หนังสือ The Case Against Education เขียนโดย Bryant Caplan   ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์  แห่ง George Mason University  สหรัฐอเมริกา    เน้นมุมมองในบริบทของประเทศของเขา    ซึ่งหลายส่วนก็คล้ายในประเทศไทย    แต่ก็มีส่วนที่ต่างกันด้วย    รวมทั้งค่อนข้างมองจากมุมของเศรษฐศาสตร์

ผมเถียงว่า เขามองแง่ลบมากไป    เขาบอกว่า การศึกษาไม่ได้มีส่วนพัฒนาสังคมเสมอไป   และเสนอวิธีแก้ความเลวร้ายของการศึกษา 

ในสหรัฐอเมริกา อุดมศึกษาแพงมาก   ทำให้ผู้เรียนต้องเป็นหนี้ก้อนโต   เขาบอกว่า การเรียนมหาวิทยาลัยมีเป้าหมาย ๒ อย่างที่บ่อยครั้งไม่ได้ไปด้วยกัน   คือเพื่อให้ได้ปริญญา กับเพื่อให้ได้ความรู้ความสามารถที่แท้จริง    เพื่อเป็นสะพานสู่ชีวิตที่มีรายได้ดี   

เขาบอกว่า ผู้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยตั้งความหวังใช้การได้ปริญญาเป็น สัญญาณ (signal) ว่าตนเป็นผู้มีความสามารถ    ซึ่งเวลานี้คลายมนต์ขลังลงไปมาก    ไม่เฉพาะในอเมริกา     ในประเทศไทยก็เป็นเช่นนั้น    ทีดีอาร์ไอทำวิจัยพบว่า พนักงานขับมอเตอร์ไซคล์ส่งของในกรุงเทพ ร้อยละ ๒๐ จบปริญญาตรี   บริษัทเอกชนไทยบ่นมานานกว่าสิบปีว่าบัณฑิตไทยทำงานไม่เป็น เข้ากับคนอื่นไม่ได้ และไม่มีความรับผิดชอบ   

หนังสือจึงบอกว่า การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในหลายกรณีไม่คุ้มกับเงินและเวลาที่เสียไป    ซึ่งในประเทศไทยเวลานี้ก็มีแนวโน้มว่าเยาวชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่เลือกเข้าเรียนเพื่อเอาปริญญา   เน้นเรียนเพื่อได้ทักษะที่ต้องการสำหรับไปทำงาน   

พอดีลูกสาวเพิ่งหา ผู้ดูแล (care giver) ให้แม่ผู้สุขภาพถดถอยจากโรคสมองเสื่อมได้    เริ่มทำงานเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ นี่เอง    ประสบการณ์ ๑ สัปดาห์เศษๆ บอกว่า การฝึกที่โรงเรียนอนันตรักษ์การบริบาล หัวหิน เพียง ๓ เดือน แก่เด็กสาวอายุ ๑๙ ปี เพิ่งจบ ม. ๖    ฝึกภาคทฤษฎี ๓ เดือนก็ออกฝึกงานจริงได้    การปฏิบัติงานเป็นที่พอใจของภรรยาผม  ของลูกๆ และของผม    โดยเราจ่ายเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท    เด็กอยู่กับเราเหมือนคนในครอบครัว     กินอยู่ด้วยกัน    เด็กได้รับค่าจ้างเดือนละ ๑ หมื่น  โรงเรียนหักไป ๕ พันเป็นเวลา ๖ เดือน เพราะเป็นเด็กรับทุนเรียน   ไม่เสียค่าเล่าเรียน    หลังจากนั้นเด็กก็เป็นอิสระ   

จะเห็นว่า การศึกษาแบบเน้นมีงานทำแบบนี้ ในเวลาไม่ถึงปี ก็ได้เงินเดือนเท่าคนจบปริญญาตรี   แต่เป็นงานที่มีอิสระส่วนตัวน้อย   เขาทำงานสัปดาห์ละ ๖ วัน   มีวันให้พักผ่อนหรือออกไปเที่ยว ๑ วัน   แต่ในช่วงสิบกว่าวันเด็กไม่ขอหยุดเลย   เขาบอกว่าขอทำงานเต็มเดือนเลย   เพราะสภาพงานที่บ้านผมก็คล้ายๆ ได้พักผ่อนเป็นช่วงๆ ในแต่ละวันอยู่แล้ว     

แต่คนเราย่อมต้องการมีครอบครัว    และมีงานที่อิสระกว่านี้    ถามว่า เด็กคนนี้ใช้เวลาราวๆ ๕ ปี ทำงานเก็บเงิน    และหาทางเรียนรู้ต่อเนื่องยกระดับความสามารถของตนเองได้หรือไม่    ตอบว่า ได้สบาย    หากเด็กคนนี้อยู่กับผมต่อ ผมจะแนะนำให้เขาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองจากอินเทอร์เน็ต    และจากประสบการณ์ของตนเอง    โดยผมจะช่วยเป็นโค้ชให้   

สถานที่ทำงานสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเรียนรู้จากประสบการณ์ได้   โดยยกระดับความรู้จากการเรียนทฤษฎีจากอินเทอร์เน็ต    และยกระดับความเข้าใจเรื่องเชิงทฤษฎีโดยฝึกหมุนวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่เรียกว่า Kolb’s Experiential Learning Cycle

ในสภาพสังคมปัจจุบัน สถานปฏิบัติงานริเริ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้ผู้ปฏิบัติงานที่รักดี มุ่งมั่นสร้างอนาคตของตนเอง    เรียนรู้และยกระดับความสามารถของตนเอง จากการปฏิบัติงานได้ 

แต่ชะตาชีวิตของเด็กสาวคนนี้ เขาเป็นผู้เลือกเอง   เขาอาจเลือกแต่งงานมีครอบครัว   การทำงานดูแลผู้สูงอายุแบบนี้ไม่เอื้อต่อชีวิตครอบครัว  

วิจารณ์ พานิช

๒๔ พ.ย. ๖๕