รายวิชา PTOT 220 ทักษะการรับฟังเพื่อบำบัด 

เป็นรายวิชาที่ทำให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การรับฟังที่ดีอย่างแท้จริงสามารถนำความรู้หรือเทคนิคที่ได้เรียนไปปรับใช้ทั้งในชีวิตประจำวันกับเพื่อน ครอบครัว หรือนำไปบำบัดผู้รับบริการในอนาคตเพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

  • หากเราเป็นตัวกระตุ้นให้เพื่อนเครียดเพราะเพื่อนคิดว่าเราเรียนเก่งกว่า แต่เพื่อนต้องการให้เราช่วยจัดการความกังวลทางการเงิน 

เราจะให้เพื่อนใช้เทคนิคการคิดเป็นระบบ system thinking ให้ลองทบทวนหาถึงสาเหตุของปัญหา เพื่อที่เราจะได้ข้อมูลในการแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น อีกทั้งเราต้องใช้การตั้งใจฟัง (สุจิปุริ) การฟังด้วยหัวใจ โดยไม่ตัดสินก่อน ฟังเขาเล่าให้จบแล้วทวนทุกอย่าง จับประเด็น และสะท้อนความรู้สึกแก้ปัญหาด้วยความเห็นอกเห็นใจ เสริมสร้างอารมณ์บวกและความคิดที่ดีให้หายเครียด


 

ในรายวิชานี้ทำให้เราได้ฝึก เทคนิคต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้เราพัฒนาตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น

  • ส่วนตัวสิ่งแรกที่เห็นได้เลยว่าตัวเองนั้นพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด คือ 7 types of Listening Skills ในส่วนของEmpathetic สิ่งที่ therapeutic ทุกคนควรที่จะมี

       Empathy เป็นความรู้สึกเข้มแข็งที่อยากจะช่วยให้ผู้รับบริการหรือเพื่อน ครอบครัว และคนรอบข้างที่มีปัญหาแล้วมาเล่าให้เราฟังนั้นหายจากความเศร้าและความเครียดโดยเร็ว ซึ่งเราจะใช้ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อมาประกอบกับการบำบัด ก่อนที่จะมาเรียนในรายวิชานี้ ส่วนตัวเป็นคนที่มี sympathy มากกว่า empathy เวลาที่ฟังเรื่องเศร้า ๆของคนอื่น เวลามีคนร้องไห้ตัวเองจะอิน สงสาร และร้องไห้ไปเลยอัตโนมัติ เป็นการฟังที่ฟังให้รับรู้แต่ว่าไม่ได้ช่วยให้คนที่เล่าหายเครียด แต่พอได้มาเรียนรายวิชานี้ มีสัปดาห์ที่ได้ฝึกรับฟังความเครียดของเพื่อนและเล่าถึงความเครียดของตนเอง อ.ป๊อปได้พูดประโยคหนึ่งที่กินใจและทำให้ตัวเองรู้สึกเข้มแข็งมากขึ้น นั่นคือ “การร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่การร้องไห้ทำให้สุขภาพดี” ซึ่งประโยคนี้เปลี่ยนความคิดหลาย ๆ อย่างที่ตัวเองเคยคิดว่าการร้องไห้คือ อ่อนแอ

       ตอนนี้พอได้รับฟังปัญหาของคนอื่น ตัวเราเองไม่ได้ร้องไห้เหมือนเมื่อก่อน แต่เราตั้งใจฟังเพื่อช่วยให้เขาหาทางออกได้อย่างแท้จริง เวลาเห็นคนอื่นร้องไห้ เราไม่ได้ร้องไห้ตามเหมือนเมื่อก่อน เราเข้มแข็งและมี empathy มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนตนเองก็รู้สึกแปลกใจในตนเองที่เปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้

  • ส่วนที่สองคือ Deep listening การฟังอย่างตั้งใจ ฟังโดยไม่ตัดสินคนอื่นไปก่อน ใช้หัวใจในการรับฟัง เมื่อเปรียบเทียบกับแต่ก่อนตอนที่คนอื่นมาเล่าปัญหา เราจะมีความคิดที่ว่า ปัญหาแค่นี้เอง เรามักจะคิดว่าความเครียดของคนเป็นเรื่องเล็กน้อยและตัดสินคนอื่นไปก่อน พอได้มาเรียนในรายวิชานี้ ทำให้เราได้ฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสินคนอื่นและใส่ใจคนอื่นมากขึ้น
  • ส่วนที่สามคือ เทคนิคการใช้โทนเสียงและ body ที่จะทำให้กินใจผู้อื่นมากขึ้น การฝึกการสบตากับคนที่เรากำลังพูดอยู่ การสัมผัส การจับมือให้กำลังใจ การกอดเพื่อปลอบโยน การใช้ภาษากายเพื่อให้เข้าใจความรู้สึกและช่วยคนที่เรากำลังฟังหรือบำบัดได้ดีขึ้น