วิธีสอนศาสนา 5 วิธี

              ท่าทีของผู้สอนศาสนาในปัจจุบัน อาจก่อให้เกิดปัญหาเชิงจริยธรรมขึ้นได้ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น จึงควรมีการศึกษาถึงวิธีสอนศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้รู้เท่าทัน นำไปวิเคราะห์และประเมินค่าเพื่อเลือกแนวทางการสอนที่เหมาะสม อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงจริยธรรมได้อย่างแท้จริง วิธีสอนศาสนาที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 5 วิธี คือ

              1. ศึกษาศาสนาของตนเพียงศาสนาเดียว เพื่อให้มีศรัทธาได้อย่างสบายใจ จึงปิดหูปิดตาจากศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมด ราวกับว่าในโลกนี้มีเพียงศาสนาเดียวเท่านั้น หรือต้องการให้มีเพียงศาสนาเดียวเท่านั้น ที่ไม่มีการแยกนิกายหรือนิกายอย่างใดทั้งสิ้น วิธีนี้จะดีมากหากในโลกนี้มีเพียงศาสนาเดียว หรือถ้ายังมีหลายศาสนาเราก็ต้องปิดขังผู้เรียนไว้มิให้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับศาสนิกของศาสนาอื่นเลย ไม่ว่าในลักษณะใดทั้งสิ้น วิธีนี้จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน เราจึงต้องแสวงหาวิธีที่ดีกว่า

              2. ศึกษาศาสนาต่าง ๆ โดยยกย่องศาสนาหนึ่งและกดศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมด วิชาศาสนาเปรียบเทียบที่แล้ว ๆ มาในอดีต มักจะใช้วิธีนี้เพราะสะดวก ง่าย จูงใจ และสบอารมณ์ผู้เรียนที่นับถือศาสนาที่ได้รับการยกย่องนั้นอย่างมาก ผลก็คือทำให้ผู้เรียนรังเกียจศาสนาของกันและกัน และอาจจะถึงขั้นวางตัวเป็นศัตรูกัน หากมีผู้ไม่หวังดีมายุแหย่ก็จะเกิดการทะเลาะวิวาทบาดหมาง และอาจถึงขั้นทำร้ายร่างกายและศาสนสมบัติของกันและกันได้อย่างดุเดือด ทั้ง ๆ ที่ผู้มายุแหย่อาจจะมิได้หวังดีต่อศาสนาใดเลยก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า การปลุกระดมผู้ที่ได้รับการอบรมศึกษาศาสนามาด้วยวิธีนี้ทำได้ง่ายมาก มักจะเกิดผลเกินคาด สังคมมนุษย์ได้รับความหายนะมามากต่อมากแล้ว ในทำนองนี้ เราควรแสวงหาวิธีที่ดีกว่านี้

              3. ศึกษาศาสนาต่าง ๆ ด้วยใจเป็นธรรม โดยผู้สอนที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดเลย ผลก็คือศาสนาทุกศาสนาถูกกดอย่างเท่าเทียมกัน เรียนไปแล้วผู้เรียนก็กลายเป็นผู้ไม่นับถือศาสนาใดเลยไปด้วย เพราะการศึกษาจูงใจให้เห็นว่าทุกศาสนางมงายไร้สาระพอ ๆ กัน เราแสวงหาวิธีกว่านี้ไม่ได้หรือ

              4. ศึกษาศาสนาต่าง ๆ โดยยกย่องทุกศาสนาเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ โดยมติว่าทุกศาสนาก็ดีเหมือนกัน ต่างก็สอนให้เป็นคนดีด้วยกันทั้งสิ้น จึงควรจะรวมทุกศาสนาเข้าเป็นศาสนาเดียวกัน นับถือศาสดาทุกองค์ในระดับเดียวกัน นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของทุกศาสนาในฐานะเท่าเทียมกัน วิธีนี้ดูผิวเผินเหมือนกับว่าจะดี เพราะว่าให้ความเสมอภาคแก่ทุกศาสนา แต่ทว่าในทางปฏิบัติแล้วมักจะทำให้เกิดศาสนาใหม่โดยบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ แต่คนอื่น ๆ ส่วนมากก็ยังคงยึดมั่นในศาสนาเดิมของตนและรังเกียจศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมดอยู่ต่อไป ผลก็คือ มีศาสนาเพิ่มขึ้น และมีความแตกแยกทางศาสนามากขึ้น เราลองหาวิธีอื่นต่อไปก่อนดีไหม

              5. ศึกษาตามบริบทของแต่ละศาสนา เราเรียกวิธีการดังกล่าวว่า วิธีบริบท (contextual method) และเรียกเนื้อหาของศาสนาที่ศึกษาด้วยวิธีนี้ว่า ศาสนาบริบท (contextual religion) วิธีการนี้สมมติไว้เป็นปฐมว่า ทุกศาสนาดีแต่ดีต่างกัน (All religions are good, but differently good) ดังนั้น เราจึงวิเคราะห์และประเมินค่าแต่ละศาสนาตามบริบทของแต่ละศาสนา แต่ละนิกาย แต่ละลัทธิ และแต่ละกลุ่ม คุณค่าทางศาสนาในแต่ละประเด็นย่อมมีค่าตามบริบทของผู้รับคุณค่า เป็นต้น

              อาจารย์และนักศึกษาที่ตกลงร่วมกันที่จะใช้วิธีนี้ ย่อมจะมีจุดยืนเดียวกันในการศึกษาและถกปัญหา ไม่ว่าจะมีความเชื่อต่างกันเพียงใดก็ตาม เนื่องจากจะไม่มีใครเอาศรัทธาของตนเป็นจุดยืน แต่จะเอาศาสนาที่กำลังศึกษาอยู่เป็นจุดยืนและศึกษาตามบริบทของศาสนานั้น ๆ 

              หวังว่าวิธีการดังกล่าวจะสามารถสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจดีต่อกัน อันจะนำไปถึงขั้นหวังดีต่อกันอย่างจริงใจได้

แหล่งอ้างอิง

เมธา หริมเทพาธิป, ผศ. (2565). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาจริยศาสตร์ (PHE 8002). สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.