เช้าวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๕ ผมเข้าประชุมสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทางออนไลน์ และได้รับความชุ่มชื่นในหัวใจ จากวาระการประชุม “คุณค่า ความท้าทาย” และยุทธศาสตร์การบริหารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ช่วงปี พ.ศ. 2566 – 2570 ที่ ผศ. ดร. นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี เสนอสำหรับการทำงานวาระที่ ๒ ของท่าน ที่มุ่งเปลี่ยนโฉม (transform) มหาวิทยาลัย
ข้อดีใจของผมคือ ท่านตีโจทย์แตก ว่าเป้าหมาย (end) ของมหาวิทยาลัยต้องเพื่อหนุนการพัฒนาบ้านเมือง เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน (เรื่องพัฒนาวิชาการเป็น means) ท่านอธิการบดีเสนอ ๕ เป้า (SO – Strategic Objective) คือ (๑) ความมั่นคงทางอาหาร (๒) ความมั่นคงทางสุขภาพ (๓) ความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม (๔) ความมั่นคงทางมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมทางสังคม (๕) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
และท่านก็ตีโจทย์แตกว่าความยากอยู่ที่การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ (deployment) ที่จะต้องหาทางทำให้จุดอ่อนในอดีต กลายเป็นจุดแข็งในอนาคต
กรรมการสภาผู้ทางคุณวุฒิ ให้คำแนะนำเชิง deployment strategy กันอย่างจริงจัง ใช้เวลา ๒ ชั่วโมงเต็ม ของเวลาประชุม ๓ ชั่วโมง ย้ำให้ถอดรหัส strategy สู่ action โดยมีสาระสำคัญคือ
- ใช้ความกล้า เปลี่ยน strategy agenda สู่ action agenda และเปลี่ยนมาดำเนินการแบบ Area-based จากเดิมที่เป็น Faculty-based และ Function-based ซึ่งหมายความว่า เปลี่ยนมาเน้นการดำเนินการโดยวิทยาเขต ไม่ใช่โดยคณะ อย่างที่เป็นอยู่
- รวมพลังคณะ และคณาจารย์ ด้วยโจทย์ที่ทรงคุณค่าและท้าทายร่วมกัน ผ่านการสร้าง shared vision
- ดำเนินการ 5 SO โดยค้นหาความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้วในช่วง ๔ ปีก่อน นำมาตั้งคำถามว่า strategic partners คือใครบ้าง ในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก
- ชูพลัง BCG แบบ area-based และ career-based แล้วสร้าง Academy ทั้งระดับ non-degree และ degree ขึ้นมาสนอง
- เสนอภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ ๕ ด้าน คือ (๑) ระดับภาคใต้ และระดับประเทศ (๒) IMT-GT ร่วมมือกับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย (๓) ซาอุดิอาระเบีย (๔) ๒ ฝั่งมหาสมุทร (๕) เชื่อมอาเซียนเหนือ และใต้
- ร่วมกันตอบโจทย์ How to make it happen? เน้น deployment
- มีข้อเสนอให้ทบทวนแนวคิดเรื่องการยึดถือค่านิยมของมหาวิทยาลัย ตามแนวทางของบริษัท QS Rankings ว่าเหมาะสมไหม เราควรมีค่านิยมของเราเองที่กว้างกว่านั้นไหม เพื่อให้ค่านิยมของเรามีมิติด้านสังคม ด้านการพูนพลังสังคม (social empowerment) มากกว่าเดิม
ผมกลับมาใคร่ครวญสะท้อนคิดที่บ้าน เห็นว่ามิติที่ยังเอ่ยกันไม่ชัดคือ Digital Transformation สำหรับใช้เป็น strategic tool ของการtransform วิธีบริหารงานของอธิการบดี และ transform working platform ให้ตรงตามที่กรรมการสภาให้คำแนะนำ
หากจะให้เกิดผลตามที่ประชุมกัน ทีมบริหารต้องกลับไปร่วมกันตีความ (reflection/AAR) สู่กลยุทธด้านการนำไปดำเนินการ แล้วนำกลับมาบอกสภาฯ ว่าต้องการการสนับสนุนจากสภาฯ อย่างไรบ้าง ในเชิงการเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน และ Sandbox ที่ต้องการ เพื่อให้มีการดำเนินการสู่ transformation อย่างแท้จริง
วิจารณ์ พานิช
๓๑ ธ.ค. ๖๕
I support this “..มิติที่ยังเอ่ยกันไม่ชัดคือ Digital Transformation สำหรับใช้เป็น strategic tool ของการtransform วิธีบริหารงานของอธิการบดี และ transform working platform ให้ตรงตามที่กรรมการสภาให้คำแนะนำ..” and would add that we need to consider “automation” more.
To automate well would need more studies and experiments in many perspectives to understand the process, the mechanisms, agents and the rules. From clearer understanding, digitization can follow (much easier with targeting) then databases, applications and networking… to create ‘environment’ and culture. ;-)