ดังเล่าแล้วในบันทึกเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ว่าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เชิญไปคุยกับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา หลักสูตรพิเศษ ในรายวิชากระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาภาวะผู้นำทางการศึกษา เน้นการพัฒนาผลลัพธ์และความสนุกของผู้เรียน ตามที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ สนุกกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และตีพิมพ์เป็นเล่มในปี ๒๕๕๖
ผมบอกกับ ผอ. สิทธิชัย ภคภัทร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดถนน อ. ป่าโมก จ. อ่างทอง ประธานรุ่นของนิสิต ที่มาติดต่อให้ผมไป “บรรยาย” ว่าผมไม่รับบรรยาย และไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ยินดีไปเสวนา โดยผู้เข้าร่วมวงเสวนาต้องอ่านเรื่องที่สนใจมาก่อน แล้วมาสะท้อนคิดร่วมกัน เพื่อทำความเข้าเรื่องนั้นๆ ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง ท่าน ผอ. ก็ตกลง
เท่ากับผมชวนเรียนรู้จากการร่วมกันหมุน Kolb’s Experiential Learning Cycle ที่เป็น Reflective Learning สู่การเรียนรู้เชิงหลักการหรือ Conceptualization ในส่วนของการพัฒนาผลลัพธ์และความสนุกของผู้เรียน
เนื่องจากผู้เข้าร่วมเสวนาสนใจเรื่องการพัฒนาผลลัพธ์และความสนุกของผู้เรียน ผมจึงเตรียมหนังสือ สอนนอกกรอบ ยุทธวิธีจับใจศิษย์ ไปแจก และแนะนำหนังสือแปลจากหนังสือที่เขียนโดย Barbara Oakley อีก ๒ เล่มคือ เรียนแบบนี้แต่แรก ก็เก่งไปนานแล้ว (Learning How To Learn) กับ ๑๑ เทคนิคการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้เป็นคนเรียนเก่ง จำแม่น และได้คะแนนดี (Learn Like A Pro : Science-Based Tools to Become Better at Anything) รวมทั้งแนะนำให้ทำความเข้าใจมิติใหม่ๆ ของการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) โดยฟังการบรรยายของผมเมื่อ ๑๐ เดือนที่แล้ว ที่ gotoknow.org/posts/702563
เมื่อถึงวันเสวนา ผมนำหนังสืออีก ๔ เล่มไปมอบให้ ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์คือ สอนเสวนา สู่การเรียนรู้เชิงรุก, สอนอย่างมือชั้นครู, การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก, และ สร้างระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ รวมกับ หนังสือ สอนนอกกรอบ ยุทธวิธีจับใจศิษย์ เป็น ๕ เล่ม เพื่อแสดงความขอบคุณและชื่นชม ที่ทางคณะส่งเสริมให้นิสิตหลักสูตรปริญญาเอกด้านบริหารการศึกษา เอาใจใส่เรียนรู้ศาสตร์ด้านการเรียนรู้ เพื่อใช้ในการทำหน้าที่ผู้บริหารที่เป็นผู้นำทางวิชาการ มีความรับผิดรับชอบต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนของโรงเรียน หรือของเขตการศึกษา หรือของจังหวัด หรือของหน่วยงานต้นสังกัด ที่ตนรับผิดชอบ
ผมเตรียมไปย้ำว่า ผอ. โรงเรียนต้องไม่แค่เปลี่ยนขาด (transform) การจัดการการเรียนรู้ในโรงเรียนของตนเองเท่านั้น ต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเปลี่ยนขาดระบบการศึกษาของประเทศด้วย และต้องไม่ลืมว่า เป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ ต้องให้ครบ VASK
การเปลี่ยนขาดระบบการจัดการเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนจากการถ่ายทอดความรู้ เป็นการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) ที่ครูและโรงเรียนต้องร่วมกันตรวจสอบพื้นสมรรถนะ (VASK) ของนักเรียนของตนในทุกต้นปีการศึกษา และตรวจสอบสมรรถนะเมื่อสิ้นปีการศึกษา นำมาคำนวณ Effect Size เพื่อใช้เป็น feed forward แก่ตนเอง สำหรับพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ในปีการศึกษาต่อไป
ย้ำว่า โรงเรียน ผู้บริหาร และครู ต้องประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนเป็น สำหรับนำมาใช้ออกแบบการเรียนรู้ และเพื่อนำมาใช้ดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายคน
ย้ำว่า โรงเรียน ผู้บริหาร และครู ต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา คือใช้ Growth Mindset และใช้ collaborative learning ซึ่งจะช่วยให้ศิษย์พัฒนาคุณลักษณะที่มีคุณค่ายิ่งต่อชีวิตนี้ ใส่ตัว
