เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน เป็นเรื่องที่เกิดกับคนใกล้ตัวของผมเอง
วันนี้วันพระใหญ่ ผมทำบุญตักบาตรแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้เธอคนนี้แล้ว เธอเป็นครูภาคปฎิบัติของผมที่สอนผมให้เห็นการก้าวไปสู่ความตาย …. อย่างเข้มแข็งที่สุด ลองมาฟังเรื่องราวของเธอกันครับ
เปิ้ล เป็นผู้หญิงร่างเล็กอายุ 30 เศษ เป็นผู้หญิงรักสวยรักงาม ที่เรียกว่า วันไหนยังไม่สระผม ไม่เขียนคิ้ว ไม่แต่งหน้า แล้วละก็ ไม่มีทางที่คุณจะได้เห็นหน้าผู้หญิงคนนี้เลย แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยแต่งหน้าทาปากจนเกินงาม แต่งอ่อนๆ พอให้ดูสวยตามวัย เปิ้ลมีลูกชายคนเดียวอยู่ชั้นประถมต้น ตอนที่ผมรู้จักเธอแรกๆ เธอเป็นพนักงาน(ลูกน้อง) ในบริษัทของผม ไม่มีอะไรโดดเด่น เธอทำงานออกบิล หรืออะไรสักอย่างผมจำไม่ได้แล้ว แต่บริษัทที่ผมดูแลก็เกิดวิกฤตขนาดหนัก จนเรียกว่าไม่อยากจะไปต่อแล้ว แต่สุดท้ายผมกับผู้ช่วยผมซึ่งเป็นผู้ชายชื่อเจ ก็จะลองสู้ดูจนกว่าจะไม่ไหวจริงๆ ด้วยการลดจำนวนคนลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะฝ่ายสำนักงาน ที่เคยมี 6 คน ลดออกไปเรื่อยๆ จนเหลือ 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เปิ้ล ภาวะวิกฤตินี้เองที่ทำให้เห็นว่า เปิ้ลมีความพยายามอย่างมากที่จะเรียนรู้และทำทุกๆอย่างให้ได้ และเธอทำได้ดีมาก เป็นสิ่งประหลาดใจอย่างแรกที่เธอทำให้ผมเห็น
บริษัทเราเหลือคนน้อยลงทุกที จาก 50 กว่าคน เหลือเพียง 18 คนเท่านั้น พอจำนวนคนลดลงมาก ทำให้ตัวเลขงบออกมาดีขึ้น และประคองให้ทุกคนที่เหลืออยู่รอดต่อไปได้ ช่วงวิกฤตมันเป็นช่วงที่เครียดมากๆ และผู้นำพาบริษัทไปต่อให้ได้ต้องใช้พลังใจอย่างมาก ซึ่งผมคนเดียวคงยอมแพ้ไปแล้ว แต่มีเปิ้ลกับเจ ช่วยกันคิด ช่วยกันตัดสินใจจนมันผ่านวิกฤตมาได้ ดังนั้นเราทั้ง 3 คนจึงเป็นคนที่รักและดูแลกันประหนึ่งเป็นพี่เป็นน้อง เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
และเมื่อบริษัทเริ่มเข้าที่เข้าทาง และเหมือนฟ้าหลังฝนจะงดงาม ก็มีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เปิ้ลบอกว่าคุณแม่เธอป่วยเป็นมะเร็ง เธออาจต้องใช้เวลากับทางบ้านมากขึ้น ซึ่งเธอสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดี จนไม่เสียงานเลย แต่เรื่องที่แย่กว่านั้นก็ตามมา เธอรู้สึกไม่สบายบ่อย ไอ เหนื่อย แต่ก็ไม่ยอมไปหาหมอเพราะห่วงงาน ห่วงแม่ ผมจำได้ว่าวันนั้นเธอไม่ไหวจริงๆ ตัวเริ่มบวมแล้ว เธอถึงตัดสินใจขับรถไปโรงพยาบาลเองเพียงลำพัง
วันนั้นเป็นวันที่ผมอยู่ต่างจังหวัด และได้รับข่าวร้ายจากเจ เจบอกว่าเปิ้ลเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และอยู่ในห้องไอซียู
