บทความเรื่อง The Human Engine : Studies of metabolism reveal surprising insights into how we burn calories – and how our cooperative food production helped Homo sapiens flourish   ในนิตยสาร Scientific American ฉบับเดือนมกราคม ๒๕๖๖  เขียนโดยศาสตราจารย์ Herman Pontzer     อ่านแล้วประเทืองปัญญายิ่ง 

เป็นการนำผลการวิจัยทางมานุษยวิทยา เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารภายในร่างกายในคนต่างเพศ ต่างวัย   ว่ามันมีผลต่อวิวัฒนาการสู่ความเป็นมนุษย์ และสู่อารยธรรมของมนุษย์   มาอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ   

เป็นการสะกิดให้ผู้อ่านหันมาทำความเข้าใจสิ่งที่ทำในชีวิตประจำวัน    ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเรา เปลี่ยนแปลงมาไกลมากจากบรรพบุรุษที่เป็นลิง   โดยที่บรรพบุรุษอยู่กับธรรมชาติ กินอาหารจากธรรมชาติ แบบกินสดๆ หรือไม่ได้แปรรูป   แต่มนุษย์ในยุคปัจจุบันแปรรูปอาหารหลายชั้น หลายขั้นตอน กว่าจะมาเป็นอาหารที่เรากิน   

จุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการของมนุษย์สู่มนุษย์ยุคปัจจุบันคือพฤติกรรมแปรรูปอาหาร   และพฤติกรรมความร่วมมือ (cooperation)    ทำให้ผลิตอาหารได้เหลือกิน  นำมาเก็บรักษาไว้และแปรรูปให้เก็บรักษาได้ดียิ่งขึ้น    มีผลให้เลี้ยงลูกได้นาน   ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดวิวัฒนาการและอารยธรรมต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน 

การปรุงอาหาร มีผลเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญอาหาร (metabolism)   หรือระบบการจัดการพลังงานของร่างกาย   ที่จะต้องจัดการให้เกิดสมดุล   คือพลังงานขาเข้า เท่ากับพลังงานขาออก   โดยที่มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องการใช้พลังงานสูงมาก เมื่อเทียบกับลิงที่เป็นญาติกัน   

พลังงานที่ใช้ เอาไปหล่อเลี้ยงกิจกรรมของ ๓๗ ล้านล้านเซลล์ในร่างกาย ที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งอยู่ตลอดเวลา      ตอนเป็นทารกอัตราการเติบโตสูง อัตราการใช้พลังงานต่อน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว    แล้วอัตราการใช้พลังงานต่อน้ำหนักตัว (metabolism) ชะลอลงในช่วงอายุ ๑ - ๒๐ ปี    แล้วคงที่ในช่วงอายุ ๒๐ - ๖๐ ปี   หลังจากนั้น metabolism ลดลง    จนเมื่ออายุ ๙๐ เหลือเพียงประมาณร้อยละ ๗๕ - ๘๐ ของช่วงวัยฉกรรจ์   คนแก่อย่างผมจึงกินอาหารน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด   

ผมจึงสังเกตพฤติกรรมของตัวเองเห็นชัดในเรื่องพฤติกรรมการกินอาหาร    ว่าเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว  กับตอนนี้ พฤติกรรมการกินอาหารของผมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนมาก   ตอนนี้ผมมีความสุขกับการกินผักมากกว่าการกินเนื้อ   สเต๊กที่ว่าสุดอร่อยกลายเป็นอาหารแสลงของผม   

กลับมาที่ความร่วมมือกันผลิตอาหาร   ช่วยให้มนุษย์ใช้เวลาผลิตอาหารน้อยลง และสะสมอาหารได้มากขึ้น    มีผลให้แม่ออกลูกได้มากขึ้น  เพราะคนอื่นในครอบครัวและชุมชนมีเวลาช่วยดูแลเด็กได้มากขึ้น      

เท่ากับสิ่งมีชีวิต เกิดมาทำหน้าที่หาอาหารสนอง metabolism ของร่างกายเป็นหน้าที่หลัก    คือมีภารกิจประจำวันในการหาอาหารมาเลี้ยงตัว เพื่อดำรงชีวิตไปวันๆ   แค่นี้สัตว์ทุกชนิดก็หมดเวลาแต่ละวันไปแล้ว    แต่มนุษย์เราไปไกลกว่า     อาศัยความร่วมมือระหว่างกัน สามารถผลิตอาหารพอกินและเหลือกินได้ในเวลาสั้น   ช่วยให้มีเวลาเหลือไปคิดและทำอย่างอื่น   อย่างอื่นนั้นคือ อารยธรรมของมนุษย์ 

เกิดความซับซ้อนของการปรุงอาหาร และพฤติกรรมการกินอาหาร    และพฤติกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ ที่เรียกว่าความเจริญ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบพลังงานจากหลากหลายแหล่ง    นำมาใช้แทนแรงงานมนุษย์    ยิ่งช่วยให้ชีวิตมีเวลาว่างมากขู่น    เกิดการสร้างสรรค์อารยธรรมต่อเนื่อง    เป็นอารยธรรมที่แปลกแยกออกไปจากโลกธรรมชาติ   

นำสู่ความท้าทายว่า   อารยธรรมนี้จะกลายเป็นเส้นทางสู่การสูญพันธุ์ของมนุษย์หรือไม่ 

วิจารณ์ พานิช 

๒๒ ธ.ค. ๖๕