็เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะถวายบังคมแล้ว เจ้าศากยะแม้องค์หนึ่งที่จะไม่อาจถวายบังคม ดำรงนิ่งอยู่ มิได้มี. ชนเหล่านั้น แม้ทั้งหมดได้ถวายบังคมแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ายังพระประยูรญาติทั้งหลาย ให้ถวายบังคมแล้ว เสด็จลงจากอากาศประทับนั่ง ณ บวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว พระประยูรญาติที่ประชุมกันได้แวดล้อมแล้ว ทั้งหมดมีจิตแน่วแน่ นั่งอยู่.
ลำดับนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นยังฝนโบกขรพรรษให้ตกแล้ว น้ำฝนนั้นสีแดง เสียงซู่ซ่าไหลไปลงที่ลุ่ม. ผู้ต้องการให้เปียกก็เปียก ฝนนั้นไม่ตกต้องกายของผู้ที่ไม่ต้องการให้เปียก แม้สักหยาดเดียว ชนทั้งปวงเหล่านั้นเห็นอัศจรรย์นั้น ก็เกิดพิศวง. ภิกษุทั้งหลายพูดกันว่า โอ น่าอัศจรรย์ โอ ไม่เคยมี โอ อานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า มหาเมฆจึงยังฝนโบกขรพรรษ เห็นปานนี้ ให้ตกในสมาคมแห่งพระประยูรญาติทั้งหลาย. พระศาสดาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร. เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว มีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่มหาเมฆยังฝนโบกขรพรรษให้ตก แม้ในกาลก่อน เวลาที่เรายังเป็นโพธิสัตว์อยู่ มหาเมฆเห็นปานนี้ ก็ยังฝนโบกขรพรรษให้ตกในญาติสมาคม เหมือนกัน ตรัสฉะนี้ แล้วทรงดุษณีภาพ. ภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า สีวิมหาราช ครองราชสมบัติในกรุงเชตุดร แคว้นสีพี มีพระโอรสพระนามว่า สญชัยกุมาร เพื่อสญชัยกุมารนั้นทรงเจริญวัย พระเจ้าสีวีมหาราชนำราชกัญญาพระนามว่า ผุสดี ผู้เป็นราชธิดาของพระเจ้ามัททราชมา ทรงมอบราชสมบัติแก่สญชัยราชกุมารนั้น แล้วตั้งพระนางผุสดีเป็นอัครมเหสี.
ต่อไปนี้เป็นบุรพประโยค คือความเพียรที่ทำในศาสนาของพระพุทธเจ้าในปางก่อนแห่งพระนางนั้น คือในที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนามว่า วิปัสสี เสด็จอุบัติขึ้นในโลก. ในกาลนั้น พระราชาพระนามว่า พันธุมราช เสวยราชสมบัติในพันธุมดีนคร. เมื่อพระวิปัสสีศาสดาประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน อาศัยพันธุมดีนคร. กาลนั้น มีพระราชาองค์หนึ่งส่งสุวรรณมาลาราคา ๑ แสน กับแก่นจันทน์อันมีค่ามาก ถวายแด่พระเจ้าพันธุมราช. พระเจ้าพันธุมราชมีพระราชธิดา ๒ องค์ พระเจ้าพันธุมราชมีพระราชประสงค์ จะประทานบรรณาการนั้น แก่พระราชธิดาทั้งสอง. จึงได้ประทานแก่นจันทน์ แก่พระธิดาองค์ใหญ่. ประทานสุวรรณมาลา แก่พระธิดาองค์เล็ก. ราชธิดาทั้งสองนั้นคิดว่า เราทั้งสองจักไม่นำบรรณาการนี้ มาที่สรีระของเรา. เราจักบูชาพระศาสดา เท่านั้น. ครั้นคิดดังนี้แล้ว จึงทูลพระราชาว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระบาททั้งสองจักเอาแก่นจันทน์ และสุวรรณมาลาบูชาพระทศพล. พระเจ้าพันธุมราชทรงสดับดังนั้น ก็ประทานอนุญาตว่า ดีแล้ว. ราชธิดาองค์ใหญ่บดแก่นจันทน์ ละเอียดเป็นจุรณ บรรจุในผอบทองคำ แล้วให้ถือไว้. ราชธิดาองค์น้อยให้ทำสุวรรณมาลา เป็นมาลาปิดทรวง. บรรจุผอบทองคำ แล้วให้ถือไว้. ราชธิดาทั้งสองเสด็จไป สู่มฤคทายวันวิหาร. บรรดาราชธิดาสององค์นั้น องค์ใหญ่บูชาพระพุทธสรีระ ซึ่งมีวรรณะดังทองคำของพระทศพล ด้วยจรุณแก่นจันทน์. โปรยปรายจุรณแก่นจันทน์ ที่ยังเหลือในพระคันธกุฎี. ได้ทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอข้าพระองค์พึงเป็นมารดาแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์ ในอนาคตกาล. แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าพระพุทธเจ้าได้ทำการบูชาพระองค์ ด้วยจุรณแห่งแก่นจันทน์นี้. ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าได้เป็น มารดาแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์ ในอนาคตกาล.
ฝ่ายราชธิดาองค์เล็กบูชาพระสรีระ ซึ่งมีวรรณะดังทองคำของพระทศพล ด้วยสุวรรณมาลา ทำเป็นอาภรณ์เครื่องปิดทรวง. ได้ทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เครื่องประดับนี้ จงอย่าหายไปจากสรีระของข้าพระพุทธเจ้า จนตราบเท่าบรรลุพระอรหัต. แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าบูชาพระองค์ด้วยสุวรรณมาลา ด้วยอำนาจพุทธบูชานี้. ขอบุญจงบันดาล ให้สุวรรณมาลามีที่ทรวงของข้าพระพุทธเจ้า. ส่วนพระบรมศาสดาก็ทรงทำ บูชานุโมทนาแก่ราชธิดาทั้งสองนั้นว่า ก็เธอทั้งสองได้ประดิษฐานการบูชา อันใดแก่เราในภพนี้. วิบากแห่งการบูชานั้น จงสำเร็จแก่เธอทั้งสอง. ความปรารถนาเธอทั้งสองเป็นอย่างใด จงเป็นอย่างนั้น.
ราชธิดาทั้งสองนั้นดำรงอยู่ตลอดพระชนมายุ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ เคลื่อนจากมนุษยโลก ไปบังเกิดในเทวโลก. ใน ๒ องค์นั้น องค์ใหญ่เคลื่อนจากเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ยังมนุษยโลก. เคลื่อนจากมนุษยโลก ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวโลก. ในที่สุดแห่งกัปที่ ๙๑ ได้เป็นพุทธมารดามีพระนามว่า มหามายาเทวี ฝ่ายราชกุมารีองค์เล็กก็ท่องเที่ยวอยู่อย่างนั้น. ในกาลเมื่อพระทศพลพระนามว่า กัสสปะ บังเกิด. ได้เกิดเป็นราชธิดาแห่งพระราชาพระนามว่า กิกิราช. พระนางเป็นราชกุมาริกาพระนามว่า อุรัจฉทา เพราะความที่ระเบียบแห่งเครื่องปิดทรวง ราวกะว่าทำแล้วด้วยจิตรกรรม เกิดแล้วแต่พระทรวง อันตกแต่งแล้ว. ในกาลเมื่อ ราชกุมาริกามีชนมพรรษา ๑๖ ปี ได้สดับภัตตานุโมทนาแห่งพระตถาคตเจ้า ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. กาลต่อมา ในวันที่พระชนกทรงสดับภัตตานุโมทนาแล้วทรงได้บรรลุโสดาปัตติผล. พระนางได้บรรลุพระอรหัต ผนวชแล้วปรินิพพาน. พระเจ้ากิกิราชมีพระธิดาอื่นอีก ๗ องค์ พระนามของราชธิดาเหล่านั้นคือ
นางสมณี นางสมณคุตตา นางภิกษุณี นางภิกขุทาสิกา นางธรรมา นางสุธรรมาและนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗. ราชธิดาทั้ง ๗ เหล่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีนามปรากฏคือ นางเขมา นางอุบลวรรณา นางปฏาจารา พระนางโคตมี นางธรรมทินนา พระนางมหามายา และนางวิสาขาเป็นที่ ๗.
บรรดาราชธิดาเหล่านั้น นางผุสดี ชื่อสุธรรมาได้บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น เป็นนางกุมาริกา ชื่อผุสดี เพราะความเป็นผู้มีสรีระ ดุจอันบุคคลประพรมแล้ว ด้วยแก่นจันทน์แดงเกิดแล้ว ด้วยผลแห่งการบูชาด้วยจุรณแก่นจันทน์ อันนางได้ทำแล้ว แด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า. ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ต่อมาได้เกิดเป็นอัครมเหสีแห่งท้าวสักกเทวราช. ครั้งนั้น เมื่อบุรพนิมิต ๕ ประการเกิดขึ้นตั้งอยู่ชั่วอายุแห่งนางผุสดี. ท้าวสักกเทวราชทราบความที่นางจะสิ้นอายุ จึงพานางไปสู่นันทวันอุทยานด้วยยศใหญ่ ประทับบนตั่งที่นอนอันมีสิริ. ตรัสอย่างนี้กะนางผู้บรรทมอยู่ ณ ที่นอนอันมีสิริประดับแล้วนั้นว่า แน่ะนางผุสดีผู้เจริญ เราให้พร ๑๐ ประการแก่เธอ เธอจงรับพร ๑๐ ประการเหล่านั้น.
ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะประทานพรนั้นได้ทรงภาษิตประถมคาถา ในมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งประดับด้วยคาถาประมาณ ๑,๐๐๐ ว่า
ดูก่อนนางผุสดีผู้มีรัศมีแห่งผิวพรรณอันประเสริฐ ผู้มีอวัยวะส่วนเบื้องหน้างาม เธอจงเลือกเอาพร ๑๐ ประการ ในแผ่นดินอันเป็นที่รักแห่งหฤทัยของเธอ.
ธรรมเทศนามหาเวสสันดรนี้ ชื่อว่าท้าวสักกเทวราชให้ตั้งขึ้นแล้วในเทวโลกด้วยประการฉะนี้.
ผุสดีเทพกัญญาไม่ทราบว่า ตนจะต้องจุติเป็นธรรมดา เป็นผู้ประมาทกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
ข้าแต่เทวราช ข้าพระบาทขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าพระบาทได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หรือ ฝ่าพระบาทจึงให้ข้าพระบาทจุติจากทิพยสถานที่น่ารื่นรมย์ ดุจลมพัดต้นไม้ใหญ่ให้หักไปฉะนั้น.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทราบว่า นางเป็นผู้ประมาท จึงได้ภาษิต ๒ คาถาว่า
บาปกรรม เธอมิได้ทำไว้เลย และเธอไม่เป็นที่รักของเรา ก็หาไม่ แต่บุญของเธอสิ้นแล้ว เหตุนั้น เราจึงกล่าวกับเธออย่างนี้ ความตายใกล้เธอ เธอจักต้องพลัดพรากจากไป จงเลือกรับพร ๑๐ ประการนี้จากเราผู้จะให้.
ผุสดีเทพกัญญาได้สดับคำท้าวสักกเทวราชก็รู้ว่าตนจุติแน่แท้ เมื่อจะทูลขอรับพร จึงกล่าวว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ของเหล่าสัตว์ทั้งปวง ถ้าพระองค์จะประทานพรแก่ข้าพระบาทไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระบาทพึงอยู่ในพระราชนิเวศน์แห่งพระเจ้ากรุงสีพีนั้น ข้าแต่ท้าวปุรินททะ ข้าพระบาทพึงเป็นผู้มีจักษุดำ เหมือนตาลูกมฤคีซึ่งมีดวงตาดำ พึงมีขนคิ้วดำ พึงเกิดในพระราชนิเวศน์นั้นโดยนามว่าผุสดี.
พึงได้พระราชโอรสผู้ให้สิ่งอันเลิศ ประกอบความเกื้อกูลแก่ยาจก ไม่ตระหนี่ อันพระราชาทุกประเทศบูชา มีเกียรติ มียศ เมื่อข้าพระบาททรงครรภ์ อุทรอย่านูนขึ้นพึงมีอุทรไม่นูน เสมอดังคันศรที่นายช่างเหลาเกลาเกลี้ยง ฉะนั้น ถันทั้งคู่ของข้าพระบาทอย่าพึงหย่อนยาน ข้าแต่ท้าววาสวะ ผมหงอกก็อย่าได้มี ธุลีก็อย่าพึงติดในกาย.
ข้าพระบาทพึงปลดปล่อยนักโทษประหารได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระบาทพึงได้เป็นอัครมเหสีที่โปรดปรานของพระเจ้ากรุงสีวี ในพระราชนิเวศน์ อันกึกก้องด้วยเสียงร้องของนกยูง และนกกระเรียน พรั่งพร้อมด้วยหมู่นารีผู้ประเสริฐ เกลื่อนกล่นไปด้วยคนเตี้ยและคนค่อม อันพ่อครัวชาวมาคธบอกเวลาบริโภคอาหาร กึกก้องไปด้วยเสียงกลอนและเสียงบานประตูอันวิจิตร มีคนเชิญให้ดื่มสุราและกินกับแกล้ม.
บรรดาพร ๑๐ ประการนั้น ความเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าสีวีราชเป็นพรที่ ๑. ความมีตาดำเป็นพรที่ ๒. ความเป็นผู้มีขนคิ้วดำเป็นพรที่ ๓. ชื่อว่าผุสดีเป็นพรที่ ๔. การได้พระโอรสเป็นพรที่ ๕. มีครรภ์ไม่นูนเป็นพรที่ ๖. มีถันไม่คล้อยเป็นพรที่ ๗. ไม่มีผมหงอกเป็นพรที่ ๘. มีผิวละเอียดเป็นพรที่ ๙. สามารถปล่อยนักโทษประหารได้เป็นพร ๑๐.
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
แน่ะนางผู้งามทั่วองค์ พร ๑๐ ประการเหล่าใดที่เราให้แก่เธอ เธอจงได้พรเหล่านั้นทั้งหมด ในแว่นแคว้นของพระเจ้าสีวีราช.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ครั้นท้าววาสวะมฆสุชัมบดีเทวราชตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ทรงอนุโมทนาประทานพรแก่นางผุสดีเทพอัปสร.
ท้าวสักกเทวราชทรงประทานพร ๑๐ ประการแล้ว เป็นผู้มีจิตบันเทิง มีพระมนัสยินดีแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
จบทศพรคาถา
หิมวันตวรรณนา
ผุสดีเทพกัญญารับพรทั้งหลายดังนี้ แล้วจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้น บังเกิดในพระครรภ์อัครมเหสีของพระเจ้ามัททราช ในวันขนานพระนามของพระนางนั้น พระญาติทั้งหลายขนานพระนามว่า ผุสดี ตามนามเดิมนั้น เพราะเมื่อพระนางประสูติมีพระสรีระ ราวกะว่าประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ประสูติแล้ว พระนางผุสดีราชธิดานั้นทรงเจริญด้วยบริวารใหญ่ ในกาลมีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี ได้เป็นผู้ทรงพระรูปอันอุดม ครั้งนั้น พระเจ้าสีวีมหาราชทรงนำพระนางผุสดีมา เพื่อประโยชน์แก่พระเจ้าสญชัยกุมารราชโอรส ให้ยกฉัตรแก่ราชโอรสนั้น ให้พระนางผุสดีเป็นใหญ่กว่าเหล่านารีหมื่นหกพัน ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสีของสญชัยราชโอรส.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
นางผุสดีนั้นจุติจากดาวดึงส์เทวโลกนั้นบังเกิดในขัตติยสกุล ได้ทรงอยู่ร่วมด้วยพระเจ้าสญชัย ในนครเชตุดร.
พระนางผุสดีได้เป็นที่รักที่เจริญใจแห่งพระเจ้าสญชัย. ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อทรงอาวัชชนาการก็ทรงทราบว่า บรรดาพรทั้ง ๑๐ ประการที่เราให้แก่นางผุสดี. พร ๙ ประการสำเร็จแล้ว จึงทรงดำริว่า โอรสอันประเสริฐเป็นพรข้อหนึ่ง ยังไม่สำเร็จก่อน. เราจักให้พรนั้นสำเร็จแก่นาง. ในกาลนั้น พระมหาสัตว์อยู่ในดาวดึงส์เทวโลก อายุของมหาสัตว์นั้นสิ้นแล้ว. ท้าวสักกะทรงทราบความนั้น จึงไปสู่สำนักของพระโพธิสัตว์ตรัสว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ควรที่ท่านจะไปสู่มนุษยโลก. วรถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งนางผุสดี อัครมเหสีของพระเจ้าสีวีราช ณ กรุงเชตุดร. ตรัสฉะนี้แล้ว ถือเอาปฏิญญาแห่งพระโพธิสัตว์ และเหล่าเทพบุตรหกหมื่นเหล่าอื่นผู้จะจุติ แล้วกลับทิพยวิมานที่ประทับของตน. ฝ่ายพระมหาสัตว์จุติจากเทวโลกนั้น เกิดในพระครรภ์แห่งพระนางผุสดี. เทพบุตรหกหมื่นก็บังเกิดในเคหสถานแห่งอำมาตย์หกหมื่น ก็ในเมื่อพระมหาสัตว์เสด็จอยู่ในพระครรภ์พระมารดา. พระนางผุสดีผู้มีพระครรภ์ เป็นผู้ทรงใคร่จะโปรดให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนครทั้ง ๔. ที่ท่ามกลางพระนคร ๑. ที่ประตูพระราชวัง ๑. ทรงสละพระราชทรัพย์หกแสนกหาปณะทุกวันๆ บริจาคทาน.
ครั้นพระเจ้าสญชัยสีวีราชทรงทราบความปรารถนาของพระนาง จึงให้เรียกพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้รู้นิมิตมาทำสักการะใหญ่. แล้วตรัสถามเนื้อความนั้น พราหมณ์ผู้รู้นิมิตทั้งหลายจึงทูลพยากรณ์ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ท่านผู้ยินดียิ่งในทาน มาอุบัติในพระครรภ์แห่งพระราชเทวี จักไม่อิ่มในทานบริจาค. พระราชาได้ทรงสดับพยากรณ์นั้น ก็มีพระหฤทัยยินดี. จึงโปรดให้สร้างโรงทาน ๖ แห่งมีประการดังกล่าวมาแล้ว ให้เริ่มตั้งทานดังประการที่กล่าวแล้ว. จำเดิมแต่กาลที่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ ส่วนอากรของพระราชาได้เจริญขึ้นเหลือประมาณ. เหล่าพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น ส่งเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าสญชัย ด้วยบุญญานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์. พระนางผุสดีราชเทวีมีบริวารใหญ่ เมื่อทรงพระครรภ์ครั้น ๑๐ เดือนบริบูรณ์. มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรพระนคร จึงกราบทูลพระราชสวามี. พระเจ้ากรุงสีวีจึงให้ตกแต่งพระนครดุจเทพนคร. ให้พระราชเทวีทรงรถที่นั่ง อันประเสริฐทำประทักษิณพระนคร. ในกาลเมื่อพระนางเสด็จ ถึงท่ามกลางถนนแห่งพ่อค้า. ลมกรรมชวาตก็ป่วนปั่น ราชบุรุษนำความกราบทูลพระราชา พระราชาทรงทราบความ จึงให้ทำพลับพลาสำหรับประสูติแก่พระราชเทวี ในท่ามกลางวิถีแห่งพ่อค้า. แล้วให้ตั้งการล้อมวงรักษาพระนางเจ้าผุสดีประสูติพระโอรส ณ ที่นั้น.
พระนางเจ้าผุสดีทรงครรภ์ถ้วนทศมาส เมื่อทรงทำประทักษิณพระนคร ประสูติเราท่ามกลางวิถีของพ่อค้าทั้งหลาย.
พระมหาสัตว์ประสูติจากพระครรภ์แห่งพระมารดา เป็นผู้บริสุทธิ์ ลืมพระเนตรทั้งสองออกมา. เมื่อออกมาก็เหยียดพระหัตถ์ต่อพระมารดาตรัสว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันจักบริจาคทาน มีทรัพย์อะไรๆ บ้าง. ครั้งนั้น พระชนนีตรัสตอบว่า พ่อจงบริจาคทานตามอัธยาศัยของพ่อเถิด แล้ววางถุงกหาปณะพันหนึ่ง ในพระหัตถ์ที่แบอยู่.
พระโพธิสัตว์พอประสูติแล้วได้ตรัสกับพระมารดา ๓ คราว คือในอุมมังคชาดก (เสวยพระชาติเป็นมโหสถ) คราว ๑. ในชาดกนี้คราว ๑. ในอัตภาพมีในภายหลัง (คือเมื่อเป็นพระพุทธเจ้า) คราว ๑.
ครั้งนั้น ในวันถวายพระนามพระโพธิสัตว์ พระประยูรญาติทั้งหลายได้ขยายพระนามว่าเวสสันดร เพราะประสูติในถนนแห่งพ่อค้า.
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ชื่อของเราไม่ได้เกิดแต่พระมารดา ไม่ได้เกิดแต่พระบิดา เราเกิดที่ถนนพ่อค้า เพราะเหตุนั้น เราจึงชื่อว่าเวสสันดร.
ก็ในวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ช้างพังเชือกหนึ่งซึ่งเที่ยวไปได้ในอากาศ นำลูกช้างขาวทั้งตัวรู้กันว่าเป็นมงคลยิ่งมา. ให้สถิตในสถานที่มงคลหัตถี แล้วหลีกไป. ชนทั้งหลายตั้งชื่อช้างนั้นว่า ปัจจัยนาค. เพราะช้างนั้นเกิดขึ้น มีพระมหาสัตว์เป็นปัจจัย. พระราชาได้ประทานนางนม ๖๔ นาง ผู้เว้นจากโทษมีสูงเกินไปเป็นต้น มีถันไม่ยาน มีน้ำนมหวานแก่พระมหาสัตว์. ได้พระราชทานนางนมคนหนึ่งๆ แก่เหล่าทารกหกหมื่นคน ผู้เป็นสหชาติกับพระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์นั้นทรงเจริญด้วยบริวารใหญ่ กับด้วยทารกหกหมื่น. ครั้งนั้น พระราชาให้ทำเครื่องประดับ สำหรับพระราชกุมารราคาแสนหนึ่ง พระราชทานแด่พระเวสสันดรราชกุมาร. พระราชกุมารนั้นเปลื้องเครื่องประดับนั้น ประทานแก่นางนมทั้งหลาย. ในกาลเมื่อมีชนมพรรษา ๔-๕ ปี ไม่ทรงรับเครื่องประดับที่นางนมทั้งหลายเหล่านั้นถวายคืนอีก. นางนมเหล่านั้นกราบทูลประพฤติเหตุแด่พระราชา. พระราชาทรงทราบประพฤติเหตุนั้น ก็ให้ทำเครื่องประดับอื่นอีกพระราชทาน. ด้วยทรงเห็นว่า อาภรณ์ที่ลูกเราให้แล้ว ก็เป็นอันให้แล้วด้วยดี จงเป็นพรหมไทย. พระราชกุมารก็ประทานเครื่องประดับ แก่เหล่านางนม ในกาลเมื่อยังทรงพระเยาว์ถึง ๙ ครั้ง.
ก็ในกาลเมื่อพระราชกุมารมีพระชนมพรรษา ๘ ปี พระราชกุมารเสด็จไปสู่ปราสาทอันประเสริฐ ประทับนั่งบนพระยี่ภู่ทรงคิดว่า เราให้ทานภายนอกอย่างเดียว. ทานนั้นหายังเราให้ยินดีไม่. เราใคร่จะให้ทานภายใน. แม้ถ้าใครๆ พึงขอหทัยของเรา เราจะพึงให้ผ่าอุระประเทศ นำหทัยออกให้แก่ผู้นั้น. ถ้าเขาขอจักษุทั้งหลายของเรา เราก็จะควักจักษุให้. ถ้าเขาขอเนื้อในสรีระเราจะเชือดเนื้อ แต่สรีระทั้งสิ้นให้. ถ้าแม้ใครๆ พึงขอโลหิตของเรา เราก็จะพึงถือเอาโลหิตให้. หรือว่าใครๆ พึงกล่าวกะเราว่า ท่านจงเป็นทาสของข้า เราก็ยินดียอมตัวเป็นทาสแห่งผู้นั้น.
เมื่อพระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์ทรงคำนึงถึงทาน เป็นไปในภายใน. ซึ่งเป็นพระดำริแล่นไปเอง เป็นเองอย่างนี้. มหาปฐพีอันหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็ดังสนั่นหวั่นไหว. ดุจช้างตัวประเสริฐตกมัน อาละวาดคำรามร้อง ฉะนั้น. เขาสิเนรุราชก็โอนไปมา มีหน้าเฉพาะเชตุดรนครตั้งอยู่. ดุจหน่อหวายโอนเอนไปมา ฉะนั้น. ฟ้าก็คะนองลั่นตามเสียงแห่งปฐพี ยังฝนลูกเห็บให้ตก. สายอสนีอันมีในสมัยมิใช่กาล ก็เปล่งแสงแวบวาบ. สาครก็เกิดเป็นคลื่นป่วนปั่น. ท้าวสักกเทวราชก็ปรบพระหัตถ์ ท้าวมหาพรหมก็ให้สาธุการ เสียงโกลาหลเป็นอันเดียวกัน ได้มีตลอดถึงพรหมโลก.
สมจริงดัง พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า
ในกาลเมื่อเราเป็นทารก เกิดมาได้ ๘ ปี เรานั่งอยู่บนปราสาท คิดเพื่อจะบริจาคทานว่า เราพึงให้หัวใจ ดวงตา เนื้อ เลือด และร่างกาย. ถ้าใครขอเรา ให้เราได้ยิน เราก็พึงให้. เมื่อเราคิดถึงการบริจาคทาน อันเป็นความจริง หฤทัยก็ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นอยู่ในกาลนั้น. แผ่นดินซึ่งมีเขาสิเนรุ และหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ ก็หวั่นไหว.
ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์มีพระชนมพรรษาได้ ๑๖ ปี. พระโพธิสัตว์ได้ทรงศึกษาศิลปทั้งปวงสำเร็จ. ครั้งนั้น พระราชบิดาทรงใคร่จะประทานราชสมบัติแก่พระมหาสัตว์. ก็ทรงปรึกษาด้วยพระนางเจ้าผุสดีผู้พระมารดา จึงนำราชกัญญานามว่ามัทรี ผู้เป็นราชธิดาของพระมาตุละ แต่มัททราชสกุล. ให้ดำรงอยู่ในที่อัครมเหสี ให้เป็นใหญ่กว่าสตรีหมื่นหกพัน อภิเษกพระมหาสัตว์ในราชสมบัติ. พระมหาสัตว์ทรงสละทรัพย์หกแสน ยังมหาทานให้เป็นไปทุกวันๆ จำเดิมแต่กาล ที่ดำรงอยู่ในราชสมบัติ.
สมัยต่อมา พระนางมัทรีประสูติพระโอรส พระญาติทั้งหลายรับ พระราชกุมารนั้นด้วยข่ายทองคำ. เพราะฉะนั้น จึงขนานพระนามว่า ชาลีราชกุมาร. พอพระราชกุมารนั้นทรงเดินได้. พระนางมัทรีก็ประสูติพระราชธิดา. พระญาติทั้งหลายรับ พระราชธิดานั้นด้วยหนังหมี. เพราะฉะนั้น จึงขนานพระนามว่า กัณหาชินาราชกุมารี. พระเวสสันดรโพธิสัตว์ประทับคอช้างตัวประเสริฐอันตกแต่งแล้ว เสด็จไปทอดพระเนตรโรงทานทั้งหก เดือนละ ๖ ครั้ง.
กาลนั้นในกาลิงครัฐเกิดฝนแล้ง ข้าวกล้าไม่สมบูรณ์ ภัย คือความหิวเกิดขึ้นมาก. มนุษย์ทั้งหลายไม่อาจเป็นอยู่ก็ทำโจรกรรม ชาวชนบทถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียน ก็ประชุมกันติเตียนที่พระลานหลวง. เมื่อพระราชาตรัสถามถึงเหตุ จึงกราบทูลเนื้อความนั้น. ครั้งนั้นพระราชาตรัสว่า ดีละ ข้าจะยังฝนให้ตก. แล้วส่งชาวเมืองกลับไป. ทรงสมาทานศีล รักษาอุโบสถศีลสิ้น ๗ วัน. ก็ไม่ทรงสามารถให้ฝนตก. พระราชาจึงให้ประชุมชาวเมือง. แล้วรับสั่งถามว่า เราได้สมาทานศีล รักษาอุโบสถศีลสิ้น ๗ วัน ก็ไม่อาจยังฝนให้ตกจะพึงทำอย่างไร. ชาวเมืองกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าพระองค์ไม่สามารถให้ฝนตก. พระราชโอรสของพระเจ้าสญชัยในกรุงเชตุดรทรงนามว่า เวสสันดร. นั้นทรงยินดียิ่งในทาน. มงคลหัตถีขาวล้วน ซึ่งไปถึงที่ใดฝนก็ตกของพระองค์ มีอยู่. ขอพระองค์ส่งพราหมณ์ทั้งหลายไปทูลขอ ช้างเชือกนั้นนำมา. พระราชาตรัสว่า สาธุ แล้วให้ประชุมเหล่าพราหมณ์ เลือกได้ ๘ คน ชื่อรามะ ๑ ธชะ ๑ ลักขณะ ๑ สุชาติมันตะ ๑ ยัญญะ ๑ สุชาตะ ๑ สุยามะ ๑ โกณฑัญญะ ๑. พราหมณ์ชื่อรามะเป็นประมุขของพราหมณ์ทั้ง ๗. ประทานเสบียงส่งไป ด้วยพระราชบัญชาว่า ท่านทั้งหลายจงไปทูลขอช้างพระเวสสันดรนำมา.
พราหมณ์ทั้ง ๘ ไปโดยลำดับลุถึงเชตุดรนคร บริโภคภัตในโรงทาน. ใคร่จะทำสรีระของตนให้เปื้อนด้วยธุลี ไล้ด้วยฝุ่น แล้วทูลขอช้างพระเวสสันดร. ในวันรุ่งขึ้น ไปสู่ประตูเมืองด้านปาจีนทิศ ในเวลาพระเวสสันดรเสด็จไปโรงทาน. ฝ่ายพระราชาเวสสันดรทรงรำพึงว่า เราจักไปดูโรงทาน จึงสรงเสวยโภชนะรสเลิศต่างๆ แต่เช้า. ประทับบนคอคชาธารตัวประเสริฐซึ่งประดับแล้ว เสด็จไปทางปราจีนทวาร. พราหมณ์ทั้ง ๘ ไม่ได้โอกาสในที่นั้น. จึงไปสู่ประตูเมืองด้านทักษิณทิศ ยืนอยู่ ณ สถานที่สูง. ในเวลาเมื่อพระราชาทอดพระเนตรโรงทานทางปราจีนทวารแล้ว เสด็จมาสู่ทักษิณทวาร ก็เหยียดมือข้างขวาออกกล่าวว่า พระเจ้าเวสสันดรราช ผู้ทรงพระเจริญจงชนะๆ.
พระเวสสันดรมหาสัตว์ทอดพระเนตร เห็นพราหมณ์ทั้งหลาย ก็บ่ายช้างที่นั่งไปสู่ที่พราหมณ์เหล่านั้นยืนอยู่ ประทับบนคอช้าง ตรัสคาถาที่หนึ่งว่า
พราหมณ์ทั้งหลายผู้มีขนรักแร้ดก มีเล็บยาว มีขนยาวและฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ เหยียดแขนขวา จะขออะไรเราหรือ.
พราหมณ์ทั้ง ๘ กราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลขอรัตนะ ซึ่งยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญ ขอพระองค์โปรดพระราชทานช้างตัวประเสริฐ ซึ่งมีงาดุจงอนไถ สามารถเป็นราชพาหนะ.
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงดำริว่า เราใคร่จะบริจาคทานเป็นไปภายใน ตั้งแต่ศีรษะเป็นต้น พราหมณ์เหล่านี้มาขอทาน เป็นไปภายนอกกะเรา แม้อย่างนั้น เราจะยังความปรารถนาของพราหมณ์เหล่านั้น ให้บริบูรณ์ ประทับอยู่บนคอช้างตัวประเสริฐ ตรัสคาถานี้ว่า
เราจะให้ช้างพลายซับมันตัวประเสริฐ เป็นช้างราชพาหนะสูงสุด ที่พราหมณ์ทั้งหลายขอเรา เรามิได้หวั่นไหว.
ครั้นตรัสปฏิญญาฉะนี้แล้ว
พระราชาผู้ผดุงรัฐสีพีให้เจริญ มีพระหฤทัยน้อมไปในการบริจาคทาน เสด็จลงจากคอช้าง พระราชทานทานแก่พราหมณ์ทั้งหลาย.
พระมหาสัตว์ทรงทำประทักษิณช้าง ๓ รอบ เพื่อทรงตรวจที่กายช้างซึ่งประดับแล้ว ก็ไม่เห็นในที่ซึ่งยังมิได้ประดับ จึงทรงจับพระเต้าทองคำ อันเต็มด้วยน้ำหอมเจือดอกไม้ ตรัสกะพราหมณ์ทั้งหลายว่า ดูก่อนมหาพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงมาข้างนี้ ทรงวางงวงช้างซึ่งเช่นกับพวงเงิน อันประดับแล้วในมือแห่งพราหมณ์เหล่านั้น หลั่งน้ำลงพระราชทานช้างอันประดับแล้ว อลังการที่ ๔ เท้าช้างราคา ๔ แสน. อลังการ ๒ ข้างช้างราคา ๒ แสน. ข่ายคลุมหลัง ๓ คือข่ายแก้วมุกดา ข่ายแก้วมณี ข่ายทองคำ ราคา ๓ แสน. กระดึงเครื่องประดับที่ห้อย ๒ ข้างราคา ๒ แสน. ผ้ากัมพลลาดบนหลังราคา ๑ แสน. อลังการคลุมกะพองราคา ๑ แสน. สายรัด ๓ สายราคา ๓ แสน. พู่เครื่องประดับที่หูทั้ง ๒ ข้างราคา ๒ แสน. ปลอกเครื่องประดับงาทั้ง ๒ ราคา ๒ แสน. วลัยเครื่องประดับทาบที่งวงราคา ๑ แสน. อลังการที่หางราคา๑ แสน. เครื่องประดับอันตกแต่งงดงามที่กายช้าง ยกภัณฑะไม่มีราคารวมราคา ๒๒ แสน. เกยสำหรับขึ้นราคา ๑ แสน. อ่างบรรจุของบริโภคเช่นหญ้าและน้ำ ราคา ๑ แสน. รวมเข้าด้วยอีกเป็นราคา ๒๔ แสน. ยังแก้วมณีที่กำพูฉัตร ที่ยอดฉัตร ที่สร้อยมุกดา ที่ขอ ที่สร้อยมุกดาผูกคอช้าง ที่กะพองช้าง และที่ตัวพระยาช้าง รวม ๗ เป็นของหาค่ามิได้. ได้พระราชทานทั้งหมดแก่พราหมณ์ทั้งหลาย และพระราชทานคนบำรุงช้าง ๕๐๐ สกุลกับทั้งควาญช้าง คนเลี้ยงช้างด้วย.
ก็มหัศจรรย์มีแผ่นดินไหวเป็นต้น ได้มีแล้วพร้อมกับพระเวสสันดรมหาราชทรงบริจาคมหาทาน โดยนัยอันกล่าวมาแล้ว ในหนหลังนั่นแล.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระบรมกษัตริย์พระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว ในกาลนั้น ความน่าสะพึงกลัวขนพองสยองเกล้าได้เกิดมี เมทนีดลก็หวั่นไหว.
เมื่อบรมกษัตริย์พระราชทานช้างตัวประเสริฐ ในกาลนั้น ได้เกิดมีความน่าสะพึงกลัวขนพองสยองเกล้า ชาวพระนครกำเริบ.
ในเมื่อพระเวสสันดรบรมกษัตริย์ผู้ยังชาวสีพีให้เจริญ พระราชทานช้างตัวประเสริฐ ชาวบุรีก็เกลื่อนกล่น เสียงอันอื้ออึงก็แผ่ไปมากมาย.
ได้ยินว่า พราหมณ์ทั้งหลายได้ช้างแถบประตูด้านทักษิณทิศ นั่งบนหลัง มีมหาชนแวดล้อม ขับไปท่ามกลางพระนคร มหาชนเห็นแล้วกล่าวกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า แน่ะเหล่าพราหมณ์ผู้เจริญ ท่านขึ้นช้างของเราทั้งหลาย ท่านได้มาแต่ไหน. พราหมณ์เหล่านั้นตอบว่า ช้างนี้พระเวสสันดรมหาราชเจ้าพระราชทานแก่พวกเรา. เมื่อโต้ตอบกะมหาชนด้วยวิการแห่งมือเป็นต้น พลางขับไปท่ามกลางพระนคร ออกทางประตูทิศอุดร ชาวพระนครโกรธพระบรมโพธิสัตว์ ด้วยสามารถเทวดาดลใจให้คิดผิด จึงชุมนุมกัน กล่าวติเตียนใหญ่แทบประตูวัง.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ครั้งนั้น เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงน่ากลัวเป็นอันมาก ก็เป็นในนครนั้น ในกาลนั้น ชาวพระนครก็กำเริบ.
ครั้งนั้น ในเมื่อพระเวสสันดรผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญรุ่งเรือง พระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงน่ากลัวเป็นอันมาก ก็เป็นไปในนครนั้น.
ครั้งนั้น ชาวเมืองมีจิตตื่นเต้น เพราะพระเวสสันดรพระราชทานช้างสำคัญของบ้านเมือง จึงกราบทูลพระเจ้าสญชัย.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตรทั้งหลาย พ่อค้า ชาวนาทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้นประชุมกันแล้ว เห็นช้างถูกพราหมณ์ทั้ง ๘ นำไป พวกเหล่านั้นจึงกราบทูลพระเจ้าสญชัยให้ทรงทราบว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ แคว้นของพระองค์อันพระเวสสันดรกำจัดเสียแล้ว พระเวสสันดรพระโอรสของพระองค์ พระราชทานช้างตัวประเสริฐของเราทั้งหลาย ซึ่งชาวแว่นแคว้นบูชาแล้ว ด้วยเหตุไร.
พระเวสสันดรพระราชทานช้างของเราทั้งหลาย ซึ่งมีงาดุจงอนไถ เป็นราชพาหนะ รู้ชัยภูมิแห่งการยุทธ์ทุกอย่าง ขาวทั่วสรรพางค์ เป็นช้างสูงสุด คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลืองซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ ฝึกดีแล้ว พร้อมด้วยพัดวาลวีชนี มีกายสีขาวเช่นกับเขาไกรลาส พร้อมด้วยเศวตฉัตรทั้งเครื่องลาดอันงาม ทั้งหมอทั้งคนเลี้ยง เป็นราชยานอันเลิศ เป็นช้างพระที่นั่ง พระราชทานให้เป็นทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้ง ๘ เสียด้วยเหตุไร.
