การประชุม HTAsiaLink จัดทุกปี    แต่โดนการระบาดของโควิด ๑๙ ทำให้ซวนเซ    ต้องเลื่อนต้องจัดแบบ hybrid    จนปี ๒๕๖๕ ไทยจึงรับเป็นเจ้าภาพแทนจีน   ที่ปิดประเทศจึงไม่สามารถทำหน้าที่เจ้าภาพตามที่ตกลงกันไว้ก่อนได้   

ผมเล่าเรื่องไปร่วมประชุม ครั้งก่อนๆ ที่ (๑) 

HTAsiaLink ครั้งที่ ๑๐ จัดที่โรงแรม รอยัล คลิฟ พัทยา   ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน - ๒ ธันวาคม ๒๕๖๕    เนื่องจากทาง HITAP ผู้เป็นเจ้าภาพ จองวันไว้ล่วงหน้า ๕ เดือน   ผมจึงมีโอกาสไปร่วมตลอดงาน    ได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของกิจการ Health Technology Assessment ของภูมิภาคเอเชีย อย่างน่าชื่นใจ 

ที่น่าชื่นใจยิ่งกว่า คือ ได้เห็นว่าเครื่องมือ HTA ได้ทำประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศต่างๆ     สร้างสุขภาวะที่ราคาไม่แพงเกินไป ให้แก่ผู้คนจำนวนมากมาย   

 มีคนมาร่วมถึงประมาณ ๓๕๐ คน    มากกว่าที่คาด   และที่น่ายินดีคือผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ยลดลง     คนหนุ่มคนสาวเหล่านี้แสดงท่าทีกระตือรือร้นต่องานของตนชัดเจนมาก    สะท้อนความเป็น emerging field ของ HTA อย่างเห็นได้ชัด

มองภาพใหญ่ HTA คือเครื่องมือ ช่วยให้ระบบสุขภาพเกิดสภาพ more health for money   มากกว่า more money for health   หรือกล่าวง่ายๆ ว่า ช่วยให้ระบบสุขภาพใช้เงินและทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น   

แต่ระบบสุขภาพก็เหมือนกับระบบอื่นๆ ในสังคม     ที่มีความซับซ้อนหรือ “สุดโหด” (wicked) อยู่ในตัว     ไม่ใช่ระบบที่ตรงไปตรงมา    ระบบ HTA ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน    ดังตัวอย่างพนักงานของ HITAP เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง เติบโตขึ้นทั้งทางคุณวุฒิ และสมรรถนะ    ก็จะถูกธุรกิจยาซื้อตัวไป ในอัตราเงินเดือน ๓ เท่าของที่ได้จาก HITAP   

เท่ากับธุรกิจเทคโนโลยีสุขภาพและเวชภัณฑ์ก็ปรับตัว เพื่อความอยู่รอดในระบบสุขภาพที่ evidence-based มากขึ้น    มองในด้านบวก ช่วยให้ระบบสุขภาพของประเทศต่างๆ มีเหตุผลหรือมีปัญญาเพิ่มขึ้น     

 ความ wicked อยู่ในระบบหรือวงการ HTA ของโลกด้วย    คือเครือข่าย HTA บางเครือข่ายทำธุรกิจหากำไรจากการจัดการประชุมแบบที่ HTAsiaLink จัด    คุณหมอยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้าใหญ่ของ HITAP และหนึ่งในคณะผู้ก่อตั้ง  HTASiaLink เล่าว่า    ได้ไอเดียจากการไปร่วมประชุมเครือข่ายทำนองเดียวกันในโลกตะวันตก    (ตัวอย่างของเครือข่าย HTA ค้นได้ด้วยคำว่า “HTA Network”)    และพบว่าเขาจัดทำเครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ    คิดค่าลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมแพงๆ   

จึงเกิดเครือข่าย HTAsiaLink ที่จัดการประชุมวิชาการประจำปีแบบไม่เก็บค่าลงทะเบียน    โดยองค์กรสมาชิกจากประเทศต่างๆ ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ   ประชุมครั้งแรกที่ชะอำ มีองค์กรสมาชิกเพียง ๓ องค์กร    คนมาประชุมไม่ถึงร้อย     ในการประชุมครั้งที่ ๑๐ มีสมาชิก ๔๔ องค์กร    คนมาประชุมราวๆ ๓๕๐ คน   

วิชาการในโลกนี้ มีทั้งวิชาการไม่ค้ากำไร   และวิชาการค้ากำไร    โลกวิชาการก็ wicked เหมือนวงการด้านอื่นๆ    ที่เราต้องรู้เท่าทัน 

วงการ HTA ก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง    มีวิธีวิเคราะห์ใหม่ๆ    และวิธีสร้าง evidence ใหม่ๆ    ดังในช่วงเช้าวันที่ ๑ ธันวาคม    มีการกล่าวถึง RWE – Real-World Evidence   ที่มีลักษณะผสมระหว่าง scientific evidence  กับ social science evidence  ผ่านการทดลองนำไปใช้ในสถานการณ์จริง    และมีการตั้งคำถามผ่าน Whova app ว่า    ระหว่าง RCT (Randomized Control Trial) evidence  กับ RWE อันไหนดีกว่ากัน    คนที่เชื่อในความแม่นยำก็จะบอกว่า RCT ดีกว่า   แต่คนที่เชื่อในความ wicked ของเรื่องนั้นๆ อย่างผม ก็จะตอบว่า RWE ดีกว่า   เพราะ RWE มาจากการใคร่ครวญสะท้อนคิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง     

