บทบรรณาธิการในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๕  เรื่อง Thank you, Tony! นำสู่บันทึกนี้    เป็นข้อเขียนถึง Anthony Fauci ผู้อำนวยการ National Institute of Allergy and Infectious Diseases (NIAID), NIH    และเป็น Chief Medical Advisor to the President ของ ปธน. ไบเดน   ที่ต้องทำงานต่อสู้กับขบวนการ anti-science ในอเมริกา     และกำลังจะเกษียณงานตนเองในสิ้นปี ๒๕๖๕   

ผมชอบคำสนทนาที่เอ่ยถึง “iterative nature of science”   ที่สื่อว่า ความรู้กับความไม่รู้เป็นวงจรที่เป็นพลวัต   ไม่หยุดนิ่ง    ความรู้ที่เชื่อถือกันในช่วงเวลาหนึ่ง อาจถูกความรู้ใหม่ลบล้างในเวลาต่อมา   ดังกรณีตัวอย่างความรู้เกี่ยวกับ โควิด ๑๙ สารพัดด้าน    

นักวิชาการควรอ่านบทบรรณาธิการนี้นะครับ    เพื่อบ่มเพาะความไม่ยึดมั่นถือมั่นในวิชาการ หรือ “ความจริง”    และตระหนักว่า วิชาการมีมิติของ “กาละและเทศะ” ด้วย   

ทำให้ผมนึกถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (scientific process)   กับข้อมูลหลักฐานจากชีวิตจริง (RWE – Real-World Evidence)    ว่าจะต้องนำมาสนธิพลังกัน    เพราะต่างก็มีจุดแข็งจุดอ่อนของตน    เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจ “ความจริง” ให้ตรงกับ “ความจริงแท้” ยิ่งขึ้น      ซึ่งหมายความว่า ปุถุชนอย่างเราๆ ไม่รู้ “ความจริงแท้” ในหลายเรื่อง     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เราไม่เคยประสบมาก่อน               

ที่ “สุดโหด” (wicked) คือมีพฤติกรรม anti-science    จากวงการ science เอง    เป็น “หนอนบ่อนใส้”   

ทำให้ผมนึกถึงเพลงพระราชนิพนธ์ ของพ่อหลวง ร. ๙   ความฝันอันสูงสุด  (ขอฝันใฝ่ ในฝัน อันเหลือเชื่อ   ...)  ที่สะท้อนปณิธาณการอุทิศตนเพื่อเป้าหมายสูงสุด คือเพื่อผู้อื่น    

วิจารณ์ พานิช

๑๐ ธ.ค. ๖๕  วันรัฐธรรมนูญ