ก็และครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ได้กล่าวอย่างนี้อีกว่า
พระเวสสันดรนั้นควรพระราชทาน ข้าวน้ำและผ้านุ่ง ผ้าห่ม เสนาสนะ เพราะว่า ของนั้นสมควรแก่พราหมณ์ทั้งหลาย พระเวสสันดรนี้เป็นพระราชาสืบวงศ์มาแต่พระองค์ เป็นผู้ทำความเจริญแก่สีพีรัฐ ข้าแต่พระเจ้าสญชัย พระเวสสันดรผู้พระราชโอรสพระราชทานช้าง เสียทำไม ถ้าพระองค์จักไม่ทรงทำตามคำอันนี้ของชาวสีพี ชะรอยชาวสีพีจักพึงทำพระองค์กับพระราชโอรสไว้ในเงื้อมมือของตน.
พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับดังนั้น ทรงสำคัญว่า ชาวเมืองเหล่านี้จักปลงพระชนม์พระเวสสันดร จึงตรัสว่า
ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แว่นแคว้นจักพินาศไปก็ตามเถิด เราก็ไม่พึงเนรเทศพระโอรสผู้หาความผิดมิได้ จากแคว้นของตนตามคำของชาวเมืองสีพี เพราะลูกเกิดแต่อุระของเรา และเราไม่พึงประทุษร้ายในโอรสนั้น เพราะเธอเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรอันประเสริฐ แม้คำติเตียนจะพึงมีแก่เรา และเราจะพึงได้บาปเป็นอันมาก ฉะนั้น เราจะฆ่าลูกเวสสันดรด้วยศัสตรา ได้อย่างไร.
ชาวสีพีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า
พระองค์อย่าประหารพระเวสสันดรนั้น ด้วยท่อนไม้และศัสตรา เพราะพระปิโยรสนั้นหาควรแก่เครื่องพันธนาการไม่ พระองค์จงขับพระเวสสันดรนั้นเสียจากแคว้น พระเวสสันดรจงประทับอยู่ ณ เขาวงกต.
พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ถ้าชาวสีพีพอใจอย่างนี้ เราก็ไม่ขัดความพอใจ ขอโอรสของเราจงอยู่ตลอดราตรีนี้ และจงบริโภคกามารมณ์ทั้งหลาย แต่นั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีจงพร้อมกันขับโอรสของเราจากแว่นแคว้นเถิด.
ชาวเมืองสีพีรับพระราชดำรัสว่า พระโอรสนั้นจงยับยั้งอยู่ สักราตรีหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัยส่งชาวเมืองเหล่านั้นให้กลับไปแล้ว เมื่อจะส่งข่าวแก่พระโอรส จึงตรัสเรียกนายนักการมา ส่งไปสำนักพระโอรส นายนักการรับพระราชกระแสรับสั่ง แล้วไปสู่พระนิเวศน์แห่งพระเวสสันดร กราบทูลประพฤติเหตุ.
เมื่อพระศาสดา จะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แน่ะนายนักการ เจ้าจงลุกรีบไปบอกลูกเวสสันดรว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชาวสีพีและชาวนิคมขัดเคืองพระองค์ มาประชุมกัน พวกคนที่มีชื่อเสียงและพระราชบุตรทั้งหลาย พ่อค้าทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้นประชุมกันแล้ว ในเมื่อราตรีนี้สว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีทั้งหลายพร้อมกันขับพระองค์จากแว่นแคว้น.
นายนักการนั้นอันพระเจ้ากรุงสีพีส่งไป ก็สวมสรรพาภรณ์ นุ่งห่มดีแล้ว ประพรมด้วยแก่นจันทน์ เขาสนานศีรษะในน้ำ แล้วสวมกุณฑลมณี ไปสู่วังอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นพระนิเวศน์แห่งพระเวสสันดร เขาได้เห็นพระเวสสันดรรื่นรมย์ อยู่ในวังของพระองค์นั้น ซึ่งเกลื่อนไปด้วยเสวกามาตย์ ดุจท้าววาสวะของเทพเจ้าชาวไตรทศ.
นายนักการนั้นไป ณ ที่นั้นได้กราบทูลพระเวสสันดร ผู้รื่นรมย์อยู่ว่า ข้าแต่พระจอมพล ข้าพระบาทจักทูลความทุกข์ของพระองค์ ขอพระองค์อย่ากริ้วข้าพระบาท นักการนั้นถวายบังคมแล้วร้องไห้ กราบทูลพระเวสสันดรว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ชุบเลี้ยงข้าพระบาท เป็นผู้นำมาซึ่งรส คือความใคร่ทั้งปวง ข้าพระบาทจักกราบทูลความทุกข์ของพระองค์ เมื่อข่าวแสดงความทุกข์ อันข้าพระบาทกราบทูลแล้ว ขอฝ่าพระบาททรงยังข้าพระบาทให้ยินดี.
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ชาวสีพีและชาวนิคมขัดเคืองพระองค์ มาประชุมกัน พวกคนที่มีชื่อเสียง และพระราชบุตรทั้งหลาย และพวกพ่อค้าทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้น ประชุมกันแล้ว ในเมื่อราตรีนี้สว่างแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีทั้งหลาย พร้อมกันขับพระองค์จากแว่นแคว้น.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า
ชาวสีพีขัดเคืองเราผู้ไม่เห็นความผิด ในเพราะอะไร แน่ะนักการ ท่านจงแจ้งความผิดนั้นแก่เรา ชาวเมืองทั้งหลายจะขับไล่เรา เพราะเหตุไร.
นักการกราบทูลว่า
พวกคนมีที่ชื่อเสียงและพระราชบุตรทั้งหลาย พ่อค้าทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ขัดเคืองพระองค์ เพราะพระราชทานคชสารตัวประเสริฐ ฉะนั้น พวกเขาจึงขับพระองค์เสีย.
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงโสมนัส ตรัสว่า
ดวงหทัยหรือจักษุ เราก็ให้ได้ จะอะไรกะทรัพย์นอกกายของเรา คือ เงิน ทอง มุกดา ไพฑูรย์หรือแก้วมณี ในเมื่อยาจกมาแล้ว เราได้เห็นเขาแล้ว พึงให้พาหาเบื้องขวาเบื้องซ้ายก็ได้ เราไม่พึงหวั่นไหว เพราะใจของเรายินดีในการบริจาค ปวงชาวสีพีจงขับไล่ หรือฆ่าเราเสียก็ตาม พวกเขาจะตัดเราเสียเป็น ๗ ท่อนก็ตามเถิด เราจักไม่งดเว้นจากการบริจาค เป็นอันขาด.
นักการได้ฟังดังนั้น เมื่อจะกราบทูลข่าวอย่างอื่นตามมติของตน ซึ่งพระเจ้าสญชัยหรือชาวเมือง มิได้ให้ทูลเลย จึงกราบทูลว่า
ชาวสีพีและชาวนิคมประชุมกัน กล่าวอย่างนี้ว่า พระเวสสันดรผู้มีวัตรอันงาม จงเสด็จไปสู่ภูผาอันชื่อว่า อารัญชรคีรี ตามฝั่งแห่งแม่น้ำโกนติมารา ตามทางที่พระราชาผู้ถูกขับไล่ เสด็จไปนั้นเถิด.
พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น จึงมีพระราชดำรัสว่า สาธุ เราจักไปโดยมรรคาที่เสด็จไปแห่ง พระราชาทั้งหลายผู้รับโทษ ก็แต่ชาวเมืองทั้งหลายมิได้ขับไล่เราด้วยโทษอื่น ขับไล่เราเพราะเราให้คชสารเป็นทาน เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักบริจาคสัตตสดกมหาทาน สักหนึ่งวัน ชาวเมืองจงให้โอกาส เพื่อเราได้ให้ทาน สักหนึ่งวัน รุ่งขึ้น เราให้ทานแล้วจักไปในวันที่ ๓
ตรัสฉะนี้ แล้วตรัสว่า
เราจักไปโดยมรรคาที่พระราชาทั้งหลายผู้ต้องโทษ เสด็จไป ท่านทั้งหลายงดโทษให้เราสักคืนกับวันหนึ่ง จนกว่าเราจะได้บริจาคทานก่อนเถิด.
นักการได้ฟังดังนั้นแล้วกราบทูลว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า ข้าพระบาทจักแจ้งความนั้นแก่ ชาวพระนครและแด่พระราชา ทูลฉะนี้ แล้วหลีกไป.
พระมหาสัตว์ส่งนักการนั้นไปแล้ว จึงให้เรียกมหาเสนาคุตมาเฝ้า. ดำรัสให้จัดสัตตสดกมหาทานว่า พรุ่งนี้เราจักบริจาคสัตตสดกมหาทาน ท่านจงจัดช้าง ๗๐๐ เชือก. ม้า ๗๐๐ ตัว. รถ ๗๐๐ คัน. สตรี ๗๐๐ คน. โคนม ๗๐๐ ตัว. ทาส ๗๐๐ คน. ทาสี ๗๐๐ คน. จงตั้งไว้ซึ่งข้าวน้ำ เป็นต้นมีประการต่างๆ สิ่งทั้งปวงโดยที่สุด แม้สุราซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรให้ แล้วส่งอำมาตย์ทั้งหลายให้กลับ แล้วเสด็จไปที่ประทับพระนางมัทรีแต่พระองค์เดียว ประทับนั่งข้างพระยี่ภู่อันเป็นสิริ ตรัสกับพระนางนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ตรัสเรียก พระนางมัทรีผู้งามทั่วสรรพางค์นั้นมาว่า พัสดุอันใดอันหนึ่งที่ฉันให้เธอ ทั้งทรัพย์อันประกอบด้วยสิริ เงิน ทอง มุกดา ไพฑูรย์มีอยู่มาก และสิ่งใดที่เธอนำมาแต่พระชนกของเธอ เธอจงเก็บสิ่งนั้นไว้ทั้งหมด.
พระราชบุตรีพระนามว่ามัทรี ผู้งามทั่วพระกาย จึงทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพจะโปรดให้เก็บทรัพย์ทั้งนั้นไว้ในที่ไหน ขอพระองค์รับสั่งแก่หม่อมฉันผู้ทูลถาม ให้ทราบ.
พระเวสสันดรบรมกษัตริย์จึงตรัสว่า
ดูก่อนพระน้องมัทรี เธอจงบริจาคทานในท่านผู้มีศีลทั้งหลายตามควร เพราะที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวงอย่างอื่น ยิ่งกว่าทานการบริจาค ย่อมไม่มี.
พระนางมัทรีรับพระดำรัสว่า สาธุ.
ครั้งนั้น พระบรมโพธิสัตว์ เมื่อจะประทานพระราโชวาทแก่พระนางให้ยิ่งขึ้น จึงตรัสว่า
ดูกรพระน้องมัทรี เธอพึงเอาใจใส่ในลูกทั้งสองในพระชนนีและพระชนกของพี่ อนึ่ง ผู้ใดพึงตกลงปลงใจว่า จะเป็นพระสวามีพระน้องนาง เธอพึงบำรุงผู้นั้นโดยเคารพ ถ้าไม่มีใครมาตกลงปลงใจ เป็นพระสวามีพระน้องนาง เพราะพระน้องนางกับพี่จะต้องพลัดพรากจากกัน พระน้องนางจงแสวงหาพระสวามีอื่นเถิด อย่าลำบากเพราะจากพี่เลย.
ครั้งนั้น พระนางมัทรีมีพระดำริว่า พระเวสสันดรผู้ภัสดา ตรัสพระวาจาเห็นปานนี้ เหตุเป็นอย่างไรหนอ จึงกราบทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ตรัสพระวาจา อันไม่สมควรตรัสนี้ เพราะเหตุไร. ลำดับนั้น พระเวสสันดรจึงตรัสตอบพระนางว่า แน่ะพระน้องมัทรีผู้เจริญ ชาวสีพีขัดเคืองเพราะฉันให้ช้าง จึงขับไล่ฉันจากแว่นแคว้น พรุ่งนี้ฉันจักให้สัตตสดกมหาทาน จักออกจากพระนครในวันที่ ๓.
ตรัสฉะนี้แล้ว ตรัสว่า
ฉันจักไปป่าที่น่ากลัว ประกอบด้วยพาลมฤค ฉันผู้เดียวอยู่ในป่าใหญ่ มีชีวิตน่าสงสัย.
พระราชบุตรีพระนามว่ามัทรี ผู้งามทั่วสรรพางค์ ได้กราบทูลถามพระราชสวามีว่า พระองค์ตรัสพระวาจา ซึ่งไม่เคยมีหนอ ตรัสวาจาชั่วแท้. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จไปแต่พระองค์เดียว ไม่สมควร แม้หม่อมฉันก็จักโดยเสด็จด้วย.
ความตายกับด้วยพระองค์ หรือพรากจากพระองค์เป็นอยู่ สองอย่างนี้ ตายนั่นแลประเสริฐกว่า พรากจากพระองค์เป็นอยู่ จะประเสริฐอะไร.
ก่อไฟให้ลุกโพลงมีเปลวเป็นอันเดียวกัน แล้วตายเสียในไฟนั้นประเสริฐกว่า พรากจากพระองค์ จะประเสริฐอะไร.
นางช้างพังไปตามช้างพลายตัวประเสริฐอยู่ในป่า เที่ยวอยู่ตามภูผาทางกันดาร สถานที่เสมอแลไม่เสมอ ฉันใด หม่อมฉันจะพาบุตรและบุตรีตามเสด็จไปเบื้องหลัง ฉันนั้น.
หม่อมฉันจักเป็นผู้ที่เลี้ยงง่ายของพระองค์ จักไม่เป็นผู้ที่เลี้ยงยากของพระองค์.
พระนางมัทรีราชกัญญากราบทูลพระภัสดาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงพรรณนาถึงหิมวันตประเทศ ซึ่งเป็นประหนึ่งว่าได้เคยทอดพระเนตรเห็นแล้ว จึงตรัสว่า
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุมารทั้งสองนี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก นั่งอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า เล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุมารทั้งสองนี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุมารทั้งสองนี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก ที่อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุมารทั้งสองนี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่ ณ อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้งสองนี้ ทรงมาลาประดับพระองค์ ณ อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้งสองนี้ ทรงมาลาประดับพระองค์ เล่นอยู่ ณ อาศรมเป็นที่รื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ อายุล่วง ๖๐ ปี เที่ยวอยู่ในป่าตัวเดียว เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เที่ยวไปในเวลาเย็น ในเวลาเช้า เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด กุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เดินนำหน้าโขลงช้างพังไป ส่งเสียงร้องกึกก้องโกญจนาท พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของช้างที่บันลือก้องอยู่นั้น เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ทอดพระเนตรชัฏไพรเป็นหมู่ไม้ทั้ง ๒ ข้างมรรคา อันเกลื่อนไปด้วยพาลมฤค เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน จักทอดพระเนตรเห็นมฤคผู้มาเป็นแถวๆแถวละ ๕ ตัวและเหล่ากินนร ผู้ฟ้อนอยู่ในเวลาเย็น เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ได้ทรงฟังเสียงกึกก้องแห่งกระแสในแม่น้ำไหล และเสียงขับร้องแห่งฝูงกินนร เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ทรงสดับเสียงร้องของนกเค้าที่เที่ยวอยู่ตามซอกเขา เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน จักได้ทรงสดับเสียงแห่งสัตว์ร้ายในป่า คือราชสีห์ เสือโคร่ง แรด โคลาน เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ได้ทอดพระเนตร เห็นนกยูงผู้ปกคลุมด้วยแพนหางจับอยู่ที่ยอดเขาเกลื่อนไป ด้วยนางนกยูงทั้งหลายรำแพนอยู่ เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ได้ทอดพระเนตร นกยูงผู้เกลื่อนด้วยฝูงนางนกยูง มีแพนหางอันวิจิตรรำแพนอยู่ เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ได้ทอดพระเนตร นกยูงมีขนคอเขียวมีหงอนเกลื่อนไปด้วยฝูงนางนกยูงรำแพนอยู่ เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ทอดพระเนตรเห็น เหล่าพฤกษชาติอันบานแล้ว ส่งกลิ่นหอมฟุ้งในเหมันตฤดู และพื้นดินเขียวชอุ่มปกคลุมไป ด้วยแมลงค่อมทองในเดือนเหมันต์ เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ผู้พระราชทานความใคร่แก่หม่อมฉัน ได้ทอดพระเนตรเห็น รุกขชาติอันมีดอกบานสะพรั่ง คืออัญชันเขียวที่กำลังผลิยอดอ่อน ต้นโลท และบัวบก มีดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมฟุ้งในเหมันตฤดู เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตร เห็นหมู่ไม้มีดอกบานสะพรั่ง และปทุมชาติ มีดอกร่วงหล่นในเดือนฤดูเหมันต์ เมื่อนั้นก็จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
พระนางมัทรีทรงพรรณนาถึงหิมวันตประเทศ ด้วยคาถามีประมาณเท่านี้ ประหนึ่งพระองค์เคยเสด็จประทับอยู่ ณ หิมวันตประเทศแล้ว ฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบหิมวันตวรรณนา
ทานกัณฑ์
แม้พระนางผุสดีราชเทวีมีพระดำริว่า ข่าวเดือดร้อนมาถึงลูกของเรา ลูกของเราจะทำอย่างไรหนอ เราจักไปให้รู้ความ จึงเสด็จไปด้วยสิวิกากาญจน์ ม่านปกปิดประทับที่ทวารห้องบรรทมอันมีสิริได้ทรงสดับเสียงสนทนาแห่งกษัตริย์ทั้งสอง คือพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ก็พลอยทรงกันแสงคร่ำครวญ อย่างน่าสงสาร.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระนางผุสดีราชบุตรีพระเจ้ามัททราช ผู้ทรงยศได้ทรงสดับ พระราชโอรสและพระสุณิสาทั้งสองปริเทวนาการ ก็ทรงพลอยคร่ำครวญละห้อยไห้ว่า เรากินยาพิษเสียดีกว่า เราโดดเหวเสียดีกว่า เอาเชือกผูกคอตายเสียดีกว่า เหตุไฉน ชาวสีพีจึงให้ขับไล่ลูกเวสสันดรผู้ไม่มีความผิด.
เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรัก ผู้ไม่มีโทษไม่ผิด ผู้รู้ไตรเพทเป็นทานบดี ควรแก่การขอ ไม่ตระหนี่.
เหตุไฉน ชาวนครสีพีจึงจะให้ขับไล่เจ้าเวสสันดรลูกรัก ผู้ไม่มีโทษผิด อันพระราชาต่างด้าวทั้งหลายบูชา มีเกียรติยศ.
เหตุไฉน ชาวสีวีจึงให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิด ผู้เลี้ยงดูบิดามารดา ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในราชสกุล.
เหตุไฉน ชาวสีวีจึงให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิด ผู้เกื้อกูลแก่พระเจ้าแผ่นดิน แก่เทพเจ้า แก่พระประยูรญาติ แก่พระสหาย เกื้อกูลทั่วแว่นแคว้น.
เหตุไฉน จึงให้ขับไล่ลูกเวสสันดร ผู้ไม่มีความผิดเสีย.
พระนางผุสดีทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร ฉะนี้แล้ว ทรงปลอบพระโอรสและพระศรีสะใภ้ ให้อุ่นพระหฤทัย แล้วเสด็จไปเฝ้าพระเจ้าสญชัย กราบทูลว่า
ชาวสีวีให้ขับไล่พระราชโอรสผู้ไม่มีความผิด รัฐมณฑลของพระองค์ ก็จักเป็นเหมือนรังผึ้งร้าง เหมือนผลมะม่วงหล่นลงบนดิน ฉะนั้น พระองค์อันหมู่เสวกามาตย์ละทิ้งแล้ว จักต้องลำบากอยู่พระองค์เดียว เหมือนหงส์มีขนปีกหลุดร่วงแล้ว ก็ลำบากอยู่ในเปียกตมอันไม่มีน้ำ ฉะนั้น.
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงขอกราบทูลพระองค์ว่า ประโยชน์อย่าได้ล่วงเลยพระองค์ไปเสียเลย ขอพระองค์อย่าทรงขับไล่พระราชโอรสผู้ไม่มีความผิดนั้น ตามคำของชาวสีพีเลย.
พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อเราขับไล่ลูกที่รักผู้เป็นดุจธงชัยของชาวสีพี ก็ทำโดยเคารพต่อขัตติยราชประเพณีธรรมของโบราณ เพราะฉะนั้น ถึงลูกจะเป็นที่รักกว่าชีวิตของเรา เราก็ต้องขับไล่.
พระนางผุสดีราชเทวีได้ทรงสดับดังนั้นก็ทรงครวญคร่ำรำพันว่า
แต่กาลก่อนๆ เหล่าทหารถือธง และเหล่าทหารม้าเป็นอาทิ ราวกะดอกกรรณิการ์อันบานแล้ว และราวกะราวป่าดอกกรรณิการ์ ไปตามเสด็จพ่อเวสสันดร ผู้เสด็จไปไหนๆ. วันนี้ พ่อจะเสด็จไปแต่องค์เดียว. เหล่าราชบุรุษผู้ห่มผ้ากัมพลเหลืองมาแต่คันธารรัฐ มีแสงสีดุจแมลงค่อมทองตามเสด็จไปไหนๆ. วันนี้ พ่อจะเสด็จไปแต่องค์เดียว. แต่ก่อนพ่อเคยเสด็จด้วยช้างที่นั่ง พระวอหรือรถที่นั่ง. วันนี้ พ่อจะต้องเสด็จไปด้วยพระบาทอย่างไรได้.
พ่อมีพระกายลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์ อันเจ้าพนักงานปลุกให้ตื่นบรรทมด้วยฟ้อนรำขับร้อง จะต้องทรงหนังเสืออันหยาบขรุขระ และถือเสียมหาบคาน อันคอนเครื่องบริขารแห่งดาบสทุกอย่าง ไปเองอย่างไรได้ ไม่มีใครนำผ้ากาสาวะและหนังเสือไป. เมื่อพ่อเสด็จเข้าสู่ป่าใหญ่ ใครจะช่วยแต่งองค์ด้วยผ้าเปลือกไม้ ก็ไม่มี. เพราะเหตุไร ขัตติยบรรพชิตทั้งหลายจะทรงผ้าเปลือกไม้ได้ อย่างไรหนอ.
แม่มัทรีจักนุ่งห่มผ้าคากรองกะไรได้ แม่มัทรีเคยทรงภูษามาแต่แคว้นกาสี และโขมพัสตร์และโกทุมพรพัสตร์. บัดนี้ จะทรงผ้าคากรองจักทำอย่างไร. แม่มัทรีเคยเสด็จไปไหนๆ ด้วยสิวิกากาญจน์ คานหามและรถที่นั่ง. วันนี้ แม่ผู้มีวรกายหาที่ติมิได้ จะต้องดำเนินไปตามวิถีด้วยพระบาท แม่มัทรีผู้มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อน มักมีพระหฤทัยหวั่นขวัญอ่อน สถิตอยู่ในความสุข. เสด็จไปข้างไหนก็ต้องสวมฉลองพระบาททอง. วันนี้ แม่ผู้มีอวัยวะงาม จะต้องดำเนินสู่วิถีด้วยพระบาทเปล่า แม่จะเสด็จไปไหนเคยมี สตรีนับด้วยพันนางนำเป็นแถวไปข้างหน้า. วันนี้ แม่ผู้โฉมงามจะต้องเสด็จไปสู่ราวไพรแต่องค์เดียว. แม่มัทรีได้ยินเสียงสุนัขป่า ก็จะสะดุ้งตกพระหฤทัยก่อนทันที หรือได้ยินเสียงนกเค้าอินทสโคตรผู้ร้องอยู่ ก็จะสะดุ้งกลัวองค์สั่น ดุจแม่มดสั่นอยู่ ฉะนั้น.
วันนี้ แม่ผู้มีรูปงามเป็นผู้ขลาดไปสู่แนวป่า ตัวแม่เองจักหมกไหม้ ด้วยความทุกข์นาน เพราะอาศัยวังนี้เปล่าจากลูกรัก ตัวแม่แลไม่เห็นลูกรัก จักผอมผิวเหลือง จักแล่นไปในที่นั้นๆ เหมือนนางนกมีลูกถูกเบียดเบียนเห็นแต่รังเปล่า ฉะนั้น. ตัวแม่จักหมกไหม้ด้วยความทุกข์นาน เพราะอาศัยวังนี้ว่างจากพระลูกรัก ตัวแม่แลไม่เห็นลูกรัก ก็จักผอมผิวเหลือง จักแล่นไปในที่นั้นๆ เปรียบดังนางนกเขามีลูกถูกเบียดเบียนแล้วเห็นแต่รังเปล่า หรือเปรียบเหมือนนางนกจากพรากตกในเปือกตมไม่มีน้ำ ฉะนั้น.
เมื่อหม่อมฉันพิลาปอยู่อย่างนี้ ถ้าพระองค์ยังจะขับไล่ พระราชโอรสผู้ไม่มีความผิดนั้นเสียจากแว่นแคว้น หม่อมฉันเห็นจะต้องสละชีวิตเสียเป็นแน่.
เหล่าสีพีกัญญาของพระเจ้ากรุงสญชัยทั้งปวง ได้ยินเสียงคร่ำครวญของพระนางผุสดีเทวี ก็ประชุมกันร้องไห้ ส่วนราชบริจาริกานารีทั้งหลายในพระราชนิเวศน์ของพระเวสสันดร ได้ยินเสียงเหล่าราชบริจาริกาของพระเจ้ากรุงสญชัยร้องไห้ ต่างก็ร้องไห้ไปตามกัน คนหนึ่งในราชสกุลทั้งสองที่สามารถระทรงตนไว้ได้ ไม่มีเลย ต่างทอดกายาร่ำพิไรรำพัน ดุจหมู่ไม้รังต้องลมย่ำยีก็ล้มลงตามกัน ฉะนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เหล่าสีพีกัญญาทั้งปวงในพระราชวัง ได้ฟังสุรเสียงของพระนางผุสดีทรงกันแสง ก็ประชุมกันประคองแขนทั้งสองร้องไห้ เหล่าราชบุตรราชบุตรี ชายา พระสนม พระกุมาร พ่อค้า พราหมณ์ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ฝ่ายข้างวังพระเวสสันดร ก็พากันลงนอนยกแขนทั้งสองร้องไห้ ประหนึ่งหมู่ไม้รังต้องลมประหารย่ำยี ก็ล้มลงตามกัน ฉะนั้น.
แต่นั้นเมื่อราตรีสว่าง ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระเวสสันดรก็เสด็จมาสู่โรงทาน ทรงบำเพ็ญทาน โดยพระโองการว่า เจ้าทั้งหลายจงให้ผ้าห่มแก่เหล่าผู้ต้องการผ้านุ่งห่ม น้ำเมาแก่พวกนักเลงสุรา โภชนาหารแก่เหล่าผู้ต้องการโภชนาหาร โดยชอบทีเดียว. อย่าเบียดเบียนเหล่าวณิพก ผู้มาในที่นี้แม้แต่คนหนึ่ง จงให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ พวกนี้เราบูชาแล้ว จงให้ยินดีกลับไป.
ในเมื่อพระเวสสันดรมหาราชผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญเสด็จออกแล้ว วณิพกเหล่านั้นเป็นดังคนเมา คนเหน็ดเหนื่อย ลงนั่งปรับทุกข์กันว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชาวสีพีเหมือนตัดเสีย ซึ่งต้นไม้ที่ให้ผลต่างๆ ที่ทรงผลต่างๆ ที่ให้ความใคร่ทั้งปวง ที่นำมาซึ่งรส คือความใคร่ทั้งปวง เพราะพวกเขาขับไล่พระเวสสันดร ผู้หาความผิดมิได้จากรัฐมณฑล. ในเมื่อพระเวสสันดรมหาราชผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญเสด็จออกแล้ว เหล่าคนแก่ คนหนุ่ม และคนกลางคนทั้งหมด ภูต แม่มด ขันที สตรีของพระราชา สตรีในพระนคร พราหมณ์ สมณะ และเหล่าวณิพกอื่นๆ ประคองแขนทั้งสองร้องไห้ว่า
ดูเถอะ พระราชาเป็นอธรรม. พระเวสสันดรเป็นผู้อันมหาชนในเมืองของตนบูชาแล้ว ต้องเสด็จออกจากเมืองของพระองค์ โดยต้องการตามคำของชาวสีวี.
พระเวสสันดรมหาสัตว์นั้นพระราชทานช้าง ๗๐๐ เชือก ล้วนประดับด้วยคชาลังการ มีเครื่องรัดกลางตัวแล้วไปด้วยทอง คลุมด้วยเครื่องประดับทอง มีนายหัตถาจารย์ขี่ประจำ ถือโตมรและขอ.
ม้า ๗๐๐ ตัว สรรพไปด้วยอัศวาภรณ์เป็นชาติม้าอาชาไนยสินธพ เป็นพาหนะว่องไว มีนายอัศวาจารย์ขี่ประจำ ห่มเกราะถือธนู.
รถ ๗๐๐ คัน อันมั่นคงมีธงปักแล้ว หุ้มหนังเสือเหลืองเสือโคร่งประดับสรรพาลังการ มีคนขับประจำถือธนูห่มเกราะ.
สตรี ๗๐๐ คน คนหนึ่งๆ อยู่ในรถ สวมสร้อยทองคำประดับกายแล้วไปด้วยทองคำ มีอลังการสีเหลือง นุ่งห่มผ้าสีเหลือง ประดับอาภรณ์สีเหลือง มีดวงตาใหญ่ ยิ้มแย้มก่อนจึงพูด มีตะโพกงามบั้นเอวบาง.
โคนม ๗๐๐ ตัว ล้วนแต่งเครื่องเงินทาสี ๗๐๐ คน ทาส ๗๐๐ คน (พระองค์ทรงบำเพ็ญทานเห็นปานนี้) ต้องเสด็จออกจากแคว้นของพระองค์.
พระราชาเวสสันดรพระราชทานช้างม้ารถ และสตรีอันตกแต่งแล้ว ต้องนิราศจากแคว้นของพระองค์.
ในเมื่อมหาทาน อันพระเวสสันดรพระราชทานแล้ว พสุธาดลก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหว และพระราชาเวสสันดรทรงกระทำอัญชลี นิราศจากแคว้นของพระองค์ นั่นเป็นมหัศจรรย์อันน่าสยดสยอง ให้ขนพองสยองเกล้า ได้เกิดมีแล้วในกาลนั้น.
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงบริจาคทานอยู่อย่างนี้ ชาวนครเชตุดร มีกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เป็นต้น ต่างร่ำพิไรรำพันว่า ข้าแต่พระเวสสันดรผู้เป็นเจ้า ชาวสีพีรัฐขับพระองค์ผู้ทรงบริจาคทานเสียจากรัฐมณฑล พระองค์ก็ยังทรงบริจาคทานอีก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ครั้งนั้น เสียงกึกก้องโกลาหลน่าหวาดเสียว เป็นไปในพระนครนั้นว่า ชาวพระนครสีพีจะขับไล่พระเวสสันดรเพราะทรงบริจาคทาน ขอให้พระองค์ทรงได้บริจาคทานอีกเถิด.
ฝ่ายเหล่าผู้รับทานได้รับทานแล้ว ก็พากันรำพึงว่า ได้ยินว่า บัดนี้ พระราชาเวสสันดรจักเสด็จเข้าสู่ป่า ทำพวกเราให้หมดที่พึ่ง จำเดิมแต่นี้ พวกเราจักไปหาใคร รำพึงฉะนี้ก็นอนกลิ้งเกลือกไปมา ประหนึ่งว่ามีเท้าขาดคร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระมหาราชาผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญจะเสด็จออก วณิพกเหล่านั้นก็ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมา ดุจคนเมาหรือคนเหน็ดเหนื่อย ฉะนั้น. ดังนี้เป็นต้น.
ก็ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายแจ้งแก่พระราชาในพื้นชมพูทวีปว่า พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญมหาทาน มีพระราชทานนางขัตติยกัญญาเป็นต้น เพราะเหตุนั้น กษัตริย์ทั้งหลายจึงเสด็จมาด้วยเทวานุภาพ รับนางขัตติยกัญญาเหล่านั้น แล้วหลีกไป.
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เป็นต้น รับพระราชทานบริจาคของพระเวสสันดร แล้วหลีกไป ด้วยประการฉะนี้. พระเวสสันดรทรงบริจาคทานอยู่จนถึงเวลาเย็น พระองค์จึงเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ทรงดำริว่า เราจักถวายบังคมลาพระชนกพระชนนีไปในวันพรุ่งนี้ จึงเสด็จไปสู่ที่ประทับของพระชนกพระชนนีด้วยรถที่นั่งอันตกแต่งแล้ว. ฝ่ายพระนางมัทรีก็ทรงคิดว่า แม้เราก็จักโดยเสด็จพระสวามี จักยังพระสัสสุและพระสสุระให้ทรงอนุญาตเสียด้วย จึงเสด็จไปพร้อมพระเวสสันดร. พระมหาสัตว์ถวายบังคมพระราชบิดา แล้วกราบทูลความที่พระองค์จะเสด็จไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรกราบทูลพระเจ้าสญชัย ผู้วรธรรมิกราชว่า พระองค์โปรดให้หม่อมฉันออกจากเชตุดรราชธานี หม่อมฉันขอทูลลาไปเขาวงกต ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีแล้วในอดีต หรือจักมีในอนาคต และเกิดในปัจจุบัน เป็นผู้ไม่อิ่มด้วยกามทั้งหลาย ย่อมไปสู่ยมโลก หม่อมฉันได้บริจาคทานในวังของตน ยังชื่อว่าเบียดเบียนตนและคนอื่น จึงนิราศจากแคว้นของตนโดยความประสงค์ตามคำของชาวสีพี หม่อมฉันจักเสวยความทุกข์นั้นในป่าที่เกลื่อนด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัยแล้ว หม่อมฉันบำเพ็ญบุญทั้งหลาย เชิญพระองค์จมอยู่ในเปือกตม คือกามเถิด พระเจ้าข้า.
พระมหาสัตว์ทูลกับพระชนกด้วย ๔ คาถานี้ อย่างนี้แล้ว เสด็จไปเฝ้าพระชนนี ถวายบังคมแล้ว เมื่อจะทรงขออนุญาตบรรพชา จึงตรัสว่า
ข้าแต่เสด็จแม่ ขอพระองค์ทรงอนุญาตแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันขอบวช หม่อมฉันบริจาคทานในวังของตน ยังชื่อว่าเบียดเบียนตนและคนอื่น หม่อมฉันจะออกไปจากแคว้นของตน โดยประสงค์ตามคำของชาวสีพี หม่อมฉันจะเสวยทุกข์นั้นในป่า ที่เกลื่อนด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัยแล้ว หม่อมฉันบำเพ็ญบุญทั้งหลาย จะไปเขาวงกต.
พระนางผุสดีได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ลูกรัก แม่อนุญาตลูก บรรพชาจงสำเร็จแก่ลูก ก็แต่แม่มัทรีกัลยาณีผู้มีตะโพกงามเอวบาง จงอยู่กับบุตรธิดา แม่จะทำอะไรในป่าได้.
พระเวสสันดรตรัสว่า
หม่อมฉันไม่อาจจะพาแม้ทาสีไปสู่ป่าโดยที่เขาไม่ปรารถนา ถ้าเขาปรารถนาจะตามหม่อมฉันไป ก็จงไป ถ้าไม่ปรารถนาก็จงอยู่.
ลำดับนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยได้ทรงสดับพระดำรัสแห่งพระราชโอรส ก็ทรงคล้อยตาม เพื่อทรงวิงวอนพระสุณิสา.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ต่อแต่นั้น พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชทรงคล้อยตามเพื่อทรงวิงวอนพระสุณิสาว่า
แน่ะแม่ผู้มีสรีระอันประพรมด้วยแก่นจันทน์ แม่อย่าได้ทรงธุลีละออง และของเปรอะเปื้อนเลย แม่เคยทรงภูษาของชาวกาสี แล้วจะมาทรงผ้าคากรอง การอยู่ในป่าเป็นทุกข์ แน่ะแม่ผู้มีลักษณะงาม แม่อย่าไปเลย.
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วองค์ได้กราบทูลพระสสุระว่า หม่อมฉันไม่ปรารถนาความสุข ที่ต้องพรากจากพระเวสสันดรของหม่อมฉัน.
พระเจ้าสญชัยมหาราชผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญ ได้ตรัสกะพระมัทรีว่า แน่ะแม่มัทรี แม่จงพิจารณา สัตว์เหล่าใดมีอยู่ในป่าที่บุคคลทนได้ยาก คือตั๊กแตน บุ้ง เหลือบ ยุง แมลง ผึ้ง มีมาก สัตว์แม้เหล่านั้นพึงเบียดเบียนแม่ในป่านั้น ความเบียดเบียนนั้นเป็นความทุกข์ยิ่งจะพึงมีแก่แม่ แม่จงดูสัตว์เหล่าอื่นอีกที่น่ากลัว อาศัยอยู่ที่แม่น้ำ คืองู ชื่อว่างูเหลือมไม่มีพิษแต่มันมีกำลังมาก มันรัดคนหรือมฤค ที่มาใกล้มันด้วยขนดให้อยู่ในอำนาจของมัน ยังสัตว์เหล่าอื่น ดำดังผมที่เกล้า ชื่อว่าหมี เป็นมฤคนำความทุกข์มา คนที่มันเห็นแล้วขึ้ต้นไม้ก็ไม่พ้นมัน ฝูงกระบือมักขวิดชนเอาด้วยเขามีปลายแหลม เที่ยวอยู่ราวป่าริมฝั่งแม่น้ำชื่อโสตุม.
พระแม่มัทรีเป็นเหมือนแม่โคนมอยากได้ลูก เห็นโคไปตามฝูงมฤคในไพรสณฑ์ จักทำอย่างไร เมื่อแม่มัทรีไม่รู้จักเขตไพรสณฑ์ ภัยใหญ่จักมีแก่แม่ เพราะเห็นฝูงลิง น่ากลัวพิลึก มันลงมาในทางที่เดินยาก แม่มัทรีครั้งยังอยู่ในวัง แม่ไปถึงเขาวงกตจักทำอย่างไร ฝูงสกุณชาติจับอยู่ในเวลากลางวัน ป่าใหญ่ก็จักเหมือนบันลือขึ้น แม่จะอยากไปในราวไพรนั้น ทำไม.
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วองค์ ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยว่า หม่อมฉันทราบภยันตรายเหล่านั้นว่า เป็นภัยเฉพาะหม่อมฉันในไพรสณฑ์ แต่หม่อมฉันจะสู้ทนต่อภัยทั้งปวงนั้นไป คือจักบรรเทา แหวกต้นเป้ง หญ้าคา หญ้าคมบาง แฝก หญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้องไปด้วยอุระ จักนำเสด็จพระภัสดาไปมิให้ยาก.