จริงๆ แล้วการเอาคำถามเช่นนี้มาถกกัน ไม่ได้มีเป้าหมายที่คำตอบ   แต่ต้องการสร้างคำถามเพื่อให้ได้รับฟังมุมมองที่ต่างกัน       

ผมมีความเห็นว่า ทั้ง RCT  และ RWE มีทั้งข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และที่ไม่น่าเชื่อถือ    จึงต้องมีการตรวจสอบ methodology ในการได้ evidence นั้นๆ ด้วยเสมอ    รวมทั้งในชีวิตจริง ต้องใช้หลักฐานทั้งสองแบบนั้น   

เช้าวันที่ ๒ ธันวาคม Plenary Session 3 : Searching for the Holy Grail Solutions for Our Health Systems : Are Disruptive Technologies the Solution?    คำตอบของผมคือ No and Yes    ที่ไม่ใช่ก็เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีแบบไหน ต่างก็มีทั้งบวกและลบเสมอ   เมื่อมองด้านความคุ้มค่า     รวมทั้งผมไม่เชื่อแนวทาง supply-push

ที่ว่าใช่ ก็เพราะเทคโนโลยีชนิด disruptive มันให้โอกาสเราค้นหาแนวทางใหม่ๆ ในระบบสุขภาพ   แต่ความที่เทคโนโลยีเหล่านั้นมันพัฒนาเร็ว    เราจึงมักตั้งรับไม่ทัน    หากเราเก่งจริง ต้องใช้มาตรการเชิงรุก    คล้ายๆ กับที่มาเลเซีย และที่สิงคโปร์มาเล่าให้เราฟัง   

สิงคโปร์มาเล่าแนวคิดจัดการปัญหาจุลชีพดื้อยาเชิงรุก หรือเชิงระบบ   ว่าต้องหาทางจัดการปัญหาของโลก ที่บริษัทยาไม่นิยมพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่  เพราะโรคติดเชื้อเป็นโรคของคนจน   พัฒนายาขึ้นมาแล้วขายแพงๆ ก็ไม่มีคนซื้อ  สู้พัฒนายารักษาโรคมะเร็งดีกว่า   เขาจึงเสนอให้ร่วมกันตั้งกองทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทยาให้พัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่   

เช้าวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ช่วง ๘.๐๐ - ๙.๒๐ น. ผมเข้าฟัง Pre-conference Session 1 : The Lifecycle 2.0 : The inclusion of health needs เสนอโดยทีมงานจาก iHTS (International HealthTechScan)  ที่เดิมคือ EuroScan  international network   เป็นทีมจากเยอรมนี   ที่เสนอแนวคิด inclusive HTA  ใช้ข้อมูลจาก database  และเทคโนโลยี AI & machine learning ทำ  horizon scanning   หาความต้องการด้านสุขภาวะ   

เป็นการเน้นให้ระบบสุขภาวะดำเนินการแบบสมดุลระหว่าง demand-pull   กับ technology-push     คล้ายกับเขาเสนอระบบ HNA (Health Needs Assessment - เป็นคำที่ผมคิดขึ้นเอง)  ขึ้นมาตีคู่กับ HTA    แต่น่าเสียดายมีคนไปฟังเขาน้อยมาก    และคนพูดก็เสนอไม่น่าฟัง หรือฟังยาก    หรือโมเดลของเขาอาจซับซ้อนมากจนคนตามไม่ทัน    หรือคนรู้ทันว่าเขาเน้นมาขายของ    ผมแปลกใจมาก ที่ไม่มีคนเอ่ยถึงในภายหลังเลยตลอดการประชุม   ผมอยากให้ HITAP ลองติดต่อหาทางร่วมมือกับเขา พัฒนาแนวทาง HNA ขึ้นใช้ประโยชน์   

เขาเสนอแนวทาง HNA    โดยใช้ Social Determinants of Health  กับเน้น Salutogenesis (ปัจจัยสู่สุขภาพดีหรือสุขภาวะ … เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักคำนี้)   แทนที่จะเน้น pathogenesis (ปัจจัยก่อโรค)     ที่สำหรับผม เป็นแนวทางที่ innovative มาก                   

ในการประชุม มีคำเด่นที่พูดถึงกันมากคือ rapid HTA, adaptive HTA, RWE (real-world evidence)    ผมจึงเติม HNA ให้อีก ๑ คำในบันทึกนี้   

ข้อเรียนรู้ข้อสุดท้าย คือสังเกตเห็นความเข้มแข็ง และความรับผิดชอบ ของทีมงาน HITAP ในการจัดการงานนี้   สะท้อนความสำเร็จในการเฟ้นหาสมาชิกที่มีความแตกต่างหลากหลายมาร่วมงาน 

วิจารณ์ พานิช

๒ ธ.ค. ๖๕

บนรถยนต์เดินทางจากพัทยากลับบ้าน