หลังจากรู้จักและเกี่ยวข้องกับการใช้ DE อยู่ห่างๆ เป็นเวลา ๓ ปี    ผมก็สรุปกับตนเองว่า ผลจากการใช้ DE ที่ทรงพลังที่สุดคือ การค้นพบผลงาน และวิธีทำงานที่เหนือจากเป้าหมายที่คิดไว้เดิม     เพราะ DE เป็นกระบวนการขับเคลื่อนให้ complexity ออกฤทธิ์   และฤทธิ์เดชสำคัญที่ซ่อนอยู่ของ complexityคือ “การผุดบังเกิด” (emergence)        

การผุดบังเกิด เป็นคุณสมบัติของ complexity   คนที่เล่นกับ complexity เป็น ก็จะมีโอกาสสัมผัสปรากฏการณ์ของการผุดบังเกิด    ที่มันโผล่ออกมาแบบลับๆ ล่อๆ  ผลุบๆ โผล่ๆ  วับๆ แวมๆ   ไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง มองเห็นได้หลายแบบ แล้วแต่มุมมองและกระบวนทัศน์ของผู้มอง (ambiguous)     หลายครั้งมันผ่านเลยไป หรือหดหายไป โดยเราไม่รู้ว่ามันโผล่มาแล้ว    

แต่กระบวนการ DE จะช่วยให้เราค้นพบ การผุดบังเกิด นี้ได้   คือค้นพบผลการดำเนินการที่ดีเกินคาด นำสู่การทำความเข้าใจว่า ผลดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร    โดยทำความเข้าใจทั้งในมุมของวิธีการ และหลักการ (concept) ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดีเกินคาดนั้น    เกิดการเรียนรู้เชิงหลักการ สำหรับนำไปทดลองใช้ว่าได้ผลจริงหรือไม่   ทั้งใช้ในสถานการณ์เดิม และในสถานการณ์ใหม่ที่คล้ายคลึงกัน          

การหมุนวงจรเรียนรู้และพัฒนาโดย DE ก็จะนำสู่เป้าหมายที่ทรงคุณค่ากว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิม   

การประเมินแบบอื่นๆ ทำเพื่อช่วยให้ได้ผลงานตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมายของโครงการ    แต่การประเมินเพื่อพัฒนา (DE) มีเป้าหมายที่เลยกว่านั้น    คือทำกระบวนการเพื่อล่อให้ การผุดบังเกิด โผล่ตัวออกมา   นำสู่การบรรลุเป้าหมายที่ดีกว่าเดิมมากมาย    เกิดการค้นพบนวัตกรรมในการทำงาน   

จะเป็นเช่นนั้นได้   ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโครงการหรือกิจการที่เข้าร่วมวง DE ต้องสมาทานกระบวนทัศน์ต่อกิจการนั้น ว่ามีความซับซ้อนและปรับตัว (complex-adaptive)   หรือ เคออร์ดิก  หรือยิ่งกว่านั้นเรียกว่า “สุดโหด” (wicked)    Facilitator ของกระบวนการ DE ต้องมีวิธีทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจหลักการนี้   ต้องไม่หลงมีกระบวนทัศน์ว่างานนั้นเป็นงานตรงไปตรงมา (simple & linear)    จึงจะสามารถสัมผัส การผุดบังเกิด ได้    และได้รับผลจาก DE ที่มีคุณค่าสูงในระดับค้นพบนวัตกรรมในการดำเนินกิจกรรมได้     

วิจารณ์ พานิช

๑๘ ม.ค. ๖๖