กุมารีได้สามีด้วยการประพฤติวัตรเป็นอันมาก เช่นด้วยตรากตรำท้องมิให้ใหญ่ด้วยวิธีกินอาหารแต่น้อย รู้ว่าสตรีมีบั้นเอวกว้างสีข้างผายได้สามี จึงเอาไม้สัณฐานเหมือนคางโคค่อยๆ บุบทุบบั้นเอว เอาผ้ารีดสีข้างทั้งสองให้ผึ่งผายออก หรือด้วยทนผิงไฟแม้ในฤดูร้อน ขัดสีกายด้วยน้ำในฤดูหนาว ความเป็นหม้ายเป็นความเผ็ดร้อนในโลก หม่อมฉันจักต้องไปอย่างแน่นอน.
อนึ่ง บุรุษไม่สมควรอยู่ร่วมกับสตรีหม้ายที่เขาทิ้งแล้ว บุรุษไรเล่าจะจับมือถือแขนสตรีหม้าย ที่เขาไม่ต้องการคร่ามา เหล่าบุรุษจิกหย่อมผมของสตรีหม้ายมา แล้วเอาเท้าเขี่ยให้ล้มลง ณ พื้น ให้ทุกข์เป็นอันมากไม่ใช่น้อย แล้วไม่หลีกไป เหล่าบุรุษต้องการสตรีหม้ายผู้มีผิวขาว ถือตัวว่ารูปงามเลิศ ให้ทรัพย์เล็กน้อยฉุดคร่าสตรีหม้ายผู้ไม่ปรารถนาไป ดุจฝูงกาตอมจิกคร่านกเค้าไป ฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง สตรีหม้ายเมื่ออยู่ในสกุลญาติอันมั่งคั่ง รุ่งเรืองด้วยภาชนะทองคำ ไม่พึงได้ซึ่งคำกล่าวล่วงเกินแต่หมู่พี่น้องและเหล่าสหายว่า หญิงผู้หาผัวมิได้นี้ ต้องตกหนักแก่พวกเราตลอดชีวิต ฉะนี้ไม่มีเลย.
แม่น้ำไม่มีน้ำก็เปล่าดาย แว่นแคว้นไม่มีพระราชาปกครองก็สูญเปล่า สตรีแม้มีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ถ้าเป็นหม้ายก็สูญหาย. ธงเป็นเครื่องปรากฏแห่งราชรถ. ควันเป็นเครื่องปรากฏแห่งไฟ. พระราชาเป็นเครื่องปรากฏแห่งแว่นแคว้น. ภัสดาเป็นเครื่องปรากฏแห่งสตรี. ความเป็นหม้ายเป็นอาการเตรียมตรมในโลก หม่อมฉันจักต้องไปอย่างแน่นอน.
สตรีใดเข็ญใจก็ร่วมทุกข์กับสามีผู้เข็ญใจ ในคราวถึงทุกข์. สตรีใดมั่งมี มีเกียรติ ก็ร่วมสุขด้วยสามีผู้มั่งมีในคราวถึงสุข เทวดาและมนุษย์ย่อมสรรเสริญสตรีนั้น เพราะสตรีนั้นทำกรรมที่ทำได้โดยยาก หม่อมฉันจะนุ่งห่มผ้ากาสายะตามเสด็จพระภัสดาทุกเมื่อ ความเป็นหม้ายแห่งสตรีผู้มีแผ่นดินไม่แยก ก็ไม่เป็นที่ยินดี อีกประการหนึ่ง หม่อมฉันไม่ปรารถนาแผ่นดินที่ทรงไว้ ซึ่งทรัพย์เป็นอันมากมีสาครเป็นที่สุด เต็มไปด้วยรัตนะต่างๆ แต่พรากจากพระเวสสันดรผู้ภัสดา.
สตรีใดในเมื่อสามีทุกข์ร้อน ย่อมอยากได้ความสุขเพื่อตน สตรีนั้นเด็ดจริงหนอ หัวใจของหญิงเหล่านั้นเป็นอย่างไรหนอ เมื่อพระเวสสันดรมหาราชเจ้าผู้ยังสีพีรัฐให้เจริญ เสด็จออกพระนคร หม่อมฉันจักโดยเสด็จพระองค์ เพราะพระองค์ทรงประทานสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวงแก่เกล้ากระหม่อมฉัน.
พระเจ้าสญชัยมหาราชได้ตรัสกะพระนางมัทรี ผู้งามทั่วองค์นั้นว่า แน่ะแม่มัทรีผู้มีลักษณะงาม บุตรทั้งสองของแม่เหล่านี้ คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา ยังเด็กอยู่ แม่จงละไว้ไปแต่ตัว เราทั้งหลายจะเลี้ยงดูหลานทั้งสองนั้นเอง.
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วองค์ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยว่า ข้าแต่พระองค์ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้งสองเป็นลูกรักของหม่อมฉัน ลูกทั้งสองนั้นจักยังหฤทัยของหม่อมฉันทั้งสองผู้มีชีวิตเศร้าโศกให้รื่นรมย์ในป่านั้น.
พระเจ้าสญชัยมหาราชผู้ยังสีพีรัฐให้เจริญได้ตรัสกะพระนางมัทรีนั้นว่า เด็กทั้งสองเคยเสวยข้าวสาลี ที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด เมื่อต้องเสวยผลไม้ จักทำอย่างไร.
เด็กทั้งสองเคยเสวยในถาดทองหนักร้อยปละ ซึ่งเป็นของประจำราชสกุล เมื่อต้องเสวยในใบไม้ จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยทรงภูษากาสีรัฐโขมรัฐและโกทุมพรรัฐ เมื่อต้องทรงผ้าคากรอง จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยเสด็จไปด้วยคานหาม วอและรถ เมื่อต้องเสด็จไปด้วยพระบาท จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยบรรทมในตำหนักยอดไม่มีลม ลงลิ่มชิดแล้ว เมื่อต้องบรรทมที่โคนไม้ จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยบรรทมบนพรมทำด้วยขนแกะ ที่ลาดไว้อย่างวิจิตรบนบัลลังก์ เมื่อต้องบรรทมบนเครื่องลาดหญ้า จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยไล้ทาด้วยของหอม ทั้งกฤษณาและแก่นจันทน์ เมื่อต้องทรงธุลีละอองและโสโครก จักทำอย่างไร. เด็กทั้งสองเคยมีผู้อยู่งานพัดด้วยจามรีและแพนหางนกยูง ดำรงอยู่ในความสุข ต้องสัมผัสเหลือบและยุง จักทำอย่างไร.
เมื่อกษัตริย์เหล่านั้นเจรจากันอยู่อย่างนี้แล ราตรีก็สว่าง ดวงอาทิตย์ขึ้น เจ้าพนักงานทั้งหลายนำรถที่นั่งอันตกแต่งแล้ว เทียมม้าสินธพ ๔ ตัว มาเทียบไว้แทบประตูวังเพื่อพระมหาสัตว์ พระนางมัทรีเทวีถวายบังคมพระสัสสุและพระสสุระ แล้วอำลาสตรีที่เหลือทั้งหลาย พาพระชาลีพระกัณหาชินาเสด็จไปก่อนพระเวสสันดร ประทับอยู่บนรถที่นั่ง
พระศาสดา เมื่อจะประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระนางมัทรีราชบุตรีผู้งามทั่วองค์ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยว่า ข้าแต่เทพเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงคร่ำครวญเลย และอย่าเสียพระหฤทัยเลย หม่อมฉันทั้งสองยังมีชีวิต เพียงใด ทารกทั้งสองก็จักเป็นสุข เพียงนั้น พระนางมัทรีผู้งามทั่วองค์ ครั้นกราบทูลคำนี้แล้วเสด็จหลีกไป พระนางผู้ทรงศุภลักษณ์ทรงพาพระโอรสพระธิดา เสด็จไปตามมรรคาที่พระเจ้าสีวีราชเสด็จ.
ลำดับนั้น พระราชาเวสสันดรบรมกษัตริย์ทรงบำเพ็ญทานแล้ว ถวายบังคมพระชนกและพระชนนี และทรงทำประทักษิณ เสด็จขึ้นสู่รถที่นั่งเทียมม้าสินธพ ๔ ตัววิ่งเร็ว ทรงพาพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีเสด็จไปสู่เขาวงกต.
แต่นั้นพระราชาเวสสันดรเสด็จไปโดยตรงที่มหาชนคอยเฝ้า ตรัสว่า เราทั้ง ๔ ขอลาไปละนะ ขอท่านทั้งหลายผู้เป็นญาติ จงปราศจากโรคเถิด.
เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสเรียกมหาชนมาประทานโอวาทแก่เขาเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท จงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ดังนี้อย่างนี้ แล้วเสด็จไป พระนางผุสดีราชมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า ลูกของเรามีจิตน้อมไปในทาน จงบำเพ็ญทาน จึงให้ส่งเกวียนทั้งหลายเต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ พร้อมด้วยอาภรณ์ทั้งหลายไปสองข้างทางเสด็จ. ฝ่ายพระเวสสันดรก็ทรงเปลื้องเครื่องประดับที่มีอยู่ในพระวรกาย พระราชทานแก่เหล่ายาจกผู้มาถึงแล้ว ๑๘ ครั้ง ได้พระราชทานสิ่งที่เหลืออยู่ทั้งหมด พระองค์เสด็จออกจากพระนคร มีพระประสงค์จะกลับทอดพระเนตรราชธานี ครั้งนั้น อาศัยพระมนัสของพระองค์ ปฐพีในที่มีประมาณเท่ารถที่นั่งก็แยกออกหมุน เหมือนจักรของช่างหม้อ ทำรถที่นั่งให้มีหน้าเฉพาะเชตุดรราชธานี พระองค์ได้ทอดพระเนตรสถานที่ประทับของพระชนกพระชนนี เหตุอัศจรรย์ทั้งหลายมี แผ่นดินไหวเป็นต้น ได้มีแล้วด้วยการุญภาพนั้น.
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า
เมื่อพระเวสสันดรเสด็จออกจากพระนคร ทรงกลับเหลียวมาทอดพระเนตร แม้ในกาลนั้น แผ่นดินอันมีขุนเขาสิเนรุ และหมู่ไม้เป็นเครื่องประดับ ก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหว.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเอง แล้วตรัสพระคาถาเพื่อให้ พระนางมัทรีทอดพระเนตรด้วย ว่า
แน่ะพระน้องมัทรี เชิญเธอทอดพระเนตร นั่นพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีพีราชผู้ประเสริฐ นั่นวังของฉันซึ่งพระราชบิดาประทาน ย่อมปรากฏเป็นภาพที่น่ารื่นรมย์ทีเดียว.
ครั้งนั้น พระเวสสันดรมหาสัตว์ยังอำมาตย์ ๖ หมื่น ผู้สหชาติและเหล่าชนอื่นๆ ให้กลับแล้ว ขับรถที่นั่งไปตรัสกะพระนางมัทรีว่า แน่ะพระน้องผู้เจริญ ถ้ายาจกมาข้างหลัง แม่พึงคอยดูไว้ พระนางก็นั่งทอดพระเนตรดูอยู่. ครั้งนั้น มีพราหมณ์ ๔ คนมาไม่ทันรับสัตตสดกมหาทานของพระเวสสันดร จึงไปสู่พระนคร ถามว่า พระเวสสันดรราชเสด็จไปไหน. ครั้นได้ทราบว่า ทรงบริจาคทานเสด็จไปแล้ว. จึงถามว่า พระองค์เสด็จไปเอาอะไรไปบ้าง. ได้ทราบว่า เสด็จทรงรถไป. จึงติดตามไปด้วยคิดว่า พวกเราจักทูลขอม้า ๔ ตัวกะพระองค์. ครั้งนั้น พระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ทั้ง ๔ ตามมา จึงกราบทูลพระภัสดาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ยาจกทั้งหลายกำลังมา. พระมหาสัตว์ก็ทรงหยุดรถพระที่นั่ง พราหมณ์ทั้ง ๔ คนเหล่านั้นมาทูลขอม้าทั้งหลายที่เทียมรถ พระมหาสัตว์ได้พระราชทานม้าทั้ง ๔ ตัวแก่พราหมณ์ ๔ คนเหล่านั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พราหมณ์ทั้งหลายได้ตามพระเวสสันดรมา ได้ทูลขอม้าทั้ง ๔ นั้นต่อพระองค์ พระองค์อันเหล่าพราหมณ์ขอแล้ว ก็พระราชทานม้า ๔ ตัวแก่พราหมณ์ ๔ คน.
ก็เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานม้า ๔ ตัวไปแล้ว งอนรถพระที่นั่งได้ตั้งอยู่ในอากาศนั่นเอง ครั้งนั้น พอพวกพราหมณ์ไปแล้วเท่านั้น เทวบุตร ๔ องค์ จำแลงกายเป็นละมั่งทอง มารองรับงอนรถที่นั่งลากไป.
พระมหาสัตว์ทรงทราบว่า ละมั่งทั้ง ๔ นั้นเป็นเทพบุตร จึงตรัสคาถานี้ว่า
แน่ะพระน้องมัทรี เชิญเธอทอดพระเนตร มฤคทั้ง ๔ มีเพศเป็นละมั่ง เป็นเหมือนม้าที่ฝึกมาดีแล้วนำเราไป ย่อมปรากฏเป็นภาพที่งดงามทีเดียว.
ครั้งนั้น ยังมีพราหมณ์อีกคนหนึ่งมาทูลขอ รถที่นั่งต่อพระเวสสันดร ผู้กำลังเสด็จไปอยู่อย่างนี้ พระมหาสัตว์จึงยังพระโอรสพระธิดาและพระราชเทวีให้เสด็จลง แล้วพระราชทานรถแก่พราหมณ์ ก็ครั้นเมื่อพระมหาสัตว์พระราชทานรถที่นั่งแล้ว เทวบุตรทั้งหลายได้อันตรธานหายไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความที่พระโพธิสัตว์ทรงบริจาครถไปแล้ว จึงตรัสว่า
ครั้งนั้น พราหมณ์นั้นนับเป็นที่ ๕ ที่มาทูลขอรถที่นั่งต่อพระโพธิสัตว์ในป่านี้. พระองค์ก็ประทานมอบรถนั้นแก่พราหมณ์นั้น และพระหฤทัยของพระองค์มิได้ย่อหย่อนเลย.
ต่อนั้น พระราชาเวสสันดรก็ยังคนของพระองค์ ให้เสด็จลงจากรถ ทรงยินดีมอบรถม้าให้แก่พราหมณ์ ผู้แสวงหาทรัพย์.
จำเดิมแต่นั้น กษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดก็เสด็จดำเนินด้วยพระบาท.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้มีพระดำรัสแก่พระนางมัทรีว่า
แน่ะแม่มัทรี แม่จงอุ้มกัณหาชินาเพราะเธอเป็นน้องเบา พี่จักอุ้มพ่อชาลีเพราะเธอเป็นพี่หนัก.
ก็แลครั้นตรัสฉะนี้แล้ว กษัตริย์ทั้งสองก็อุ้มพระโอรสพระธิดาเสด็จไป
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชาเวสสันดรทรงอุ้มพระกุมารชาลี พระมัทรีราชบุตรีทรงอุ้มพระกุมารีกัณหาชินา ต่างทรงบันเทิง ตรัสปิยวาจากะกันและกัน เสด็จไป.
จบทานกัณฑ์
วนปเวสนกัณฑ์
กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ มีพระเวสสันดรเป็นต้น ทอดพระเนตรเห็นคนทั้งหลายที่เดินสวนทางมา จึงตรัสถามว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน. คนทั้งหลายทูลตอบว่า ยังไกล.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ถ้ามนุษย์บางพวกเดินมาตามทาง หรือเดินสวนทางมา เราจะถามมรรคากะพวกนั้นว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน คนพวกนั้นเห็นเราทั้งหลายในป่านั้น จะพากันคร่ำครวญน่าสงสาร พวกเขาแจ้งให้ทราบ อย่างเป็นทุกข์ว่า เขาวงกตยังอยู่อีกไกล.
พระชาลีและพระกัณหาชินาได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ทรงผลต่างๆ สองข้างทางก็ทรงกันแสง ด้วยบุญญานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ ต้นไม้ที่ทรงผลก็น้อมลงมาสัมผัสพระหัตถ์ แต่นั้น พระเวสสันดรก็ทรงเลือกเก็บผลาผลที่สุกดี ประทานแก่สองกุมารกุมารีนั้น พระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงทราบว่า เป็นเหตุอัศจรรย์.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
พระราชกุมารกุมารีทอดพระเนตร เห็นพฤกษชาติเผล็ดผลในป่าใหญ่ ก็ทรงกันแสง เพราะเหตุอยากเสวยผลไม้เหล่านั้น ต้นไม้ทั้งหลายเต็มไปในป่า ประหนึ่งเห็นพระราชกุมารกุมารีทรงกันแสง ก็ร้อนใจน้อมกิ่งลงมาถึงพระราชกุมารกุมารีเอง พระนางมัทรีราชเทวี ผู้งามทั่วองค์ได้ทอดพระเนตรเห็น อัศจรรย์นี้ อันไม่เคยมีมา ทำให้ขนพองสยองเกล้า ก็ยังสาธุการ ให้เป็นไป ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ทำให้ขนพองสยองเกล้ามีในโลก พฤกษชาติทั้งหลายน้อมลงมาเอง ด้วยเดชานุภาพแห่งพระเวสสันดร.
ตั้งแต่เชตุดรราชธานีถึงภูเขาชื่อสุวรรณคิรีตาละ ๕ โยชน์. ตั้งแต่สุวรรณคิรีตาละถึงแม่น้ำชื่อโกนติมารา ๕ โยชน์. ตั้งแต่แม่น้ำโกนติมาราถึงภูเขาชื่ออัญชนคิรี ๕ โยชน์. ตั้งแต่ภูเขาอัญชนคิรีถึงบ้านพราหมณ์ชื่อตุณณวิถนาลิทัณฑ์ ๕ โยชน์. ตั้งแต่บ้านพราหมณ์ตุณณวิถนาลิทัณฑ์ถึงมาตุลนคร ๑๐ โยชน์ รวมตั้งแต่เชตุดรนครถึงแคว้นนั้นเป็น ๓๐ โยชน์. เทวดาย่นมรรคานั้น กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์จึงเสด็จถึงมาตุลนครในวันเดียวเท่านั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เทวดาทั้งหลายย่นมรรคา ด้วยอนุเคราะห์แก่พระราชกุมารกุมารี กษัตริย์ทั้ง ๔ ถึงเจตรัฐ โดยวันที่เสด็จออกนั้นเอง.
ก็แลกษัตริย์ทั้ง ๔ เมื่อเสด็จไป ได้เสด็จดำเนินตั้งแต่เวลาเสวยเช้าแล้ว ลุถึงมาตุลนครในเจตรัฐเวลาเย็น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
กษัตริย์ ๔ พระองค์เสด็จไปสิ้นทางไกลถึงเจตรัฐ ซึ่งเป็นชนบทมั่งคั่ง มีความสุข มีมังสะ สุรา และข้าวมาก.
กาลนั้น มีเจ้าครองอยู่ในมาตุลนคร ๖ หมื่นองค์ พระมหาสัตว์ไม่เสด็จเข้าภายในนคร ประทับพักอยู่ที่ศาลาใกล้ประตูเมือง. ครั้งนั้น พระนางมัทรีชำระเช็ดธุลีที่พระบาทของพระมหาสัตว์ แล้วถวายอยู่งานนวดพระบาท ทรงคิดว่า เราจักยังประชาชนให้รู้ความที่พระเวสสันดรเสด็จมา จึงเสด็จออกจากศาลา ประทับยืนอยู่ที่ประตูศาลาตรงทางประตูเมือง เพราะเหตุนั้น หญิงทั้งหลายผู้เข้าสู่เมืองและออกจากเมือง ก็ได้เห็นพระนางมัทรี ต่างเข้าห้อมล้อมพระองค์.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
สตรีชาวเจตรัฐเห็นพระนางมัทรีผู้มีลักษณะเสด็จมา ก็ปริวิตกว่า พระแม่เจ้าผู้สุขุมาลชาตินี้เสด็จมา ด้วยพระบาท พระนางเคยเสด็จไปไหนๆ ด้วยยานที่หาม หรือพระวอและรถที่นั่ง วันนี้พระนางมัทรีเสด็จดำเนินไปในป่า ด้วยพระบาท.
มหาชนเห็นพระนางมัทรี พระเวสสันดร และพระโอรสทั้งสองพระองค์ เสด็จมาด้วยความเป็นผู้น่าอนาถ จึงไปแจ้งแก่พระยาเจตราชทั้งหลาย พระยาเจตราชทั้ง ๖ หมื่น ก็กันแสงร่ำพิไร มาเฝ้าพระเวสสันดร.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระยาเจตราชทั้งหลายเห็นพระเวสสันดร ก็ร้องให้เข้าไปเฝ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงพระสำราญ ไม่มีพระโรคาพาธแลหรือ พระราชบิดาของพระองค์หาพระโรคาพาธมิได้แลหรือ ชาวนครสีพีก็ไม่มีทุกข์หรือ.
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พลนิกายของพระองค์อยู่ที่ไหน. รถพระที่นั่งของพระองค์อยู่ที่ไหน. พระองค์ไม่มีม้าทรง ไม่มีรถทรง เสด็จดำเนินมาทางไกล ถูกข้าศึกย่ำยีกระมัง จึงเสด็จมาถึงประเทศนี้.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสถึงเหตุการณ์ที่พระองค์เสด็จมาแก่พระยาเจตราชหกหมื่นเหล่านั้น จึงตรัสว่า
แน่ะสหายทั้งหลาย เราไม่มีโรคาพาธ เรามีความสำราญ อนึ่ง พระราชบิดาของเราก็ทรงปราศจากพระโรคาพาธ และชาวสีพีก็สุขสำราญดี แต่เพราะเราให้ช้าง ซึ่งมีงาดุจงอนไถ เป็นราชพาหนะ รู้ชัยภูมิแห่งการยุทธ์ทุกอย่าง ขาวทั่วสรรพางค์ เป็นช้างสูงสุด คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง ซับมัน อาจย่ำยีศัตรูได้ มีงางาม พร้อมด้วยพัดวาลวีชนี มีกายสีขาวเช่นกับเขาไกรลาส พร้อมด้วยเศวตฉัตร ทั้งเครื่องลาดอันงามทั้งหมด ทั้งคนเลี้ยง เป็นราชยานอันประเสริฐ เป็นช้างพระที่นั่ง ให้เป็นทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้ง ๘ คน เพราะเหตุนั้น ชาวสีพีพากันขัดเคืองเรา และพระราชบิดาก็กริ้วขับไล่เรา เราจะไปเขาวงกต แน่ะสหายทั้งหลาย ท่านทั้งหลายรู้โอกาสแห่งที่อยู่ของพวกเราที่จะอยู่ในป่า.
ลำดับนั้น พระยาเจตราชทั้งหลายทูลพระเวสสันดรว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว เสด็จมาแต่ไกลก็เหมือนใกล้ พระองค์ผู้เป็นอิสระเสด็จมาถึงแล้ว สิ่งใดมีอยู่ในประเทศนี้ โปรดรับสั่งให้ทราบเถิด ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์เสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันบริสุทธิ์ ทั้งผัก เหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อ พระองค์เสด็จมาเป็นแขกของข้าพระบาททั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระเวสสันดรตรัสว่า
สิ่งใดอันท่านทั้งหลายให้แล้ว สิ่งนั้นเป็นอันเรารับแล้ว บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายกระทำแล้วทุกอย่าง พระราชบิดาทรงขับไล่เรา เราจะไปเขาวงกต พวกท่านรู้โอกาสแห่งที่อยู่ของพวกเรา ที่จะอยู่ในป่า.
พระยาเจตราชทั้งหลายเหล่านั้นทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอเชิญเสด็จประทับอยู่ ณ เจตรัฐนี้ จนกว่าพระยาเจตราชทั้งหลายไปเฝ้าพระราชบิดาทูลขอโทษ ให้พระราชบิดาทรงเป็นผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญ ทรงทราบว่า พระองค์หาความผิดมิได้ เพราะเหตุนั้น พระยาเจตราชทั้งหลายจะเป็นผู้อิ่มใจได้ที่พึ่งแล้ว รักษาพระองค์แวดล้อมไป ข้าแต่บรมกษัตริย์ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า
ท่านทั้งหลายอย่าชอบใจไปเฝ้าพระราชบิดา เพื่อทูลขอโทษ และเพื่อให้พระองค์ทรงทราบว่า เราไม่มีความผิดเลย เพราะว่า พระองค์มิได้เป็นอิสระในเรื่องนั้น. แท้จริงชาวสีพี กองพล และชาวนิคมเหล่าใด ขัดเคืองแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็ปรารถนาจะกำจัดพระราชบิดา เพราะเหตุแห่งเรา.
พระยาเจตราชเหล่านั้นทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ยังแคว้นให้เจริญ ถ้าพฤติการณ์นั้นเป็นไปในรัฐนี้ ชาวเจตรัฐขอถวายตัวเป็นบริวาร เชิญเสด็จครองราชสมบัติในเจตรัฐนี้ทีเดียว รัฐนี้ก็มั่งคั่งสมบูรณ์ ชนบทก็เพียบพูนกว้างใหญ่ ขอพระองค์ทรงปลงพระหฤทัยปกครองราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระเวสสันดรตรัสว่า
ดูก่อนพระยาเจตบุตรทั้งหลาย ความพอใจหรือความคิดเพื่อครองราชสมบัติ ไม่มีแก่เรา ผู้อันพระชนกนาถ เนรเทศจากแว่นแคว้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรา.
ชาวสีพี กองพล และชาวนิคมทั้งหลายคงจะไม่ยินดีว่า พระยาเจตราชทั้งหลาย อภิเษกเราผู้ถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น ความไม่ปรองดองจะพึงมีแก่พวกท่าน เพราะเราเป็นตัวการสำคัญ อนึ่ง ความบาดหมางและการทะเลาะกับชาวสีพี เราไม่ชอบใจ ใช่แต่เท่านั้น ความบาดหมางพึงรุนแรงขึ้น สงครามอันร้ายกาจก็อาจมีได้ คนเป็นอันมากพึงฆ่าฟันกันเอง เพราะเหตุแห่งเราผู้เดียว.
สิ่งใดอันท่านทั้งหลายให้แล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นอันเรารับไว้แล้ว บรรณาการเป็นอันท่านทั้งหลายกระทำแล้วทุกอย่าง พระราชบิดาทรงขับไล่เรา เราจักไปเขาวงกต ท่านทั้งหลายรู้ โอกาสแห่งที่อยู่ของพวกเรา ที่จะอยู่ในป่า.
ก็และครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ แม้พวกพระยาเจตราชทูลวิงวอนโดยอเนกปริยาย ก็ไม่ทรงปรารถนาราชสมบัติ ครั้งนั้น พระยาเจตราชทั้งหลายได้ทำสักการะใหญ่แด่พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ไม่ปรารถนาจะเสด็จเข้าภายในพระนคร ครั้งนั้น พวกพระยาเจตราชจึงตกแต่งศาลานั้น กั้นพระวิสูตร ตั้งพระแท่นบรรทม ทั้งหมดช่วยกันแวดล้อมรักษา พระเวสสันดรพักแรมอยู่ ๑ ราตรี เหล่าพระยาเจตราชเหล่านั้นสงเคราะห์รักษา บรรทมที่ศาลา. รุ่งขึ้นสรงน้ำแต่เช้า เสวยโภชนาหารมีรสเลิศต่างๆ พระยาเจตราชเหล่านั้นแวดล้อม เสด็จออกจากศาลา พระยาเจตราชหกหมื่นเหล่านั้น โดยเสด็จด้วยพระเวสสันดร สิ้นระยะทาง ๑๕ โยชน์ หยุดอยู่ที่ประตูป่า.
เมื่อจะทูลระยะทางข้างหน้าอีก ๑๕ โยชน์ จึงกล่าวว่า
เชิญเสด็จเถิด ข้าพระองค์ทั้งหลายจักกราบทูลพระองค์ ให้ทรงทราบ อย่างที่คนฉลาดจะกราบทูล เสลบรรพต ซึ่งเป็นที่สงบของปวงราชฤาษี ผู้มีการบูชาเพลิงเป็นวัตร มีจิตตั้งมั่น โน่น ชื่อว่า คันธมาทน์ พระองค์จะประทับกับพระโอรสทั้งสอง และพระมเหสี.
พระยาเจตราชทั้งหลายร้องไห้ น้ำตาไหลอาบหน้า พร่ำทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์บ่ายพระพักตร์ตรงต่อทิศอุดร เสด็จไปจากที่นี้ โดยมรรดาใด ถัดนั้น พระองค์จักทอดพระเนตรเห็นวิปุลบรรพต อันเกลื่อนไปด้วยหมู่ไม้ต่างๆ มีเงาเย็นน่ารื่นรมย์ โดยมรรคานั้น ถัดนั้น พระองค์เสด็จพ้นวิปุลบรรพตนั้นแล้ว จักทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำเกตุมดี ลึกเป็นน้ำไหลมาแต่ซอกเขา ดาดาษไปด้วยมัจฉาชาติ แลมีท่าอันดี น้ำมากจงสรงเสวยที่แม่น้ำนั้น ให้พระโอรสพระธิดาและพระมเหสีทรงยินดี.
ถัดนั้น พระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นไม้ไทร มีผลพิเศษรสหวาน ซึ่งเกิดอยู่ที่ภูเขาน่ารื่นรมย์ มีเงาเย็นน่ายินดี ถัดนั้น พระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็น บรรพตชื่อนาลิกะ เกลื่อนไปด้วยหมู่นกต่างๆ แล้วไปด้วยศิลา เกลื่อนไปด้วยหมู่กินนร มีสระชื่อมุจลินท์ อยู่ด้านทิศอีสานแห่งนาลิกบรรพต ปกคลุมด้วยบุณฑริกและอุบลขาวมีประการต่างๆ และดอกไม้มีกลิ่นหอมหวล ถัดนั้น พระองค์จะเสด็จถึงวนประเทศคล้ายหมอก มีหญ้าแพรกเขียวอยู่เป็นนิตย์ แล้วเสด็จหยั่งลงสู่ไพรสณฑ์ ซึ่งปกคลุมด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสอง ดั่งราชสีห์เพ่งเหยื่อหยั่งลงสู่ไพรสณฑ์ ฉะนั้น. ฝูงนกในหมู่ไม้ซึ่งมีดอกบานแล้ว ตามฤดูกาลนั้น มีมากมีสีต่างๆ ร้องกลมกล่อมอื้ออึง ต่างร้องประสานเสียงกัน.
ถัดนั้น พระองค์จักเสด็จถึงซอกเขาอันเป็นทางกันดารเดินลำบาก เป็นแดนเกิดแห่งแม่น้ำทั้งหลาย จะได้ทอดพระเนตร เห็นสระโบกขรณีอันดาดาษ ด้วยสลอดน้ำและกุ่มบก มีหมู่ปลาหลากหลายเกลื่อนกล่น มีท่าเรียบราบ มีน้ำมากเปี่ยมอยู่เสมอ เป็นสระสี่เหลี่ยมมีน้ำจืดดี ไม่มีกลิ่นเหม็น.
พระองค์จงสร้างบรรณศาลา ด้านทิศอีสานแห่งสระโบกขรณีนั้น ครั้นทรงสร้างบรรณศาลาสำเร็จแล้ว ประทับสำราญพระอิริยาบถ ประพฤติแสวงหามูลผลาหาร.
พระยาเจตราชทั้งหลายกราบทูลมรรคา ๑๕ โยชน์ แด่พระเวสสันดร อย่างนี้แล้วส่งเสด็จ คิดว่า ปัจจามิตรคนใดคนหนึ่ง อย่าพึงได้โอกาสประทุษร้ายเลย เพื่อจะบรรเทาภยันตรายแห่งพระเวสสันดรเสีย จึงให้เรียกพรานป่าคนหนึ่ง ชื่อเจตบุตร. เป็นคนฉลาดศึกษาดีแล้ว มาสั่งว่า เจ้าจงกำหนดตรวจตราคนทั้งหลายที่ไปๆ มาๆ สั่งฉะนี้แล้ว ให้อยู่รักษาประตูป่า แล้วกลับไปสู่นครของตน.
ฝ่ายพระเวสสันดรพร้อมด้วยพระราชโอรสพระราชธิดาและพระราชเทวี เสด็จถึงเขาคันธมาทน์ ประทับยับยั้งอยู่ ณ ที่นั่นตลอดวัน แต่นั่นบ่ายพระพักตร์ทิศอุดร เสด็จลุถึงเชิงเขาวิปุลบรรพต ประทับนั่งที่ฝั่งเกตุมดีนที เสวยเนื้อมีรสอร่อย ซึ่งนายพรานป่าผู้หนึ่งถวาย พระราชทานเข็มทองคำแก่นายพรานนั้น ทรงสรงสนานที่แม่น้ำนั้น มีความกระวนกระวายสงบ เสด็จขึ้นจากแม่น้ำ ประทับนั่ง ณ ร่มไม้นิโครธ ที่ตั้งอยู่ยอดสานุบรรพตหน่อยหนึ่ง เสวยผลนิโครธ ทรงลุกขึ้นเสด็จไปถึงนาลิกบรรพต เมื่อเสด็จต่อไปก็ถึงสระมุจลินท์ เสด็จไปตามฝั่งสระถึงมุมด้านทิศอีสาน เสด็จเข้าสู่ชัฎไพรโดยทางเดินได้คนเดียว ล่วงที่นั้นก็บรรลุถึงสระโบกขรณีสี่เหลี่ยม ข้างหน้าของภูเขาทางกันดาร เป็นแดนเกิดแห่งแม่น้ำทั้งหลาย.
ขณะนั้น พิภพของท้าวสักกเทวราชสำแดงอาการเร่าร้อน ท้าวสักกะทรงพิจารณาก็ทรงทราบเหตุการณ์นั้น จึงทรงดำริว่า พระมหาสัตว์เสด็จเข้าสู่หิมวันตประเทศ พระองค์ควรได้ที่เป็นที่ประทับ จึงตรัสเรียก พระวิสสุกรรมเทพบุตรมาสั่งว่า ดูก่อนพ่อ ท่านจงไปสร้างอาศรมบทในสถานที่อันเป็นรมณีย์ ณ เวิ้งเขาวงกตแล้วกลับมา สั่งฉะนี้แล้ว ทรงส่งพระวิสสุกรรมไป. พระวิสสุกรรมรับเทวบัญชาว่า สาธุ. แล้วลงจากเทวโลกไป ณ ที่นั้น เนรมิตบรรณศาลา ๒ หลัง ที่จงกรม ๒ แห่ง และที่อยู่กลางคืน ที่อยู่กลางวัน แล้วให้มีกอไม้อันวิจิตรด้วยดอกต่างๆ และดงกล้วยในสถานที่นั้นๆ แล้วตกแต่งบรรพชิตบริขารทั้งปวง จารึกอักษรไว้ว่า ท่านผู้หนึ่งผู้ใดใคร่จะบวช ก็จงใช้บริขารเหล่านี้ แล้วห้ามกันเสียซึ่งเหล่าอมนุษย์ และหมู่เนื้อหมู่นกที่มีเสียงน่ากลัว แล้วกลับที่อยู่ของตน.
ฝ่ายพระมหาสัตว์ทอดพระเนตร เห็นทางเดินคนเดียว ทรงกำหนดว่า จักมีสถานที่อยู่ของพวกบรรพชิต จึงให้พระนางมัทรีและพระราชโอรสธิดาพักอยู่ที่ทวารอาศรมบท พระองค์เองเสด็จเข้าสู่อาศรมบท ทอดพระเนตรเห็นอักษรทั้งหลาย ก็ทรงทราบความที่ท้าวสักกะประทาน ด้วยเข้าพระทัยว่า ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็นเราแล้ว จึงเปิดทวารบรรณศาลาเสด็จเข้าไป ทรงเปลื้องพระแสงขรรค์ และพระแสงศรทั้งพระภูษา ทรงนุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดง พาดหนังเสือบนพระอังสา เกล้ามณฑลชฎาทรงถือเพศฤาษี ทรงจับธารพระกร เสด็จออกจากบรรณศาลา ยังสิริแห่งบรรพชิตให้ตั้งขึ้นพร้อม ทรงเปล่งอุทานว่า โอ เป็นสุข เป็นสุขอย่างยิ่ง เราได้ถึงบรรพชาแล้ว เสด็จขึ้นสู่ที่จงกรม เสด็จจงกรมไปมา แล้วเสด็จไปสำนักพระราชโอรสธิดาและพระราชเทวี ด้วยความสงบเช่นกับพระปัจเจกพุทธเจ้า. ฝ่ายพระนางมัทรีเทวี เมื่อทอดพระเนตรเห็นก็ทรงจำได้ ทรงหมอบลงที่พระบาทแห่งพระมหาสัตว์ ทรงกราบแล้วทรงกันแสง เข้าสู่อาศรมบทกับด้วยพระมหาสัตว์ แล้วไปสู่บรรณศาลาของพระนาง ทรงนุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดง พาดหนังเสือบนพระอังสา เกล้ามณฑลชฎา ทรงถือเพศเป็นดาบสินี. ภายหลังให้พระโอรสพระธิดา เป็นดาบสกุมารดาบสินีกุมารี. กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ประทับอยู่ ที่เวิ้งแห่งคีรีวงกต. ครั้งนั้น พระนางมัทรีทูลขอพรแต่พระเวสสันดรว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ไม่ต้องเสด็จไปสู่ป่า เพื่อแสวงหาผลไม้ จงเสด็จอยู่ ณ บรรณศาลากับพระราชโอรสและพระราชธิดา หม่อมฉันจะนำผลาผลมาถวาย.
จำเดิมแต่นั้นมา พระนางนำผลาผลมาแต่ป่า บำรุงปฏิบัติพระราชสวามีและพระราชโอรสพระราชธิดา. ฝ่ายพระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์ก็ทรงขอพรกะพระนางมัทรีว่า แน่ะพระน้องมัทรีผู้เจริญ จำเดิมแต่นี้เราทั้งสองชื่อว่า เป็นบรรพชิตแล้ว ขึ้นชื่อว่า หญิงเป็นมลทินแก่พรหมจรรย์ ตั้งแต่นี้ไป เธออย่ามาสู่สำนักฉัน ในเวลาไม่สมควร. พระนางทรงรับว่า สาธุ. แม้เหล่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งปวงในที่ ๓ โยชน์โดยรอบ ได้เฉพาะซึ่งเมตตาจิตต่อกันและกัน ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาของพระมหาสัตว์. พระนางมัทรีเทวีเสด็จอุฏฐาการแต่เช้า ตั้งน้ำดื่มน้ำใช้แล้ว นำน้ำบ้วนพระโอฐ น้ำสรงพระพักตร์มา ถวายไม้ชำระพระทนต์ กวาดอาศรมบท ให้พระโอรสพระธิดาทั้งสอง อยู่ในสำนักพระชนก แล้วทรงถือกระเช้า เสียมขอเสด็จเข้าไปสู่ป่า หามูลผลาผลในป่าให้เต็มกระเช้า เสด็จกลับจากป่า ในเวลาเย็น เก็บงำผลาผลไว้ในบรรณศาลาแล้วสรงน้ำ และให้พระโอรสพระธิดาสรง. ครั้งนั้น กษัตริย์ทั้ง ๔ องค์ ประทับนั่งเสวยผลาผลแทบทวารบรรณศาลา แต่นั้น พระนางมัทรีพาพระชาลีและพระกัณหาชินา ไปสู่บรรณศาลา กษัตริย์ทั้ง ๔ ประทับอยู่ ณ เวิ้งเขาวงกตสิ้น ๗ เดือน โดยทำนองนี้แล ด้วยประการฉะนี้.
