ศ. ดร. เพทาย เย็นจิตโสมนัส เป็นนักวิจัยอาวุโส คุณภาพคับแก้วท่านหนึ่งของประเทศไทย ได้วิพากษ์ระบบ ววน. ของประเทศไว้ดังต่อไปนี้
ปัญหาระบบวิจัยของประเทศไทย
การยกระดับ สกว. เป็น สกสว. ฟังดูดี แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการยุติบทบาทหน้าที่เดิมของ สกว. และเอาพันธกิจของ สกว.ที่มีมาแต่เดิมทั้งหมด ซึ่ง สกว. ทำมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ เป็นเวลา 25 ปี ไปให้หน่วยงานที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนทำ และการตั้งหน่วยให้ทุนใหม่ ซึ่งก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเช่นกัน ทุกอย่างจึงเหมือนจะต้องเริ่มต้นใหม่ โดยเกือบละทิ้งประสบการณ์เดิมที่มีไปเกือบจะทั้งหมด
ประสบการณ์และความสำเร็จของ สกว. ในช่วงเวลา 25 ปี (สกว.ได้รับรางวัล ทุนหมุนเวียนดีเด่น ติดต่อกันเป็นเวลา 6 ปี และได้รับอีก 2 รางวัล คือ รางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศ และ รางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2561) นั้น เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่าง แต่ที่สำคัญ คือ สกว. บริหารจัดการโดยประชาคมวิจัยและนักวิจัยมีส่วนร่วม มีการฟังเสียงและความคิดเห็นของนักวิจัย มุ่งเน้นที่ตัวนักวิจัยและทีมงาน ก่อนจะไปที่ตัวงานวิจัย ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ทำงานจริง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ในทุกๆ สาขา โดยเฉพาะนักวิจัยรุ่นอาวุโสและรุ่นกลาง นักวิจัยรุ่นใหม่ก็มีการคัดเลือกเป็นอย่างดี เพื่อให้เป็นผู้รับทุน และจะต้องมีนักวิจัยพี่เลี้ยง (Mentor) แต่ถึงกระนั้นก็มีนักวิจัยรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ต้องต่อขยายสัญญาหรือปิดทุนไม่ได้ จุดนี้เป็นจุดหนึ่งที่สกว. อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ปัญหานี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับ สกว.เท่านั้น หน่วยให้ทุนทั้งเก่าและใหม่ที่ตั้งขึ้นในปัจจุบัน ก็คงจะเจอปัญหาแบบเดียวกัน เพราะส่วนหนึ่งมาจากความอ่อนแอของระบบและโครงสร้างด้านการวิจัย ระบบนิเวศและปัญหาและอุปสรรคในเชิงการบริหารจัดการงานวิจัยที่ไม่เอื้ออำนวยในหน่วยงานและสถาบันต้นสังกัดของนักวิจัยด้วย ปัญหานี้อาจจะมีไม่มากในมหาวิทยาลัยใหญ่ ที่มีความพร้อมมากกว่า มหาวิทยาลัยขนาดกลางและขนาดเล็ก
สกว. มุ่งให้ทุนด้านพื้นฐาน แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งเรื่องการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย มีการให้ทุนในเชิงประยุกต์ ในเชิงพื้นที่ และการจัดการทุนวิจัย หรือ Program Management Unit (PMU) ต่างๆ ในปัจจุบัน
ระบบให้ทุนวิจัยในปัจจุบัน ปรับการให้ทุนพื้นฐาน หรือ Fundamental Fund (FF) ให้เป็นการส่งทุนตรงไปยังมหาวิทยาลัย ซึ่งยังประสบปัญหาตามที่กล่าวข้างต้น และหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัย (PMU) เกือบทั้งหมด ยกเว้น วช. ที่ให้ทุนวิจัยในเชิงสร้างนวัตกรรมที่จะต้องมี Technology Readiness Level (TRL) ระดับต่างๆ หรืออาจจะต้องมี Business Model Canvas ด้วย
สัดส่วนการให้ทุนเพื่อมุ่งการสร้างนวัตกรรมและการมุ่งให้สร้างผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ที่เรียกว่า Strategic Fund (SF) เป็นสัดส่วนที่มากกว่าทุนวิจัยที่สนับสนุนงานวิจัยพื้นฐาน (FF) เป็นลักษณะปิรามิดหัวกลับ ซึ่งขัดกับโมเดลที่ฟังก์ชันและประสบความสำเร็จในประเทศอื่นๆ ซึ่งงานวิจัยพื้นฐานจำนวนมากลงทุนโดยภาครัฐ โดยมีมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเป็นหน่วยปฏิบัติงานวิจัย ส่วนเงินลงทุนวิจัยด้านนวัตกรรมส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน ไม่ได้มาจากภาครัฐ ซึ่งอาจจะให้มหาวิทยลัย สถาบันวิจัย และภาคเอกชนเอง เป็นผู้ทำงานวิจัย
ระบบให้ทุนแบบหลายปี (Multi-year funding) หายไปพร้อมกับการหายไปของ สกว. ในปัจจุบันทุนวิจัยทุกประเภทกลายเป็นระบบงบประมาณประจำปี ทุน FF จะต้องขอทุนล่วงหน้า 2 ปี และจะต้องทำให้สำเร็จกันปีต่อปี (Year-by-year funding) แต่ละปีกว่าจะได้เงินทุนก็มีความล่าช้ามาก ซึ่งขัดกับธรรมชาติของการทำงานวิจัย ที่จะต้องทำกันหลายปี และมีเงินทุนสนับสนุนที่รับประกันได้ในระยะยาว การอนุมัติและส่งเงินให้สถาบันและนักวิจัยมีความรวดเร็ว กองทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทย ถ้ามีอยู่จริง ทำไมจึงให้ทุนแบบหลายปีติดต่อกันและรับประกัน ไม่ได้ ผมพยายามถามหลายคน ก็ไม่ได้รับคำตอบ ผมจึงสันนิษฐานว่า กองทุนนี้ไม่มีอยู่จริง (ใครมีข้อมูลที่แท้จริง ช่วยบอกผมเป็นวิทยาทานด้วยครับ) เรื่องนี้เป็นอุปสรรคและปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง นอกจากอีกหลายๆ อุปสรรคและปัญหาของระบบงานวิจัยของประเทศไทย
อ่านความเห็นของนักวิจัยท่านอื่นๆ ต่อบทความนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/100009602991033/posts/pfbid02eRfXwLm38T3azTQ1jMV4GDm7S8BWtccUhRyGxiQCXJ9CRENaV8L2eK4j6v9895EMl/?mibextid=Nif5oz
นำมาลงไว้ เพื่อสะท้อนว่านักวิจัยเขามอง performance ของระบบ ววน. ยุคนี้อย่างไร ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่มีความเห็นว่า เป็นนโยบายที่ผิดพลาด ในการเปลี่ยนบทบาทของ สกว. ไปเป็น สกสว. ในปัจจุบัน
วิจารณ์ พานิช
๑๕ มี.ค. ๖๖
Not knowing enough about both organizations, as an outsider, I tried to learn about from the Internet and wasted some 2 hours on mostly public relation articles and unexpected navigation tools (for example exit from submenu page results in returning to ‘reloading the front page’ instead of just the ‘immediate parent page’). They are not isolated, singled cases, Most governmental websites are much the same. It seems that governmental websites can do more in ‘public information’ area, more clear in what services they offer to the people and easier to learn about them.