วันอังคารที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๕ ฝ่ายบริหาร สบช. จัดการประชุม “ปรึกษาหารือแนวทางการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของสถาบันพระบรมราชชนก” และเชิญผมเข้าร่วมด้วย โดยเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ข้อคิดเห็น ๒ ท่านคือ คุณมนูญ สรรค์คุณากร และ ผศ. ดร. เลิศชัย สุธรรมานนท์ ที่เมื่อฟังข้อคิดเห็นของทั้งสองท่านแล้ว ผมตาสว่างขึ้นมาก และมองเห็นลู่ทางพัฒนาระบบทรัพยากรบุคคลของ สบช. อย่างชัดเจน
สบช. โชคดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสอง ยินดีทำงานให้แก่ สบช. อย่างเต็มที่
ยิ่งตาสว่าง เมื่อ ดร. เลิศชัย เปรียบเทียบวงการราชการ ว่าบุคลากรอยู่ในสภาพ “แย่งผ้าห่มกัน” เพราะ “ผ้าห่ม” ที่ต้องการมีผืนเดียว แต่คนอยากห่ม มีหลายคน
“ผ้าห่ม” ในที่นี้คือ ตำแหน่งราชการ โดยเฉพาะตำแหน่งใหญ่ๆ
ผมตั้งใจนั่งไกลสุดจากประธาน เพื่อแสดงท่าทีว่า ผมไปฟังและเรียนรู้ ไม่ได้สวมหัวโขนนายกสภาฯ ไปประชุม แต่เมื่อท่านอธิการบดีถามในตอนใกล้จบการประชุม ว่าผมมีความเห็นอย่างไรบ้าง จึงฉวยโอกาสชี้ให้เห็นโอกาสทองของบุคลากรของ สบช. ตามชื่อบันทึกนี้
หนึ่งใน ๗ ประเด็นที่ผมเสนอ คือ เรื่อง “ผ้าห่ม” ที่ ดร. เลิศชัยตั้งข้อสังเกต ว่าข้อดีอย่างหนึ่งของ การที่ สบช. เปลี่ยนจากการเป็นหน่วยงานภายใน สป. กระทรวงสาธารณสุข มาเป็นสถาบันอุดมศึกษา คือเรื่องนี้แหละ
คือ สบช. เปลี่ยนจากสภาพ “ผ้าห่ม” ขาดแคลน มีน้อย ต้องแย่งกัน มาเป็นสภาพ “ผ้าห่ม” มีได้มากมายไม่จำกัด แต่ต้องสร้างเอง และ “ผ้าห่ม” จะยิ่งอุดมหากผู้ปฏิบัติงานร่วมกันสร้าง สนับสนุนระบบ “สร้างผ้าห่ม” (ซึ่งก็คือระบบสร้างผลงานวิชาการ) โดยผู้บริหาร
กล่าวใหม่ว่า ความเป็นสถาบันอุดมศึกษา ทำให้บุคลากรของ สบช. มีความก้าวหน้าในการทำงานโดยตนเองบันดาลให้แก่ตนเอง ไม่ต้องรอฟ้าประทานแบบราชการ (บางแห่ง) และจะยิ่งสะดวกดายหากผู้ปฏิบัติงานสามัคคีกัน ร่วมกันบันดาลผลงานให้แก่ สบช. (ให้แก่ประเทศไทย คนไทย) แล้วตนเองได้รับผลประโยชน์ด้วย
เพราะตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันอุดมศึกษามีได้ไม่จำกัด ไม่ต้องรอตามลำดับอาวุโส หรือลำดับความโปรดปราน ทั้งตำแหน่งวิชาการของสายวิชาการ และตำแหน่งวิชาการของสายสนับสนุน เป็นตำแหน่งวิชาการที่ตนเองสร้างเอง สร้างโดยผลงาน
ระบบการบริหารงานบุคคลของ สบช. ต้องมีระบบพัฒนาบุคลากร เป็นส่วนหนึ่ง และระบบพัฒนาบุคลากรต้องแนบแน่นอยู่กับการทำงาน ไม่ใช่แนบแน่นอยู่กับปริญญา หรือการเข้ารับการฝึกอบรม ที่เป็นแนวทางที่ผิด และหลายวงการในประเทศไทยหลงผิดใช้กันอยู่ (ผมจะเขียนเรื่องนี้โดยพิสดารในโอกาสหน้า)
ไม่ว่าทำงานอะไร หากเรามี right understanding (สัมมาทิฏฐิ หรือกระบวนทัศน์ที่ถูกต้อง) เรื่องยากจะกลายเป็นเรื่องง่าย การสร้าง “ผ้าห่ม” คือการตั้งใจทำงานให้เกิดผลดี และเรียนรู้จากการทำงาน เสนอข้อเรียนรู้นั้นออกมาแบ่งปันแก่วงการนั้นๆ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมในวงกว้าง และมีการตรวจสอบโดย “วิทยสหาย” (peer assessment / peer review) ว่าข้อเสนอนั้น แม่นยำถูกต้องเชื่อถือได้ และเป็นความรู้ใหม่ (หรือเรียกว่ามีนวัตกรรม)