จบวนปเวสนกัณฑ์
ชูชกบรรพ
กาลนั้นมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า ชูชก เป็นชาวบ้านพราหมณ์ชื่อทุนนวิฏฐะ ในกาลิงครัฐ เที่ยวภิกขาจารได้ทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะ ฝากไว้ที่สกุลพราหมณ์แห่งหนึ่ง แล้วไปเพื่อประโยชน์แสวงหาทรัพย์อีก. เมื่อชูชกไปช้านาน สกุลพราหมณ์นั้นก็ใช้กหาปณะเสียหมด ภายหลังชูชกกลับมาทวง ก็ไม่สามารถจะให้ทรัพย์นั้น จึงยกธิดาชื่อ นางอมิตตตาปนา ให้ชูชก. ชูชกจึงพานางอมิตตตาปนาไปอยู่บ้านทุนนวิฏฐพราหมณ์คามในกาลิงครัฐ นางอมิตตตาปนาได้ปฏิบัติพราหมณ์โดยชอบ.
ครั้งนั้น พวกพราหมณ์หนุ่มๆ เหล่าอื่น เห็นอาจารสมบัติของนาง จึงคุกคามภรรยาของตนๆ ว่า นางอมิตตตาปนานี้ปฏิบัติพราหมณ์ชราโดยชอบ พวกเจ้าทำไมประมาทต่อเราทั้งหลาย. ภรรยาพราหมณ์เหล่านั้นจึงคิดว่า พวกเราจักยังนางอมิตตตาปนานี้ให้หนีไปเสียจากบ้านนี้ คิดฉะนี้แล้ว จึงไปประชุมกันด่านางอมิตตตาปนาที่ท่าน้ำ เป็นต้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อชูชก มีปกติอยู่ในกาลิงครัฐ ภรรยาสาวของพราหมณ์นั้นชื่ออมิตตตาปนา นางพราหมณีเหล่านั้นในหมู่บ้านนั้นไปตักน้ำที่ท่าน้ำ เป็นประหนึ่งแตกตื่นกัน มาประชุมกันกล่าวบริภาษนางอมิตตตาปนาว่า
แน่ะนางอมิตตตาปนา บิดามารดาของเจ้า เมื่อเจ้ายังเป็นสาวอยู่อย่างนี้ ยังมอบตัวเจ้าให้แก่ชูชกพราหมณ์แก่ได้ พวกญาติของเจ้าผู้มอบตัวเจ้าแก่พราหมณ์แก่ ทั้งที่เจ้ายังเป็นสาวอยู่อย่างนี้ เขาอยู่ในที่ลับปรึกษากันถึง เรื่องไม่เป็นประโยชน์ เรื่องทำชั่ว เรื่องลามก เรื่องไม่ยังใจให้เอิบอาบ เจ้าอยู่กับผัวแก่ไม่ยังใจให้เอิบอาบ เจ้าอยู่กับผัวแก่ เจ้าตายเสียดีกว่ามีชีวิตอยู่ บิดามารดาของเจ้าคงหาชายอื่นให้เป็นผัวไม่ได้แน่ จึงยกเจ้าซึ่งยังเป็นสาวอยู่อย่างนี้ให้พราหมณ์แก่.
เจ้าคงจักบูชายัญไว้ไม่ดี ในดิถีที่ ๙ คงจักไม่ได้ทำการบูชาไฟไว้ เจ้าคงจักด่าสมณพราหมณ์ผู้มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า ผู้มีศีล เป็นพหูสูต ในโลกเป็นแน่ จึงได้มาอยู่ในเรือนพราหมณ์แก่แต่ยังเป็นสาวอยู่อย่างนี้ ถูกงูกัดก็ไม่เป็นทุกข์ ถูกแทงด้วยหอกก็ไม่เป็นทุกข์ การที่เห็นผัวแก่นั้นแล เป็นความทุกข์ด้วย เป็นความร้ายกาจด้วย. การเล่นหัว การรื่นรมย์ย่อมไม่มีกับผัวแก่ การเจรจาปราศรัยก็ไม่มี แม้การกระซิกกระซี้ก็ไม่งาม. เมื่อใด ผัวหนุ่มเมียสาวเย้าหยอกกันอยู่ในที่ลับ เมื่อนั้นความเศร้าโศกทุกอย่างที่เสียดแทงหัวใจอยู่ ย่อมพินาศไปสิ้น. เจ้ายังเป็นสาวรูปสวย พวกชายปรารถนายิ่งนัก เจ้าจงไปอยู่เสียที่ตระกูลญาติเถิด คนแก่จักให้เจ้ารื่นรมย์ได้อย่างไร.
นางอมิตตตาปนาได้รับบริภาษแต่สำนักนางพราหมณีเหล่านั้น ก็ถือหม้อน้ำร้องไห้กลับไปเรือน ครั้นชูชกถามว่า ร้องไห้ทำไม.
เมื่อจะแจ้งความแก่ชูชก จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าแต่พราหมณ์ ฉันจะไม่ไปสู่แม่น้ำเพื่อน้ำตักมาให้ท่าน. ข้าแต่พราหมณ์ พราหมณีทั้งหลายบริภาษฉัน เพราะเหตุที่ท่านเป็นคนแก่.
ความของคาถานั้นว่า ข้าแต่พราหมณ์ พราหมณีทั้งหลายบริภาษฉันเพราะท่านแก่ เพราะฉะนั้น จำเดิมแต่นี้ไป ฉันจักไม่ไปสู่แม่น้ำตักน้ำมาให้ท่าน.
ชูชกกล่าวว่า
แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าอย่าได้ทำการงานเพื่อฉันเลย อย่าตักน้ำมาเพื่อฉันเลย ฉันจักตักน้ำเอง เจ้าอย่าขัดเคืองเลย.
พราหมณีอมิตตตาปนากล่าวว่า
แน่ะพราหมณ์ ฉันไม่ได้เกิดในตระกูลที่ใช้ผัวให้ตักน้ำ ท่านจงรู้อย่างนี้ ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน ถ้าท่านจักไม่นำทาสหรือทาสีมาให้ฉัน ท่านจงรู้อย่างนี้ ฉันจักไม่อยู่ในสำนักของท่าน.
ชูชกกล่าวว่า
แน่ะพราหมณี พื้นฐานศิลปะหรือสมบัติ คือทรัพย์และข้าวเปลือกของฉันไม่มี ฉันจะหาทาสหรือทาสีมาเพื่อนางผู้เจริญแต่ไหน ฉันจักบำรุงนางผู้เจริญเอง แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าอย่าขัดเคืองเลย.
นางอมิตตตาปนาอันเทวดาดลใจ กล่าวกะพราหมณ์ชูชกว่า
มาเถิดท่าน ฉันจักบอกท่านตามที่ฉันได้ยินมา พระราชาเวสสันดรนั้นประทับอยู่ที่เขาวงกต ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงไปทูลขอทาสและทาสีกะพระองค์ เมื่อท่านทูลขอแล้ว พระองค์ผู้เป็นขัตติยชาติจักพระราชทานทาสและทาสีแก่ท่าน.
ชูชกกล่าวว่า
ฉันเป็นคนแก่ ไม่มีกำลัง และหนทางก็ไกล ไปแสนยาก แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าอย่าคร่ำครวญไปเลย อย่าน้อยใจเลย ฉันจักบำรุงนางผู้เจริญเอง เจ้าอย่าขัดเคืองฉันเลย.
พราหมณีอมิตตตาปนากล่าวว่า
คนขลาดยังไม่ทันถึงสนามรบ ไม่ทันได้รบก็ยอมแพ้ ฉันใด ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ทันได้ไปเลยก็ยอมแพ้ ฉันนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านไม่หาทาสและทาสีมาให้ฉัน ท่านจงรู้อย่างนี้ ฉันจักไม่อยู่ในเรือนของท่าน เมื่อใด ท่านเห็นฉันแต่งกายในงานมหรสพประกอบด้วยนักขัตฤกษ์ หรือพิธีตามที่เคยมี เมื่อนั้น ความทุกข์ก็จักมีแก่ท่าน เมื่อฉันรื่นรมย์กับด้วยชายอื่นๆ ความทุกข์ก็จักมีแก่ท่าน เมื่อท่านผู้ชราแล้วพิไรคร่ำครวญอยู่ เพราะไม่เห็นฉัน ร่างกายที่งอก็จักงอยิ่งขึ้น ผมที่หงอกก็จักหงอกมากขึ้น.
ชูชกพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น ก็ตกใจกลัว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พราหมณ์ชูชกนั้นก็ตกใจกลัว ตกอยู่ในอำนาจของนางอมิตตตาปนาพราหมณี ถูกกามราคะบีบคั้น ได้กล่าวกะนางว่า แน่ะนางพราหมณี เจ้าจงจัดเสบียงเดินทางเพื่อฉัน คือจัดขนมที่ทำด้วยงา ขนมที่ปรุงด้วยน้ำตาล ขนมที่ทำเป็นก้อนด้วยน้ำผึ้ง ทั้งสัตตุก้อนสัตตุผงและข้าวผอก จัดให้ดี ฉันจักนำพี่น้องสองกุมารมาให้เป็นทาส กุมารกุมารีทั้งสองนั้นจักไม่เกียจคร้าน บำเรอปฏิบัติเจ้าตลอดคืนตลอดวัน.
นางอมิตตตาปนารีบตระเตรียมเสบียง แล้วบอกแก่พราหมณ์ชูชก. ชูชกซ่อมประตูเรือน ทำที่ชำรุดให้มั่นคง หาฟืนแต่ป่ามาไว้ เอาหม้อตักน้ำใส่ไว้ในภาชนะทั้งปวงในเรือนจนเต็ม แล้วถือเพศเป็นดาบสในเรือนนั้นนั่นเอง สอนนางอมิตตตาปนาว่า แน่ะนางผู้เจริญ จำเดิมแต่นี้ไป ในเวลาค่ำมืดเจ้าอย่าออกไปนอกบ้าน. จงเป็นผู้ไม่ประมาท จนกว่าฉันจะกลับมา สอนฉะนั้นแล้วสวมรองเท้า ยกถุงย่ามบรรจุเสบียงขึ้นสะพายบ่า ทำประทักษิณนางอมิตตตาปนา มีนัยน์ตาเต็มด้วยน้ำตาร้องไห้หลีกไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์พรหมทำกิจนี้เสร็จแล้ว สวมรองเท้า แต่นั้น แกเรียกนางอมิตตตาปนาผู้ภรรยา มาพร่ำสั่งเสีย ทำประทักษิณภรรยา สมาทานวัตร มีหน้านองด้วยน้ำตา หลีกไปสู่นคร อันเจริญรุ่งเรืองของชาวสีพี เที่ยวแสวงหาทาสและทาสี.
ชูชกไปสู่นครนั้น เห็นชนประชุมกัน จึงถามว่า พระราชาเวสสันดรเสด็จไปไหน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พราหมณ์ชูชกไปในนครนั้นแล้ว ได้ถามประชาชนที่มาประชุมกันอยู่ในที่นั้นๆ ว่า พระเวสสันดรราชาประทับอยู่ที่ไหน เราทั้งหลายจะไปเฝ้าพระบรมกษัตริย์ได้ที่ไหน. ชนทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นได้ตอบพราหมณ์นั้นว่า
ดูก่อนพราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป ถึงถูกขับไล่จากแว่นแคว้นของพระองค์ เสด็จไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต ดูก่อนพราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ถูกพวกท่านเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป จึงทรงพาพระโอรสพระธิดา และพระมเหสีเสด็จไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต.
ชนเหล่านั้นกล่าวกะชูชกว่า พวกแกทำพระราชาของพวกเราให้พินาศแล้ว ยังมายืนอยู่ในที่นี้อีก กล่าวฉะนี้ แล้วก็ถือก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ไล่ตามชูชกไป ชูชกถูกเทวดาดลใจ ก็ถือเอามรรคาที่ไปเขาวงกตทีเดียว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พราหมณ์ชูชกถูกนางอมิตตตาปนาเตือนแล้ว เป็นผู้ติดใจในกาม จึงประสบทุกข์นั้น ในป่าที่เกลื่อนไปด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองเสพอาศัย. แกถือไม้เท้ามีสีดังผลมะตูม อีกทั้งเครื่องบูชาไฟและเต้าน้ำ เข้าไปสู่ป่าใหญ่ ซึ่งแกได้ฟังว่า พระเวสสันดรราชฤาษี ผู้ประทานผลที่บุคคลปรารถนาประทับอยู่ ฝูงสุนัขป่าก็ล้อมพราหมณ์นั้นผู้เข้าไปสู่ป่าใหญ่ แกหลงทางร้องไห้ ได้หลีกไปไกลจากทางไปเขาวงกต. แต่นั้น แกผู้โลภในโภคะ ไม่มีความสำรวมเดินไปแล้ว หลงทางที่จะไปสู่เขาวงกต ถูกฝูงสุนัขล้อมไว้ นั่งบนต้นไม้ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้.
ชูชกนั้นถูกฝูงสุนัขล้อมไว้ ขึ้นนั่งบนต้นไม้ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดร พระราชบุตรผู้ประเสริฐ ผู้ทรงชำนะมัจฉริยะ ไม่ปราชัยอีก ผู้ประทานความปลอดภัยในเวลามีภัยแก่เรา พระองค์เป็นที่อาศัยของเหล่ายาจก เช่นธรณีดลเป็นที่อาศัยแห่งเหล่าสัตว์.
ใครจะบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราช ผู้เปรียบเหมือนแม่ธรณีแก่เราได้ พระองค์เป็นที่ไปเฝ้าของเหล่ายาจก ดังสาครเป็นที่ไหลไปแห่งแม่น้ำน้อยใหญ่. ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดร ผู้เปรียบเหมือนสาครแก่เราได้ พระองค์เป็นดังสระน้ำมีท่าอันงาม ลงดื่มได้ง่ายมีน้ำเย็น น่ารื่นรมย์ ดารดาษไปด้วยดอกบุณฑริกบัวขาบ ประกอบด้วยละอองเกสร.
ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดร ผู้เปรียบเสมือนสระน้ำแก่เราได้ พระองค์เปรียบประหนึ่งต้นนิโครธใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน. ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราชแก่เราได้ พระองค์เปรียบเหมือนต้นไทรที่ใกล้ทาง มีร่มเงา น่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน.
ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราชแก่เราได้ พระองค์เปรียบเหมือนต้นมะม่วงที่ใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน. ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราชแก่เราได้ พระองค์เปรียบเหมือนต้นรังที่ใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ. เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน.
ใครจะพึงบอกข่าวพระเวสสันดรมหาราชแก่เราได้ พระองค์เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ทาง มีร่มเงาน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่พักอาศัยของคนเดินทาง ผู้เมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยมาในเวลาร้อน. ใครจะแจ้งข่าวของพระองค์ ผู้ทรงคุณเห็นปานนั้นแก่เรา. เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่ พร่ำเพ้ออยู่อย่างนี้. บุคคลใดบอกว่า ข้าพเจ้ารู้ข่าว บุคคลนั้นชื่อว่ายังความร่าเริงให้เกิดแก่เรา.
อนึ่ง เมื่อเราเข้าไปในป่าใหญ่ พร่ำเพ้ออยู่อย่างนี้ บุคคลใดบอกข่าวว่า ข้าพเจ้ารู้จักราชนิวาสสถานของพระเวสสันดร บุคคลนั้นพึงประสพบุญมิใช่น้อย ด้วยคำบอกเล่าคำเดียวนั้น.
พรานเจตบุตรเป็นพรานล่าเนื้อ ที่เหล่าพระยาเจตราชตั้งไว้ เพื่ออารักขาพระเวสสันดร. เที่ยวอยู่ในป่า ได้ยินเสียงคร่ำครวญของชูชกนั้น จึงคิดว่า พราหมณ์นี้ย่อมคร่ำครวญอยากจะพบพระเวสสันดร. แต่แกคงไม่ได้มาตามธรรมดา คงจักขอพระมัทรีหรือพระโอรสพระธิดา เราจักฆ่าแกเสียในที่นี้แหละ. คิดฉะนี้ แล้วจึงไปใกล้ชูชก กล่าวว่า ตาพราหมณ์ ข้าจักไม่ให้ชีวิตแก. กล่าวฉะนี้ แล้วยกหน้าไม้ขึ้นสายขู่จะยิง.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พรานผู้เที่ยวอยู่ในป่าชื่อเจตบุตร กล่าวแก่ชูชกว่า แน่ะพราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ถูกพวกแกเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป จึงถูกขับไล่ออกจาก แว่นแคว้นของพระองค์ เสด็จไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต. แน่ะพราหมณ์ พระเวสสันดรบรมกษัตริย์ถูกพวกแกเบียดเบียน เพราะทรงให้ทานมากไป จนต้องพาพระโอรสพระธิดาและพระมเหสีเสด็จไปประทับอยู่ ณ เขาวงกต. แกเป็นคนมีปัญญาทราม ทำสิ่งที่มิใช่กิจ มาจากรัฐสู่ป่าใหญ่ แสวงหาพระราชบุตร ดุจนกยางหาปลา. แน่ะพราหมณ์ ข้าจักไม่ไว้ชีวิตแก ในที่นี้ เพราะลูกศรนี้อันข้ายิงไปแล้ว จักดื่มโลหิตแก. แน่ะพราหมณ์ ข้าจักตัดหัวของแก เชือดเอาหัวใจพร้อมทั้งไส้พุง แล้วจักบูชาปันถสกุณยัญพร้อมด้วยเนื้อของแก. แน่ะพราหมณ์ ข้าจักเฉือนหัวใจของแกพร้อมด้วยเนื้อ มันข้น และเยื่อในสมองของแกบูชายัญ. แน่ะพราหมณ์ ข้าจักบูชาบวงสรวงด้วยเนื้อของแก จักไม่ให้แกนำพระราชเทวี พระโอรสพระธิดาของพระราชบุตรเวสสันดรไป.
ชูชกได้ฟังคำของพรานเจตบุตรแล้ว ก็ตกใจกลัวแต่มรณภัย เมื่อจะกล่าวมุสาวาท จึงกล่าวว่า
ดูก่อนเจตบุตร ข้าเป็นพราหมณทูตไม่ควรฆ่า เจ้าจงฟังข้าก่อน เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายจึงไม่ฆ่าทูต นี่เป็นธรรมเนียมเก่า ชาวสีพีทั้งปวงหายขัดเคือง พระชนกก็ทรงปรารถนาจะพบพระเวสสันดร ทั้งพระชนนีของท้าวเธอก็ถอยพระกำลัง พระเนตรทั้งสองพึงเสื่อมโทรม โดยกาลไม่นาน. ดูก่อนเจตบุตร ข้าเป็นผู้อันพระราชาพระราชินี ทรงส่งมาเป็นทูต เจ้าจงฟังข้าก่อน ข้าจักเชิญพระเวสสันดรราชโอรสกลับ ถ้าเจ้ารู้จงบอกหนทางแก่เรา.
กาลนั้น พรานเจตบุตรก็มีความโสมนัส ด้วยคิดว่า ได้ยินว่า บัดนี้ พราหมณ์นี้จะมาเชิญเสด็จพระเวสสันดรกลับ จึงผูกสุนัขทั้งหลายไว้ให้อยู่ที่ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วให้ชูชกลงจากต้นไม้ ให้นั่งบนที่ลาดกิ่งไม้ ให้โภชนาหาร. เมื่อจะทำปฏิสันถาร จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าแต่ตาพราหมณ์ ตาเป็นทูตที่รักของพระเวสสันดรผู้เป็นที่รักของข้า ข้าจะให้กระบอกน้ำผึ้งและขาเนื้อย่างเป็นบรรณาการแก่ตา และจักบอกประเทศที่ พระเวสสันดรผู้ประทานความประสงค์ประทับอยู่แก่ตา.
จบชูชกบรรพ
จุลวนวรรณนา
พรานเจตบุตรให้พราหมณ์ชูชกบริโภคแล้ว ให้กระบอกน้ำผึ้งและขาเนื้อย่างแก่ชูชก เพื่อเป็นเสบียงเดินทางอย่างนี้แล้ว ยืนที่หนทางยกมือเบื้องขวาขึ้น.
เมื่อจะแจ้งโอกาสเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระเวสสันดรมหาสัตว์ จึงกล่าวว่า
ดูก่อนมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์ล้วนแล้วไปด้วยศิลา ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา. ทรงเพศบรรชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง
ทิวไม้เขียวนั้นทรงผลต่างๆ และภูผาสูงยอดเสียดเมฆเขียวชะอุ่ม. นั่นแลเป็นเหล่าอัญชนภูผาเห็นปรากฏอยู่ นั่นเหล่าไม้ตะแบก ไม้หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้สะคร้อและเถายางทราย อ่อนไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุราครั้งแรกก็โซเซ ฉะนั้น. เหล่านกโพระดก นกดุเหว่า ส่งเสียงร้องบนกิ่งต้นไม้ พึงฟังดุจสังคีตโผผินบินจากต้นนั้นสู่ต้นนี้. กิ่งไม้และใบไม้ทั้งหลาย อันลมให้หวั่นไหวแล้วเสียดสีกัน ดังจะชวนบุคคลผู้ผ่านไปให้มายินดี และยังบุคคลผู้อยู่ในที่นั้นให้เพลิดเพลิน ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดรพร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.
พรานเจตบุตร เมื่อจะพรรณนาถึงอาศรมบทให้ยิ่งขึ้นกว่าที่กล่าวมาแล้วนั้น จึงกล่าวว่า
ที่บริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้มะม่วง มะขวิด ขนุน ไม้รัง ไม้หว้า สมอพิเภก สมอไทย มะขามป้อม ไม้โพธิ์ พุทรา มะพลับทอง ไม้ไทร ไม้มะสัง ไม้มะซางมีรสหวาน งามรุ่งเรือง และมะเดื่อผลสุก อยู่ในที่ต่ำทั้งกล้วยงาช้าง กล้วยหอม ผลจันทน์มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ในป่านั้นมีรวงผึ้งไม่มีตัว คนถือเอาบริโภคได้เอง.
อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีดงมะม่วงตั้งอยู่ บางต้นกำลังออกช่อ บางต้นมีผลเป็นหัวแมลงวัน บางต้นมีผลห่ามเป็นปากตะกร้อ บางต้นมีผลสุก ทั้งสองอย่างนั้นมีพรรณดังสีหลังกบ. อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น บุรุษยืนอยู่ใต้ต้นก็เก็บมะม่วงสุกกินได้. ผลมะม่วงดิบและสุกทั้งหลาย มีสีสวยกลิ่นหอมรสอร่อยที่สุด.
เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้าเหลือเกิน. ถึงกับออกอุทานว่า อือๆ ที่ประทับของพระเวสสันดรนั้น เป็นดังที่อยู่แห่งเทวดาทั้งหลาย งดงามปานนันทนวัน. มีหมู่ตาล มะพร้าว และอินทผลัมในป่าใหญ่ ราวกะระเบียบดอกไม้ที่ช่างร้อยกรองตั้งไว้ ปรากฏดังยอดธง วิจิตรด้วยบุปผชาติมีพรรณต่างๆ เหมือนดาวเรื่อเรืองอยู่ในนภากาศ แลมีไม้มูกมัน โกฐ สะค้าน และแคฝอย บุนนาค บุนนาคขาและทองหลาง มีดอกบานสะพรั่ง.
อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะเกลือ กฤษณา รักดำ ก็มีมาก ต้นไทรใหญ่ ไม้รกฟ้า ไม้ประดู่ มีดอกบานสะพรั่งในบริเวณอาศรมนั้น. มีไม้อัญชันเขียว ไม้สน ไม้กะทุ่ม ขนุนสำมะกอ ไม้ตะแบก ไม้รังล้วนมีดอกเป็นพุ่มคล้ายลอมฟาง. ในที่ไม่ไกลอาศรมนั้น มีสระโบกขรณี ณ ภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ดาดาษไปด้วยปทุมและอุบล ดุจในนันทนอุทยานของเหล่าทวยเทพ ฉะนั้น.
อนึ่ง ในที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น มีฝูงนกดุเหว่าเมารสบุปผชาติ ส่งเสียงไพเราะจับใจ ทำป่านั้นอื้ออึงกึกก้อง ในเมื่อหมู่ไม้ผลิดอกแย้มบานตามฤดูกาล รสหวานดังน้ำผึ้งร่วงหล่นจากเกสรดอกไม้ลงมาค้างอยู่บนใบบัว เรียกว่าโบกขรมธุ น้ำผึ้งใบบัว (ขันฑสกร) อนึ่ง ลมทางทิศทักษิณและทิศประจิม ย่อมพัดมาที่อาศรมนั้น อาศรมเป็นสถานที่เกลื่อนกล่นด้วยละอองเกสรปทุมชาติ. ในสระโบกขรณีนั้นมีกระจับใหญ่ๆ ทั้งข้าวสาลีร่วงลง ณ ภูมิภาค เหล่าปูในสระนั้นก็มีมาก ทั้งมัจฉาชาติและเต่าว่ายไปตามกันเห็นปรากฏ ในเมื่อเหง้าบัวแตก น้ำหวานก็ไหลออก ดุจนมสด เนยใส ไหลออกจากเหง้าบัว ฉะนั้น.
วนประเทศนั้นฟุ้งไปด้วยกลิ่นต่างๆ หอมตลบไป วนประเทศนั้น เหมือนดังจะชวนเชิญชนผู้มาถึงแล้ว ให้ยินดีด้วยดอกไม้และกิ่งไม้ที่มีกลิ่นหอม. แมลงผึ้งทั้งหลายก็ร้องตอมอยู่โดยรอบ ด้วยกลิ่นดอกไม้. อนึ่ง ในที่ใกล้อาศรมนั้นมีฝูงวิหคเป็นอันมากมีสีสันต่างๆ กัน บันเทิงอยู่กับคู่ของตนๆ ร่ำร้องขานกะกันและกัน มีฝูงนกอีก ๔ หมู่ ทำรังอยู่ใกล้สระโบกขรณี คือหมู่ที่ ๑ ชื่อนันทิกา ย่อมร้องทูลเชิญพระเวสสันดรให้ชื่นชมยินดี อยู่ในป่านี้. หมู่ที่ ๒ ชื่อชีวปุตตา ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้พระเวสสันดร พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี จงมีพระชนม์ยืนนานด้วยความสุขสำราญ. หมู่ที่ ๓ ชื่อชีวปุตตาปิยาจโน ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้พระเวสสันดร พร้อมทั้งพระโอรสพระธิดาและพระมเหสี ผู้เป็นที่รักของพระองค์จงทรงสำราญ มีพระชนมายุยืนนานไม่มีข้าศึกศัตรู. หมู่ที่ ๔ ชื่อปิยาปุตตาปิยานันทา ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้พระโอรสพระธิดาและพระมเหสี จงเป็นที่รักของพระองค์. ขอพระองค์จงเป็นที่รักของพระโอรสพระธิดาและมเหสี ทรงชื่นชมโสมนัสต่อกันและกัน.
ทิวไม้ราวกะระเบียบดอกไม้ที่ช่างร้อย กรองตั้งไว้ ปรากฏดังยอดธง วิจิตรด้วยบุปผชาติมีพรรณต่างๆ เหมือนคนฉลาดเก็บมาร้อยกรองไว้. ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิงกับทั้งชฏา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.
พรานเจตบุตรแจ้งสถานที่ประทับของพระเวสสันดรอย่างนี้แล้ว ชูชกก็ยินดี เมื่อจะทำปฏิสันถาร จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ก็สัตตูผงอันระคนด้วยน้ำผึ้งและสัตตูก้อน มีรสหวานอร่อยของลุงนี้ อมิตตตาปนาจัดแจงให้แล้ว ลุงจะแบ่งให้แก่เจ้า.
พรานเจตบุตรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ จงเอาไว้เป็นเสบียงทางของลุงเถิด ข้าพเจ้าไม่ต้องการเสบียงทาง ขอเชิญลุงรับน้ำผึ้งกับขาเนื้อย่าง จากสำนักของข้านี้เอาไปเป็นเสบียงทาง ขอให้ลุงไปตามสบายเถิด ทางนี้เป็นทางเดินได้คนเดียว มาตามทางนี้ ตรงไปสู่อาศรมอัจจุตฤาษี.
พระอัจจุตฤาษีอยู่ในอาศรมนั้น มีฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ทรงเพศเป็นพราหมณ์ มีขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ครองหนังเสือเหลือง นอนเหนือแผ่นดิน นมัสการเพลิง ลุงไปถึงแล้วถามท่านเถิด ท่านจักบอกหนทางให้แก่ลุง.
ชูชกผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ได้ฟังคำนี้แล้ว ทำประทักษิณเจตบุตร มีจิตยินดี เดินทางไปยังสถานที่ อัจจุตฤาษีอยู่ ดังนี้แล.
จบจุลวนวรรณนา
มหาวนวรรณนาบรรพ
เมื่อชูชกพราหมณ์ภารทวาชโคตรไป ก็ได้พบพระอัจจุตฤาษี ครั้นได้พบท่านแล้วก็สนทนาปราศรัยกับพระอัจจุตฤาษีว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่มีโรคาพาธกระมัง พระผู้เป็นเจ้ามีความผาสุกสำราญกระมัง พระผู้เป็นเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยการเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง. เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานที่จะมีน้อยกระมัง ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.
ดาบสกล่าวว่า
ดูก่อนพราหมณ์ รูปไม่ค่อยมีอาพาธ สุขสำราญดี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะหาผลไม้สะดวกดี และมูลผลาหารก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีบ้างก็เล็กน้อย ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศ ที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแก่รูป เมื่อรูปอยู่อาศรมหลายพรรษา รูปมิได้รู้จักอาพาธที่ทำใจไม่ให้ยินดีเกิดขึ้นเลย.
ดูก่อนมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้วและมาไกลก็เหมือนใกล้ เชิญเข้าข้างใน ขอให้ท่านเจริญเถิด ชำระล้างเท้าของท่านเสีย. ดูก่อนพราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า เป็นผลไม้มีรสหวานเล็กๆ น้อยๆ เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ที่ดีๆ เถิด. ดูก่อนพราหมณ์ น้ำดื่มนี้เย็นนำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญดื่มเถิด ถ้าปรารถนาจะดื่ม.
ชูชกกล่าวว่า
สิ่งที่พระคุณเจ้าให้แล้ว เป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการอันพระคุณเจ้ากระทำแล้วทุกอย่าง ข้าพเจ้ามาเพื่อพบพระราชโอรสของพระเจ้าสญชัยที่ถูกชาวสีพีขับไล่นั้น ถ้าพระคุณเจ้าทราบก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้า.
ดาบสกล่าวว่า
มิใช่แกมาเพื่อพบพระเจ้าสีวีราชผู้มีบุญ ชะรอยแกปรารถนาพระมเหสีของท้าวเธอ ซึ่งเป็นผู้ยำเกรงพระราชสามี หรือชะรอยแกอยากได้พระกัณหาชินาไปเป็นทาสี และพระชาลีไปเป็นทาส แน่ะตาพราหมณ์ อีกอย่างหนึ่ง แกมาเพื่อนำ พระราชเทวีพระราชกุมารกุมารีทั้งสามพระองค์ไปจากป่า โภคสมบัติและพระราชทรัพย์อันประเสริฐของพระเวสสันดร ย่อมไม่มี.
ชูชกได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญยังไม่ควรจะโกรธเคืองข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามิได้มาขอทาน การเห็นพระผู้ประเสริฐย่อมให้สำเร็จประโยชน์ การอยู่ร่วมกับพระผู้ประเสริฐเป็นความสุขทุกเมื่อ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระเจ้าสีวีราชที่ถูกชาวสีพีขับไล่ ข้าพเจ้ามาเพื่อจะพบพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้าทราบก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้า.
พระอัจจุตฤาษีได้ฟังคำของชูชกก็เชื่อ จึงกล่าวว่า เอาเถอะ พรุ่งนี้ เราจักแสดงประเทศที่ประทับของพระเวสสันดรแก่ท่าน วันนี้ท่านอยู่ในที่นี้ก่อน กล่าวฉะนี้แล้วให้ชูชกกินผลาผลจนอิ่ม
รุ่งขึ้น เมื่อจะชี้หนทาง จึงเหยียดมือขวาออก กล่าวว่า
ดูก่อนมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์ล้วนแล้วไปด้วยศิลา ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฏา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.
ทิวไม้เขียวนั้นทรงผลต่างๆ และภูผาสูงยอดเสียดเมฆ เขียวชะอุ่ม นั่นแลเป็นเหล่าอัญชนภูผาเห็นปรากฏอยู่. นั่นเหล่าไม้ตะแบก ไม้หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้สะคร้อ และเถายางทราย อ่อนไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุราครั้งแรกก็โซเซ ฉะนั้น. เหล่านกโพระดก นกดุเหว่า ย่อมร่ำร้องบนกิ่งต้นไม้ พึงฟังดุจสังคีตโผผินบินจากต้นนั้นสู่ต้นนี้ กิ่งไม้และใบไม้ทั้งหลาย อันลมให้หวั่นไหวแล้ว. ดังจะชวนบุคคลผู้ไปให้มายินดี และยังบุคคลผู้อยู่ในที่นั้นให้เพลิดเพลิน. ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.
ดอกกุ่มหล่นเกลื่อนในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ ภาคพื้นเขียวไปด้วยหญ้าแพรก ละอองธุลีไม่มีฟุ้งขึ้นในสถานที่นั้น. ภูมิภาคนั้นเช่นกับสัมผัสนุ่น คล้ายคอนกยูง หญ้าทั้งหลายขึ้นเสมอกันเพียง ๔ องคุลี. ไม้มะม่วง ไม้หว้า ไม้มะขวิด และมะเดื่อมีผลสุกอยู่ในที่ต่ำ ราวไพรยังความยินดีให้เจริญ เพราะมีเหล่าต้นไม้ที่ใช้บริโภคได้. น้ำใสสะอาดกลิ่นหอมดี สีดังแก้วไพฑูรย์ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาไหลหลั่งมาในป่านั้น.
ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจไม่ไกลอาศรมนั้น มีสระโบกขรณีดารดาษไปด้วยปทุมและอุบล ดุจในนันทนอุทยานของเหล่าทวยเทพ ฉะนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ในสระนั้นมีอุบลชาติ ๓ ชนิดคือ เขียว ขาว และแดง งามวิจิตรมิใช่น้อย.
พระอัจจุตฤาษีพรรณนาสระโบกขรณีสี่เหลี่ยมอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนาสระมุจลินท์อีก จึงกล่าวว่า
ปทุมชาติในสระนั้นสีขาวดังผ้าโขมพัสตร์ สระนั้นชื่อว่ามุจลินท์ ดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลนีและผักทอดยอด อนึ่ง ปทุมชาติในสระนั้นมีดอกบานสะพรั่ง ปรากฏเหมือนไม่มีกำหนดประมาณ บานในคิมหันตฤดูและเหมันตฤดู แผ่ไปในน้ำแค่เข่า เหล่าปทุมชาติงามวิจิตรชูดอกสะพรั่งส่งกลิ่นหอมฟุ้ง หมู่ภมรบินว่อนร่อนร้องอยู่รอบๆ เพราะกลิ่นหอมแห่งบุปผชาติ.
ดูก่อนพราหมณ์ อนึ่ง ที่ขอบสระนั้นมีรุกขชาติหลากหลายขึ้นอยู่ คือ ไม้กระทุ่ม ไม้แคฝอย ไม้ทองหลาง ผลิดอกบานสะพรั่ง ไม้ปรู ไม้สัก ไม้ราชพฤกษ์ ดอกบานสะพรั่ง ไม้กากะทิง มีอยู่สองฟากสระมุจลินท์ ไม้ซึก ไม้แคขาว บัวบก ไม้คนทิสอ ไม้ยางทรายขาว ไม้ประดู่ ดอกบานหอมฟุ้งที่ใกล้สระนั้น ต้นมะคำไก่ ต้นพิกุล ต้นแก้ว ต้นมะรุม ต้นการเกด ต้นกรรณิการ์ ต้นชะบา ต้นรกฟ้าขาว ต้นรกฟ้าดำ ต้นสะท้อน และต้นทองกวาว ดอกบานผลิดอกออกยอดพร้อมๆ กัน ตั้งอยู่รุ่งเรืองแท้ ต้นมะลื่น ต้นตีนเป็ด ต้นกล้วย ต้นคำฝอย ต้นนมแมว ต้นคนทา ต้นประดู่ลายกับต้นกากะทิง มีดอกบานสะพรั่ง ต้นมะไฟ ต้นงิ้ว ต้นช้างน้าว ต้นพุดขาว ต้นพุดซ้อน โกฐเขมา โกฐสอ มีดอกบานสะพรั่ง. พฤกษชาติทั้งหลายในสถานที่นั้น มีทั้งอ่อนทั้งแก่ ต้นไม่คด ดอกบาน ตั้งอยู่สองข้างอาศรม รอบเรือนไฟ.
อนึ่ง ที่ขอบสระนั้นมีพรรณไม้เกิดเอง เกิดขึ้นเป็นอันมาก คือ ตะไคร้ ถั่วเขียว ถั่วราชมาส ถั่วครั่ง น้ำในสระมุจลินท์นั้นกระเพื่อมเนื่องถึงฝั่งน้ำ แมลงผึ้งทั้งหลายเรียกว่าหิงคุชาล. รุกขชาติทั้งสอง คือไม้สีเสียดและไม้เต่าร้าง ก็มี ณ สระมุจลินท์นั้น. ผักทอดยอดเป็นอันมากก็มี ณ เบื้องต่ำ.
ดูก่อนพราหมณ์ รุกขชาติทั้งหลายอันเถาสลิดปกคลุมตั้งอยู่ กลิ่นของดอกสลิดเป็นต้นเหล่านั้น ทรงอยู่ได้ ๗ วันไม่จางหาย. ฝั่งสระมุจลินท์ทั้งสองฟาก มีต้นไม้ตั้งอยู่เป็นส่วนๆ ราวกะบุคคลปลูกไว้ ป่านั้นดารดาษไป ด้วยหมู่ต้นราชพฤกษ์งามดี กลิ่นแห่งดอกราชพฤกษ์เป็นต้นเหล่านั้น ทรงอยู่ได้กึ่งเดือน ไม่จางหาย. อัญชัญเขียว อัญชัญขาว และกรรณิการ์เขาดอกบานสะพรั่ง.
