เมื่อได้รับลิ้งค์ข่าวเผยแพร่ผลงานของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่จัดทำแบบมีพิธีกรอ่านข่าว และรับฟังไปครู่เดียวผมก็ปิ๊งแว้บชื่อบันทึกนี้ เพื่อสะท้อนความรู้สึกของผม ว่าน่าเสียดายว่า แทนที่มหาวิทยาลัยจะมีอัตลักษณ์ความลุ่มลึกในเรื่องราวต่างๆ ในบ้านเมือง กลับเลียนแบบวงการสื่อ ที่เน้นการโฆษณาผลงานและกิจกรรมแบบตื้นๆ เน้นเสนอเรื่องราวผลงาน และกิจการ ไม่เห็นเส้นทางของความพากเพียรต่อสู้กับความยากลำบาก ดำเนินการจนประสบความสำเร็จ และเกิดผลกระทบหรือคุณค่าต่อสังคม
ในส่วนผลกระทบหรือคุณค่า ข่าวนี้ไม่แตะเลย คือเป็นข่าวที่ไม่มีความลึก ไม่มีความต่อเนื่องจากกิจกรรมก่อนๆ ที่ควรเป็นหัวใจของสถาบันอุดมศึกษา คือการมีเป้าหมายที่ทรงคุณค่า ชัดเจนแน่นอน และดำเนินการต่อเนื่องอย่างพากเพียร ต่อสู้กับอุปสรรคความยากลำบาก และมีการเรียนรู้ต่อเนื่อง จนในที่สุดค้นพบวิธีการที่นำสู่ผลสำเร็จ
สิ่งที่ควรนำออกเผยแพร่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่แค่เพียงผลงาน ที่สำคัญกว่าคือวิธีการเพื่อบรรลุผลงานนั้น และสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก คือเรื่องราวของความไม่สำเร็จหรือล้มเหลวระหว่างทาง ที่นำสู่การเรียนรู้และปรับตัว จนค้นพบวิธีการที่ใช้ได้ผลในที่สุด
วงการวิชาการ ต้องให้เกียรติแก่เจ้าของผลงาน หากมีการออกข่าว ต้องให้เจ้าของผลงานได้ปรากฏตัว และเป็นผู้อธิบายผลงานเอง ไม่ใช่ผู้บริหารอาศัยผลงานนั้นเพื่อตนเองได้เป็นข่าว การทำงานวิชาการที่มีคุณค่า ต้องเริ่มจากแรงบันดาลใจ คู่กับปัญหาหรือโจทย์วิจัยที่มีความหมาย ข่าวควรอธิบายที่มาที่ไปของผลงานวิชาการนั้น ไม่ใช่อธิบายหรือกล่าวถึงแค่ผลงาน ซึ่งมีผลทำให้ข่าวนั้นตื้น ไม่เป็นข่าววิชาการ แต่เป็นข่าวมโนสาเร่
น่าเสียดายที่ วงการวิชาการหันไปเลียนแบบข่าวมโนสาเร่ แทนที่จะสร้างรูปแบบข่าวที่ลุ่มลึก และมีความหมายหรือคุณค่าสูง เพื่อชี้ให้สังคมทั่วไปเห็นว่า งานวิชาการที่มีคุณค่าต่อสังคมนั้น ไม่ใช่จะได้มาโดยง่าย ต้องอาศัยระบบนิเวศที่กระตุ้นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นความเพียรอันต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งเมื่อสำเร็จ ก็จะส่งผลคุณค่าต่อสังคมอย่างน่าชื่นใจ (ผลตอบแทนเชิงนามธรรม) หรืออย่างมีผลตอบแทนเป็นรูปธรรม
วิจารณ์ พานิช
๑ พ.ย. ๖๕
ปัจจุบันเห็นการ ปชส ผลงาน โดยไม่บอกที่มา ขั้นตอนการพัฒนา เพื่อให้คนรู้ว่า นวัตกรรมหรือผลงานนั้น อยู่ในช่วงของ ผบห คนนั้นๆ ค่ะ