ย้ำว่า ฝ่ายบริหาร ต้องสร้างระบบ สร้าง “ผ้าห่ม” ซึ่งก็คือระบบสร้างผลงานวิชาการจากการปฏิบัติงาน เรียกในอีกภาษาหนึ่งคือ ระบบ R2R – Routine to Research
การทำงาน การเรียนรู้ การใช้ชีวิต เป็นการสั่งสม เป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ที่เป้าหมายคือเกิดสังคมที่เอื้ออาทรเกื้อกูลกัน มีน้ำใจต่อกัน ผมเข้าใจว่าประชาคม สบช. คิดแบบเดียวกันกับผม ว่าเราจะมุ่งมั่นร่วมกันสร้าง สบช. ให้เป็นสังคมการทำงานที่เอื้ออาทรกัน เกื้อกูลกัน มีน้ำใจต่อกัน ช่วยกันทำงานสร้างผลงานเพื่อบ้านเมือง และสร้างโอกาสมีชีวิตการทำงานที่เจริญก้าวหน้า
ไม่ใช่สังคมการทำงานที่แก่งแย่งแข่งดี ชังน้ำหน้ากัน เพราะมีความหลังฝังใจกันมาก่อน ที่เป็นระบบนิเวศการทำงานภายใต้จิตวิทยาเชิงลบ ที่ไม่มีใครได้รับผลดี
การเปลี่ยนสภาพ สบช. มาเป็นสถาบันอุดมศึกษา เป็นการเปิดโอกาส ให้เราช่วยกันสร้างระบบการทำงาน ระบบบุคลากร ระบบพัฒนาบุคลากร และระบบนิเวศการทำงาน ที่ใช้จิตวิทยาเชิงบวก ที่เป็นคุณแก่ทุกคน สมาชิกของ สบช. จะรับ (สร้าง) โอกาสนั้นหรือไม่ ย่อมขึ้นกับประชาคม สบช. เอง
กล่าวใหม่ว่า เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาคม สบช. ใช้พลังของความสามัคคีทำงานเพื่อบ้านเมืองให้เกิดผลดี แล้วตนเองก็ได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวด้วย
กล่าวใหม่ว่า การเป็นสถาบันอุดมศึกษา เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกใช้พลังสร้างสรรค์ของตน ทำงานทั้งเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตน ให้สนธิพลัง (synergy) กัน โดยที่ ผมขอเสนอว่า สบช. มีโอกาสทำประโยชน์ สร้างผลงานที่มีคุณค่าแก่สังคมไทยอย่างที่ไม่มีสถาบันอุดมศึกษาอื่นทำได้ คือการสร้างสรรค์ระบบสุขภาพปฐมภูมิ หรือระบบสุขภาพชุมชน และเปิดโอกาสให้ประชาคม สบช. ร่วมกันทำงานชิ้นนี้เพื่อบ้านเมือง และในขณะเดียวกันก็สั่งสมผลงานวิชาการ (งานสร้างสรรค์) ของแต่ละคน เพื่อความก้าวหน้าของตนเอง โดยฝ่ายบริหาร และฝ่ายกำกับดูแล ร่วมกันสร้างระบบพัฒนาบุคลากร และระบบวิชาการ สนับสนุน
แต่ผมคิดว่า ไม่มีระบบใดมีพลังเท่า ระบบสังคมที่มีความสามัคคี มีความรักใคร่ปรองดองกัน ร่วมกันทำงาน ฟันฝ่าความยากลำบากไปด้วยกัน ใช้ความยากลำบากนั้นเองสร้างสรรค์ผลงานสร้างความรู้ความเข้าใจ ซึ่งก็คือผลงานวิชาการเพื่อความก้าวหน้าของบุคคล
ความก้าวหน้าของบุคคล หนุนโดยระบบนิเวศเชิงบวกที่สมาชิกของประชาคมรักใคร่ปรองดองช่วยเหลือกัน เป็นการใช้พลังอ่อน (soft power) ที่เรามักละเลย (และหลงละเลยจุดแข็งของคนไทย คือความมีน้ำใจ) และเมื่อหนุนโดยระบบบริหารงานบุคคล และระบบพัฒนาบุคลากร ที่เราจะช่วยกันสร้างขึ้น บุคลากรของ สบช. ก็มีโอกาสก้าวหน้ารออยู่ เป็นโอกาสที่เราร่วมกันสร้าง ไม่ใช่รอให้มีใครมาประทาน
โอกาสร่วมกัน สร้างผ้าห่ม อยู่ตรงหน้า เราจะฉวยโอกาสนี้หรือไม่
การประชุมครั้งนี้ น่าจะต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของ สบช. ว่าเป็นวันที่ผู้บริหารของ สบช. ได้เห็นโอกาสของการใช้พลังบุคลากรของ สบช. ในการร่วมกันทำงานสร้างสรรค์ สบช. โดยทำไปพร้อมๆ กันกับการพัฒนาระบบพัฒนาบุคลากร ตามที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองแนะนำ ผมจึงนำรูปที่ผมถ่ายบรรยากาศการประชุมมาลงไว้ด้วย
วิจารณ์ พานิช
๗ ธ.ค. ๖๕