ป่านั้นปกคลุมไปด้วยอบเชยและแมงลัก อันบุคคลยินดีด้วยกลิ่นจากดอกและกิ่งก้าน. หมู่ภมรบินว่อนร่อนร้องอยู่รอบๆ เพราะกลิ่นหอมแห่งบุปผชาติ. ดูก่อนพราหมณ์ ณ ที่ใกล้สระนั้นมี ฟักแฟง แตง น้ำเต้าสามชนิด. ชนิดหนึ่งผลโตเท่าหม้อ อีกสองชนิดผลโตเท่าตะโพน.
อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีพรรณผักกาดเป็นอันมาก ทั้งกระเทียมประกอบด้วยใบเขียว ต้นเหลาชะโอนตั้งอยู่ดุจต้นตาล ผักสามหาวมีเป็นอันมาก ควรเด็ดดอกด้วยกำมือ เถาโคกกระออม นมตำเลีย เถาหญ้านาง เถาชะเอม ไม้อโศก ต้นเทียน บรเพ็ดไฟ ชิงช้าชาลี ว่านหางช้าง อังกาบ ไม้หนาด ไม้กากะทิงและมะลิซ้อนบานแล้ว ต้นทองเครือก็บานขึ้นต้นไม้อื่นตั้งอยู่ ต้นก้างปลา กำยาน คัดเค้า ชะเอม มะลิเลื้อย มะลิธรรมดา ชบา บัวบก ย่อมงดงาม แคฝอย ฝ้ายทะเล กรรณิการ์ บานแล้ว. ปรากฏดังข่ายทอง งามรุ่งเรืองดุจเปลวเพลิง. ดอกไม้เหล่านั้นเหล่าใด เกิดแต่ที่ดอนและในน้ำ ดอกไม้เหล่านั้นทั้งหมดปรากฏในสระนั้น. เพราะขังน้ำอยู่มากน่ารื่นรมย์ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีเหล่าสัตว์ที่เที่ยวหากินในน้ำเป็นอันมาก คือปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก จระเข้ ปลามังกร ปลาฉลาม ผึ้งที่ไม่มีตัว ชะเอมเครือ กำยาน ประยงค์ กระวาน แห้วหมู สัตตบุษย์ สมุลแว้ง ไม้กฤษณาต้นมีกลิ่นหอม แฝกดำ แฝกขาว บัวบก เทพทาโร โกฐทั้ง ๙ กระทุ่มเลือดและดองดึง ขมิ้น แก้วหอม หรดาลทอง คำคูน สมอพิเภก ไคร้เครือ การบูรและรางแดง.
อนึ่ง ที่ป่านั้นมีเหล่าราชสีห์ เสือโคร่ง ยักขินี ปากเหมือมลา และเหล่าช้าง เนื้อฟาน ทราย กวางดง ละมั่ง ชะมด สุนัขจิ้งจอก กระต่าย บ่าง สุนัขใน จามรี เนื้อสมัน ชะนี ลิงลม ค่าง ลิง ลิงโทน กวาง ละมั่ง หมี โคถึก ระมาด สุนัขป่า พังพอน กระแต มีมากที่ใกล้สระนั้น กระบือป่า สุนัขใน สุนัขจิ้งจอก ลิงลมมีโดยรอบ เหี้ย คชสีห์มีตระพองดังคชสาร เสือดาว เสือเหลือง กระต่าย แร้ง ราชสีห์ เสือแผ้ว ละมั่ง นกยูง หงส์ขาว และไก่ฟ้า นกกวัก ไก่เถื่อน นกหัสดีลิงค์ ร่ำร้องหากันและกัน นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน นกหัสดิน เหล่าเหยี่ยว นกโนรี นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน นกกระทา อีรุ้ม อีร้า เหล่านกค้อนหอย นกพระหิต นกคับแล นกกระทา นกกระจอก นกแซงแซว นกกระเต็น และนกกางเขน นกกรวิก นกกระไน นกเค้าโมง นกเค้าแมว. สระมุจลินท์เกลื่อนไปด้วยฝูงนกนานาชนิด กึกก้องไปด้วยเสียงต่างๆ.
ยังมีนกทั้งหลายที่ใกล้สระนั้น คือเหล่านกขนเขียว เรียกนกพระยาลอ พูดเพราะพร้อมกับตัวเมียร่ำร้องต่อกันและกันบันเทิงอยู่. และเหล่านกที่มีเสียงไพเราะ มีนัยน์ตางาม มีหางตาสีขาวทั้งสองข้าง มีขนปีกวิจิตร มีอยู่ใกล้สระนั้น. อนึ่ง เหล่าสกุณชาติที่มีอยู่ใกล้สระนั้น เป็นพวกนกมีเสียงไพเราะ มีหงอนและขนคอเขียว ร่ำร้องต่อกันและกัน. เหล่านกกระไน นกกด นกเปล้า นกดอกบัว เหยี่ยวแดง เหยี่ยวกันไกร นกกระลิง นกแขกเต้า นกสาลิกาสีเหลือง สีแดง สีขาว นกกระจิบ นกหัสดิน นกเค้าโมง นกเคล้า นกแก้ว นกดุเหว่า นกออกดำ นกออกขาว หงส์ขาว นกค้อนหอย นกระวังไพร หงส์แดง นกกระไน นกโพระดก นกพระหิด นกพิราบนกพิราบ หงส์ทอง นกจากพราก ผู้เที่ยวไปทั้งในน้ำและบนบก. และนกหัสดินทรี ร้องน่ายินดี ร้องในกาลเช้ากาลเย็น. ยังเหล่าสกุณชาติมีสีต่างกันเป็นอันมาก มีอยู่ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องต่อกันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นเสียงไพเราะ ร้องอยู่สองฟากสระมุจลินท์.
อนึ่งยังมีเหล่าสกุณชาติชื่อกรวี (การเวก) ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องหากันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นร้องเสียงไพเราะ อยู่สองฟากสระมุจลินท์
อนึ่งยังมีเหล่าสกุณชาติชื่อกรวี (การเวก) ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องหากันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นร้องเสียงไพเราะ อยู่สองฟากสระมุจลินท์
สองฟากสระมุจลินท์เกลื่อนไปด้วยเนื้อทรายและกวาง มีหมู่ช้างอยู่อาศัย ปกคลุมไปด้วยลดาวัลย์ต่างๆ อันชะมดอยู่อาศัยแล้ว และแถบสระมุจลินท์นั้นมีหญ้ากับแก้ ข้าวฟ่าง ลูกเดือยมากมาย และข้าวสาลีที่เกิดเองตามธรรมชาติ และอ้อยก็มีมิใช่น้อย ที่ใกล้สระมุจลินท์นั้น
นี้เป็นหนทางเดินได้คนเดียวจึงไปได้ ตรงไปจะถึงอาศรมสถาน. บุคคลถึง ณ อาศรมนั้นแล้ว จะไม่ได้ความลำบาก ความระหายและความไม่ยินดี แต่อย่างไรเลย. เป็นที่พระเวสสันดรราชฤาษีพร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา และพระมเหสีประทับอยู่. ทรงเพศบรรพชิตผู้ประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะในการบูชาเพลิง และชฏา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรงบรรทมเหนือแผ่นดิน นมัสการเพลิง.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ชูชกพรหมพันธุ์ได้ฟังคำของพระอัจจุตฤาษีนี้แล้ว ทำประทักษิณพระฤาษี มีจิตยินดี หลีกไปยังสถานที่พระเวสสันดรประทับอยู่.
จบมหาวนวรรณนา
กุมารบรรพ
ฝ่ายชูชกไปจนถึงฝั่งโบกขรณีสี่เหลื่อมตามทาง ที่พระอัจจุตดาบสบอก คิดว่า วันนี้เย็นเกินไปเสียแล้ว บัดนี้ พระนางมัทรีจักเสด็จกลับจากไป ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงย่อมกระทำอันตรายแก่ทาน พรุ่งนี้เวลาพระนางเสด็จไปป่า เราจึงไปสู่อาศรมบทเฝ้าพระเวสสันดรราชฤาษี ทูลขอกุมารกุมารีทั้งสอง เมื่อพระนางยังไม่เสด็จกลับ ก็จักพาสองกุมารกุมารีนั้นหลีกไป. จึงขึ้นสู่เนินภูผาแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลสระนั้นนอน ณ ที่มีความสำราญ.
ก็ราตรีนั้นเวลาใกล้รุ่ง พระนางมัทรีได้ทรงพระสุบิน ความในพระสุบินนั้นว่า มีชายคนหนึ่งผิวดำ นุ่งห่มผ้ากาสายะสองผืน ทัดดอกไม้สีแดงทั้งสองหู ถืออาวุธตะคอกขู่ มาเข้าสู่บรรณศาลาจับพระชฎาของพระนางคร่ามา ให้พระนางล้มหงาย ณ พื้น ควักดวงพระเนตรทั้งสอง และตัดพระพาหาทั้งสองของพระนางผู้ร้องไห้อยู่ ทำลายพระอุระถือเอาเนื้อพระหทัย ซึ่งมีหยาดพระโลหิตไหลอยู่ แล้วหลีกไป. พระนางมัทรีตื่นบรรทมทั้งตกพระหทัยทั้งสะดุ้ง ทรงรำพึงว่า เราฝันร้าย บุคคลผู้จะทำนายฝัน เช่นกับพระเวสสันดรไม่มี เราจักทูลถามพระองค์. ทรงคิดฉะนี้ แล้วเสด็จไปเคาะพระทวารบรรณศาลาแห่งพระมหาสัตว์.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงสดับเสียงเคาะพระทวารนั้น จึงตรัสทักถามว่า นั่นใคร. พระนางทูลสนองว่า หม่อมฉันมัทรี พระเจ้าค่ะ. พระเวสสันดรตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ เธอทำลายกติกาวัตรของเราทั้งสองเสียแล้ว เพราะเหตุไร จึงมาในเวลาอันไม่สมควร. พระนางมัทรีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้มาเฝ้าด้วยอำนาจกิเลส ก็แต่ว่าหม่อมฉันฝันร้าย. พระเวสสันดรตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงเล่าไป. พระนางมัทรีก็เล่าถวาย โดยทำนองที่ทรงสุบินทีเดียว. พระมหาสัตว์ทรงกำหนดพระสุบินนั้น แล้วทรงดำริว่า ทานบารมีของเราจักเต็มรอบ พรุ่งนี้จักมียาจกมาขอบุตรี เราจักยังนางมัทรีให้อุ่นใจ แล้วจึงกลับไป. ทรงดำริฉะนี้ แล้วตรัสว่า แน่ะมัทรี จิตของเธอขุ่นมัว เพราะบรรทมไม่ดี เสวยอาหารไม่ดี เธออย่ากลัวเลย. แล้วตรัสโลมเล้าเอาพระทัยให้อุ่นพระหทัย แล้วตรัสส่งให้เสด็จกลับไป.
ในเมื่อราตรีสว่าง พระนางมัทรีทรงทำกิจที่ควรทำทั้งปวง แล้วสวมกอดพระโอรสพระธิดา จุมพิต ณ พระเศียร แล้วประทานโอวาทว่า แน่ะแม่และพ่อ วันนี้มารดาฝันร้าย แม่และพ่ออย่าประมาท แล้วเสด็จไปเฝ้าพระมหาสัตว์ ทูลขอให้ พระมหาสัตว์ทรงรับพระโอรสและพระธิดา ด้วยคำว่า ขอพระองค์อย่าทรงประมาทในทารกทั้งสอง แล้วทรงถือกระเช้าและเสียมเป็นต้น เช็ดน้ำพระเนตรเข้าสู่ป่า เพื่อต้องการมูลผลาผล.
ฝ่ายชูชกคิดว่า บัดนี้ พระนางมัทรีจักเสด็จไปป่าแล้ว จึงลงจากเนินผามุ่งหน้ายังอาศรม เดินไปตามทางที่เดินได้เฉพาะคนเดียว. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เสด็จออกหน้าพระบรรณศาลาประทับนั่ง ดุจสุวรรณปฏิมาตั้งอยู่ ณ แผ่นศิลา ทรงคิดว่า บัดนี้ ยาจกจักมา ก็ประทับทอดพระเนตรทางมาแห่งยาจกนั้น ดุจนักเลงสุราอยากดื่ม ฉะนั้น. พระราชโอรสและพระราชธิดาทรงเล่นอยู่ ใกล้พระบาทมูลแห่งพระราชบิดา พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรทางมา ก็ทอดพระเนตรเห็นชูชกพราหมณ์มาอยู่ ทรงเป็นเหมือนยกทานธุระซึ่งทอดทิ้งมา ๗ เดือน จึงตรัสว่า แน่ะพราหมณ์ผู้เจริญ แกจงมาเถิด ทรงโสมนัส เมื่อตรัสเรียกพระชาลีราชกุมาร จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
แน่ะพ่อชาลี พ่อจงลุกขึ้นยืน การมาของพวกยาจกในวันนี้ ปรากฏเหมือนการมาของพวกยาจกครั้งก่อนๆ พ่อเห็นเหมือนดังพราหมณ์ ความชื่นชมยินดีทำให้พ่อเกษมศานติ์.
พระชาลีราชกุมารได้ทรงฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้น จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่เสด็จพ่อ แม้เกล้ากระหม่อมก็เห็น ผู้นั้นปรากฏเหมือนพราหมณ์ที่เขาจะต้องการอะไรมาอยู่ เขาเป็นแขกของเราทั้งหลาย.
ก็และครั้นกราบทูลฉะนี้แล้ว ได้ทรงทำความเคารพพระมหาสัตว์ เสด็จลุกไปต้อนรับพราหมณ์ชูชก ตรัสถามถึงการจะช่วยรับเครื่องบริขาร. พราหมณ์ชูชกเห็นพระชาลีราชกุมาร คิดว่า เด็กคนนี้จักเป็นพระชาลีราชกุมาร พระราชโอรสของพระเวสสันดร เราจักกล่าวผรุสวาจาแก่เธอเสียตั้งแต่ต้นทีเดียว คิดฉะนี้แล้ว จึงชี้นิ้วมือหมายให้รู้ว่า ถอยไป ถอยไป ดังนี้. พระชาลีกุมารเสด็จหลีกไป ทรงคิดว่า ตาพราหมณ์นี้หยาบเหลือเกิน เป็นอย่างไรหนอ ทอดพระเนตรสรีระของชูชกก็เห็นบุรุษโทษ ๑๘ ประการ ฝ่ายพราหมณ์ชูชกเข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์ เมื่อจะทำปฏิสันถาร จึงกล่าวว่า
พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธกระมัง พระองค์มีความผาสุกสำราญกระมัง พระองค์ทรงยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานที่จะมีน้อยกระมัง ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับชูชกนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่ค่อยมีอาพาธ สุขสำราญดี ยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยเสาะแสวงหาผลไม้สะดวกดี และมูลผลาหารก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีบ้างก็เล็กน้อย ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแก่เรา.
เมื่อพวกเรามาอยู่ในป่า มีชีวิตเตรียมตรมตลอด ๗ เดือน เราเพิ่งเห็นพราหมณ์ผู้มีเพศอันประเสริฐ ถือไม้เท้ามีสีดังผลมะตูม ภาชนะสำหรับบูชาเพลิงและหม้อน้ำ.
แม้นี้เป็นครั้งแรก ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมาดีแล้วและมาไกลก็เหมือนใกล้ เชิญเข้าข้างใน ขอให้ท่านเจริญเถิด ชำระล้างเท้าของท่านเสีย. ดูก่อนพราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหวด ผลมะซาง และผลหมากเม่า เป็นผลไม้มีรสหวาน เล็กๆน้อยๆ เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ที่ดีๆ เถิด.
ดูก่อนพราหมณ์ น้ำดื่มนี้เย็น นำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญดื่มเถิด ถ้าปรารถนาจะดื่ม.
ก็และครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า พราหมณ์นี้จักไม่มาสู่ป่าใหญ่นี้ โดยไม่มีเหตุการณ์ เราจักถามแกถึงเหตุที่มาไม่ให้เนิ่นช้า จึงตรัสคาถานี้ว่า
ก็ท่านมาถึงป่าใหญ่ด้วยเหตุการณ์ เป็นไฉน เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด.
ชูชกทูลตอบว่า
ห้วงน้ำซึ่งเต็มเปี่ยมตลอดเวลา ย่อมไม่เหือดแห้ง ฉันใด พระองค์มีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา ฉันนั้น. ข้าพระองค์มาเพื่อทูลขอพระโอรสพระธิดากะพระองค์ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระโอรสพระธิดา แก่ข้าพระองค์ผู้ทูลขอเถิด.
พระเวสสันดรมหาสัตว์ได้ทรงสดับคำของชูชกดังนั้น ก็ทรงโสมนัส ทรงยังเชิงบรรพตให้บันลือลั่น ดุจบุคคลวางถุงเต็มด้วยกหาปณะหนึ่งพันในมือของบุคคลที่เหยียดออกรับ ฉะนั้น ตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เรายกให้ ไม่หวั่นไหว ท่านจงเป็นใหญ่นำไปเถิด พระนางมัทรีราชบุตรีเสด็จไปป่า เพื่อแสวงหาผลาผลแต่เช้า จักกลับมาเวลาเย็น. ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงอยู่ค้างเสียคืนหนึ่งก่อน รุ่งขึ้นเช้าจึงไป พากุมารกุมารีซึ่งพระมารดาของเธอให้สรงแล้ว สูดดมที่เศียรแล้ว ประดับระเบียบดอกไม้ ไปในมรรคาที่ปกคลุม ด้วยนานาบุปผชาติ ประดับด้วยนานาคันธชาติ เกลื่อนไปด้วยมูลผลาหาร.
ชูชกกล่าวว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ข้าพระองค์ไม่ชอบใจอยู่แรม ข้าพระองค์ชอบใจกลับไป แม้อันตรายจะพึงมีแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็ต้องไปทีเดียว เพราะว่า สตรีทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้ไม่สมควรแก่การขอ เป็นผู้ทำอันตราย รู้มนต์ ถือเอาสิ่งทั้งปวงโดยเบื้องซ้าย เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทานด้วยพระศรัทธา พระองค์อย่าได้ทรงเห็นพระมารดาของพระปิโยรสทั้งสองเลย พระมารดาจะทำอันตราย ข้าพระองค์จะต้องไปทีเดียว ขอพระองค์ตรัสเรียกพระโอรสพระธิดาทั้งสองมา พระโอรสพระธิดาทั้งสองอย่าต้องพบพระมารดาเลย.
เมื่อพระองค์ทรงบริจาคทานด้วยพระศรัทธา บุญก็ย่อมเจริญทั่วด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระราชฤาษี ขอพระองค์ตรัสเรียกพระราชบุตรพระราชบุตรีมา พระราชบุตรพระราชบุตรีทั้งสองอย่าต้องพบพระมารดาเลย พระองค์พระราชทานทรัพย์แก่ยาจกเช่นข้าพระองค์แล้ว จักเสด็จไปสู่สวรรค์.
พระเวสสันดรตรัสว่า
ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะพบพระมเหสี ผู้มีวัตรอันงามของข้าไซร้ ท่านจงถวายชาลีกุมารและกัณหาชินากุมารีทั้งสองนี้แด่พระเจ้าสญชัยผู้เป็นพระอัยกา พระอัยกาทอดพระเนตรเห็นพระกุมารกุมารีทั้งสองนี้ผู้มีเสียงไพเราะเจรจาน่ารัก จักทรงปีติดีพระทัย พระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก.
ชูชกทูลว่า
ข้าแต่พระราชบุตร ข้าพระองค์กลัวต่อข้อหาชิงพระกุมารกุมารีแล้วจับข้าพระองค์ไว้ ขอพระองค์โปรดฟังข้าพระองค์ พระเจ้าสญชัยมหาราชพึงพระราชทานตัวข้าพระองค์แก่อำมาตย์ทั้งหลาย เพื่อลงราชทัณฑ์ หรือพึงให้ข้าพระองค์ขายพระโอรสพระธิดา หรือพึงประหารชีวิตเสีย ข้าพระองค์ขาดจากทรัพย์ และทาสทาสี นางอมิตตตาปนาพราหมณีจะพึงติเตียน.
พระเวสสันดรตรัสว่า
พระมหาราชเจ้าผู้ผดุงสีพีรัฐให้เจริญ สถิตอยู่ในธรรม ทอดพระเนตรเห็น พระกุมารกุมารีผู้มีเสียงไพเราะ เจรจาน่ารักนี้ ทรงได้ปีติโสมนัส จักพระราชทานทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก.
ชูชกทูลว่า
ข้าพระองค์จักทำตามรับสั่งไม่ได้ ข้าพระองค์จักนำทารกทั้งสองไปให้บำเรอนางอมิตตตาปนาพราหมณี.
พระชาลีราชกุมารและพระกัณหาชินาราชกุมารี ได้สดับผรุสวาจานั้นของชูชก ก็เกรงกลัว พากันเสด็จไปหลังบรรณศาลา แล้วหนีไปจากที่แม้นั้นซ่อนองค์ที่ชัฏพุ่มไม้ องค์สั่นทอดพระเนตรเห็น พระองค์เหมือนถูกชูชกมาจับไป แม้ในที่นั้น เมื่อไม่สามารถจะดำรงอยู่ ณ ที่ไรๆ ก็วิ่งไปแต่ที่นี้บ้างๆ เลยเสด็จไปถึงสระโบกขรณีสี่เหลี่ยม ทรงนุ่งผ้าเปลือกไม้มั่น ตกพระทัยกลัวลงสู่น้ำ เอาใบบัววางไว้บนพระเศียร เอาน้ำบังองค์ประทับยืนอยู่.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้นพระกุมารกุมารีได้ฟังคำที่ชูชกผู้ร้ายกาจกล่าว ก็สะทกสะท้าน ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินาสององค์ พากันวิ่งไปแต่ที่นั้นๆ.
ฝ่ายชูชกไม่เห็นสองกุมาร จึงพูดรุกรานพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระเวสสันดรผู้เจริญ พระองค์ประทานกุมารกุมารีแก่ข้าพระองค์ บัดนี้ ครั้นข้าพระองค์ทูลว่า ข้าพระองค์จักไม่ไปเชตุดรราชธานี จักนำกุมารกุมารี ไปให้บำเรออมิตตตาปนาพราหมณีของข้าพระองค์ พระองค์ก็ให้สัญญาโบกไม้โบกมือ ให้พระโอรสพระธิดาหนีไปเสีย แล้วนั่งทำเป็นไม่รู้ คนพูดมุสาเช่นพระองค์ เห็นจะไม่มีในโลก.
ฝ่ายพระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นก็ตกพระทัย ทรงดำริว่า เด็กทั้งสองจักหนีไป จึงรับสั่งว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าคิดเลย เราจักนำตัวมาทั้งสองคน ตรัสฉะนี้ แล้วเสด็จลุกขึ้นไปหลังบรรณศาลา ก็ทรงทราบว่า พระโอรสพระธิดาเข้าไปสู่ป่าชัฏ จึงเสด็จไปสู่ฝั่งสระโบกขรณี ตามรอยพระบาทของสองกุมารกุมารีนั้น ทอดพระเนตรเห็นรอยพระบาทลงสู่น้ำ ก็ทรงทราบว่า พระโอรสและพระธิดาจักลงไปยืนอยู่ในน้ำ จึงตรัสเรียกว่า พ่อชาลี แล้วตรัสคาถาว่า
ดูก่อนพ่อชาลีพระลูกรัก พ่อจงมา จงเพิ่มพูนบารมีของพ่อให้เต็ม จงช่วยโสรจสรงหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ จงทำตามคำของพ่อ ขอเจ้าทั้งสองจงเป็นดังยานนาวาของพ่อ ไม่หวั่นไหวต่อสาคร คือภพ. พ่อจักข้ามฝั่ง คือชาติ จักยังมนุษย์ทั้งเทวดาให้ข้ามด้วย.
พระชาลีราชกุมารได้ทรงสดับพระดำรัสของพระราชบิดา จึงทรงคิดว่า
ตาพราหมณ์จงทำเราตามใจชอบเถิด เราจักไม่กล่าวคำสองกับพระราชบิดา จึงโผล่พระเศียรแหวกใบบัวออกเสด็จขึ้นจากน้ำ หมอบแทบพระบาทเบื้องขวาแห่งพระมหาสัตว์ กอดข้อพระบาทไว้มั่น ทรงกันแสง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงตรัสถามพระชาลีว่า แน่ะพ่อ น้องหญิงของพ่อไปไหน. พระชาลีทูลสนองว่า ข้าแต่พระราชบิดา ธรรมดาว่าสัตว์ทั้งหลาย เมื่อภัยเกิดขึ้น ก็ย่อมรักษาตัวทีเดียว. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ก็ทรงทราบว่า ลูกทั้งสองของเราจักนัดหมายกัน จึงตรัสเรียกว่า แม่กัณหา แม่จงมา แล้วตรัสคาถาว่า
ดูก่อนแม่กัณหาธิดารัก แม่จง มาจงเพิ่มพูนทานบารมีที่รักของพ่อ จงช่วยโสรจสรงหทัยของพ่อให้เย็นฉ่ำ จงทำตามคำของพ่อ ขอเจ้าทั้งสองจงเป็นดังยานนาวาของพ่อ ไม่หวั่นไหวต่อสาคร คือภพ. พ่อจักข้ามฝั่ง คือชาติ จักยกขึ้นซึ่งมนุษย์ทั้งเทวดาด้วย.
พระนางกัณหาชินาราชกุมารีได้ทรงสดับพระดำรัสของพระราชบิดา จึงทรงคิดว่า
เราจักไม่กล่าวคำสองกับพระราชบิดา จึงเสด็จขึ้นจากน้ำเหมือนกัน หมอบแทบพระบาทเบื้องซ้ายแห่งพระมหาสัตว์. กอดข้อพระบาทไว้มั่นทรงกันแสง. พระอัสสุชลของสองพระกุมารกุมารี ตกลงยังหลังพระบาทแห่งพระมหาสัตว์. ซึ่งมีพรรณดุจดอกปทุมบาน พระอัสสุชลของพระมหาสัตว์ก็ตกลงบน พระปฤษฏางค์แห่งสองพระกุมารกุมารี ซึ่งเช่นกับแผ่นทองคำ.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ถึงความกวัดแกว่ง ราวกะว่ามีพระทัยหดหู่ ทรงลูบพระปฤษฏางค์แห่งราชกุมารกุมารี ด้วยฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม. ยังพระราชกุมารกุมารีให้ลุกขึ้น ปลอบโยนแล้วตรัสว่า แน่ะพ่อชาลี เจ้าไม่รู้ว่า พ่อวิตกถึงทานบารมีของพ่อดอกหรือ. เจ้าจงยังอัธยาศัยของพ่อให้ถึงที่สุด. ตรัสฉะนี้ แล้วประทับยืนกำหนดราคาราชบุตรราชบุตรี ในที่นั้น. ดุจนายโคบาลตีราคาโค ฉะนั้น.
ได้ยินว่า พระมหาสัตว์ตรัสเรียกพระโอรสมาตรัสว่า
แน่ะพ่อชาลี ถ้าพ่อใคร่เพื่อจะเป็นไท พ่อควรให้ทองคำพันลิ่มแก่พราหมณ์ชูชก จึงควรเป็นไท. ก็กนิษฐภคินีของพ่อเป็นผู้ทรงอุดมรูป ใครๆ ชาติต่ำพึงให้ทรัพย์เล็กน้อยแก่พราหมณ์ ทำกนิษฐภคินีของพ่อให้เป็นไท ทำให้แตกชาติ ยกเสียแต่พระราชาใครจะให้สิ่งทั้งปวงอย่างละ ๑๐๐ ย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น กนิษฐภคินีของพ่ออยากจะเป็นไท พึงให้สิ่งทั้งปวงอย่างละ ๑๐๐ อย่างนี้ คือ ทาสี ทาส ช้าง ม้า โค อย่างละ ๑๐๐ และทองคำ ๑๐๐ ลิ่ม แก่ชูชก แล้วจงเป็นไทเถิด.
พระเวสสันดรโพธิสัตว์ทรงกำหนดราคาพระราชกุมารกุมารีอย่างนี้แล้ว ทรงปลอบโยนแล้วเสด็จไปสู่อาศรม จับพระเต้าน้ำ เรียกชูชกมาตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ จงมานี่ แล้วทรงหลั่งน้ำลงในมือชูชก ทำให้เนื่องด้วยพระสัพพัญญุตญาณ. ตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ พระสัพพัญญุตญาณย่อมเป็นที่รักยิ่งกว่า บุตรและบุตรีผู้เป็นที่รักกว่าร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า.
เมื่อจะทรงยังปฐพีให้บันลือลั่น ได้พระราชทานปิยบุตรทานแก่พราหมณ์ชูชก.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเวสสันดรราชฤาษีผู้ยังแคว้นของชาวสีพีให้เจริญ ทรงพาพระชาลีราชโอรส และพระกัณหาชินาราชธิดาทั้งสององค์ มาพระราชทานให้เป็นปุตตกทานแก่พราหมณ์ชูชก. แต่นั้น พระเวสสันดรราชฤาษีทรงพาพระชาลีราชโอรส และพระกัณหาชินาราชธิดาทั้งสององค์มา. ทรงปลื้มพระมนัสพระราชทานพระราชโอรส และพระราชธิดาให้เป็นทานอันอุดม แก่พราหมณ์ชูชก.
อัศจรรย์อันให้สยดสยอง และยังโลมชาติให้ชูชัน ในเมื่อพระกุมารกุมารีทั้งสอง อันพระเวสสันดรพระราชทานแก่พราหมณ์ชูชก เมทนีดลก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหว ได้เกิดมีแล้ว ในกาลนั้น.
อัศจรรย์อันให้สยดสยอง และยังโลมชาติให้ชูชัน พระเวสสันดรราชฤาษีผู้ยังแคว้นแห่งชาวสีพีให้เจริญ อันผู้ประชุมชนกระทำอัญชลี ได้พระราชทานพระราชกุมารกุมารีผู้กำลังเจริญในความสุข ให้เป็นทานแก่พราหมณ์ชูชก.
พระมหาสัตว์ทรงบำเพ็ญบุตรทานแล้ว ยังพระปีติให้เกิดขึ้นว่า โอ ทานของเรา เราได้ให้ดีแล้วหนอ. แล้วทอดพระเนตรดูพระกุมารกุมารีประทับยืนอยู่.
ฝ่ายชูชกเข้าไปสู่ชัฏป่า เอาฟันกัดเถาวัลย์ถือมา ผูกพระหัตถ์เบื้องขวาแห่งพระชาลีกุมาร รวมกันกับพระหัตถ์เบื้องซ้ายแห่งพระกัณหาชินากุมารี ถือปลายเถาวัลย์นั้นไว้ โบยตีพาไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พราหมณ์ผู้ร้ายกาจนั้น ก็เอาฟันกัดเถาวัลย์ ผูกพระกรแห่งพระกุมารกุมารี ด้วยเถาวัลย์อีกข้างหนึ่งไว้ แต่นั้น พราหมณ์ถือเถาวัลย์ ถือไม้เฆี่ยนตี นำพระกุมารกุมารีไปต่อหน้าที่นั่งแห่งพระเวสสันดรสีวีราช.
พระฉวีของพระชาลีพระกัณหาชินาแตกตรงที่ที่ถูกตีแล้วๆนั้นๆ พระโลหิตไหล. พระชาลีและพระกัณหาชินาต่างเอาพระปฤษฎางค์ เข้ารับไม้แทนกันและกัน ในเมื่อถูกตี ลำดับนั้น ชูชกพลาดล้มลงในสถานที่ไม่เสมอแห่งหนึ่ง เถาวัลย์อันแข็งเคลื่อนหลุดจากพระหัตถ์อันอ่อนแห่งพระกุมารกุมารี พระกุมารกุมารีทรงกันแสงหนีไปหาพระมหาสัตว์.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระชาลีและพระกัณหาหลีกไปจากที่นั้น พ้นพราหมณ์ชูชก มีพระเนตรทั้งสองนองไปด้วยพระอัสสุชล พระชาลีชะเง้อดูพระบิดา องค์สั่นดุจใบอัสสัตถพฤกษ์ อภิวาทพระบาทพระบิดา ครั้นถวายบังคมพระบาทพระบิดาแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า
ข้าแต่พระบิดา พระมารดาเสด็จออกไปป่าแล้ว พระบิดาประทานหม่อมฉันทั้งสอง ขอพระบิดาจงประทานหม่อมฉันทั้งสอง ต่อเมื่อหม่อมฉันทั้งสองได้พบพระมารดาก่อนเถิด
ข้าแต่พระบิดา พระมารดาเสด็จออกไปป่าแล้ว พระบิดาประทานหม่อมฉันทั้งสอง ขอพระบิดาอย่าเพิ่งประทานหม่อมฉันทั้งสอง จนกว่าพระมารดาของหม่อมฉันทั้งสองจะเสด็จกลับมา พราหมณ์ชูชกนี้จงขายหรือจงฆ่า ในกาลนั้นแน่แท้.
ชูชกนี้ประกอบด้วยบุรุษโทษ ๑๘ ประการ คือตีนแบ ๑ เล็บเน่า ๑ มีปลีน่องย้อยยาน ๑ มีริมฝีปากบนยาว ๑ น้ำลายไหล ๑ มีเขี้ยวยาวออกจากริมฝีปากดังเขี้ยวหมู ๑ จมูกหัก ๑ ท้องโตดังหม้อ ๑ หลังค่อม ๑ ตาเหล่ ๑ หนวดสีเหมือนทองแดง ๑ ผมสีเหลือง ๑ เส้นเอ็นขึ้นสะพรั่ง เกลื่อนไปด้วยกระดำ ๑ ตาเหลือกเหลือง ๑ เอวคด หลังโกง คอเอียง ๑ ขากาง ๑ เดินตีนลั่นดังเผาะๆ ๑ ขนตามตัวดกและหยาบ ๑.
นุ่งห่มหนังเสือเหลือง เป็นดังอมนุษย์น่ากลัว แกเป็นอมนุษย์ หรือยักษ์กินเนื้อและเลือด มาแต่บ้านสู่ป่า ทูลขอทรัพย์พระบิดา. ข้าแต่พระบิดาพระองค์ทอดพระเนตร เห็นหม่อมฉันทั้งสองอันแก ผู้ดุจปีศาจนำไป หรือหนอ พระหฤทัยของพระองค์ ราวกะผูกมั่นด้วยเหล็ก แน่ทีเดียว.
พราหมณ์ชูชกผู้แสวงหาทรัพย์ ผู้ร้ายกาจเกินเปรียบ ผูกหม่อมฉันทั้งสอง และตีหม่อมฉันทั้งสอง เหมือนตีฝูงโค พระองค์ไม่ทรงทราบหรือ น้องกัณหาจงอยู่ ณ ที่นี้ เพราะเธอยังไม่รู้จักทุกข์สักนิดเดียว.
ลูกมฤคีที่ยังกินนม พรากไปจากฝูงก็ร้องไห้หาแม่เพื่อจะกินนม ฉันใด น้องกัณหาชินา เมื่อไม่เห็นพระมารดา ก็จะกันแสงเหี่ยวแห้งสิ้นชนมชีพ ฉันนั้น.
เมื่อพระชาลีราชกุมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ก็มิได้ตรัสอะไรๆ แต่นั้น พระชาลีราชกุมาร เมื่อทรงคร่ำครวญปรารภถึงพระชนกชนนี จึงตรัสว่า
ทุกข์เห็นปานดังนี้ของลูกนี้ ไม่สู้กระไร เพราะทุกข์นี้ลูกผู้ชายพึงได้รับ แต่การที่ลูกไม่ได้พบพระมารดา เป็นทุกข์ยิ่งกว่าทุกข์ เห็นปานดังนี้,
พระมารดาพระบิดา เมื่อไม่ทอดพระเนตร เห็นกัณหาชินากุมารีผู้งามน่าดู ก็จะเป็นผู้กำพร้าทรงกันแสง สิ้นราตรีนาน พระมารดาพระบิดา เมื่อไม่ทอดพระเนตรเห็นกัณหาชินากุมารีผู้งามน่าดู ก็จะเป็นผู้กำพร้าทรงกันแสง อยู่นานในพระอาศรม พระมารดาพระบิดาจะเป็นผู้กำพร้าทรงกันแสงตลอดราตรีนาน จักเหี่ยวแห้งในกึ่งราตรีหรือตลอดราตรี ดุจแม่น้ำเหือดแห้งไป ฉะนั้น.
วันนี้ เราทั้งสองจะละรุกขชาติต่างๆ เช่นไม้หว้า ไม้ยางทรายซึ่งมีกิ่งห้อยย้อย และรุกขชาติที่มีผลต่างๆ เช่นไม้โพบาย ขนุน ไทร มะขวิด. วันนี้ เราทั้งสองจะละสวนและแม่น้ำซึ่งมีน้ำเย็น ที่เราเคยเล่นในกาลก่อน. วันนี้ เราทั้งสองจะละบุปผชาติต่างๆ บนภูผาซึ่งเคยทัดทรง ในกาลก่อน และผลไม้ต่างๆ บนภูผาซึ่งเคยบริโภคในกาลก่อน. วันนี้เราทั้งสองจะละตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ซึ่งพระบิดาทรงปั้นประทาน ที่เราเคยเล่นในกาลก่อน.
เมื่อพระชาลีราชกุมารทรงคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ กับพระภคินีกัณหาชินา ชูชกก็มาโบยตีกุมารกุมารี พาตัวหลีกไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชกุมารกุมารีทั้งสอง เมื่อถูกชูชกนำไป ได้กราบทูลคำนี้แด่พระราชบิดาว่า ขอเสด็จพ่อโปรดรับสั่งแก่เสด็จแม่ว่าหม่อมฉันทั้งสองสบายดี และขอให้เสด็จพ่อจงทรงมีความสุขสำราญเถิด.
ขอเสด็จพ่อจงทรงประทานตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว เหล่านี้ของหม่อมฉันทั้งสองแด่เสด็จแม่ เสด็จแม่จักนำความโศกออกได้ ด้วยตุ๊กตาเหล่านี้.
เสด็จแม่ทอดพระเนตรเห็นเครื่องเล่น คือ ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ของหม่อมฉันทั้งสองเหล่านี้นั้น จักทรงบรรเทาความเศร้าโศกเสียได้.
กาลนั้น ความเศร้าโศกมีกำลัง เพราะปรารภพระโอรสพระธิดา ได้เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ พระหทัยมังสะของพระมหาสัตว์ได้เป็นของร้อน พระองค์ทรงหวั่นไหวด้วยความเศร้าโศก ดุจช้างพลายตกมันถูกไกรสรราชสีห์จับ และดุจดวงจันทร์เข้าไปในปากแห่งราหู ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ ด้วยภาวะของพระองค์ มีพระเนตรนองไปด้วยพระอัสสุชล เสด็จเข้าบรรณศาลา ทรงปริเทวนาการ อย่างน่าสงสาร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเวสสันดรราชขัตติยดาบสทรงบริจาคปิยบุตรทาน แล้วเสด็จเข้าสู่บรรณศาลา ทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสาร.