ย้ำว่า โรงเรียน ผู้บริหาร และครู ต้องออกแบบการเรียนการสอนของตนเอง ให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน ต้องไม่เปิดคู่มือแล้วจัดการเรียนการสอนตามคู่มืออย่างตายตัว เพราะจะทำให้ โรงเรียน ผู้บริหาร และครู ไม่เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน คู่มือมีไว้ช่วยเหลือหรือตรวจสอบความครบถ้วน ไม่ได้มีไว้คิดแทน โรงเรียน ผู้บริหาร และครู
ในสายตาของผม ศาสตร์ด้านการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน คือ การเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่เรียกว่า experiential learning ที่ได้จากการสังเกตและสะท้อนคิดไปพร้อมๆ กัน โดยผู้เรียนตั้งคำถามแก่ตัวเองเป็น ช่วยให้สะท้อนคิดสู่การเรียนรู้ได้หลายแบบ หลายมิติ ครบ VASK และเกิดการพัฒนาทั้งด้านวิธีการ และด้านหลักการหรือทฤษฎี ซึ่งเป็นไปตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle
บรรยากาศของการเสวนาในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๘.๓๐ - ๑๐.๓๐ น. ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สนุกมาก ผมไปถึงอาคารของคณะก่อน ๘ น. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาช่วยอำนวยความสะดวกในการจอดรถอย่างดีเยี่ยม ผมเดินไปชมบรรยากาศร่มรื่นและอากาศเย็นสบายสักครู่ก็เดินกลับมาที่รถ พบทีมนิสิตปริญญาเอกสวมชุดเขียวที่เป็นชุดทีมของรุ่นมายืนรออยู่ พากันขึ้นไปที่ห้องประชุมชั้น ๓ พบว่า ๘ น. นิสิตทั้ง ๙ คนก็มาครบ รวมทั้งอาจารย์ ๑ ท่านด้วย
เนื่องจากเวลานัดคือ ๘.๓๐ น. และมีอาจารย์อีก ๒ ท่านจะมาร่วมเสวนา เราจึงคุยทำความรู้จักกันไปก่อน โดยผมเสนอให้ทุกคนแนะนำตัว และบอกว่าที่มาเรียนปริญญาเอกด้านบริหารการศึกษานั้น ต้องการอะไร และต้องการเรียนรู้อะไรจาก ๒ ชั่วโมงนี้ ท่านอาจารย์ก็ร่วมแจมด้วย และต่อมาก็มีอาจารย์อีก ๓ ท่านมาร่วม นิสิตส่วนใหญ่เป็นครู อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้บริหารการศึกษา สองคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อีกท่านหนึ่งเป็นคนของคณะศึกษาศาสตร์เอง น่าสนใจที่คนที่เป็นครูส่วนใหญ่เรียนมาทางด้านอื่น
ผมเข้าใจว่าข้อเขียนใน บล็อกทั้งสองชิ้นที่ผมส่งให้นิสิตและอาจารย์ที่สนใจศึกษามาก่อน ออกฤทธิ์พอสมควร คือทำให้เขาเข้าใจว่า มุมมองของผมต่อผู้บริหารโรงเรียนและผู้บริหารการศึกษาคือต้อง transform ระบบ และ transform รูปแบบการเรียนรู้ เราจึงได้รับฟังเรื่องราวที่สะท้อนความพยายามพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่หลากหลายมาก ครูชุดารัตน์ วัชรินทร์รัตน์ สอนที่ รร. วัดอินทาราม สพป. ๑ กาญจนบุรี มีประสบการณ์การเข้าโครงการ TSQP จึงได้เล่าสั้นๆ ให้เพื่อนๆ ฟัง และบอกว่าเป็นโครงการที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนชัดเจนมาก ผมถามว่า โครงการจะจบในเดือนพฤษภาคมนีแล้ว คิดว่าสภาพการทำงานที่เปลี่ยนโดยโครงการ TSQP ที่โรงเรียนนี้จะยั่งยืนไหม เธอตอบว่ายั่งยืน เพราะครูต่างก็พร้อมใจกันทำงานแนวใหม่ วงเสวนาจึงได้คุยกันเรื่องความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลงดีๆ ในโรงเรียนว่าขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง
ตอนแรกเราคุยกันว่า จะแบ่งการเสวนาเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนการเปลี่ยนขาดระบบ กับส่วนการเปลี่ยนขาดการเรียนการสอนมาเป็นการเรียนรู้เชิงรุก แต่เอาเข้าจริงเราคุยปนๆ กันไปอย่างมีรสชาติ จนเวลา ๒ ชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็ว
ผมคิดว่า การเสวนา ๒ ชั่วโมง บวกกับการเตรียมตัวอีกมากกว่านั้น น่าจะช่วยจุดประกายทั้งต่อตัวนิสิต และต่ออาจารย์ ในการที่จะดำเนินการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้แก่ระบบการศึกษาไทย
ผมกล่าวชื่นชมคณะศึกษาศาสตร์ ที่กระตุ้นให้นิสิตปริญญาเอกด้านบริหารการศึกษาได้ตระหนักว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดของการบริหารการศึกษาคือผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์ จึงนำหนังสือ ๕ เล่ม ไปมอบให้เพื่อแสดงความชื่นชม
วิจารณ์ พานิช
๓๑ มี.ค. ๖๖
ขอบคุณสำหรับความรู้ ที่นอกจากทันสมัยยังผนึกเอากับการทำความเข้าใจที่จะแลกเปลี่ยนอย่างแท้จริงกับผู้ร่วมเสวนาครับ….วิโรจน์ ครับ