ผมวางภาระกิจทุกอย่างและบินกลับมาทันที ตอนนั้นไอซียูสามารถเข้าไปเยี่ยมได้แล้ว ผมเข้าไปเยี่ยมและได้คุยกัน เปิ้ลยังคงคุยเรื่องงาน และบ่นว่าผมไม่ควรมามันเสียเวลางานของผมเปล่าๆ วันนั้นผมได้แต่ยิ้มและมันเหมือนคำพูดต่างๆมันจุกแน่นอยู่ในอก พอหมดเวลาเยี่ยม ผมกับเจ เดินออกมาจากห้องและต่างคนก็ต่างร้องไห้ น้ำตามันไหลมาเอง มันเป็นความรู้สึกที่ประดังเข้ามาอย่างตั้งตัวไม่ทัน และสภาพของเปิ้ลตอนนี้ดูแล้วมันหนักหนาอย่างมาก เรารู้กันอย่างไม่ต้องบอกว่า เปิ้ลคงอยู่ได้อีกไม่นาน
ช่วงที่เปิ้ลป่วยเป็นช่วงที่เราต้องผลัดกันพาพ่อกับแม่เปิ้ลมาโรงพยาบาล ผลัดกันไปรับส่งลูกให้เปิ้ล และก็ผลัดกันจัดการงานที่เปิ้ลเคยทำอยู่ เป็นช่วงที่เหนื่อยมาก แต่ถึงเหนื่อยผมก็ไม่ลืมที่จะทำบุญทุกบุญแล้วส่งไลน์ไปให้เปิ้ลอนุโมทนา
น่าแปลกที่แม้จะป่วยหนัก แต่เปิ้ลก็ยังพิมพ์ไลน์ตอบกลับได้เป็นช่วงๆ ผมทำบุญและส่งรูปให้เปิ้ลอนุโมทนาบ่อยมาก รวมถึงให้เปิ้ลทำบุญเอง โดยโอนเงินมาให้ด้วย โดยเฉพาะบุญไถ่ชีวิตโค ซึ่งสารภาพตามตรงผมไม่คิดว่าจะมีปาฎิหาริย์ แค่อยากให้เปิ้ลได้ทำบุญเยอะๆ ตอนยังรับรู้ได้ในกายมนุษย์เพื่อเป็นเสบียงติดตัวไปในภพเบื้องหน้า
อาการของเปิ้ลทรงๆ ทรุดๆ สลับกันไป บางวันหายไป 48 ชั่วโมงถึงตอบไลน์กลับมา บางประโยคอ่านแล้วไม่รู้จะตอบยังไง เช่น มันหนักมากพี่ สงสัยใกล้ตายจริงๆแล้ว ทุกประโยคที่ผมตอบผมจะให้นึกถึงบุญอย่างเดียวเลย เพราะผมรู้ดีว่า ผมไม่เจอกับตัว ผมไม่มีทางเข้าใจได้แน่ๆ ในความคิดของผมการจะพิมพ์คำว่า สู้ๆนะ จึงไม่เกิดประโยชน์ใดๆ
วันเวลาผ่านไปอย่างทรมาน ทรมานทั้งคนป่วย ทรมานทั้งคนลุ้น ครบ 30 วันเต็มที่นอนโรงพยาบาลในสภาพที่ใครๆ ก็คิดว่ารอดยาก กลับมีอาการดีขึ้น จนกลับมารักษาตัวที่บ้านได้ แต่ขาลีบมากเพราะนอนนาน ก็มาหัดเดิน ผ่านไปแค่ 2 สัปดาห์เปิ้ลก็เดินได้เหมือนคนปกติ คำว่าปาฎิหาริย์คงน้อยไปจริงๆ สำหรับเหตุการณ์นี้ ผมกับเจไปคุยกับเปิ้ลที่บ้าน เราสงสัยมาก ว่าเปิ้ลผ่านเรื่องราวร้ายแรงนี้มาได้ยังไง ซึ่งเท่าที่สรุปความได้ มันมาจากจิตใจที่เข้มแข็งอย่างมาก ที่สั่งตัวเองว่า ยังตายไม่ได้ ยังตายไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา เท่านั้นจริงๆ
ผมจำวันนั้นได้ดี วันที่เธอเดินได้ กินอะไรได้ปกตี เป็นวันที่เราสามคนไปกินข้าวด้วยกัน เป็นเมนูโปรดของเธอคือ ซูชิแซลมอน เราคุยกันเรื่องงาน เรื่องครอบครัวที่เธอวางแผนต่างๆ เตรียมไว้ เราคุยและเคลียร์กันทุกเรื่อง ผมจำได้ว่าเย็นนั้นก่อนจะแยกจากกัน เธอพูดว่า ขอกอดหน่อย แล้วอ้าแขนออกมา ผมกับเจก็ออกแนวเขินๆ แต่มันเป็นกอดแรกและกอดสุดท้ายที่ยังไม่เคยลืม มันคือการสื่อสารที่ดีที่สุด เจบอกว่า มันคือการเคลียร์ทุกอย่างและไม่มีอะไรติดค้างในใจกันอย่างสมบูรณ์ที่สุด …….. ติดตามต่อตอน 2
คอยติตตามอ่านเรื่องราวแสนเศร้า แต่ประทับใจด้วย…วิโรจน์ ครับ
เขียนได้ดีมากค่ะ รออ่านค่ะ