คาถาแสดงการพร่ำรำพันของพระมหาสัตว์มีดังต่อไปนี้
วันนี้ เด็กทั้งสองจะเป็นอย่างไรหนอ หิว กลัว เดินทาง ร้องไห้ เวลาเย็นบริโภคอาหาร. ใครจะให้โภชนาหารแก่เด็กทั้งสองนั้น. เด็กทั้งสองจะร้องขออาหารว่า แม่จ๋า หม่อมฉันทั้งสองหิว ขอเสด็จแม่จงประทานอาหารแก่หม่อมฉันทั้งสอง. เด็กทั้งสองดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ไม่มีรองพระบาท จะดำเนินไปตามหนทาง อย่างไรหนอ. เมื่อเด็กทั้งสองมีพระบาทพองบวมทั้งสองข้าง ใครจักจูงหัตถ์เธอทั้งสองไป ชูชกตีลูกๆ ผู้ไม่ประทุษร้ายต่อหน้าเรา แกช่างไม่อดสูแก่ใจบ้างเลยหนอ แกเป็นอลัชชีแท้ ใครที่มีความอดสูแก่ใจ จักกล้าตีทาสีทาส หรือคนใช้อื่นของเราที่สละให้แล้วได้ ชูชกแกด่าตีลูกๆ ที่รักของเราทั้งเห็นต่อตา ดุจคนหาปลา ตีปลาที่ติดอยู่ในปากแห.
ครั้งนั้น ความปริวิตกได้เกิดขึ้นแก่พระเวสสันดรมหาสัตว์ ด้วยทรงสิเนหาในพระโอรสและพระธิดาอย่างนี้ว่า พราหมณ์นี้เบียดเบียน ลูกทั้งสองของเราเหลือเกิน เมื่อไม่อาจกลั้นความโศกไว้ได้ดังนี้ เราจักติดตามไปฆ่าพราหมณ์เสีย แล้วนำลูกทั้งสองกลับมา แต่นั้น กลับทรงหวนคิดได้ว่า การที่ลูกเราทั้งสองถูกเบียดเบียน เป็นความลำบากยิ่ง นั่นไม่ใช่ฐานะ การบริจาคปิยบุตรทานแล้ว จะเดือดร้อนภายหลัง หาใช่ธรรมของสัตบุรุษไม่.
คาถาแสดงความปริวิตก ๒ คาถาที่ส่องเนื้อความนั้น มีดังนี้ว่า
เราจะถือคันพระแสงศร เหน็บพระแสงขรรค์ไว้เบื้องซ้าย นำลูกทั้งสองของเรากลับมา เพราะการที่ลูกทั้งสองถูกเฆี่ยนตี นำมาซึ่งความทุกข์. แต่ลูกทั้งสองพึงลำบากยากเข็ญนั้น ไม่ใช่ฐานะ ก็ใครเล่ารู้ธรรมของสัตบุรุษ บำเพ็ญทานแล้วจะเดือดร้อนภายหลัง.
ฝ่ายชูชกตีพระชาลีและพระกัณหาชินา ต่อหน้าพระที่นั่งแห่งพระมหาสัตว์ นำไป.
ลำดับนั้น พระชาลีราชกุมารตรัสรำพันว่า
ได้ยินว่า นรชนบางพวกในโลกนี้ กล่าวความจริงไว้อย่างนี้ว่า ผู้ใดไม่มีมารดาของตน ผู้นั้นเหมือนไม่มีทั้งบิดามารดา. แน่ะน้องกัณหา มาเถิด เราจักตายด้วยกันอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ พระบิดาผู้จอมชนได้ประทานเราทั้งสองแก่พราหมณ์ผู้แสวงหาทรัพย์ แกร้ายกาจเหลือเกิน แกตีเราทั้งสองเหมือนนายโคบาลตีฝูงโค. แน่ะน้องกัณหา เราทั้งสองจะละรุกขชาติต่างๆ เช่นไม้หว้า ไม้ยางทราย ซึ่งมีกิ่งห้อยย้อย และรุกขชาติที่มีผลต่างๆ เช่นไม้โพบาย ขนุน ไทร มะขวิด ละสวนและแม่น้ำ ซึ่งมีน้ำเย็นที่เราเคยเล่นในกาลก่อน. ละบุปผชาติต่างๆ บนภูผา ซึ่งเคยทัดทรงในกาลก่อน. ละผลไม้ต่างๆ บนภูผา ซึ่งเคยบริโภคในกาลก่อน และละตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ที่พระบิดาทรงปั้นประทาน ที่เราเคยเล่นในกาลก่อน.
ชูชกพราหมณ์พลาดล้มในสถานที่ไม่เสมอแห่งหนึ่งอีก เถาวัลย์ที่ผูกก็เคลื่อนหลุดจากพระหัตถ์ พระราชกุมารกุมารีทั้งสององค์มีพระกายสั่นดุจไก่ถูกตี หนีมาหาพระราชบิดาโดยเร็วพร้อมกัน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ชาลีราชกุมารและกัณหาชินาราชกุมาร ทั้งสององค์ที่ถูกชูชกพราหมณ์นำไป พอหลุดพ้นจากแกมาได้ก็วิ่งไปสู่ สำนักพระเวสสันดรราชบิดา.
ฝ่ายชูชกลุกขึ้นโดยเร็วถือเถาวัลย์และไม้ ท่วมไปด้วยความโกรธเหมือนไฟตั้งขึ้นแต่กัลป์ ฉะนั้น. มาแล้วกล่าวว่า หนูทั้งสองฉลาดหนีเหลือเกิน ผูกพระหัตถ์ทั้งสองแล้วนำพระกุมารกุมารีไปอีก.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พราหมณ์ถือเถาวัลย์ถือไม้เฆี่ยนตี นำกุมารกุมารีไปต่อหน้าที่นั่งแห่งพระเวสสันดรสีวีราช.
เมื่อพระชาลีและพระกัณหาชินา อันชูชกนำไปอยู่อย่างนี้ พระกัณหาชินาเหลียวกลับมาทอดพระเนตรทูลพระราชบิดา.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระกัณหาชินาราชกุมารีได้ทูลพระราชบิดาว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พราหมณ์นี้ตีหม่อมฉันด้วยไม้ เหมือนนายตีทาสีที่เกิดในเรือน ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม แต่ตาพราหมณ์นี้หาเป็นดังนั้นไม่ ยักษ์มาด้วยเพศพราหมณ์ เพื่อจะนำหม่อมฉันสองพี่น้องไปเคี้ยวกิน หม่อมฉันสองพี่น้องอันปีศาจนำไปอยู่ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหรือหนอ.
พระกัณหาชินาราชกุมารีทรงคร่ำครวญว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็ตาพราหมณ์นี้นำหม่อมฉันสองพี่น้อง ไปยังไม่ทันถึงประตูป่าเลย แกมีตาทั้งคู่แดงเป็นเหมือนมีโลหิตไหล เพื่อจะเคี้ยวกิน คือนำไปด้วยหวังว่า จักเคี้ยวกินเสียทั้งหมด พระองค์ก็ทรงเห็น หม่อมฉันสองพี่น้องถูกนำไปเพื่อเคี้ยวกิน หรือเพื่อต้มเสีย ขอพระองค์จงมีความสุขทุกเมื่อเถิด.
เมื่อพระกัณหาชินากุมารีน้อยทรงพิลาปรำพันองค์สั่นเสด็จไปอยู่ พระเวสสันดรมหาสัตว์ทรงเศร้าโศกเป็นกำลัง พระหทัยวัตถุร้อน เมื่อพระนาสิกไม่พอจะระบายพระอัสสาสะปัสสาสะ ก็ต้องทรงปล่อยให้พระอัสสาสะปัสสาสะ อันร้อนออกทางพระโอษฐ์ พระอัสสุเป็นดังหยาดพระโลหิตไหลออกจากพระเนตรทั้งสอง. พระเวสสันดรมหาสัตว์ทรงดำริว่า ทุกข์เห็นปานนี้เกิดเพราะ โทษแห่งความเสน่หา หาใช่เพราะเหตุการณ์อื่นไม่ เพราะฉะนั้น ควรเราเป็นผู้มีจิตมัธยัสถ์วางอารมณ์เป็นกลาง อย่าทำความเสน่หา ทรงดำริฉะนี้แล้ว ทรงบรรเทาความโศกเห็นปานนั้นเสีย ด้วยกำลังพระญาณของพระองค์ ประทับนั่งด้วยพระอาการเป็นปกติ.
พระกัณหากุมารียังเสด็จไม่ถึงประตูป่า ก็ทรงพิลาปรำพันพลาง เสด็จไปว่า
เท้าน้อยๆ ของเราสองพี่น้องนี้ นำมาซึ่งความทุกข์ ทั้งหนทางก็ยาวไกลไปได้ยาก เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงลงต่ำ พราหมณ์ก็ให้เราสองพี่น้องเดินไป ข้าพเจ้าสองพี่น้องขอน้อมนบไหว้ด้วยเศียรเกล้าต่อเทพเจ้าเหล่าที่สิงสถิตอยู่ ณ ภูผาพนาลัย และที่สระปทุมชาติ และแม่น้ำซึ่งมีท่าอันดี ทั้งที่ติณชาติลดาวัลย์ สรรพพฤกษาที่เป็นโอสถอันเกิด ณ บรรพตและแนวไพร ขอเทพเจ้าเหล่านั้นจงทูลแด่พระมารดาว่า หม่อมฉันสองพี่น้องมีความสำราญ.
พราหมณ์นี้กำลังนำหม่อมฉันสองพี่น้องไป ข้าแต่เทพเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย ขอเหล่าท่านจงทูลแด่พระมารดาของข้าพเจ้าสองพี่น้อง ผู้มีพระนามว่าพระแม่มัทรี ว่า ถ้าพระมารดาทรงใคร่จะติดตามลูกทั้งสอง จงเสด็จติดตามมาโดยพลัน ทางนี้เป็นทางเดินได้เฉพาะคนเดียว มาตรงไปสู่อาศรม พระแม่เจ้าจงเสด็จตามมาทางนั้น จะได้ทอดพระเนตร เห็นลูกทั้งสองทันท่วงที. โอ ข้าแต่พระแม่ชฏินีผู้ทรงนำมูลผลาผล มาแต่ไพร ความระทมทุกข์จักมีแด่พระแม่เจ้า เพราะทอดพระเนตร เห็นอาศรมนั้นว่างเปล่า มูลผลาผลที่พระแม่เจ้าได้มา ด้วยทรงเสาะหาจนล่วงเวลา คงไม่น้อย พระแม่เจ้าคงไม่ทรงทราบว่า ลูกทั้งสองถูกพราหมณ์ผู้แสวงทรัพย์ ผู้ร้ายกาจเหลือเกิน ผูกไว้ แกตีลูกทั้งสอง เหมือนเขาตีฝูงโค.
เออ ก็ลูกทั้งสองได้ประสบพระแม่เจ้าผู้เสด็จมา แต่ที่ทรงเสาะหามูลผลาผล ณ เย็นวันนี้ พระแม่เจ้าคงประทานผลไม้กับทั้งรวงผึ้งแก่พราหมณ์ พราหมณ์นี้ได้กินอิ่มแล้ว คงไม่ยังลูกทั้งสองให้รีบเดินไป เท้าของลูกทั้งสองบวมพองแล้ว พราหมณ์ก็ยังรีบเดินไป พระชาลีและพระกัณหาปรารถนาจะพบพระมัทรีผู้พระมารดา ก็ทรงพิลาปรำพันในสถานที่นั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบกุมารบรรพ
มัทรีบรรพ
ก็ในเมื่อ พระเวสสันดรราชฤาษีทรงบริจาคปิยบุตรมหาทาน เกิดมหัศจรรย์ มหาปฐพีบันลือลั่นโกลาหลเป็นอันเดียวกันตลอดถึงพรหมโลก หมู่เทวดาที่อยู่ ณ หิมวันตประเทศ เป็นประหนึ่งมีหทัยจะภินทนาการ ด้วยเหตุอันได้ยินเสียง พิลาปรำพันนั้นแห่งพระชาลีราชกุมาร และพระกัณหาชินาราชกุมารี ที่ชูชกพราหมณ์นำไป ต่างปรึกษากันว่า ถ้าพระนางมัทรีเสด็จมาสู่อาศรมสถานแต่วัน พระนางไม่เห็นพระโอรสธิดาในอาศรมนั้น ทูลถามพระเวสสันดรทรงทราบว่า พระราชทานแก่พราหมณ์ชูชกไปแล้ว พึงเสด็จแล่นตามไปด้วยความเสน่หาเป็นกำลัง ก็จะพึงเสวยทุกข์ใหญ่.
ลำดับนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงบังคับสั่งเทพบุตร ๓ องค์ว่า ท่านทั้ง ๓ จงจำแลงกายเป็นราชสีห์ เป็นเสือโคร่ง เป็นเสือเหลือง กั้นทางเสด็จพระนางมัทรีไว้ แม้พระนางวิงวอนขอทางก็อย่าให้ จนกว่าดวงอาทิตย์อัสดงคต พึงจัดอารักขาให้ดี เพื่อไม่ให้ราชสีห์เป็นต้น เบียดเบียนพระนางได้ จนกว่าได้เสด็จเข้าอาศรม ด้วยแสงจันทร์.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เทพเจ้าทั้งหลายได้ฟังความคร่ำครวญของราชกุมารกุมารี จึงได้กล่าวกะเทพบุตรทั้ง ๓ ว่า ท่านทั้งสามจงจำแลงกายเป็นสัตว์ร้ายในป่า คือเป็นราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง คอยกันพระนางมัทรีราชบุตรี อย่าพึงเสด็จกลับมาจากเสาะหาผลาผลแต่เย็นเลย เหล่าพาลมฤคในป่าอันเป็นเขตแดนของพวกเรา อย่าได้เบียดเบียนพระนางเจ้าเลย ถ้าราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง พึงเบียดเบียนพระนางเจ้าผู้มีลักษณะ พระชาลีราชกุมารจะไม่พึงมีพระชนม์อยู่ พระกัณหาชินาจะพึงมีพระชนม์ อยู่แต่ไหน พระนางเจ้าผู้มีลักษณะจะพึงเสื่อมจากพระราชสวามี และพระปิยบุตรทั้งสอง.
ครั้งนั้น เทพบุตรทั้งสามรับคำของเทวดาเหล่านั้นว่า สาธุ. ต่างจำแลงกายกลายเป็นราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง มานอนหมอบเรียงกันอยู่ ในมรรคาที่พระนางเจ้ามัทรีเสด็จมา.
ฝ่ายพระนางมัทรีหวั่นพระหฤทัยว่า วันนี้เราฝันร้าย จักหามูลผลาผลในป่ากลับอาศรมแต่วัน ก็ทรงพิจารณาหามูลผลาผลทั้งหลาย. ลำดับนั้น (เกิดลางร้าย) เสียมหลุดจากพระหัตถ์ของพระนางเจ้า กระเช้าก็หลุดจากพระอังสา. พระเนตรเบื้องขวาก็เขม่น พฤกษาชาติที่มีผลก็เป็นเหมือนไม่มีผล. พฤกษาชาติที่ไม่เคยมีผล ก็ปรากฏเป็นราวกะว่ามีผล. ทิศทั้งปวงก็ไม่ปรากฏ. พระนางเจ้ามัทรีทรงพิจารณาว่า นี่เป็นอย่างไรหนอ ไม่เคยมีมาแต่ก่อนก็มามี ในวันนี้เหตุการณ์อะไรจักมีแก่เราแก่ลูกทั้งสองของเรา หรือแด่พระเวสสันดรราชสวามี กระมัง.
ทรงคิดฉะนี้แล้ว ตรัสว่า
เสียมก็ตกจากมือของเรา และนัยน์ตาขวาของเราก็เขม่น รุกขชาติที่เคยมีผลก็หาผลมิได้. ทิศทั้งปวง เราก็ฟั่นเฟือนลุ่มหลง. พระนางเจ้าเสด็จมาสู่อาศรมในเวลาเย็น ในเมื่อดวงอาทิตย์อัศดงคต พาลมฤคก็ปรากฏในหนทาง.
ครั้นเมื่อพระอาทิตย์โคจรลงต่ำ อาศรมก็ยังอยู่ไกล เราจักนำมูลผลาผลใดไปแต่ที่นี้ เพื่อพระราชสวามีและลูกทั้งสอง พระราชสวามีและลูกทั้งสองพึงเสวยมูลผลาผล อันเป็นของเสวยนั้น พระบรมกษัตริย์ผู้ภัสดาเสด็จอยู่ที่บรรณศาลา แต่พระองค์เดียวแท้ๆ ทรงเห็นว่า เรายังไม่กลับ ก็จะทรงปลอบโยนพระโอรสพระธิดาผู้หิว ลูกทั้งสองของเราเป็นกำพร้า ด้วยความเข็ญใจ. เคยเสวยนม เคยเสวยน้ำ ในเวลาที่คนสามัญเรียกให้อาหารเวลาเย็น ลูกทั้งสองของเราเป็นกำพร้า ด้วยความเข็ญใจ. เคยลุกยืนรับเรา เหมือนลูกโคอ่อนยืนคอยแม่โคนม ลูกทั้งสองของเราเป็นกำพร้า ด้วยความเข็ญใจ. หรือประหนึ่งลูกหงส์ยืนอยู่บนเปือกตมคอยแม่. ลูกทั้งสองของเราเป็นกำพร้าด้วยความเข็ญใจ. เคยยืนรับเราแต่ที่ใกล้อาศรม ทางเดินไปมีเฉพาะทางเดียว เป็นทางเดินได้คนเดียว เพราะมีสระและที่ลุ่มลึกอยู่ข้างๆ เราไม่เห็นทางอื่นซึ่งจะพึงแยกไปสู่อาศรม.
ข้าขอนอบน้อมพระยาพาลมฤคผู้มีกำลังมากในป่า ท่านทั้งหลายจงเป็นพี่ของข้าโดยธรรม จงให้มรรคาแก่ข้าผู้ขอเถิด. ข้าเป็นมเหสีของพระเวสสันดรราชบุตรผู้มีสิริ ผู้ถูกเนรเทศจากแคว้น ข้าผู้อนุวัตรไม่ล่วงเกินพระราชสวามี ดุจนางสีดาผู้อนุวัตรไม่ล่วงเกินพระรามราชสวามี ฉะนั้น. ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ข้า แล้วไปพบลูกทั้งสอง เพราะถึงเวลาเรียกกินอาหารเย็นแล้ว. ส่วนข้าก็จะได้ไปพบชาลี และกัณหาชินาบุตรบุตรีทั้งสองของข้า. รากไม้ผลไม้นี้มีมากและภักษานี้ก็มีไม่น้อย. ข้าให้กึ่งหนึ่งแต่มูลผลาผลนั้น แก่ท่านทั้งหลาย. ท่านทั้งหลายจงให้มรรคาแก่ข้าผู้ขอเถิด พระมารดาของพวกข้าเป็นพระราชบุตรี และพระบิดาของพวกข้าก็เป็นพระราชบุตร. ท่านทั้งหลายจงเป็นภาดาของข้าโดยธรรม จงให้มรรคาแก่ข้าผู้ขอเถิด.
ครั้งนั้น เทพบุตร (ที่จำแลงเป็นสามสัตว์) เหล่านั้น แลดูเวลาก็รู้ว่า บัดนี้เป็นเวลาที่จะให้มรรคาแก่พระนางแล้ว จึงลุกขึ้นหลีกไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระนางเจ้ามัทรีทรงพิไรรำพันอยู่ เหล่ามฤคจำแลงได้ฟังพระวาจาอันอ่อนหวาน กอรปด้วยน่าเอ็นดูมาก ก็หลีกไปจากทางเสด็จ.
เมื่อพาลมฤคทั้งสามหายไปแล้ว พระนางเจ้ามัทรีก็เสด็จไปถึงอาศรม ก็ในกาลนั้นเป็นวันบูรณมีอุโบสถ พระนางเจ้าเสด็จถึงท้ายที่จงกรม ไม่เห็นพระลูกรักทั้งสองซึ่งเคยเห็นในที่นั้นๆ จึงตรัสว่า
พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยลุกยืนรับเราในประเทศนี้ ดุจลูกวัวอ่อนยืนคอยแม่โคนม ฉะนั้น. พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนต้อนรับแม่อยู่ตรงนี้ดุจหงส์ยืนอยู่บนเปือกตม ฉะนั้น. พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนรับเราอยู่ที่ใกล้อาศรมนี้. ลูกทั้งสองเคยร่าเริงหรรษา วิ่งมาต้อนรับแม่ ดุจมฤคชาติชูหูวิ่งแล่นไปโดยรอบ ฉะนั้น. ร่าเริงบันเทิงเป็นไป ประหนึ่งยังหัวใจแม่ให้ยินดี.
วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น วันนี้แม่ละลูกทั้งสองออกไปหาผลไม้ เหมือนแม่แพะแม่เนื้อและแม่นกพ้นไปจากรัง และแม่ราชสีห์อยากได้เหยื่อละลูกไว้ออกไป ฉะนั้น แม่กลับมาก็ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น ซึ่งมีรอยบาทก้าวไปมาปรากฏอยู่ ดุจรอยเท้าแห่งช้าง ข้างภูเขาและกองทรายที่ลูกทั้งสองกองไว้ ยังเกลื่อนอยู่ในที่ไม่ไกลอาศรม แม่ไม่เห็นลูกทั้งสองซึ่งเคยเอาทรายโปรยเล่น จนกายขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นวิ่งไปรอบๆ วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสอง ซึ่งแต่ก่อนเคยต้อนรับแม่ผู้กลับจากป่ามาแต่ไกล วันนี้แม่ไม่เห็นลูกทั้งสองซึ่งคอยรับแม่ แลดูแม่แต่ไกลดุจลูกแพะลูกเนื้อวิ่งมาหาแม่ของตนแต่ไกล ก็ผลมะตูมเหลืองนี้เป็นของเล่นของลูกทั้งสองตกอยู่แล้ว วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น ถันทั้งสองของแม่นี้เต็มด้วยน้ำนม แต่อุระราวกะจะแตกทำลาย.
วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น. ลูกชายหรือลูกหญิงเลือกดื่มนมอยู่บนตักของแม่ ราวกะถันข้างหนึ่งของแม่จะยาน. วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น. ลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นในสายัณห์สมัย มาเกลือกกลิ้งไปมาบนตักแม่. แม่ไม่เห็นลูกทั้งสองนั้น เมื่อก่อนอาศรมนี้นั้นปรากฏแก่เราราวกะมีมหรสพ. วันนี้แม่ไม่เห็นลูกทั้งสองนั้น อาศรมเหมือนจะหมุนไป.
นี่อย่างไร อาศรมสถานเงียบเสียงเสียทีเดียว ปรากฏแก่แม่. แม้แต่ฝูงกาก็ไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของแม่จักสิ้นชนมชีพเสียแน่แล้ว. นี่อย่างไร อาศรมสถานเงียบเสียงเสียทีเดียว ปรากฏแก่แม่. แม้แต่ฝูงสกุณชาติก็ไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของแม่จักสิ้นชนมชีพเสียแน่แล้ว.
พระนางมัทรีพิลาปรำพันอยู่ ด้วยประการฉะนี้ เสด็จไปเฝ้าพระเวสสันดรมหาสัตว์ ปลงกระเช้าผลไม้ลง เห็นพระมหาสัตว์ประทับนั่งนิ่งอยู่ เมื่อไม่เห็นพระโอรสธิดาในสำนักพระภัสดา จึงทูลถามว่า
นี่อย่างไร พระองค์ทรงนิ่งอยู่ เออก็เมื่อหม่อมฉันฝันในราตรี ใจก็นึกถึงอยู่ แม้ฝูงกาฝูงนกก็ไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของหม่อมฉันจักสิ้นชีพเสียแน่แล้ว ข้าแต่พระลูกเจ้า พาลมฤคในป่าที่ไร้ผลและเงียบสงัด ได้กัดกินลูกทั้งสองของหม่อมฉันเสีย แล้วกระมัง หรือใครนำลูกทั้งสองของหม่อมฉันไปเสียแล้ว ลูกทั้งสองของหม่อมฉัน พระองค์ให้เป็นทูตส่งไปเฝ้าพระสีวีราชกรุงเชตุดร หรือเธอผู้ช่างตรัสเป็นที่รักบรรทม หลับในบรรณศาลา หรือเธอขวนขวายในการเล่นเสด็จออกไปข้างนอกหนอ เส้นพระเกสาของลูกทั้งสองไม่ปรากฏ พระหัตถ์และพระบาทซึ่งมีลายตาข่าย ก็ไม่ปรากฏเลย เห็นจะถูกนกทั้งหลายโฉบคาบไป ลูกทั้งสองของหม่อมฉัน อันใครนำไป.
แม้เมื่อพระนางมัทรีกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ก็มิได้ตรัสอะไร ลำดับนั้น พระนางจึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสกะหม่อมฉัน หม่อมฉันมีความผิดอย่างไร ทูลฉะนี้ แล้วตรัสว่า
การที่พระองค์ไม่ตรัสกะหม่อมฉันนี้ เป็นทุกข์ยิ่งกว่า การที่วันนี้หม่อมฉันไม่เห็นชาลี และกัณหาชินาลูกรักทั้งสองนั้น เหมือนแผลที่ถูกแทงด้วยลูกศร การไม่เห็นลูกทั้งสองและพระองค์ไม่ตรัสกะหม่อมฉัน แม้นี้เป็นทุกข์ซ้ำสอง เหมือนลูกศรแทงหทัยของหม่อมฉัน
ข้าแต่พระราชบุตร วันนี้ ถ้าพระองค์ไม่ตรัสกะหม่อมฉันตลอดราตรีนี้ พรุ่งนี้เช้า ชะรอยพระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นหม่อมฉันปราศจากชีวิตตายเสียแล้ว.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราจักให้พระนางมัทรีละความโศก เพราะบุตรเสียด้วยถ้อยคำหยาบ จึงตรัสคาถานี้ว่า
แน่ะมัทรี เธอเป็นราชบุตร มีรูปงาม มียศ ไปเสาะหาผลไม้แต่เช้า ไฉนหนอ จึงกลับมาจนเย็น.
พระนางมัทรีได้สดับพระราชดำรัสดังนั้น จึงทูลสนองว่า
พระองค์ได้ทรงสดับเสียงกึกก้องของพาลมฤค ที่มาสู่สระเพื่อดื่มน้ำ คือราชสีห์ เสือโคร่ง ผู้บันลือเสียงแล้ว มิใช่หรือ? บุรพนิมิตได้เกิดมีแก่หม่อมฉันผู้เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เสียมหลุดจากมือของหม่อมฉัน กระเช้าที่คล้องอยู่บนบ่าก็พลัดตก กาลนั้น หม่อมฉันตกใจกลัว ได้กระทำอัญชลีไหว้ทิศต่างๆ ทุกทิศด้วยปรารถนาว่า ขอความปลอดโปร่งแต่ภัยนี้พึงมีแก่เรา และพระราชบุตรของเราทั้งหลาย อันราชสีห์และเสือเหลืองอย่าได้เบียดเบียนเลย ทั้งกุมารกุมารีทั้งสอง อันหมี หมาป่า และเสือดาว อย่าได้มาจับต้องเลย พาลมฤคในป่าทั้งสามสัตว์ คือราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง เหล่านั้น พบหม่อมฉันแล้วขวางทางไว้ ด้วยเหตุนั้น หม่อมฉันจึงได้กลับเย็นไป.
พระมหาสัตว์ตรัสพระวาจาเท่านี้กับพระนางมัทรีแล้ว มิได้ตรัสอะไรๆ อีกจนอรุณขึ้น จำเดิมแต่นี้ พระนางมัทรีพิลาปรำพันมีประการต่างๆ ตรัสว่า
หม่อมฉันผู้เป็นชฏินีพรหมจารินี บำรุงพระสวามีและลูกทั้งสองตลอดวันคืน ดุจมาณพบำรุงอาจารย์ หม่อมฉันนุ่งห่มหนังเสือเหลืองนำมูลผลในป่ามา ประพฤติอยู่ตลอดวันคืน เพราะใคร่ต่อพระองค์และบุตรธิดา. หม่อมฉันฝนขมิ้นสีเหมือนทองนี้เพื่อทาลูกทั้งสอง และนำผลมะตูมสุกเหลืองนี้ เพื่อถวายให้ทรงเล่น และนำผลไม้ทั้งหลายมาด้วยหวังว่า ผลไม้เหล่านี้จะเป็นเครื่องเล่นของพระโอรสธิดาแห่งพระองค์.
ข้าแต่บรมกษัตริย์ขอพระองค์ พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา จงเสวยสายบัว เหง้าบัว กระจับประกอบด้วยรสหวานน้อยๆนี้ พระองค์จงประทานดอกกุมุทแก่แม่กัณหา พระองค์จะได้ทอดพระเนตรพระกุมาร ผู้ประดับระเบียบดอกไม้ฟ้อนรำอยู่ โปรดตรัสเรียกสองพระราชบุตรมาเถิด แม่กัณหาชินาจะได้มานี่ ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ ขอพระองค์จงพิจารณาดูแม่กัณหาชินาผู้มีเสียงดังไพเราะ ขณะเข้าไปสู่อาศรม เราทั้งสองถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น เป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ก็พระองค์ได้ทรงเห็น พระราชบุตรทั้งสองคือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาบ้าง หรือไม่ ชะรอยว่า หม่อมฉันได้บริภาษ สมณพราหมณ์ผู้มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ผู้มีศีล ผู้พหูสูต ในโลกไว้กระมัง วันนี้จึงไม่พบลูกทั้งสอง คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
แม้พระนางมัทรีทรงพิลาปรำพันอยู่อย่างนี้ พระเวสสันดรมหาสัตว์ก็มิได้ตรัสอะไรๆ ด้วยเลย ครั้นพระมหาสัตว์ไม่ตรัสด้วย พระนางมัทรีก็หวั่นพระหฤทัย เสด็จเที่ยวค้นหาพระโอรสพระธิดาของพระองค์ ด้วยอาศัยแสงจันทร์ เสด็จถึงสถานที่ทั้งปวงนั้นๆ มีต้นหว้าเป็นต้น ซึ่งเป็นที่พระโอรสพระธิดาเคยเล่น ทรงคร่ำครวญตรัสว่า
รุกขชาติต่างๆ เช่นไม้หว้า ไม้ยางทรายซึ่งมีกิ่งห้อยย้อย อนึ่ง รุกขชาติที่มีผลต่างๆ เช่นไม้โพใบ ขนุน ไทร มะขวิด ปรากฏอยู่ทั้งนั้น แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่. ลูกทั้งสองเคยเล่นที่สวนและแม่น้ำซึ่งมีน้ำเย็น เคยทัดทรงบุปผชาติต่างๆ บนภูผา และเคยเสวยผลไม้ต่างๆ บนภูผา แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่. ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ที่ลูกทั้งสองเคยเล่นยังปรากฏอยู่ แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่.
ครั้งนั้น ฝูงมฤคและปักษีต่างออกจากที่อยู่ เพราะสำเนียงทรงคร่ำครวญ และเสียงฝีพระบาทของพระนางมัทรี. พระนางมัทรีทอดพระเนตรเห็นสัตว์เหล่านั้น จึงตรัสว่า
ตุ๊กตาเนื้อทรายทอง ตุ๊กตากระต่าย ตุ๊กตานกเค้า และตุ๊กตาชะมดเหล่านี้เป็นอันมาก ที่ลูกทั้งสองเคยเล่นยังปรากฏอยู่ แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่. เหล่าตุ๊กตาหงส์ ตุ๊กตานกกระเรียน และตุ๊กตานกยูงขนหางวิจิตรเหล่านี้ ที่ลูกทั้งสองเคยเล่นปรากฏอยู่ แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่.
พระนางมัทรีไม่เห็นพระปิยบุตรทั้งสอง ณ อาศรมบท จึงเสด็จออกจากอาศรมบทเข้าสู่ชัฏป่าดอกไม้ ทอดพระเนตรดูสถานที่นั้นๆ ตรัสว่า
พุ่มไม้มีดอกตลอดกาล และสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ มีนกจากพรากส่งเสียงร้อง ดาดาษไปด้วยมณฑาดอกและปทุมอุบล ซึ่งเป็นที่ลูกทั้งสองเคยเล่นยังปรากฏอยู่ แต่ลูกทั้งสองหาปรากฏไม่.
พระนางมัทรีไม่ประสบพระปิยบุตรทั้งสอง ณ ที่ไรๆ ก็เสด็จมาเฝ้าพระมหาสัตว์อีก เห็นพระองค์ประทับนั่งมีพระพักตร์เศร้าหมอง จึงทูลว่า
พระองค์ไม่หักไม้แห้ง ไม่นำน้ำมา ไม่ติดไฟ เป็นไฉนหนอ พระองค์ดูเหมือนอ่อนแรงซบเซาอยู่ พระองค์เป็นที่รักของหม่อมฉัน ความทุกข์หายไปเพราะสมาคมกับพระองค์ ผู้เป็นที่รักของหม่อมฉัน วันนี้ หม่อมฉันไม่เห็นลูกทั้งสอง คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
แม้พระนางมัทรีกราบทูลถึงอย่างนี้ พระมหาสัตว์ก็ประทับนั่งนิ่งอยู่นั่นเอง เมื่อพระมหาสัตว์ไม่ตรัสด้วย พระนางเจ้าก็เต็มแน่นไปด้วยลูกศรคือความโศก พระกายสั่นดุจแม่ไก่ถูกตี เสด็จเที่ยวค้นหาตามที่เคยค้นหาครั้งแรกแล้ว เสด็จกลับมาเฝ้าพระมหาสัตว์ กราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่พบคนที่นำลูกทั้งสองไป ลูกทั้งสองคงสิ้นชนมชีพแล้ว ฝูงกาฝูงนกทั้งหลายไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของหม่อมฉันคงสิ้นชนมชีพเสียแล้ว เป็นแน่.
แม้พระนางมัทรีกราบทูลถึงอย่างนี้ พระมหาสัตว์ก็มิได้ตรัสอะไรๆ พระนางมัทรีอันความโศกในเพราะพระโอรสถูกต้องแล้ว ทรงพิจารณาพระโอรสทั้งสอง เสด็จเที่ยวไปยังสถานที่นั้นๆ ด้วยความเร็วดุจลมถึง ๓ วาระ ได้ยินว่า สถานที่พระนางเจ้าเสด็จเที่ยวไปตลอดราตรีหนึ่ง ประมาณระยะทางราว ๑๕ โยชน์. ลำดับนั้น ราตรีสว่างอรุณขึ้น พระนางเจ้าเสด็จมาประทับยืนคร่ำครวญอยู่ ณ ที่ใกล้พระมหาสัตว์อีก.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระนางมัทรีเสด็จเที่ยวร่ำไรรำพันไปตามภูผา และป่าไม้ในเวิ้งเขาวงกตแล้ว เสด็จกลับมาสู่อาศรมอีก ทรงกันแสง ณ สำนักพระภัสดาว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่พบคนที่นำลูกทั้งสองไป ลูกทั้งสองคงสิ้นชนมชีพแล้ว ฝูงกาฝูงนกย่อมไม่มีอยู่ ลูกทั้งสองของหม่อมฉันคงสิ้นชีพเสียแล้ว เป็นแน่. เมื่อพระนางมัทรีผู้ทรงโฉม ผู้เป็นพระราชบุตรีพระเจ้ามัททราชผู้มียศเสด็จเที่ยวไป ณ ภูเขาและถ้ำทั้งหลาย ทรงประคองพระพาหากันแสงว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันไม่เห็นคนที่นำลูกทั้งสองของเราไป ลูกทั้งสองคงสิ้นชนมชีพแล้ว ด้วยประการฉะนี้ แล้วก็ล้มลง ณ ภูมิภาคแทบพระยุคลบาทแห่งพระเวสสันดรนั้น นั่นเอง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าพระองค์สั่นด้วยทรงสำคัญว่า พระนางมัทรีสิ้นพระชนม์เสียแล้ว ทรงรำพึงว่า มัทรีมาสิ้นพระชนม์ในที่ต่างด้าว อันไม่ใช่ฐานะ หากว่าเธอทำกาลกิริยาในเชตุดรราชธานี การบริหารก็จักเป็นการใหญ่ รัฐทั้งสองก็สะเทือนถึงกัน ก็ตัวเราอยู่ในอรัญญประเทศแต่ผู้เดียวเท่านั้น จักทำอย่างไรดีหนอ ทรงคำนึงดังนี้แล้ว แม้เป็นผู้มีความโศกมีกำลัง ก็ทรงตั้งพระสติให้มั่น เสด็จลุกขึ้นด้วยทรงสำคัญว่า เราจักต้องรู้ให้แน่ก่อน จึงวางพระหัตถ์เบื้องขวาตรงพระหทัยวัตถุแห่งพระนางเจ้า ก็ทรงทราบว่า ยังมีความอบอุ่นเป็นไปอยู่ จึงทรงนำน้ำมาด้วยพระเต้า แม้มิได้ทรงถูกต้องพระกายตลอด ๗ เดือน แต่ไม่อาจจะทรงกำหนดความที่พระองค์เป็นบรรพชิต เพราะความโศกมีกำลัง มีพระนัยนาเต็มไปด้วยพระอัสสุชล ช้อนพระเศียรของพระนางเจ้าขึ้นวางไว้บนพระเพลา พรมด้วยน้ำ ลูบพระพักตร์และที่ตรงพระหทัย ประทับนั่งอยู่. ฝ่ายพระนางมัทรี พอสักครู่หนึ่งก็กลับได้พระสติ เข้าตั้งไว้เฉพาะซึ่งหิริและโอตตัปปะ ลุกขึ้นกราบพระมหาสัตว์ ทูลถามว่า ข้าแต่พระสวามีเวสสันดร ลูกทั้งสองของพระองค์ไปไหน. พระมหาสัตว์ตรัสตอบว่า แน่ะพระเทวี ฉันให้เพื่อเป็นทาสแห่งพราหมณ์คนหนึ่งไปแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
วันนี้ พระเวสสันดรทรงประพรมพระนางมัทรีราชบุตรผู้ล้มลงด้วยน้ำ ทรงทราบว่า พระนางเจ้าค่อยสำราญ ทีนั้น จึงตรัสคำนี้กะพระนาง.
