หลายวันก่อนผมเขียนเรื่องสำคัญเกี่ยวกับ ‘ความไม่รู้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทั้งมวล’ และเขียนเกี่ยวกับว่า ‘เราจะรู้ได้อย่างไรว่า อะไรคือสิ่งที่เรายังไม่รู้’  

หลังจากนั้นผมก็คิดต่อว่าหลักคิดสองเรื่องนี้น่าจะเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการจัดการศึกษาสำหรับอนาคตของลูกหลายเรา ซึ่งโลกอนาตตนั้นจะมีภาวะของความพลิกผันสูงอยากแก่การคาดเดา 

และหลังจากนั้นผมก็คิดต่อว่า ‘แล้วความไม่รู้แบบไหนจะเกิดประโยชน์ต่อการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคต เพราะถ้าจะใช้นิยามความไม่รู้ว่าหมายถึง ’ทุกอย่างที่เรายังไม่รู้จัก คือความไม่รุ้' 

การที่เราจะรู้ว่าอะไรบ้างคือสิ่งที่เราไม่รู้นั้น เราต้องซื่อสัตย์ต่อการไม่รู้ของเราเอง ถ้าอะไรเราไม่มีข้อมูล ไม่มีความเข้าใจ หรือพูดโดยสรุปก็คือ ‘เราไม่มีความรู้’ โดยไม่จำเป็นต้องไปแจงนับว่ามีอะไรบ้างที่เรายังไม่รู้ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้นั้นมีมากมายเหลือคณานับแน่นอน เมื่อเทียบกับที่เรารู้ ครับ

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คนที่เรารู้จัก กับคนที่เราไม่รู้จักในโลก ซึ่งคนที่เรารู้จักนั้นน้อยกว่าคนที่เราไม่รู้จักมากมาย เป็นต้น ดังนั้นประเด็นจึงไม่ใช่การที่เราต้องรู้จักทุกคน แต่อยู่ที่เรารู้จักใครบ้าง และคนที่เรารู้จักนั้นสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเรา ครอบครัวของเรา สังคมของเรา ประเทศชาติของเรา และโลกของเราอย่างไรเป็นสำคัญ  เราควรทำความรู้จัก และอยู่กับคนเหล่านั้นอย่างมีคุณค่า ซึ่งนำจะดีกว่าการที่จะพยายามรู้จักทุกคน แต่ไม่ลึกซึ้ง และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของเรา ครอบครัวของเรา สังคมของเรา ประเทศชาติของเรา และโลกของเรา ครับ

ในทำนองเดียวกันกับความรู้ที่เรามีอยู่ และความรู้ที่เราควรแสวงหาเพื่อการทำงานและการดำรงชีวิตว่ามีอะไรบ้าง และที่เรายังไม่รู้ แต่จำเป็นต่อการงานและชีวิตของเรามีอะไรบ้าง แล้วเราจะเรียนรู้ ฝีกฝนและนำใช้สิ่งเหล่านั้นในการทำงานและการดำรงชีวิตเราอย่างไร 

ความรู้บางเรื่อง หรือหลายเรื่อง เราก็ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้  เช่นเดียวกับกับคนบางคน หรือหลายคน เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เรายังสามารถทำงาน และมีชีวิตได้อย่างดี มีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘ความไม่รู้ที่เป็นประโยชน์’ ซึ่งนำไปสู่หลักคิดในการเรียนรู้และในการจัดการศึกษายุคใหม่ เพื่อการงานและชีวิตในอนาคต คือ การพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ความซื่อสัตย์ต่อความไม่รู้ของตน และมีความสามารถในการระบุสิ่งที่เรายังไม่รู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการงานและชีวิตของตนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เรียนรู้ทุกอย่าง แต่ไม่ลึกซึ้ง และไม่สามารถนำใช้ในชีวิตและการงานได้อย่างคุ้มค่า 

ถ้าเราเข้าใจหลักคิดและนำใช้หลักคิดนี้ในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับลูกหลานของเรา หลักสูตรและการจัดการศึกษาของเราก็ไม่ต้องมีอะไรมากมายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังที่ผมเขียนไว้วันก่อนว่าทุกวันนี้เราบรรจุความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ มากมายไว้ในหลักสูตร และเราะก็จัดการเรียนการสอนสิ่งเหล่านั้นอย่างขยันขันแข็ง ทั้งๆ ที่เราไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นจริงๆ แล้วจะได้นำใช้หรือไม่ในอนาคต 

เหมือนกับการเตรียมตัวเดินป่าที่หอบสัมภาระไปมากมาย แต่สัมภาระหลายอันอาจจะไม่ได้ใช้เลยขณะที่เดินป่า ดังนั้นในการเตรียมตัวเดินป่า ทำไมเราไม่เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดในการดำรงชีวิตในป่า และเตรียมอุปกรณ์เท่าที่จำเป็นไปด้วยเท่านั้น เพราะเวลาเดินป่าจริงๆ อาจจะมีหลายอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ก็ได้ 

โลกในอนาคตก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วจะเป็นเช่นใด เหมือนโลกปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครที่เกิดในยุคผม คือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว จะรู้ว่าโลกปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ยิ่งโลกในปัจจุบันและในอนาคตนี้ ซึ่งมีความผลิกผันสูง จึงคงไม่ต้องรอถึง 70 ปีหรอกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยน เอาแค่ 5 ปี 10 ปีนี้ โลกก็จะเปลี่ยนไปมากกว่า  70 ปีที่ผ่านมาแน่นอน 

แล้วเราจะมีหลักคิดและแนวทางในการจัดการศึกษา และการเรียนรู้สำหรับลูกหลานเราอย่างไร นั่นคือโจทย์สำคัญของนักการศึกษา และผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศต้องคิดและทำครับ 

รักนะ ประเทศไทย 

สมาน อัศวภูมิ 

  29 เมษายน 2566