วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ผมกลับถึงบ้านค่ำ ด้วยความอิ่มเอมจากข้อเรียนรู้จากการไปร่วมเสวนา “การหารือให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนา สบช.” ที่ฝ่ายบริหารจัดขึ้น และรู้สึกว่า สบช. ขยับแน่ หากมีการดำเนินการตามแนวทางที่พูดคุยกัน เพราะจะเกิดพลังการทำงานสร้างสรรค์ขึ้นทั่วทั้งองค์กร
เช้ามืดวันที่ ๒ ตอนครึ่งตื่นครึ่งหลับ เทวดาก็มาดลใจให้ผมเขียนบันทึกนี้ ผมจึงตื่นขึ้นมาเขียนตอนตีสาม
ผมติดใจการนำเสนอเรื่อง “เปลี่ยนมุมมองพัฒนา ระบบอุดมศึกษาไทย ด้วยกระบวนทัศน์ที่แตกต่าง ผ่าน L-E-N-S ใหม่ เคลียร์ชัดกว่าเดิม” ของท่านรองฯ อรัญญา, ท่านรองฯ ปภัสสร และท่านคณบดีกมลรัตน์ ที่อ้างที่มาคือ รายงานการศึกษาระบบอุดมศึกษาไทย ในบริบทของประเทศพัฒนาแล้ว ของ สอวช. โดย L-E-N-S ใหม่ มีดังนี้
ผมจึงถือโอกาสเสนอแนวคิดเสริม L-E-N-S ของ สบช. ดังนี้
- L – Reversed Learning คือเปลี่ยนจากแนวเดิม ที่เรียนทฤษฎีก่อน ตามด้วยการฝึกปฏิบัติ ไปเป็นเรียนปฏิบัติ (Experiential Learning) เป็นแกนหลัก แล้วสะท้อนคิดไปสู่การทำความเข้าใจทฤษฎีหรือหลักการในมิติที่ลึก ตามแนวทางของ Kolb’s Experiential Learning Cycle โดยนักศึกษาเรียนทฤษฎีเองจากการเรียนออนไลน์ หรือจาก “อากู๋”
- L – Learning Environment ระบบนิเวศการเรียนรู้ เปลี่ยนจากเน้นเรียนในมหาวิทยาลัย ไปสู่เน้นการเรียนในสถานประกอบการ เพื่อเน้นการเรียนรู้จากชีวิตจริง ที่เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Experiential Learning)
- E – Education Goal เปลี่ยนจากการเรียนรู้แห่งอดีต สู่การเรียนรู้แห่งอนาคต อธิบายว่า การเรียนรู้จากความรู้ที่มีอยู่แล้ว เป็นความรู้แห่งอดีต ได้มาจากประสบการณ์ของท่านผู้รู้ในอดีต ในอนาคตก็จะใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง จึงไม่ใช่เป้าหมายหลักของการเรียนรู้ในยุค VUCA/BANI ส่วนการเรียนรู้แห่งอนาคต เป็นการเรียนรู้ในบริบทของอนาคต ที่เราไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร หรือจะเผชิญอะไร แต่เราจะมั่นใจได้ว่าเราเรียนรู้ได้แน่หากเราฝึกฝนตนเองให้มีทักษะ เรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) ที่เป็น reflective learning คือใช้เครื่องมือ Kolb’s Experiential Learning Cycle เป็น นั่นเอง โดยมีสมรรถนะหมุนวงจรเรียนรู้ ให้เป็น Double-Loop Learning และTriple-Loop Learning
- S – Student as Co-creator เปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องนักศึกษา จากการเป็นผู้มาดูดซับความรู้ที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เปลี่ยนเป็นผู้เข้ามาร่วมสร้างความรู้ใหม่เพื่อการเรียนรู้ของตนเอง ที่เน้นเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Experiential Learning) เกณฑ์ในการรับนักศึกษา จึงควรเปลี่ยนไปเน้นที่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรรค์ มากกว่าพื้นความรู้เดิม และเน้นสรรหานักศึกษาเชิงรุก มากกว่าเปิดรับและคัดเลือก
วิจารณ์ พานิช
๒ พ.ย. ๖๕

We can see that you are actively promoting Kolb’s Experiential Learn Cycle. I am wondering if there are cases of success of the methodology in Thailand (that examples of it working in Thailand’s context –where strict adherence to methodologies are often lacking –and that dressing up or make-over for the occasions is the norm). More importantly is an issue of preferential appearance or bias in management. Such inclination may and may not work with good intention but more likely would invite opportunistic involvements in the preferred guise which may hinder progress.
I think it is reasonable to experiment with KELC and learn from it and after reflecting and remodeling to fit available evidence then adopting/adapting it.
I think there are issues with reviewing and reflecting with different filtering lenses (we see things differently); issues with learning (we learn different things from the same lesson); issues with choosing what to try next (a quantum of options and interdependencies at states and phases of connected systems); and issues of scarce resources (time, expertise, collaboration, up-to-date data, …). These points impact scaling of the methodology to large and complex systems.