แต่นั้น เมื่อพระนางมัทรีทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ประทานลูกทั้งสองแก่พราหมณ์แล้ว ไม่รับสั่งให้หม่อมฉันผู้คร่ำครวญเที่ยวอยู่ตลอดราตรี ทราบความ เพราะเหตุไร พระมหาสัตว์จึงตรัสว่า
แน่ะมัทรี ฉันไม่ปรารถนาจะบอกเธอแต่แรกให้เป็นทุกข์ว่า พราหมณ์แก่เป็นยาจกเข็ญใจมาสู่อาศรม บุตรบุตรีฉันให้แก่พราหมณ์นั้นแล้ว แน่ะมัทรี เธออย่ากลัวเลย จงยินดีเถิด เธอจงเห็นแก่ฉัน อย่าเห็นแก่บุตรบุตรี อย่าคร่ำครวญนักเลย เราทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีโรคก็จักได้พบบุตรบุตรี และสัตว์ของเลี้ยง ธัญญาหารทั้งทรัพย์อย่างอื่นในเรือน สัตบุรุษเห็นยาจกมาก็บริจาคทาน.
ดูก่อนมัทรี เธอจงอนุโมทนาปิยบุตรทาน อันเป็นอุดมทานของฉัน.
พระนางมัทรีทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันขออนุโมทนาปิยบุตรทานอันอุดมของพระองค์ พระองค์ทรงบริจาคทานแล้ว จงยังพระหฤทัยให้เลื่อมใส ขอจงทรงบำเพ็ญทานให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด ข้าแต่พระชนาธิปราช ในเมื่อชนทั้งหลายมีความตระหนี่ พระองค์ผู้ยังแคว้นของชาวสีพีให้เจริญ ได้ทรงบริจาคบุตรทานแก่พราหมณ์.
ครั้นพระนางมัทรีทูลอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงตรัสถึง เหตุอัศจรรย์ทั้งปวงมีแผ่นดินไหวเป็นต้นว่า แน่ะมัทรี นั่นเธอพูดอะไร ถ้าฉันให้ลูกทั้งสอง แล้วไม่ทำจิตให้เลื่อมใส ความอัศจรรย์ทั้งหลายของฉันเหล่านี้ ก็ไม่พึงเป็นไป แต่นั้น พระนางมัทรีได้ประกาศความอัศจรรย์เหล่านั้นนั่นแล.
เมื่อจะทรงอนุโมทนาปิยบุตรทาน จึงตรัสว่า
ปฐพีบันลือลั่นเสียงสาธุการก้องไปถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญปิยบุตรทาน สายฟ้าก็แวบวาบไปโดยรอบ เสียงโกลาหลนั้นปรากฏ ดังหนึ่งเสียงภูเขาถล่มทลาย.
เทพนิกายทั้งสอง คือนารทะและปัพพตะเหล่านั้น ย่อมอนุโมทนาแก่พระเวสสันดรนั้น พระอินทร์ พระพรหม พระปชาบดี พระโสม พระยม และพระเวสวัณมหาราช ทั้งเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมด พร้อมด้วยพระอินทร์ ต่างอนุโมทนาทานของพระองค์ พระนางมัทรีราชบุตรีผู้ทรงโฉม ผู้มียศ ทรงอนุโมทนาปิยบุตรทานอันอุดมแห่งพระเวสสันดร ด้วยประการฉะนี้.
พระมหาสัตว์ทรงสรรเสริญทานของพระองค์อย่างนี้แล้ว พระนางมัทรีก็ทรงกลับเอาข้อความนั้นเองมาทรงสรรเสริญว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ทานอันพระองค์ประทานดีแล้ว ดังนี้แล้ว ทรงอนุโมทนาประทับนั่งอยู่.
จบมัทรีบรรพ
สักกบรรพ
เมื่อกษัตริย์ทั้งสององค์ คือพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ตรัสสัมโมทนียกถาต่อกันและกันอยู่อย่างนี้. ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า เมื่อวันวานนี้ พระเวสสันดรมหาราชนี้ได้ประทานปิยบุตรแก่ชูชกพราหมณ์ แผ่นดินไหว. บัดนี้ ถ้าจะมีคนต่ำช้าผู้หนึ่งไปเฝ้าพระเวสสันดร ทูลขอพระนางมัทรีผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้งปวง มีศีลาจารวัตรบริบูรณ์ พาพระนางมัทรีไป ทำให้ท้าวเธออยู่คนเดียว แต่นั้น ท้าวเธอก็จะเปล่าเปลี่ยวขาดผู้ปฏิบัติ อย่ากระนั้นเลย เราจะจำแลงเพศเป็นพราหมณ์ ไปเฝ้าท้าวเธอ ทูลขอพระนางมัทรี ให้ถือเอาทานนั้นเป็นยอดแห่งทานบารมี. ทำให้ไม่ควรสละแก่ใครๆ แล้วถวายพระนางเจ้านั้นคืนท้าวเธอไว้อีก แล้วกลับเทวสถานของเรา. ท้าวสักกเทวราชนั้นได้เสด็จไปสู่ สำนักแห่งพระบรมโพธิสัตว์ ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ลำดับนั้น เมื่อราตรีสิ้นไป ดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา ท้าวสหัสสนัยจำแลงเพศเป็นพราหมณ์ ได้ปรากฏแก่สองกษัตริย์นั้น แต่เช้า.
ก็และครั้นประทับยืนอยู่แล้ว เมื่อจะทรงทำปฏิสันถาร จึงตรัสว่า
พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธกระมัง พระองค์มีความผาสุกสำราญกระมัง พระองค์ทรงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง. เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทีจะมีน้อยกระมัง. ความเบียดเบียนให้ลำบาก ในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.
เมื่อท้าวสักกเทวราชทูลถามอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ เมื่อทรงทำปฏิสันถารกับท้าวสักกเทวราชนั้น ตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราทั้งหลายไม่มีอาพาธ สุขสำราญดี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะแสวงหาผลไม้สะดวกดี และผลาผลก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลานมีบ้างก็เล็กน้อย. ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศ ที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแก่เรา. เมื่อพวกเรามาอยู่ป่า มีชีวิตเตรียมตรมตลอด ๗ เดือน เราพึงเห็นพราหมณ์ผู้มีเพศดังเพศแห่งเทพ ถือไม้เท้ามีสีดังผลมะตูม ทรงหนังเสือเหลืองเป็นเครื่องปกปิดกาย แม้นี้เป็นคนที่สอง.
ดูก่อนมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้ว และมาไกล ก็เหมือนใกล้ เชิญเข้าข้างใน ขอให้ท่านเจริญเถิด ชำระล้างเท้าของท่านเสีย ดูก่อนพราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า เป็นผลไม้มีรสหวานปานน้ำผึ้ง เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ที่ดีๆ เถิด. ดูก่อนพราหมณ์ น้ำดื่มนี้เย็นนำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญดื่มเถิด ถ้าปรารถนาจะดื่ม.
พระมหาสัตว์ทรงทำปฏิสันถารกับพราหมณ์นั้นอย่างนี้แล้ว ตรัสถามว่า
ก็ท่านมาถึงป่าใหญ่ด้วยเหตุการณ์เป็นไฉน เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด.
พระมหาสัตว์ตรัสถามถึงเหตุที่ท้าวสักกะมา ด้วยประการฉะนี้ ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทูลสนองว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์เป็นคนแก่มาในที่นี้ มาเพื่อทูลขอประทานพระนางมัทรีอัครมเหสีของพระองค์ ขอพระองค์โปรดประทานพระนางเจ้านั้นแก่ข้าพระองค์.
ครั้นทูลฉะนี้แล้ว กล่าวคาถาว่า
ห้วงน้ำซึ่งเต็มเปี่ยมตลอดเวลา ไม่มีเวลาเหือดแห้ง ฉันใด. พระองค์มีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา ฉันนั้น. ข้าพระองค์มาเพื่อทูลขอพระนางมัทรีกะพระองค์ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระมเหสีแก่ข้าพระองค์ ผู้ทูลขอเถิด.
เมื่อท้าวสักกเทวราชแปลงทูลอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์มิได้ตรัสว่า เมื่อวานนี้ อาตมาได้ให้บุตรบุตรีแก่พราหมณ์ไปแล้ว อาตมาจะต้องอยู่ในป่ารูปเดียวเท่านั้น จักให้มัทรีแก่ท่านได้อย่างไร ดังนี้ เป็นเพียงดัง ผู้มีกำลังวางถุงกหาปณะพันหนึ่ง ลงบนหัตถ์ที่เหยียดออกรับ มีพระมนัสไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่หดหู่ เป็นราวกะยังภูผาให้บันลือลั่น ตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ อาตมาให้สิ่งที่ท่านขอต่ออาตมา อาตมาไม่หวั่นหวาด ไม่ซ่อนสิ่งที่มีอยู่ ใจของอาตมายินดีในทาน.
ก็และครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ทรงนำน้ำมาด้วยพระเต้าทันทีทีเดียว หลั่งน้ำลงในมือของพราหมณ์ พระราชทานปิยทารทานแก่พราหมณ์ มหัศจรรย์ทั้งปวงมีประการดังกล่าวแล้ว ในหนหลัง ได้ปรากฏในขณะนั้นนั่นเทียว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ ทรงจับพระกรพระนางมัทรีด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่ง จับพระเต้าน้ำด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่ง หลั่งอุทกลงในมือพราหมณ์ ได้พระราชทานพระนางมัทรีแก่พราหมณ์. มหัศจรรย์อันให้สยดสยอง และยังโลมชาติให้ชูชัน คือเมื่อพระเวสสันดรทรงบริจาคพระนางมัทรีแก่พราหมณ์. แผ่นดินได้กัมปนาทหวั่นไหว ในกาลนั้น พระนางมัทรีมิได้ทำพระพักตร์สยิ้วกริ้วพระภัสดา ไม่ทรงแสดงพระอาการขวยเขิน ไม่ทรงกันแสง เมื่อพระภัสดาทอดพระเนตรพระนางเจ้าก็ทรงดุษณีภาพ พระภัสดาก็ทรงทราบพระอัธยาศัยอันประเสริฐของพระนางเจ้า.
สมจริงดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
เราตถาคต เมื่อสละชาลีโอรส กัณหาชินาธิดา และมัทรีเทวีผู้เคารพต่อภัสดา มิได้คิดเสียดายเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น ลูกทั้งสองเป็นที่เกลียดชังของเรา ก็หามิได้. มัทรีเทวีไม่เป็นที่รักของเรา ก็หามิได้ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรายิ่งกว่า เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้บุตรธิดาและเทวีผู้เป็นที่รักเสีย.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรดูพระพักตร์ของพระนางมัทรี ด้วยทรงคิดว่า มัทรีจะเป็นอย่างไร. พระนางเจ้าจึงทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ทอดพระเนตรดูหน้าหม่อมฉัน ทำไม.
เมื่อทรงบันลือสีหนาท จึงตรัสคาถานี้ว่า
หม่อมฉันผู้ยังเป็นสาว เป็นเทวีของพระองค์ท่านใด พระองค์ท่านนั้นเป็นพระภัสดา เป็นใหญ่ของหม่อมฉัน พระองค์ท่านทรงปรารถนาจะพระราชทานแก่บุคคลใด ก็จงพระราชทานแก่บุคคลนั้น หรือจะพึงขายพึงฆ่าเสีย ก็ย่อมได้.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบอัธยาศัยอันประณีตของกษัตริย์ทั้งสอง จึงทรงชมเชยสองกษัตริย์นั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบพระดำริของสองกษัตริย์ จึงได้ตรัสคำนี้ว่า ข้าศึกทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ พระองค์ทั้งสองทรงชนะแล้ว ปฐพีบันลือลั่นเสียงสาธุการก้องไปถึงสวรรค์ชั้นไตรทิพ สายฟ้าก็แวบวาบไปโดยรอบ เสียงโกลาหลนั้นปรากฏ ดังหนึ่งเสียงภูเขาถล่มทลาย เทพนิกายทั้งสอง คือนารทะและปัพพตะเหล่านั้น ย่อมอนุโมทนาแก่สองกษัตริย์นั้น พระอินทร์ พระพรหม พระปชาบดี พระโสม พระยม และพระเวสวัณมหาราช เทพเจ้าทั้งหมดย่อมอนุโมทนาว่า
พระองค์ทรงทำกิจที่ทำได้ยากแท้ เพราะความที่เหล่าผู้ให้ทานให้ด้วยยาก เพราะความที่เหล่าผู้ทำบุญกรรมทำด้วยยาก อสัตบุรุษทั้งหลายทำตามไม่ได้ ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย อันอสัตบุรุษทั้งหลายนำไปยาก เหตุดังนั้น คติภูมิที่ไปจากโลกนี้ของสัตบุรุษและอสัตบุรุษทั้งหลายต่างกัน อสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไปสู่นรก สัตบุรุษทั้งหลายมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ข้อที่พระองค์ เมื่อเสด็จประทับแรมอยู่ในป่า ได้พระราชทานกุมารกุมารีและพระมเหสีนี้ นับว่าเป็นพรหมยานอันสัมฤทธิ์แล้วแด่พระองค์ เพราะจะมิต้องเสด็จไปในอบายภูมิ ขอพระกุศลทานอันนั้น จงอำนวยวิบากสมบัติแด่พระองค์ในสวรรค์เถิด.
ท้าวสักกเทวราชทรงอนุโมทนาแด่พระเวสสันดรอย่างนี้แล้ว ทรงดำริว่า บัดนี้ ควรที่เราจะไม่ชักช้าในที่นี้ ควรถวายคืนพระนางมัทรีแด่พระเวสสันดร แล้วกลับไป.
ทรงดำริฉะนี้ แล้วตรัสว่า
ข้าพระองค์ขอถวายพระนางมัทรีพระมเหสีผู้งามทั่วสรรพางค์ คืนแด่พระองค์ผู้เจริญ เพราะพระองค์มีพระฉันทะอัธยาศัย เสมอด้วยพระนางมัทรี และพระนางมัทรีก็ทรงมีพระฉันทะอัธยาศัย เสมอด้วยพระองค์ผู้พระสวามี น้ำนมและสังข์มีสีเสมอเหมือนกัน ฉันใด พระองค์และพระนางมัทรี ก็มีพระมนัสเจตนาเสมอเหมือนกัน ฉันนั้น พระองค์ทั้งสองเป็นขัตติยชาติ สมบูรณ์ด้วยพระวงศ์ เกิดดีแล้วแต่พระมารดาพระบิดา ถูกเนรเทศเสด็จมาแรมอยู่ ณ อาศรมในราวไพรนี้ ขอพระองค์ เมื่อทรงบำเพ็ญทานต่อๆ ไป พึงบำเพ็ญบุญกุศล ตามสมควรเถิด.
ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงมอบพระนางมัทรีแด่พระมหาสัตว์แล้ว เมื่อจะแจ้งพระองค์ว่าเป็นพระอินทร์ เพื่อถวายพระพร จึงตรัสว่า
หม่อมฉัน คือท้าวสักกะจอมเทพ มาสู่สำนักของพระองค์ ข้าแต่พระราชฤาษี ขอพระองค์จงทรงเลือกเอาพระพร หม่อมฉันขอถวายพระพร ๘ ประการแด่พระองค์ท่าน.
เมื่อท้าวสักกะจอมเทพตรัสอยู่นั่นเอง ก็รุ่งเรืองเปล่งปลั่งด้วยอัตภาพทิพย์ สถิตอยู่ในอากาศปานประหนึ่งภาณุมาศเปล่งรัศมีอ่อนๆ ฉะนั้น.
แต่นั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะทรงรับพระพร จึงตรัสว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ของสรรพสัตว์ ถ้าพระองค์จะประทานพระพรแก่หม่อมฉัน ขอพระชนกของหม่อมฉันพึงทรงยินดี ให้หม่อมฉันกลับจากป่านี้สู่นิเวศน์ของหม่อมฉัน พึงเชื้อเชิญด้วยราชบัลลังก์ หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๑. หม่อมฉันไม่ชอบการฆ่าคน แม้ทำผิดร้ายแรง พึงยังคนมีโทษให้พ้นจากการประหารชีวิต หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๒. ชนเหล่าใดเป็นคนแก่ เป็นคนหนุ่ม และเป็นคนกลางคน ชนเหล่านั้นพึงอาศัยหม่อมฉันเลี้ยงชีพ หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๓. หม่อมฉันไม่พึงถึงภรรยาของชนอื่น พึงขวนขวายแต่ในภรรยาของตน และไม่พึงตกอยู่ในอำนาจแห่งสตรีทั้งหลาย หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๔.
ข้าแต่ท้าวสักกะ บุตรของหม่อมฉันที่พลัดพรากไปนั้น พึงมีอายุยืน พึงครองแผ่นดินโดยธรรม หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๕. เมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา ขอให้ภิกษาหารอันเป็นทิพย์พึงปรากฏมี หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๖. เมื่อหม่อมฉันบริจาคทาน ทรัพย์สมบัติพึงไม่หมดสิ้นไป บริจาคแล้วไม่พึงเดือดร้อนภายหลัง เมื่อกำลังบริจาคพึงทำจิตให้ผ่องใส หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๗. เมื่อหม่อมฉันพ้นจากอัตภาพนี้ พึงไปสู่สวรรค์ถึงชั้นดุสิตอันวิเศษ จุติจากชั้นดุสิตนั้นมาเป็นมนุษย์ พึงเป็นผู้ไม่เกิดอีก หม่อมฉันขอเลือกข้อนี้เป็นพระพรข้อที่ ๘.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงสดับพระดำรัสของพระมหาสัตว์นั้นแล้ว ได้ตรัสคำนี้ว่า พระราชบิดาผู้บังเกิดเกล้าของพระองค์จักเสด็จมาพบพระองค์ โดยไม่นานนัก.
ครั้นประทานโอวาทแด่พระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราชก็เสด็จไปสู่ทิพยสถานของพระองค์ นั่นแล.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวมัฆวานสุชัมบดีเทวราชตรัสดังนี้แล้ว ประทานพระพรแด่พระเวสสันดร แล้วเสด็จไปสู่ หมู่เทพในสรวงสวรรค์.
จบสักกบรรพ
มหาราชบรรพ
กาลนั้น พระเวสสันดรโพธิสัตว์และพระนางมัทรี ทรงบันเทิงเสด็จแรมอยู่ในอาศรม ที่ท้าวสักกะประทาน. ครั้งนั้น พราหมณ์ชูชกพาพระชาลีพระกัณหาทั้งสององค์เดินทาง ๖๐ โยชน์ เหล่าเทพเจ้าได้อารักขาพระกุมารกุมารี. ฝ่ายชูชก ครั้นดวงอาทิตย์อัสดงคต ก็ผูกพระกุมารกุมารีทั้งสองไว้ที่กอไม้ ให้บรรทมเหนือพื้นดิน ตนเองขึ้นต้นไม้นอนที่หว่างค่าคบกิ่งไม้ ด้วยเกรงพาลมฤคที่ดุร้าย.
ในขณะนั้น มีเทพบุตรองค์หนึ่งแปลงเพศเป็นพระเวสสันดรมา ภายหลังมีเทพธิดาองค์หนึ่งแปลงเพศเป็นพระนางมัทรี มาแก้สองกุมาร นวดพระหัตถ์และพระบาทของสองกุมาร สรงน้ำ ประดับ ให้เสวยทิพยโภชนาหาร ตกแต่งด้วยสรรพาลังการ ให้บรรทมบนพระยี่ภู่ทิพย์. พออรุณขึ้น ก็ให้บรรทมด้วยเครื่องพันธนาการตามเดิมอีก แล้วอันตรธานหายไป ราชกุมารกุมารีทั้งสองนั้น หาพระโรคมิได้ เสด็จไปด้วยเทวสงเคราะห์อย่างนี้. เมื่อราตรีนั้นสว่างแล้ว ชูชกลงจากต้นไม้ ล้างหน้าบ้วนปากสีฟัน แล้วบริโภคผลาผล. กาลนั้น แกพาสองกุมารไปถึงมรรคาหนึ่ง คิดว่า เราจักไปกาลิงครัฐ แล้วเดินไปเห็นทางสองแพร่ง. ทางหนึ่งไปกาลิงครัฐ ทางหนึ่งไปกรุงเชตุดร เทวดาดลใจ แกจึงละทางไปกาลิงครัฐ เห็นทางหนึ่งไปกรุงเชตุดร จึงนำสองกุมารไป ด้วยสำคัญว่า ทางนี้เป็นทางไปกาลิงครัฐ. แกคิดว่า เราจักไปกาลิงครัฐ ล่วงเชิงภูผาของภูผาที่ไปยากทั้งหลาย ถึงกรุงเชตุดรโดยกาล นับได้กึ่งเดือน.
วันนั้นเวลาใกล้รุ่ง พระเจ้ากรุงสญชัยสีวีมหาราชทรงพระสุบิน พระสุบินนั้นมีข้อความนี้ว่า เมื่อพระเจ้าสญชัยมหาราชประทับนั่ง ในสถานที่มหาวินิจฉัย มีชายคนหนึ่งผิวดำ นำดอกปทุมสองดอกมาวางไว้ในพระหัตถ์แห่งพระราชา พระราชาทรงรับดอกปทุมทั้งสองดอกนั้นไว้ ทรงประดับที่พระกรรณสองข้าง ละอองเกสรแห่งดอกปทุมสองดอกนั้น ล่วงลงบนพระอุระแห่งพระราชา. พระเจ้าสญชัยตื่นบรรทม ตรัสเรียกพวกพราหมณ์ผู้รู้ทำนายสุบิน มาตรัสถาม พราหมณ์เหล่านั้นทูลพยากรณ์ว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระประยูรญาติของพระองค์ที่จากไปนานจักมา. พระเจ้ากรุงสญชัยได้ทรงสดับคำพยากรณ์นั้น ทรงยินดี โปรดให้พราหมณ์เหล่านั้นกลับไป สนานพระเศียรแต่เช้า แล้วเสวยโภชนาหารมีรสเลิศต่างๆ ตกแต่งพระองค์ด้วยเครื่องอลังการ คืออาภรณ์ทั้งปวง ประทับนั่ง ณ สถานมหาวินิจฉัย. เทวดานำพราหมณ์กับกุมาร มายืนอยู่ที่พระลานหลวง.
ขณะนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยทอดพระเนตรดูมรรคาทรงเห็นสองกุมาร จึงตรัสว่า
นั่นเป็นดวงหน้าของใครงามนัก ราวกะว่าทองคำที่หลอมร้อนแล้วด้วยไฟ หรือประหนึ่งว่า ลิ่มแห่งทองคำที่ละลายคว้างในปากเบ้า ทั้งสองกุมารกุมารีมีอวัยวะคล้ายกัน ทั้งสองกุมารกุมารีมีลักษณะคล้ายกัน คนหนึ่งเหมือนพระชาลี คนหนึ่งเหมือนแม่กัณหาชินา ทั้งสองกุมารกุมารีมีรูปสมบัติ ดังราชสีห์ออกจากถ้ำ กุมารกุมารีเหล่านี้ปรากฏประดุจหล่อด้วยทองคำทีเดียว.
พระเจ้าสญชัยตรัสสรรเสริญสองกุมารด้วยคาถา ๓ คาถาอย่างนี้แล้ว มีพระราชดำรัสสั่ง อมาตย์คนหนึ่งผู้ฉลาดศึกษาดีแล้วว่า เจ้าจงไปนำพราหมณ์กับทารกทั้งสองมา. อมาตย์นั้นได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นไปโดยเร็ว นำพราหมณ์กับทารกทั้งสองมาแสดงแด่พระเจ้าสญชัย.
ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัย เมื่อตรัสถามพราหมณ์ชูชก ตรัสว่า
ดูก่อนตาพราหมณ์ภารทวาชโคตร แกนำทารกทั้งสองนี้มาแต่ไหน แกมาจากไหนถึงแว่นแคว้น ในวันนี้.
ชูชกกราบทูลสนองว่า
ข้าแต่พระเจ้าสญชัย พระราชกุมารราชกุมารีทั้งสองนี้ พระเวสสันดรทรงยินดี พระราชทานแก่ข้าพระบาท ๑๕ ราตรีทั้งวันนี้ นับแต่ข้าพระบาทได้พระราชกุมารกุมารีมา.
พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับคำชูชกกราบทูล จึงตรัสว่า
แกได้มาด้วยวาจาพึงให้รักอย่างไร ต้องให้พวกข้าเชื่อด้วยเหตุโดยชอบ ใครบ้างจะให้บุตรบุตรี อันเป็นทานสูงสุดเป็นทานแก่แก.
ชูชกกราบทูลว่า
พระราชาเวสสันดรพระองค์ใด เป็นที่พึ่งอาศัยของยาจกทั้งหลาย ดุจธรณีเป็นที่พึ่งอาศัยของสัตว์ทั้งหลาย หรือเป็นที่ไปมาของยาจกทั้งหลาย ดุจสาครเป็นที่ไหลหลั่งไปมาแห่งแม่น้ำทั้งหลาย พระราชาเวสสันดรพระองค์นั้น เมื่อเสด็จประทับแรม ณ ราวไพร ได้พระราชทานพระโอรสพระธิดาแก่ข้าพระบาท.
อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังชูชกกล่าวดังนั้น เมื่อจะติเตียนพระเวสสันดร จึงกล่าวว่า
เรื่องนี้พระราชาเวสสันดร ถึงมีพระราชศรัทธา แต่ยังครองฆราวาสวิสัย ทำไม่ถูก พระองค์ถูกขับจากราชอาณาจักรไปประทับอยู่ในป่า พึงพระราชทานพระโอรสพระธิดาเสีย อย่างไรหนอ ท่านผู้เจริญทั้งหลายผู้มาประชุมกัน ณ ที่นี้ จงพิจารณาเรื่องนี้ดู.
พระราชาเวสสันดร เมื่อประทับอยู่ในป่า พระราชทานพระโอรสพระธิดาเสียอย่างไร พระราชาเวสสันดรควรพระราชทานทาส ทาสี ม้า แม่ม้าอัสสดร รถ ช้างตัวประเสริฐ พระองค์ต้องพระราชทานพระโอรสพระธิดา ทำไมหนอ พระองค์ควรพระราชทานทอง เงิน ศิลา แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ แก้วมณี แก้วประพาฬ พระองค์ต้องพระราชทานพระโอรสพระธิดา ทำไม.
พระชาลีราชกุมารได้ทรงฟังคำอมาตย์เหล่านั้น เมื่อทรงอดทนคำครหาพระชนกไม่ได้ เป็นผู้ราวกะจะค้ำจุนเขาสิเนรุที่ถูกลมประหาร ด้วยพระพาหาของพระองค์ จึงตรัสคาถานี้ว่า
ทาส ม้า แม่ม้าอัสสดร รถ และช้างกุญชรตัวประเสริฐ ไม่มีในนิเวศน์แห่งพระราชบิดา ข้าแต่พระอัยกาเจ้า พระราชบิดาจะพึงพระราชทานอะไรเล่า. ในอาศรมแห่งพระราชบิดาไม่มีศิลา ทอง เงิน แก้วมณีและแก้วประพาฬ ข้าแต่พระอัยกาเจ้า พระราชบิดาจะพึงพระราชทานอะไรเล่า.
พระเจ้ากรุงสญชัยได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนพระหลานน้อย พวกเราสรรเสริญทานของบิดาเจ้าดอก มิได้ติเตียนเลย บิดาของหลานให้หลานทั้งสองแก่คนขอทาน หฤทัยของเขาเป็นอย่างไรหนอ.
พระชาลีราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ข้าแต่พระอัยกามหาราช พระบิดาของหม่อมฉันพระราชทานหม่อมฉันทั้งสอง แก่คนขอทานแล้ว. ได้ทรงฟังวาจาอันน่าสงสาร ที่น้องหญิงกัณหากล่าว.
พระองค์ทรงมีพระทัยเป็นทุกข์และเร่าร้อน มีพระเนตรแดงก่ำดังดาวโรหิณี มีพระอัสสุชลหลั่งไหล.
บัดนี้ พระชาลีราชกุมาร เมื่อจะทรงแสดงพระวาจาของพระกัณหาชินานั้น จึงตรัสว่า
น้องกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์นี้ตีหม่อมฉันด้วยไม้เท้า ดุจตีทาสีผู้เกิดในเรือน. ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์ทั้งหลายเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม แต่พราหมณ์นี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ แกเป็นยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์ มานำหม่อมฉันทั้งสองไปเคี้ยวกิน ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันทั้งสองถูกปีศาจนำไป พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหรือหนอ.
ลำดับนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยทอดพระเนตรเห็นพระราชนัดดาทั้งสอง ยังไม่พ้นจากมือพราหมณ์ชูชก จึงตรัสคาถาว่า
พระมารดาของหลานทั้งสองก็เป็นราชบุตรี พระบิดาของหลานทั้งสองก็เป็นราชโอรส แต่ก่อน หลานทั้งสองขึ้นนั่งบนตักปู่ เดี๋ยวนี้มายืนอยู่ไกล เพราะอะไรหนอ.
พระชาลีราชกุมารกราบทูลว่า
พระชนนีของหม่อมฉันทั้งสองเป็นพระราชบุตรี พระชนกของหม่อมฉันทั้งสองเป็นพระราชบุตร แต่หม่อมฉันทั้งสองเป็นทาสของพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันทั้งสองจึงต้องยืนอยู่ไกล.
พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
หลานรักทั้งสองอย่าได้พูดอย่างนี้เลย หทัยของปู่เร่าร้อน กายของปู่เหมือนถูกยกขึ้นไว้บนจิตกาธาน ปู่ไม่ได้ความสุขในราชบัลลังก์ หลานรักทั้งสองอย่าได้พูดอย่างนี้เลย เพราะยิ่งเพิ่มความโศกแก่ปู่ ปู่จักไถ่หลานทั้งสองด้วยทรัพย์ หลานทั้งสองจักไม่ต้องเป็นทาส.
แน่ะพ่อชาลี บิดาของหลานให้หลานทั้งสองแก่พราหมณ์ ตีราคาไว้เท่าไร หลานจงบอกปู่ตามจริง พนักงานจะได้ให้พราหมณ์รับทรัพย์ไป.
พระชาลีราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า
ข้าแต่พระอัยกา พระบิดาพระราชทานหม่อมฉันแก่พราหมณ์ ทรงตีราคาพันตำลึงทองคำ ทรงตีราคาน้องกัณหาชินาผู้มีพระพักตร์ผ่องใส ด้วยทรัพย์มีช้างเป็นต้น อย่างละร้อย.
พระเจ้าสญชัยได้ทรงฟังพระชาลีกราบทูล เมื่อจะทรงโปรดให้ไถ่พระกุมารกุมารีทั้งสององค์ จึงตรัสว่า
ดูก่อนเสวกามาตย์ เจ้าจงลุกขึ้นรีบให้ทาสี ทาส โคเมีย โคผู้ ช้าง อย่างละร้อยๆ แก่พราหมณ์เป็นค่าไถ่แม่กัณหา และจงให้ทองคำพันตำลึง เป็นค่าไถ่พ่อชาลี.
เสวกามาตย์ทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสสั่ง ดังนั้นแล้ว จึงกระทำตามนั้น ได้จัดค่าไถ่สองกุมารให้แก่พราหมณ์ทันที.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น เสวกามาตย์รีบให้ทาสี ทาส โคเมีย โคผู้ ช้าง อย่างละร้อยๆ แก่พราหมณ์เป็นค่าไถ่พระกัณหา และได้ให้ทองคำพันตำลึงเป็นค่าพระชาลี.
พระเจ้าสญชัยได้พระราชทาน สิ่งทั้งปวงอย่างละร้อย และทองคำพันตำลึง แก่พราหมณ์ชูชก เป็นค่าไถ่พระราชกุมารกุมารี และพระราชทานปราสาท ๗ ชั้นแก่ชูชก ด้วยประการฉะนี้ จำเดิมแต่นั้น ชูชกก็มีบริวารมาก แกรวบรวมทรัพย์ขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนบัลลังก์ใหญ่ บริโภคโภชนะมีรสอันดี แล้วนอนบนที่นอนใหญ่.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้าสญชัยสีวีราชได้พระราชทานทาสี ทาส โคเมีย ช้าง โคผู้ แม่ม้าอัสดรและรถ ทั้งเครื่องบริโภคอุปโภคทั้งปวงอย่างละร้อยๆ และทองคำพันตำลึง แก่พราหมณ์ชูชกผู้แสวงหาทรัพย์ ผู้ร้ายกาจเหลือเกิน เป็นค่าไถ่สองกุมารกุมารี.
ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัยมหาราชให้พระชาลีและพระกัณหา สนานพระเศียร แล้วให้เสวยโภชนาหาร ทรงประดับราชกุมารกุมารีทั้งสอง ทรงจุมพิตพระเศียร. พระเจ้าสญชัยให้พระชาลีประทับนั่งบนพระเพลา พระนางเจ้าผุสดีให้พระกัณหาชินาประทับนั่งบนพระเพลา.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระอัยกาพระอัยกีทรงไถ่พระชาลีพระกัณหาแล้ว ให้สนานพระกาย ให้เสวยโภชนาหาร แต่งองค์ด้วยราชาภรณ์ แล้วให้ประทับนั่งบนพระเพลา. เมื่อพระราชกุมารกุมารีสนานพระเศียร ทรงภูษาอันหมดจด ประดับด้วยสรรพาภรณ์และสรรพาลังการ คือกุณฑลซึ่งมีเสียงดังเสนาะ ทั้งระเบียบดอกไม้แล้ว พระอัยกาให้พระชาลีประทับนั่งบนพระเพลา แล้วตรัสถาม ด้วยคำนี้ว่า.
แน่ะพ่อชาลี พระชนกชนนีทั้งสองของพ่อ ไม่มีพระโรคาพาธกระมัง. ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง. มูลผลาหารมีมากกระมัง. เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทีจะมีน้อยกระมัง. ความเบียดเบียนให้ลำบาก ในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.
พระชาลีราชกุมารได้ทรงฟังพระราชดำรัสถามดังนั้น จึงกราบทูลสนองว่า
ข้าแต่สมมติเทพ พระชนกชนนีทั้งสองของหม่อมฉัน ไม่ค่อยมีพระโรคาพาธ ยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกดี และมูลผลาหารก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน มีบ้างก็เล็กน้อย ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแด่พระชนกพระชนนีทั้งสองนั้น พระชนนีของหม่อมฉันทั้งสองเสด็จไปขุดมัน กระชากมันอ่อน มันมือเสือ มันนก และนำผลกะเบา ผลจาก ผลมะนาว มาเลี้ยงกัน พระชนนีเป็นผู้หามูลผลในป่า ทรงนำมาซึ่งมูลผลใด หม่อมฉันทั้งหลายประชุมพร้อมกันเสวยมูลผลนั้น ในเวลากลางคืน ไม่ได้เสวยในเวลากลางวัน.
พระชนนีของหม่อมฉันทั้งสองเป็นสุขุมาลชาติ ต้องทรงหาผลไม้ในป่ามาเลี้ยงกัน จนทรงซูบมีพระฉวีเหลือง เพราะลมและแดด ดุจดอกปทุมอยู่ในกำมือ เมื่อพระชนนีเสด็จเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ซึ่งเกลื่อนไปด้วยพาลมฤค มีแรดและเสือเหลืองอยู่อาศัย พระเกสาก็ยุ่งเหยิง พระองค์เกล้าพระชฎาบนพระเกสา ทรงเปรอะเปื้อนที่พระกัจฉประเทศ พระชนกทรงเพศบรรพชิตผู้ประเสริฐ ทรงถือไม้ขอ ภาชนะเครื่องบูชาเพลิงและชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นพระภูษา ทรงบรรทมเหนือแผ่นดิน นมัสการเพลิง.
พระชาลีราชกุมารกราบทูลถึงความที่พระชนนีมีความทุกข์ยากอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลท้วงพระอัยกา จึงตรัสว่า
ลูกทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลก ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ผู้เป็นพ่อแม่ทั้งหลาย พระอัยกาของหม่อมฉันทั้งสอง คงไม่เกิดเสน่หาในพระโอรสเป็นแน่ทีเดียว.
ลำดับนั้น พระเจ้าสญชัย เมื่อชี้โทษของพระองค์ จึงตรัสว่า
ดูก่อนพระหลานน้อย จริงทีเดียว การที่ปู่ให้ขับไล่พระบิดาของเจ้าผู้ไม่มีโทษ เพราะถ้อยคำของชาวสีพีนั้น ชื่อว่าปู่ได้กระทำกรรมอันชั่วช้า ทำกรรมอันทำลายความเจริญแก่พวกเรา สิ่งใดๆ ของปู่ที่อยู่ในนครนี้ก็ดี ทรัพย์และธัญชาติที่มีอยู่ก็ดี ปู่ขอยกให้แก่พระบิดาของเจ้าทั้งสิ้น ขอให้เวสสันดรจงมาเป็นราชาปกครองในสีพีรัฐเถิด.
พระชาลีราชกุมารกราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ พระชนกของหม่อมฉันคงจักไม่เสด็จมาเป็นพระราชาของชาวสีพี เพราะถ้อยคำของหม่อมฉัน ขอพระองค์เสด็จไปอภิเษกพระราชโอรสด้วยราชสมบัติ ด้วยพระองค์เองเถิด.
พระเจ้าสญชัยได้ทรงสดับฟังพระชาลีตรัส จึงมีพระราชดำรัสเรียกหาเสนาคุตอมาตย์มา สั่งให้ตีกลองใหญ่ป่าวประกาศทั่วเมือง
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเจ้าสญชัยบรมกษัตริย์ตรัสกะเสนาบดีว่า กองทัพ คือกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ จงผูกสอดศัสตราวุธ. ชาวนิคม พราหมณ์ปุโรหิตจงตามข้าไป.
แต่นั้น อมาตย์หกหมื่นผู้สหชาตของบุตรเรางามน่าดู ประดับแล้วด้วยผ้าสีต่างๆ. พวกหนึ่งทรงผ้าสีเขียว พวกหนึ่งทรงผ้าสีเหลือง พวกหนึ่งทรงผ้าสีแดงเป็นดุจอุณหิส พวกหนึ่งทรงผ้าสีขาว. ผูกสอดศัสตราวุธ จงมาโดยพลัน.
เขาหิมวันต์ เขาคันธรและเขาคันธมาทน์ ปกคลุมด้วยนานาพฤกษชาติ เป็นที่อยู่แห่งหมู่ยักษ์ ยังทิศทั้งหลายให้รุ่งเรืองฟุ้งตลบไปด้วยทิพยโอสถ ฉันใด. โยธาทั้งหลายผูกศัสตราวุธแล้ว จงมาพลัน จงยังทิศทั้งหลายให้รุ่งเรืองฟุ้งตลบไป ฉันนั้น.
จงผูกช้างหมื่นสี่พันเชือกให้มีสายรัดแล้วด้วยทองแท่ง เครื่องประดับแล้วด้วยทอง อันเหล่าควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่. ผูกสอดศัสตราวุธแล้ว มีอลังการปรากฏ บนคอช้าง จงรีบมา.
แต่นั้น จงผูกม้าหมื่นสี่พันตัว ที่เป็นชาติอาชาไนยสินธพมีกำลัง อันควาญม้าถือดาบและแล่งธนูขี่ ผูกสอดศัสตราวุธแล้ว ประดับกายแล้วอยู่บนหลังม้า จงรีบมา.
