วันที่ ๑๗ – ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ ผมไปร่วมการอบรม การสอนเสวนา (Dialogic Teaching) ที่โรงแรมนิภา การ์เด้นท์  จังหวัดสุราษฎร์ธานี    ตอนค่ำหลังอาหารเย็น ดร. อุดม วงษ์สิงห์ ผอ. สำนักครูของ กสศ. นัดคุยกับ นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น ๑  เกือบ ๙๐ คน จาก ๓ มรภ. คือสุราษฎร์ธานี  ยะลา และหมู่บ้านจอมบึง   เมื่อจะจบการพูดคุย ดร. อุดมเชิญให้ผมให้พร แก่ นศ. เหล่านั้น    โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ให้เตรียมตัวไว้ก่อน 

เทวดาบอกให้ผมเริ่มต้นคำอวยพรว่า ขอให้นักศึกษาได้มีโอกาสเผชิญความยากลำบากมากๆ    เหล่านักศึกษาทำท่า “จะหัวเราะก็มิได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก” (ภาษานิยายกำลังภายใน)    มีทั้งคนหัวเราะและคนคราง ด้วยความงุนงง    ว่านี่หรือพร    

ผมหันไปบอก ดร. อุดมว่า ผมให้พรแล้วผู้รับไม่รับ เอาอย่างไรดี   ดร. อุดมไหวทัน ถาม นศ. ว่า รับไหม   นศ. จึงได้สติตอบรับพร้อมเพรียงกันว่ารับ   

ผมจึงได้โอกาสอธิบายว่า “ชีวิตที่ลำบากเป็นชีวิตที่เจริญ”    ซึ่งเป็นคำที่ปูชนียบุคคลท่านหนึ่งในวงการแพทย์เคยสอนผมไว้    ท่านผู้นั้นคือ ศ. นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว    อดีต รมต. สาธารณสุข ผู้ล่วงลับเมื่ออายุเกินร้อยปี   

คำสอนนี้ผมได้รับเมื่ออายุประมาณ ๓๕ ปี    ผมฟังแล้วไม่เข้าใจ   ว่าชีวิตที่ลำบากจะนำสู่ความเจริญได้อย่างไร    แต่เมื่ออายุมากขึ้น ผ่านประสบการณ์ในการทำงานและในการดำรงชีวิตมากขึ้น    ก็เห็นจริงกับคำสอนของท่าน    จึงขอนำมาบอกต่อ

ว่าชีวิตที่ลำบากจะเป็นชีวิตที่เจริญได้เมื่อเรารู้วิธีเปลี่ยนความยากลำบากให้เป็นพลัง หรือเป็นความท้าทาย   และรู้จักเปลี่ยนความลำบากที่ท้าทายนั้น เป็นความสำเร็จ    การที่นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น ได้รับการฝึกอย่างเคี่ยวกรำเหน็ดเหนื่อยอย่างที่เล่ามานั้น    เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสมรรถนะในการเผชิญความยากลำบาก   

ผมแนะนำต่อว่า วิธีสั่งสมพลังชีวิตจากความยากลำบากวิธีหนึ่งคือ ฝึกตั้งคำถาม    รู้จักตั้งคำถามให้แก่ตัวเอง    ที่เป็นคำถามเชิงบวก  ที่ใช้จิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology)    ที่จะช่วยให้เราใช้พลังบวกในความยากลำบากนั้น ออกมากระทำการ    ผมลืมกล่าวว่า นั่นคือพลังจักรวาล    เพราะในทุกสิ่ง ทุกเหตุการณ์ มีพลังอยู่ทั้งสิ้น   แต่มันเป็นพลังบวก (positive) และพลังลบ (negative) ปนกันจนรวมแล้วเป็นศูนย์ หรือเป็นกลาง (neutral)     

คนที่มีชีวิตที่ดี ในท่ามกลางความยากลำบาก คือคนที่รู้จักฝึกฝนตนเองให้มีสมรรถนะดึงหลังบวกออกมาจากพลังจักรวาลนั้น    โดยการมีจิตมุ่งมั่นในการทำงานที่เป็นกุศล คือทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม   เผื่อแผ่แก่ผู้อื่น   จิตกุศลเช่นนี้จะเป็นพลังดึงดูดให้พลังจักรวาลมาช่วยเราเอง   ดังตัวอย่างคำอวยพรประโยคแรกที่เล่าข้างต้น         

ผมเข้าพักที่ห้อง  ๒๒๒๕   อาบน้ำจนสบายตัวแล้วนึกขึ้นได้ว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ ปยุตโต) สอนไว้ว่า    คนเราต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคน “ใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก”   เป็นพรเดียวกันกับที่ผมมอบให้แก่ นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่น ๑ จาก ๓ มรภ. ในครั้งนี้   

และหวังว่า ครูรัก(ษ์)ถิ่นจะนำไปประยุกต์ใช้กับศิษย์ของตนต่อไป    เพื่อสร้างพลเมืองไทยที่ “ใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก”   และรู้จักสร้างพลังให้แก่ตนเอง ผ่านการเผชิญความยากลำบาก 

วิธีวิทยา ว่าด้วยการแปลงความยากลำบากเป็นความสำเร็จยังมีมากกว่านี้  อีกมากมาย   เพราะมันเป็นเรื่องที่มีธรรมชาติซับซ้อนในระดับ “สุดโหด” (wicked)   

วิจารณ์ พานิช

เช้าตรู่ วันที่ ๑๘ ธ.ค. ๖๕

ห้อง ๒๒๒๕  โรงแรมนิภา การ์เด้นท์  สุราษฎร์ธานี