มีการตั้งคณะกรรมการประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้อำนวยการ สกสว. หลังทำหน้าที่ครบ ๒ ปี โดยมี รศ. ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน เป็นประธาน ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนั้น และคณะกรรมการประเมินปรึกษากับประธานคณะกรรมการอำนวยการ สกสว. (ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง) แล้ว เห็นพ้องกันว่าให้เน้นประเมินเพื่อการพัฒนา ที่มุ่งพัฒนาทั้งระบบ ววน. ไม่ใช่แค่พัฒนา สกสว.
เข้าทาง DE พอดี
การประเมินนี้จึงเป็น DE กลายๆ (ไม่เต็มรูป) คือมีการพูดคุยกับ stakeholders มีการใช้ข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง และมีการพูดคุยกับตัว ผอ. สกสว. สองครั้ง โดยมีเป้าหมายสำคัญตามคำแนะนำของท่านประธานคณะกรรมการอำนวยการ คือ การให้ข้อเสนอแนะเรื่องสำคัญที่ ผอ. สกสว. และกลไกกำกับดูแล สกสว. ยังไม่ได้ทำอย่างจริงจัง
ที่ว่าเป็น DE ที่ไม่เต็มรูปก็เพราะ ไม่มีเวทีตกลงกันในกลุ่ม stakeholders ว่าเป้าหมายร่วม (shared purpose) ต่อระบบ ววน. ของเหล่า stakeholders คืออะไรบ้าง คือ stakeholders ไม่มีโอกาสได้เสวนากันเอง การพูดคุยกับ stakeholders ทำในลักษณะเก็บข้อมูลหรือขอความเห็นมากกว่า โดยคุยทีละหน่วยงาน
ดังนั้น เมื่อทีมคณะกรรมการประเมิน นำผลประเมินเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการ สกสว. ก็มีกรรมการอำนวยการโดยตำแหน่ง ที่เป็นเสมือนหมายเลขหนึ่งของหน่วยงานที่เป็น stakeholder ร่วมให้ความเห็นด้วย และความเห็นของท่านช่วยให้ผมตระหนักในความ “สุดโหด” (wicked – gotoknow.org/posts/710818) ของการทำหน้าที่ผู้อำนวยการ สกสว. แต่เดาว่าผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่คงไม่สะดุดใจในพฤติกรรมของท่านผู้นี้
ช่วยให้ผมได้เป็นความ “สุดโหด” ของความเป็นจริง เกี่ยวกับ stakeholder ที่มีคนบางคนนั่งเป็นกรรมการหรือเป็น stakeholderอยู่ในหลายระดับ มีโอกาสส่งเสริมหรือขัดขวางข้อเสนอบางข้อเสนอ หรือยิ่งกว่านั้น มีโอกาสเสนอเองในเชิงนโยบาย ในหลายระดับของคณะกรรมการ แต่ในการประชุมดังกล่าวท่านกล่าวในเชิงตำหนิว่า ผอ. สกสว. ไม่ได้ผลักดัน ซึ่งผมคิดในใจทันทีว่า แล้วทำไมตัวท่านเอง ซึ่งอยู่ในฐานะมีพลังสูงกว่าในการผลักดัน จึงไม่ผลักดันเล่า
ผมสงสัยว่า หากใช้ DE เต็มรูป โดยมี dialogue ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายครั้งตามแนวทางของ DE จะเกิดอะไรขึ้น ผมเดาว่าท่านผู้นี้จะไม่เข้าร่วม มอบหมายให้ผู้มีตำแหน่งรองลงไปเข้าร่วม เพื่อตนเองจะได้ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบ และเก็บโอกาสไว้ให้ความเห็นในตอนหลังในฐานะที่ตนมีอำนาจเหนือ ในฐานะที่ตำแหน่งสูงกว่า
เป็นตัวอย่างของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่ได้สมาทานเป้าหมายร่วมที่ทรงคุณค่าต่อส่วนรวม แต่มุ่งเน้นเป้าหมายของตนเอง
โจทย์ของผมคือ ในการประยุกต์ใช้ DE จะมีวิธีก้าวข้ามความท้าทายนิสัยส่วนบุคคลที่เน้นอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนได้อย่างไร ตอนนี้ผมยังไม่มีคำตอบ
วิจารณ์ พานิช
๖ ก.พ. ๖๖
I read to ‘..ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่ได้สมาทานเป้าหมายร่วมที่ทรงคุณค่าต่อส่วนรวม แต่มุ่งเน้นเป้าหมายของตนเอง..’ to realize that it’s the same in every project –private and government. The issues of good and evil, the opposing forces that drive humanity and life –as someone said recently ‘chaos is what moves us’.