แต่นั้น จงเทียมรถหมื่นสี่พันคัน ซึ่งมีกงรถแล้วด้วยเหล็ก มีเรือนรถขจิตด้วยทอง จงยกขึ้นซึ่งธง โล่ เขน แล่งธนู ในรถนั้น เป็นผู้มีธรรมมั่นคง มุ่งประหารข้าศึก ผูกสอดศัสตราวุธแล้ว เป็นช่างรถอยู่ในรถ จงรีบมา.
พระเจ้าสญชัยจัดกองทัพอย่างนี้แล้ว ตรัสสั่งว่า พวกเจ้าจงตกแต่งมรรคาเป็นที่มา ให้มีพื้นเรียบกว้างแปดอุสภะ ตั้งแต่เชตุดรราชธานีจนถึงเขาวงกต แล้วทำสิ่งนี้ด้วยๆ เพื่อต้องการตกแต่งมรรคาให้งดงาม แล้วตรัสว่า
พวกเจ้าจงจัดบุปผชาติทั้งระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องทา กับทั้งข้าวตอกเรี่ยรายลง ทั้งบุปผชาติและรัตนะอันมีค่า. จัดหม้อสุราเมรัย ๑๐๐ หม้อทุกประตูบ้าน. จัดมังสะ ขนม ขนมทำด้วยงา ขนมกุมมาสประกอบด้วยปลา และจัดเนยใส น้ำมัน น้ำส้ม นมสด สุราทำด้วยแป้งข้าวฟ่างให้มาก แล้วจงยืนอยู่ ณ ทางที่พ่อเวสสันดรลูกข้าจะมา ให้มีคนหุงต้ม พ่อครัว คนฟ้อนรำ คนโลดเต้น และคนขับร้องเพลง ปรบมือ กลองยาว คนขับเสียงแจ่มใส คนเล่นกลสามารถกำจัดความโศกได้ จงนำพิณทั้งปวง และกลอง ทั้งมโหระทึกมา จงเป่าสังข์ ตีกลองหน้าเดียว จงประโคมตะโพน บัณเฑาะว์ สังข์ และดุริยางค์ ๔ คือ โคธะ กลองใหญ่ กลองรำมะนา กุฏุมพะ.
พระเจ้าสญชัยทรงสั่งจัดการประดับมรรคาด้วยประการฉะนี้. กาลนั้น ฝ่ายชูชกบริโภคอาหารเกินประมาณ ไม่อาจให้อาหารที่บริโภคนั้นย่อยได้ ก็ทำกาลกิริยาในที่นั้นเอง ครั้งนั้น พระเจ้าสญชัยให้ทำฌาปนกิจชูชก ให้ตีกลองใหญ่ป่าวประกาศในพระนครว่า คนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติของชูชก จงเอาสมบัติที่พระราชทานเหล่านี้ไป. ครั้นไม่พบคนที่เป็นญาติของชูชก จึงโปรดให้ขนทรัพย์ทั้งปวงคืนเข้าพระคลังหลวงอีกตามเดิม.
ครั้งนั้น พระเจ้าสญชัยจัดประชุมกองทัพทั้งปวงประมาณ ๑๒ อักโขภิณีสิ้น ๗ วัน พระบรมกษัตริย์พร้อมด้วยราชบริพารใหญ่ ยกกองทัพออกจากพระนคร ให้พระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทางเสด็จ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
กองทัพใหญ่นั้น เป็นพาหนะของชนชาวสีพีควบคุมกัน มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทางไปสู่เขาวงกต ช้างพลายกุญชรมีอายุ ๖๐ ปี พอควาญช้างผูกสายรัด ก็บันลือโกญจนาท ม้าอาชาไนยทั้งหลายก็ร่าเริง เสียงกงรถก็เกิดดังกึกก้อง ธุลีละอองก็ฟุ้งปิดนภากาศ.
เมื่อกองทัพพาหนะของชาวสีพีควบคุมกันยกไป กองทัพใหญ่นั้นควบคุมกัน นำสิ่งที่ควรนำไป มีพระชาลีราชกุมารเป็นผู้นำทางไปสู่เขาวงกต โยธาทั้งหลายเข้าไปสู่ป่าใหญ่อันมีกิ่งไม้มาก มีน้ำมาก ดาดาษไปด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสองอย่าง เสียงหยาดน้ำไหลในไพรสณฑ์นั้นดังลั่น นกทั้งหลายเป็นอันมากมีพรรณต่างๆ กัน เข้าไปร่ำร้องกะนกที่ร่ำร้องอยู่ที่แถวไม้อันมีดอกบานตามฤดูกาล. กษัตริย์ทั้ง ๔ องค์ เสด็จทางไกลล่วงวันและคืน ก็ลุถึงประเทศที่พระเวสสันดรประทับอยู่.
จบมหาราชบรรพ
ฉขัตติยบรรพ
ฝ่ายพระชาลีราชกุมารให้ตั้งค่ายแทบฝั่งสระมุจลินท์ ให้กลับรถหมื่นสี่พันคัน ตั้งให้มีหน้าเฉพาะทางที่มา. แล้วให้จัดการรักษาสัตว์ร้าย มีราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง และแรดเป็นต้น ในประเทศนั้นๆ. เสียงพาหนะทั้งหลายมีช้างเป็นต้น อื้ออึงสนั่น. ครั้งนั้น พระเวสสันดรมหาสัตว์ได้ทรงสดับเสียงนั้นก็ทรงกลัวแต่มรณภัย. ด้วยเข้าพระทัยว่า เหล่าปัจจามิตรของเราปลงพระชนม์ พระชนกของเรา แล้วมาเพื่อต้องการตัวเรากระมังหนอ จึงพาพระนางมัทรีเสด็จขึ้นภูผาทอดพระเนตรดูกองทัพ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรราชฤาษีได้ทรงสดับเสียงกึกก้องแห่งกองทัพเหล่านั้น ก็ตกพระหฤทัย เสด็จขึ้นสู่บรรพต ทอดพระเนตรดูกองทัพด้วยความกลัว ตรัสว่า แน่ะพระน้องมัทรี เธอจงพิจารณาสำเนียงกึกก้องในป่า ฝูงม้าอาชาไนยร่าเริง ปลายธงปรากฏไสว พวกที่มาเหล่านี้ ดุจพวกพรานล้อมฝูงมฤคชาติในป่าไว้ด้วยข่าย ต้อนให้ตกในหลุมก่อน แล้วทิ่มแทงด้วยหอกสำหรับฆ่ามฤคชาติอันคม เลือกฆ่าเอาแต่ที่มีเนื้อล่ำๆ เราทั้งหลายผู้หาความผิดมิได้ ต้องเนรเทศมาอยู่ป่า ถึงความฉิบหายด้วยมืออมิตร เธอจงดูคนฆ่าคนไม่มีกำลัง.
พระนางมัทรีได้ทรงสดับพระราชดำรัส จึงทอดพระเนตรกองทัพ ก็ทรงทราบว่า เป็นกองทัพของตน เมื่อจะให้พระมหาสัตว์ทรงอุ่นพระหฤทัย จึงตรัสคาถานี้
เหล่าอมิตรไม่พึงข่มเหงพระองค์ได้ เหมือนเพลิงไม่พึงข่มเหงทะเลได้ ฉะนั้น ขอพระองค์ทรงพิจารณาถึงพระพรที่ท้าวสักกเทวราชประทานนั้น นั่นแล ความสวัสดีจะพึงมีแก่เราทั้งหลายจากพลนิกายนี้ เป็นแน่.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงบรรเทาความโศกให้เบาลงแล้ว พร้อมด้วยพระนางมัทรีเสด็จลงจากภูเขาประทับ นั่งที่ทวารบรรณศาลา ฝ่ายพระนางมัทรีก็ประทับนั่งที่ทวารบรรณศาลาของพระองค์.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเวสสันดรราชฤาษีเสด็จลงจากบรรพต ประทับนั่ง ณ บรรณศาลา ทำพระหฤทัยให้มั่นคง.
ขณะนั้น พระเจ้าสญชัยตรัสเรียกพระนางผุสดีราชเทวีมารับสั่งว่า แน่ะผุสดีผู้เจริญ เมื่อพวกเราทั้งหมดไปพร้อมกัน จักมีความเศร้าโศกใหญ่ ฉันจะไปก่อน ต่อนั้น เธอจงกำหนดดูว่า เดี๋ยวนี้ พวกเข้าไปก่อนจักบรรเทาความเศร้าโศกนั่งอยู่แล้ว พึงไปด้วยบริวารใหญ่ ลำดับนั้น พ่อชาลีและแม่กัณหาชินารออยู่สักครู่หนึ่ง แล้วจงไปภายหลัง ตรัสสั่งฉะนี้ แล้วให้กลับรถให้มีหน้าเฉพาะทางที่มา จัดการรักษาในที่นั้นๆ เสด็จลงจากคอช้างตัวประเสริฐซึ่งประดับ แล้วเสด็จไปสู่สำนักของพระราชโอรส.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้าสญชัยผู้ชนกนาถให้กลับรถ ให้กองทัพตั้งยับยั้งอยู่แล้ว เสด็จไปยังพระเวสสันดรผู้โอรส ซึ่งเสด็จประทับอยู่ในป่าพระองค์เดียว. เสด็จลงจากคอช้างพระที่นั่ง ทรงสะพักเฉวียงพระอังสาประนมพระหัตถ์ อันเหล่าอำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จมาเพื่ออภิเษกพระโอรส พระเจ้าสญชัยได้ทอดพระเนตรเห็นพระเวสสันดรราชโอรส มีพระกายมิได้ลูบไล้ตกแต่ง มีพระมนัสแน่วแน่ นั่งเข้าฌานอยู่ในบรรณศาลานั้น ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ.
พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตร เห็นพระราชบิดาผู้มีความรักในพระโอรสนั้น เสด็จมาเสด็จลุกต้อนรับถวายบังคม. ฝ่ายพระนางมัทรีทรงซบพระเศียรอภิวาทแทบพระบาทพระสัสสุระ กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันมัทรีผู้สะใภ้ของพระองค์ขอถวายบังคม ณ พระยุคลบาทของพระองค์. พระเจ้าสญชัยทรงสวมกอดสองกษัตริย์ประทับทรวง. ฝ่าพระหัตถ์ลูบพระปฤษฎางค์อยู่ไปมา ณ อาศรมนั้น.
ต่อนั้น พระเจ้าสญชัยทรงกันแสงคร่ำครวญ ครั้นสร่างโศกแล้ว เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับสองกษัตริย์นั้น จึงตรัสว่า
ลูกรัก พ่อไม่มีโรคาพาธกระมัง สุขสำราญดีกระมัง ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานทีจะมีน้อยกระมัง ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับพระดำรัสของพระบิดา จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันทั้งสองมีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง เที่ยวเสาะแสวงหามูลผลาหารเลี้ยงชีพ. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายเป็นผู้เข็ญใจ ฝึกแล้ว คือหมดพยศ. ความเข็ญใจฝึกหม่อมฉันทั้งหลาย ดุจนายสารถีฝึกม้าให้หมดพยศ ฉะนั้น. ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันทั้งหลายถูกเนรเทศมีร่างกายเหี่ยวแห้ง ด้วยการหาเลี้ยงชีพในป่า จึงมีเนื้อหนังซูบลง เพราะไม่ได้เห็นพระชนกและพระชนนี.
ก็และครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเวสสันดร เมื่อจะทูลถามถึงข่าวคราวของพระโอรสและพระธิดาอีก จึงทูลว่า
ทายาทผู้มีมโนรถยังไม่สำเร็จ ของพระองค์ผู้ประเสริฐของชาวสีพี คือพ่อชาลีและแม่กัณหาชินาทั้งสองตกอยู่ในอำนาจของพราหมณ์ร้ายกาจเหลือเกิน. แกตีพ่อชาลีและแม่กัณหาชินา ดุจคนตีฝูงโค. ถ้าพระองค์ทรงทราบ หรือได้สดับข่าวลูกทั้งสองของพระราชบุตรีมัทรีนั้น. ขอได้โปรดตรัสบอกแก่หม่อมฉันทั้งสองทันที ดุจหมองูเยียวยามาณพที่ถูกงูกัด ฉะนั้น.
พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
หลานทั้งสองคือชาลีและกัณหาชินา พ่อได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ชูชกไถ่ไว้แล้ว เจ้าอย่าวิตกเลย จงโปร่งใจเถิด.
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงได้ความโปร่งพระหฤทัย เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับพระบิดา จึงตรัสว่า
ข้าแต่พระบิดา พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธกระมัง สุขสำราญดีกระมัง พระเนตรแห่งพระมารดาของหม่อมฉัน ยังไม่เสื่อมกระมัง.
พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
ลูกรัก พ่อไม่ค่อยมีโรคและมีความสุขสำราญดี อนึ่ง จักษุของมารดาเจ้าก็ไม่เสื่อม.
พระมหาสัตว์กราบทูลว่า
ยวดยานของพระองค์หาโรคภัยมิได้กระมัง พาหนะยังใช้ได้คล่องแคล่วดีกระมัง ชนบทมั่งคั่งกระมัง ฝนตกต้องตามฤดูกาลกระมัง.
พระเจ้าสญชัยตรัสว่า
ยวดยานของพ่อไม่มีโรคภัย พาหนะยังใช้ได้คล่องแคล่วดี ชนบทก็มั่งคั่ง ฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล.
เมื่อสามกษัตริย์ตรัสปราศรัยกันอยู่อย่างนี้ พระนางผุสดีเทวีทรงกำหนดว่า บัดนี้ กษัตริย์ทั้งสามจักทำความโศกให้เบาบาง ประทับนั่งอยู่ จึงเสด็จไปสู่สำนักพระโอรส พร้อมด้วยบริวารใหญ่.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อสามกษัตริย์กำลังตรัสกันอยู่อย่างนี้ พระนางผุสดีราชมารดาผู้เป็นพระราชบุตรีพระเจ้ามัททราช เสด็จด้วยพระบาทไม่ได้สวมฉลองพระบาท ได้ปรากฏแทบช่องภูผา พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทอดพระเนตร เห็นพระราชชนนีผู้มีความรักในพระโอรสกำลังเสด็จมา. ก็เสด็จลุกต้อนรับ เสด็จถวายบังคม. พระนางมัทรีทรงอภิวาทแทบพระบาทแห่งพระสัสสุด้วยพระเศียร ทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉันมัทรีผู้สะใภ้ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระแม่เจ้า.
ก็ในเวลาที่พระเวสสันดรและพระนางมัทรี ถวายบังคมพระนางผุสดีเทวี แล้วประทับยืนอยู่ พระชาลีและพระกัณหาชินาทั้งสอง อันกุมารกุมารีห้อมล้อมเสด็จมาถึง พระนางมัทรีประทับยืน ทอดพระเนตรทางมาแห่งพระโอรสพระธิดาอยู่ พระนางเจ้าทอดพระเนตรเห็นพระโอรสพระธิดาเสด็จมาโดยสวัสดี ก็ไม่สามารถจะทรงพระวรกายอยู่ด้วยภาวะของพระองค์ ทรงคร่ำครวญเสด็จไปแต่ที่นั้น ดุจแม่โคมีลูกอ่อน ฉะนั้น ฝ่ายพระชาลีและพระกัณหาทอดพระเนตรเห็นพระมารดา ก็ทรงคร่ำครวญวิ่งตรงเข้าไปหาพระมารดาทีเดียว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระชาลีและพระกัณหาชินาผู้มาโดยสวัสดีแต่ที่ไกล ทอดพระเนตรเห็นพระนางมัทรี ก็ทรงกันแสงวิ่งเข้าไปหา ดุจลูกโคอ่อนเห็นแม่ ก็ร้องวิ่งเข้าไปหา ฉะนั้น พระนางมัทรีเล่า พอทอดพระเนตรเห็นพระโอรสพระธิดาผู้มาโดยสวัสดีแต่ที่ไกล ก็สั่นระรัวไปทั่วพระวรกาย คล้ายแม่มดที่ผีสิงตัวสั่น ฉะนั้น น้ำนมก็ไหลออกจากพระถันทั้งคู่.
ได้ยินว่า พระนางมัทรีทรงคร่ำครวญด้วยพระสุรเสียงอันดัง พระกายสั่นถึงวิสัญญีภาพล้มลงเหยียดยาวเหนือปฐพี. ฝ่ายพระชาลีและพระกัณหาก็เสด็จมาโดยเร็วถึงพระชนนี ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลงทับพระมารดา. ในขณะนั้น น้ำนมก็ไหลออกจากพระยุคลถันของพระนางมัทรี เข้าพระโอษฐ์แห่งกุมารกุมารีทั้งสองนั้น. ได้ยินว่า ถ้าจักไม่มีลมหายใจประมาณเท่านี้ พระกุมารกุมารีทั้งสองจักมีหทัยแห้ง พินาศไป.
ฝ่ายพระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นพระปิยบุตรบุตรี ก็ไม่อาจทรงกลั้นโศกาดูรไว้ ถึงวิสัญญีภาพล้มลง ณ ที่นั้นเอง. แม้พระชนกและพระชนนีแห่งพระเวสสันดร ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลงในที่นั้น เหมือนกัน.
เหล่าอำมาตย์หกหมื่นผู้สหชาติของพระมหาสัตว์ เห็นกิริยาของ ๖ กษัตริย์ดังนั้น ก็ถึงวิสัญญีภาพล้มลง ณ ที่นั้น เหมือนกัน. บรรดาราชบริพารทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์อันน่าสงสารนั้น. แม้คนหนึ่งก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยภาวะของตน. อาศรมบททั้งสิ้นได้เป็นเหมือนป่ารัง อันลมยุคันตวาตย่ำยีแล้ว. ขณะนั้น ภูผาทั้งหลายก็บันลือลั่น มหาปฐพีก็หวั่นไหว มหาสมุทรก็กำเริบ เขาสิเนรุราชก็โอนเอนไปมา เทวโลกทั่วกามาพจรก็เกิดโกลาหล เป็นอันเดียวกัน.
ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า กษัตริย์ทั้ง ๖ องค์ พร้อมด้วยราชบริษัทถึงวิสัญญีภาพ ไม่มีใครแม้คนหนึ่งที่สามารถจะลุกขึ้น รดน้ำลงบนสรีระของใครได้ เอาเถอะ เราจักยังฝนโบกขรพรรษให้ตกลงเพื่อชนเหล่านั้น ในบัดนี้ ดำริฉะนี้ แล้วจึงยังฝนโบกขรพรรษให้ตกลง ณ สมาคมแห่งกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์. ชนเหล่าใดใคร่ให้เปียกชนเหล่านั้นก็เปียก เหล่าชนที่ไม่ต้องการให้เปียก แม้สักหยาดเดียวก็ไม่ตั้งอยู่ในเบื้องบนแห่งชนเหล่านั้น เพียงดังน้ำกลิ้งไปจากใบบัว ฉะนั้น. ฝนโบกขรพรรษนั้นเป็นเหมือนน้ำฝนที่ตกลงบนใบบัว ด้วยประการฉะนี้ ในกาลนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ก็กลับฟื้นพระองค์ มหาชนทราบความมหัศจรรย์ว่า ฝนโบกขรพรรษตก ณ สมาคมพระญาติแห่งพระมหาสัตว์ และแผ่นดินไหว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ความกึกก้องใหญ่ได้เกิดแก่สมาคมพระญาติ ภูเขาทั้งหลายก็บันลือลั่น แผ่นดินก็หวั่นไหว ฝนตกลงเป็นท่อธาร ในกาลนั้น. ลำดับนั้น พระราชาเวสสันดรก็ประชุมด้วยพระประยูรญาติทั้งหลาย พระชาลีและพระกัณหาชินาผู้พระราชนัดดา พระนางมัทรีผู้สะใภ้ พระเวสสันดรผู้พระราชโอรส พระเจ้าสญชัยผู้มหาราชและพระนางเจ้าผุสดีผู้พระมเหสี ได้ประชุมโดยความเป็นอันเดียวกัน ในกาลใด. ความมหัศจรรย์อันให้ขนพองสยองเกล้าได้มี ในกาลนั้น.
ชาวแคว้นสีพีที่มาประชุมกันทั้งหมด ร้องไห้อยู่ในป่าอันน่ากลัว ประนมมือแด่พระเวสสันดร ทูลวิงวอนพระเวสสันดรและพระนางมัทรีว่า ขอพระองค์เป็นอิสรราชแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทั้งสองพระองค์จงครองราชสมบัติ เป็นพระราชาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย.
จบฉขัตติยบรรพ
นครกัณฑ์
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสกับพระชนก จึงตรัสคาถานี้ว่า
พระองค์ และชาวชนบท ชาวนิคม ประชุมกันให้เนรเทศหม่อมฉันผู้ครองราชสมบัติโดยธรรม จากแว่นแคว้น.
ต่อนั้น พระเจ้าสญชัย เมื่อจะยังพระโอรสให้อดโทษแก่พระองค์ จึงตรัสว่า
ลูกรัก จริงทีเดียว การที่พ่อให้ขับไล่ลูกผู้ไม่มีโทษ เพราะถ้อยคำของชาวสีพีนั้น ชื่อว่าพ่อได้กระทำกรรมอันชั่วช้า ทำกรรมอันทำลายความเจริญแก่พวกเรา.
ครั้นตรัสคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงวิงวอนพระโอรสเพื่อนำความทุกข์ของพระองค์ไปเสีย จึงตรัสคาถานี้ว่า
ธรรมดาบุตรควรนำความทุกข์ของบิดามารดา หรือพี่น้องหญิงออกเสีย ด้วยคุณที่ควรสรรเสริญอันใดอันหนึ่ง แม้ด้วยชีวิตของตน.
พระโพธิสัตว์ แม้ทรงใคร่จะครองราชสมบัติ แต่เมื่อไม่ตรัสคำมีประมาณเท่านี้ ก็หาชื่อว่า เป็นผู้หนักไม่ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสกับพระราชบิดา พระเจ้าสญชัยทรงอาราธนาพระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ทรงรับว่า สาธุ.
ครั้งนั้น เหล่าอำมาตย์หกหมื่นผู้สหชาติ รู้ว่า พระมหาสัตว์ทรงรับอาราธนา จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เวลานี้เป็นเวลาสนานพระวรกาย จงชำระล้างธุลีและสิ่งเปรอะเปื้อนเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายรอสักครู่หนึ่ง เสด็จเข้าบรรณศาลา ทรงเปลื้องเครื่องฤาษีเก็บไว้ ทรงพระภูษาสีดุจสังข์ เสด็จออกจากบรรณศาลา ทรงรำพึงว่า สถานที่นี้เป็นที่อันเราเจริญสมณธรรมสิ้น ๙ เดือนครึ่ง และสถานที่นี้เป็นที่แผ่นดินไหว เหตุเราผู้ถือเอายอดแห่งพระบารมี บริจาคปิยบุตรทารทาน ทรงรำพึงฉะนี้แล้ว ทำประทักษิณบรรณศาลา ๓ รอบ ทรงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วทรงสถิตอยู่.
ครั้งนั้น เจ้าพนักงานมีภูษามาลาเป็นต้น ก็ทำกิจมีเจริญพระเกสา และพระมัสสุเป็นต้นแห่งพระมหาสัตว์. ชนทั้งหลายได้อภิเษกพระมหาสัตว์ ผู้ประดับด้วยราชาภรณ์ทั้งปวงผู้รุ่งเรืองดุจเทวราช ในราชสมบัติ.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
แต่นั้น พระเวสสันดรราชทรงชำระล้างธุลีและของไม่สะอาดแล้ว สละวัตรปฏิบัติทั้งปวง ทรงเพศเป็นพระราชา.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์เป็นผู้มีพระยศใหญ่ สถานที่พระองค์ทอดพระเนตรแล้ว ทอดพระเนตรแล้ว ก็หวั่นไหว. เหล่าผู้รู้มงคลทรงจำมงคลไว้ด้วยปาก ก็ยังมงคลทั้งหลายให้กึกก้อง. พวกประโคมก็ประโคมดนตรีทั้งปวงขึ้นพร้อมกัน ความกึกก้องโกลาหลแห่งดนตรี เป็นการครึกครื้นใหญ่ ราวกะเสียงกึกก้องแห่งเมฆคำรามกระหึ่มในท้องมหาสมุทร ฉะนั้น. เหล่าอำมาตย์ประดับหัตถีรัตนะ แล้วเตรียมเทียบไว้รับเสด็จพระเวสสันดร. มหาสัตว์ทรงผูกพระแสงขรรค์รัตนะ แล้วเสด็จขึ้นหัตถีรัตนะ. เหล่าอำมาตย์หกหมื่นผู้สหชาติทั้งปวง ประดับเครื่องสรรพาลังการ แวดล้อมพระมหาสัตว์. ฝ่ายนางกัญญาทั้งปวงให้พระนางมัทรีสนานพระกาย แล้วตกแต่งพระองค์ถวายอภิเษก. เมื่อถวายการรดน้ำสำหรับอภิเษก ณ พระเศียรแห่งพระนางมัทรี ได้กล่าวมงคลทั้งหลายเป็นต้นว่า ขอพระเวสสันดรจงทรงอภิบาล.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสันดรมหาสัตว์สนานพระเศียร ทรงพระภูษาอันสะอาด ประดับด้วยราชปิลันธนาภรณ์ทุกอย่าง ทรงผูกสอดพระแสงขรรค์อันทำให้ราชปัจจามิตรเกรงขาม เสด็จขึ้นทรงพระยาปัจจัยนาคเป็นพระคชาธาร. ลำดับนั้น เหล่าสหชาติโยธาหาญทั้งหกหมื่นผู้งามสง่าน่าทัศนา ต่างร่าเริงแวดล้อมพระมหาสัตว์ผู้จอมทัพ.
แต่นั้น เหล่าสนมกำนัลของพระเจ้ากรุงสีพีประชุมกัน สรงสนานพระนางมัทรีราชกัญญา ทูลถวายพระพรว่า ขอพระเวสสันดรจงอภิบาลพระแม่เจ้า ขอพระชาลีและพระกัณหาชินาทั้งสองพระองค์ จงอภิบาลพระแม่เจ้า. อนึ่ง ขอพระเจ้าสญชัยมหาราช จงคุ้มครองรักษาพระแม่เจ้าเถิด.
พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทรงได้ปัจจัยนี้ ทรงอนุสรณ์ถึงการประทับแรมในป่า อันเป็นความลำบากของพระองค์มาแต่ก่อน จึงให้ตีอานันทเภรีเที่ยวป่าวร้องตามเวิ้งเขาวงกต อันเป็นที่ควรยินดี.
พระนางมัทรีทรงได้ปัจจัยนี้ ทรงอนุสรณ์ถึงการประทับแรมในป่า อันเป็นความลำบากแห่งพระองค์มาแต่ก่อน. พระนางถึงพร้อมด้วยพระลักษณะ มีพระหฤทัยร่าเริงยินดี ที่พบพระโอรสและพระธิดา.
พระนางมัทรีทรงได้ปัจจัยนี้ ทรงอนุสรณ์ถึงการประทับแรมในป่า อันเป็นความลำบากของพระองค์มาแต่ก่อน. ทรงมีพระลักษณะ ดีพระหฤทัย อิ่มพระหฤทัยแล้วพร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา.
ก็และครั้นทรงอิ่มพระหฤทัยอย่างนี้แล้ว พระนางมัทรีได้ตรัสแก่พระโอรสพระธิดาว่า
แน่ะลูกรักทั้งสอง เมื่อก่อนแม่กินอาหารมื้อเดียว นอนเหนือแผ่นดินเป็นนิตย์ แม่ได้ประพฤติอย่างนี้ เพราะใคร่ต่อลูก วัตรนั้นสำเร็จแล้วแก่แม่ในวันนี้ เพราะอาศัยลูกทั้งสอง วัตรนั้นเกิดแต่แม่ก็ตาม เกิดแต่พ่อก็ตาม จงอภิบาลลูก อนึ่ง ขอพระมหาราชสญชัยจงคุ้มครองลูก บุญอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งแม่และพ่อได้บำเพ็ญไว้ จงสำเร็จแก่ลูก ด้วยอำนาจบุญกุศลนั้นทั้งหมด ขอลูกจงอย่าแก่ (เร็ว) อย่าตาย (เร็ว).
ฝ่ายพระนางผุสดีเทวีมีพระดำริว่า ตั้งแต่นี้ไป สุณิสาของเราจงนุ่งห่มภูษาเหล่านี้และทรงอาภรณ์เหล่านี้ ดำริฉะนี้แล้ว สั่งให้บรรจุวัตถาภรณ์เต็มในหีบทอง ส่งไปประทาน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้นจึงตรัสว่า
พระผุสดีราชเทวีผู้พระสัสสุได้ประทานกัปปาสิกพัสตร์ โขมพัสตร์ และโกทุมพรพัสตร์ อันเป็นเครื่องงดงามแห่งพระนางมัทรีผู้พระสุณิสา แต่นั้น พระนางเจ้าประทานเครื่องประดับพระศอแล้วไปด้วยทองคำ เครื่องประดับต้นพระกร เครื่องประดับบั้นพระองค์แล้วไปด้วยแก้วมณี เครื่องประดับพระศออีกชนิดหนึ่ง สัณฐานดุจผลอินทผลัมแล้วไปด้วยทองคำ เครื่องประดับพระศอแล้วไปด้วยรัตนะ เครื่องประดับพระนลาตซึ่งขจิตด้วยสุวรรณเป็นต้น เครื่องประดับวิการด้วยสุวรรณ ส่วนพระกายมีพระทนต์เป็นอาทิ เครื่องประดับมีพรรณต่างๆ แล้วไปด้วยแก้วมณี เครื่องประดับทรวง เครื่องประดับบนพระอังสา เครื่องประดับ บั้นพระองค์ชนิดแล้วไปด้วยสุวรรณและหิรัญ เครื่องประดับที่พระบาทและเครื่องประดับที่ปักด้วยด้ายและมิได้ปักด้วยด้าย อันเป็นเครื่องงดงามแห่งพระนางมัทรีผู้พระสุณิสา.
พระนางมัทรีผู้ราชบุตรีทรงเพ่งพินิจพระวรกายอันยังบกพร่องด้วยเครื่องประดับนั้นๆ ก็ทรงประดับให้บริบูรณ์ งดงามดุจเทพกัญญาในนันทนวัน. พระนางมัทรีสนานพระเศียร ทรงพระภูษาอันสะอาด ประดับด้วยราชปิลันธนาภรณ์ทุกอย่าง. งามดุจเทพอัปสรในดาวดึงส์พิภพ. วันนั้น เสด็จลีลาศงามดังกัทลีชาติต้องลมที่เกิดอยู่ ณ จิตรลดาวัน สมบูรณ์ด้วยริมพระโอษฐ์มีสีแดง ดังผลตำลึงและพระนางมีพระโอษฐ์แดงดังผลนิโครธสุกงาม ประหนึ่งกินรี อันเรียกว่ามานุสินี เพราะเกิดมามีสรีระดุจมนุษย์ มีปีกอันวิจิตรกางปีกร่อนไปในอัมพรวิถี ฉะนั้น.
อมาตย์ทั้งหลายนำช้างตัวประเสริฐไม่แก่นัก เป็นช้างทนต่อหอกและศร มีงาดุจงอนรถ สามารถนำมาเพื่อพระนางมัทรีทรง พระนางมัทรีนั้นเสด็จขึ้นสู่ช้างตัวประเสริฐไม่แก่นัก เป็นช้างทนต่อหอกและศร มีงาดุจงอนรถมีกำลังกล้าหาญ.
พระเวสสันดรและพระนางมัทรีทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จไปสู่กองทัพด้วยพระอิสริยยศใหญ่ ด้วยประการฉะนี้ ฝ่ายพระเจ้าสญชัยมหาราชประพาสเล่นตามภูผาและป่า ประมาณหนึ่งเดือนกับด้วยทวยหาญ ๑๒ อักโขภิณี พาลมฤคและนกในป่าใหญ่ถึงเพียงนั้น มิได้เบียดเบียนสัตว์ไรๆ ด้วยเดชานุภาพแห่งพระมหาสัตว์.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เหล่ามฤคชาติและปักษีชาติมีอยู่ในป่านั้นทั้งหมดเพียงไร ย่อมไม่เบียดเบียนกันและกัน ด้วยเดชานุภาพแห่งพระเวสสันดร เมื่อพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ เสด็จไปแล้ว เหล่ามฤคชาติและปักษีชาติมีอยู่ในป่านั้นทั้งหมดเพียงไร ต่างมาชุมนุมกันอยู่ที่เดียวกัน เมื่อพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ เสด็จไปแล้ว เหล่ามฤคชาติและปักษีชาติ ในป่านั้นทั้งหมดเพียงไร ต่างไม่ร้องเสียงหวาน.
พระเจ้าสญชัยนรินทรราช ครั้นเสด็จประพาสเล่นตามภูผาและราวไพร ประมาณหนึ่งเดือนกับทวยหาญ ๑๒ อักโขภิณีแล้ว ตรัสเรียกเสนาคุตอมาตย์มาตรัสถามว่า เราทั้งหลายอยู่ในป่ากันนานแล้ว มรรคาเสด็จของบุตรเรา พวกเจ้าตกแต่งแล้วหรือ ครั้นเหล่าอมาตย์กราบทูลว่า ตกแต่งแล้ว และทูลเชิญเสด็จว่า ถึงเวลาเสด็จแล้ว พระเจ้าค่ะ จึงโปรดให้ทูลพระเวสสันดร ให้ตีกลองป่าวร้องให้ทราบกาลเสด็จกลับพระนคร แล้วทรงพากองทัพเสด็จกลับ พระเวสสันดรมหาสัตว์เสด็จยาตราด้วยราชบริพารใหญ่ สู่มรรคาที่ตกแต่งแล้ว กำหนดได้ ๖๐ โยชน์ตั้งแต่เวิ้งเขาวงกต จนถึงกรุงเชตุดร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ทางหลวงตกแต่งแล้ว วิจิตรงดงามโปรยปรายด้วยดอกไม้ ตั้งแต่เขาวงกตที่พระเวสสันดรประทับจนถึงกรุงเชตุดร. แต่นั้น โยธาหกหมื่นงดงามน่าทัศนา นางข้างใน ราชกุมาร พ่อค้า พราหมณ์ กองช้าง กองม้า กองรถ กองราบ ห้อมล้อมพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ ผู้เสด็จไปอยู่โดยรอบ. ทหารสวมหมวก ทรงหนังเครื่องบังที่คอ ถือธนู สวมเกราะไปข้างหน้าพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ ผู้เสด็จไปอยู่ และชาวชนบท ชาวนิคม พร้อมกันห้อมล้อมพระเวสสันดรผู้ยังแคว้นสีพีให้เจริญ ผู้เสด็จไปอยู่โดยรอบ.
พระราชาเวสสันดรล่วงมรรคา ๖๐ โยชน์มาสิ้น ๒ เดือนถึงกรุงเชตุดร เสด็จเข้าสู่พระนครอันประดับตกแต่งแล้ว เสด็จขึ้นปราสาท.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
กษัตริย์ทั้งหกพระองค์นั้นเข้าบุรีที่น่ารื่นรมย์ มีปราการสูงและหอรบ ประกอบด้วยข้าวน้ำ และการฟ้อนรำและขับร้องทั้งสอง. ในเมื่อพระเวสสันดรมหาสัตว์ผู้ยังชาวสีพีรัฐให้เจริญ เสด็จถึงแล้ว. ชาวชนบทและชาวนิคมพร้อมกันมีจิตยินดี. เมื่อพระเวสสันดรมหาสัตว์ผู้พระราชทานทรัพย์ เสด็จมาถึง การยกแผ่นผ้าก็เป็นไป รับสั่งให้ตีนันทเภรีป่าวร้องในพระนคร โฆษณาให้ปล่อยสรรพสัตว์ที่ผูกขังไว้.
ในวันเสด็จเข้าพระนครนั่นเอง พระเวสสันดรทรงพระดำริ ในเวลาใกล้รุ่งว่า พรุ่งนี้ ครั้นราตรีสว่างแล้ว พวกยาจกรู้ว่าเรากลับมาแล้ว ก็จักพากันมา เราจักให้อะไรแก่ยาจกเหล่านั้น. ในขณะนั้น พิภพแห่งท้าวสักกเทวราชได้สำแดงอาการเร่าร้อน พระองค์ทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบเหตุการณ์นั้น จึงยังพื้นที่ข้างหน้าและข้างหลังแห่งพระราชนิเวศน์ ให้เต็มด้วยรัตนะสูงประมาณเอวบันดาล ให้ฝนรัตนะเจ็ดตกเป็นราวกะฝนลูกเห็บ ให้ตกในพระนครทั้งสิ้นสูงประมาณเข่า. วันรุ่งขึ้น พระมหาสัตว์โปรดให้พระราชทานทรัพย์ ที่ตกอยู่ในพื้นที่ข้างหน้าและข้างหลังแห่งตระกูลนั้นๆ ว่า จงเป็นของตระกูลเหล่านั้นแหละ แล้วให้นำทรัพย์ที่เหลือขนเข้าท้องพระคลัง กับด้วยทรัพย์ในพื้นที่แห่งพระราชนิเวศน์ของพระองค์ แล้วให้เริ่มตั้งทานมุข.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์ผู้ยังสีพีรัฐให้เจริญเข้าพระนครแล้ว วัสสวลาหกเทพบุตรได้ยังฝน อันล้วนแล้วไปด้วยทองคำให้ตกลงมา ในกาลนั้น แต่นั้น พระเวสสันดรขัตติยราชทรงบำเพ็ญทานบารมี เบื้องหน้าแต่สิ้นพระชนมชีพ พระองค์ผู้มีพระปรีชาก็เสด็จเข้าถึงสวรรค์.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามหาเวสสันดรชาดก ซึ่งประดับด้วยคาถาประมาณ ๑,๐๐๐ คาถานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน มหาเมฆก็ยังฝนโบกขรพรรษให้ตก ในที่ประชุมแห่งพระประยูรญาติของเรา อย่างนี้เหมือนกัน.
ตรัสดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์ชูชกในกาลนั้น คือ ภิกษุเทวทัต.
นางอมิตตตาปนา คือ นางจิญจมาณวิกา.
พรานเจตบุตร คือ ภิกษุฉันนะ.
อัจจุตดาบส คือ ภิกษุสารีบุตร.
ท้าวสักกเทวราช คือ ภิกษุอนุรุทธะ.
พระเจ้าสญชัยนรินทรราช คือ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช.
พระนางผุสดีเทวี คือ พระนางสิริมหามายา.
พระนางมัทรีเทวี คือ ยโสธราพิมพา มารดาราหุล.
ชาลีกุมาร คือ ราหุล.
กัณหาชินา คือ ภิกษุณีอุบลวรรณา.
ราชบริษัทนอกนี้ คือ พุทธบริษัท.
ก็พระเวสสันดรราช คือ เราเองผู้สัมมาสัมพุทธเจ้า แล.
จบ นครกัณฑ์
----------------