ในการทำงานกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง สภาสถาบันต้องทำงานเป็นทีม และต้องมีกลไกสนับสนุนการปฏิบัติงาน โดยกลไกที่สำคัญที่สุดคือคณะเลขานุการกิจ (secretariat) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานสภาสถาบัน
นั่นคือ เราต้องการทีมงานของสำนักงานสภาสถาบันที่ (๑) รู้งาน (๒) ทำงานเป็น และ (๓) มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวจากการทำงาน
รู้งาน หมายความว่า รู้ทั้งงานตามกฎหมาย และงานตามหลักการกำกับดูแลองค์กร ตรงนี้ต้องเป็นสติระลึกรู้ของผู้ทำงานในสำนักงานสภาสถาบันอยู่ตลอดเวลา เพราะ สบช. เคยอยู่ในระบบราชการของกระทรวงสาธารณสุขมานาน จนวัฒนธรรมราชการซึมเข้ากระดูกดำ และราชการไทยทำงานเน้นทำให้ถูกกฎหมายเป็นสำคัญ มักละเลยหรือลืมหลักการเพื่อความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองอย่างแท้จริง
กฎหมายกับหลักการไม่ได้แยกกันเด็ดขาด ดังกรณีฝ่ายการเมืองออก แนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อปลายปี ๒๕๖๔ ที่ผมวิจารณ์ไว้ที่ gotoknow.org/posts/697697 เอกสารเกี่ยวกับหลักการด้านธรรมาภิบาลอุดมศึกษา มีอยู่ที่เว็บไซต์ของสถาบันคลังสมองของชาติ ดังตัวอย่างเอกสาร ปฏิญญาการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย ระบบการได้มา และการประเมิน สภาสถาบัน และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ การประเมินของสภาสถาบันอุดมศึกษา แนวทางการทำงานของสมาชิกสภามหาวิทยาลัย กลไกกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา ปฏิรูปสภามหาวิทยาลัย ปฏิรูปอุดมศึกษา เป็นต้น เป็นเอกสารที่สมาชิกของสำนักงานสภาสถาบันต้องศึกษา และทำความเข้าใจในมิติที่ลึก
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ประกาศนโยบายกำกับดูแลกิจการไว้ ที่นี่ ผู้เกี่ยวข้องกับงานกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาควรได้เข้าไปศึกษา เพื่อเปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติในการทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการของภาคธุรกิจ กับภาคอุดมศึกษา
สังเกตจากผลงานการจัดทำเอกสารการประชุมสภา ผมตีความว่า ทีมงานของสำนักงานสภามุ่งสนองการประชุม ไม่ได้มุ่งสนองการทำหน้าที่ของสภาสถาบัน
สภาสถาบันคือตัวแทนเจ้าของสถาบัน หลักการนี้อย่าว่าแต่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสภาเลย ผู้บริหารของสถาบันก็มีน้อยคนที่จะเข้าใจ เจ้าของ สบช. คือประเทศไทยหรือคนไทยทั้งประเทศ กรรมการสภาทำหน้าที่ตัวแทนเจ้าของเหล่านั้น เข้ามารับผิดชอบหน้าที่ดูแลว่า สบช. ทำงานเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของได้ตามที่คาดหวัง
และที่ต้องระแวดระวังคือ ผู้บริหารสูงสุดไม่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเพื่อตักตวงผลประโยชน์และอำนาจให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ละเลยผลประโยชน์ของบ้านเมือง ซึ่งหมายความรวมทั้งการบริหารงานแบบใช้อำนาจนำ ดำเนินการเพียงเพื่อโชว์ผลงานระยะสั้น หรือเน้นการประชาสัมพันธ์ ย่อหย่อนด้านการพัฒนาสถาบันในระยะยาว
สำนักงานสภา สบช. ต้องทำหน้าที่เอื้อให้สภาสถาบันทำหน้าที่ดังกล่าว (หน้าที่ดูแลว่า สบช. ทำงานได้ผลดีตามความคาดหวัง) อย่างเป็นองค์คณะ การทำหน้าที่นี้ของสำนักงานสภา คือการให้ข้อมูลแก่กรรมการสภา ดังตัวอย่างวาระการประชุมสภาฯ วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ วาระที่ ๒ การดำเนินการตามมติของสภาครั้งก่อน
เมื่ออ่านเอกสารที่สำนักงานสภา (ที่ดูแลโดยท่านรองอธิการบดีท่านหนึ่ง) เตรียมใส่แฟ้ม (การประชุมสภาครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๕ วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๕) ส่งมาให้ ในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ ผมก็ตระหนักทันทีว่า ทีมงานของสำนักงานสภาสถาบัน ยังไม่ “รู้งาน” ของตนอย่างแท้จริง
เพราะเมื่ออ่านเอกสาร “วาระที่ ๒.๑ รายงานผลการดำเนินการตามมติที่ประชุมสภาสถาบันพระบรมราชชนก ครั้งที่ ๙/๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕” ผมก็ตระหนักทันทีว่า ทีมงานของสำนักงานสภาสถาบัน ตีความว่า เป็นการรายงานว่า สำนักงานสภาทำอะไรไปแล้วบ้าง ในขณะที่ผมคาดหวังจะได้รับทราบงานว่า สบช. ทำอะไรไปแล้วบ้าง
ผมจับ mindset นี้ได้จาก “วาระเรื่องกลุ่มอาจารย์ระดับชำนาญการ ๕๓ คน ขอสิทธิ์ได้รับเงินประจำตำแหน่ง” ที่ในเอกสารการประชุมระบุว่า “ได้แจ้งมติที่ประชุมสภาสถาบันให้ผู้เกี่ยวข้องทราบและดำเนินการต่อไปแล้ว” แต่ผมทราบจากท่านอธิการบดีว่าท่านได้ออกคำสั่งให้ทั้ง ๕๓ ท่าน รวมทั้งท่านอื่นๆ ที่มีสิทธิ์ ได้รับเงินประจำตำแหน่งไปแล้ว
หากทีมงานของสำนักงานสภาสถาบัน มี mindset ว่าตนมีหน้าที่บอกให้ “ตัวแทนเจ้าของ” ได้รับรู้ว่า ฝ่ายบริหารได้ทำหน้าที่แก้ไขความทุกข์ของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน ตามมติของสภาฯ อย่างรวดเร็วแล้ว เอกสารการประชุมจะต้องระบุว่าอธิการบดีได้ออกคำสั่งไปแล้ว และระบุเลขที่ของคำสั่ง รวมทั้งวันที่ออกคำสั่งด้วย
หากตีความแบบนี้ สำนักงานสภาฯ ต้องทำงานร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ของสถาบันอย่างใกล้ชิด ต้องมีระบบข้อมูลและการสื่อสาร ที่ช่วยให้ สนง. สภาฯ รับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในสถาบัน เพื่อรายงานให้ “ตัวแทนเจ้าของ” ได้รับทราบ ทั้งเรื่องความก้าวหน้า และปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ “ตัวแทนเจ้าของ” ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างดี (ธรรมาภิบาล) โดยไม่ก้าวล้ำเข้าไปในหน้าที่ของฝ่ายบริหาร แต่พร้อมที่จะเข้าไปช่วย หากฝ่ายบริหารร้องขอ
สนง. สภาฯ จึงมีหน้าที่รับรู้กิจการทั้งหมดของสถาบัน ในส่วนที่มีความสำคัญที่ “ตัวแทนเจ้าของ” ควรได้รับรู้ แล้วรายงานให้ “ตัวแทนเจ้าของ” ได้รับรู้ ทั้งเรื่องราวที่เปิดเผยต่อภายนอกสถาบัน และเรื่องราวที่ confidential ควรรับรู้กันเฉพาะภายในเท่านั้น
จะเห็นว่า งานของ สนง. สภาฯ มีความละเอียดอ่อนมาก และต้องการความสามารถสูงมาก นี่คือเหตุผลที่ ผอ. สนง. สภาฯ ต้องเป็นคนที่มีความสามารถในระดับเดียวกันกับคณบดี และรองอธิการบดี
หากฝ่ายบริหาร กับฝ่ายกำกับดูแล ทำงานเข้าขากัน มีความไว้วางใจต่อกันและกัน ก็จะไม่มีการปิดบังความลับกัน สนง. สภาฯ ก็ทำงานง่ายหน่อย แต่หากฝ่ายบริหารกับฝ่ายกำกับดูแล ไม่ไว้วางใจกัน มีความลับต่อกัน มีความขัดแย้งกัน สนง. สภาฯ ก็ทำงานยากมาก และที่ร้ายกว่านั้นคือ องค์กรก็จะระส่ำระสาย และไม่เจริญก้าวหน้า หรือตกต่ำลง
โดยหลักการ สนง. สภาฯ ทำหน้าที่เอื้ออำนวยความสะดวก ให้สภาสถาบันทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบัน ในฐานะ “ตัวแทนเจ้าของ” ได้อย่างมีพลังบวก ช่วยเสริมแรงแก่ฝ่ายบริหาร และฝ่ายปฏิบัติการ ให้ร่วมกันสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่องค์กร ซึ่งหมายถึง ร่วมกันทำให้องค์กร deliver ผลงานให้แก่สังคมหรือประเทศชาติ ตามที่สัญญาไว้ ตอนที่ขอทรัพยากรของชาติมาใช้
มองเช่นนี้ งานของ สนง. สภาฯ จึงเป็นตัวกลาง หรือสื่อกลาง ของ “สามประสาน” ของสถาบัน ในการ “สานพลัง” (synergy) ของพลังกำกับดูแล พลังบริหาร และพลังปฏิบัติงาน เพื่อให้สถาบันทำหน้าที่ให้แก่สังคมอย่าง(เกิน)คุ้มค่า โดยแต่ละพลังต้องตระหนักว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” สามัคคีคือพลัง สามัคคีเภทคือมรณัง
นี่คือข้อสะท้อนคิด เรื่อง “รู้งาน” ให้แก่ สนง. สภาสถาบัน สบช.
วิจารณ์ พานิช
๓ ธ.ค. ๖๕