- ทอดบทความเรื่อง Work-life balance
Naive Practice การฝึกฝนตามหลักการซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ
Recall ความรู้ที่มีอยู่
- สัญญาณของ unhealthy work-life balance เพราะสัญญาณแต่ละอย่างจะคล้ายกับสัญญาณของภาวะซึมเศร้า
- หากพนักงานในองค์กรมีปัญหา work life balance องค์กรนั้นๆก็อาจไม่พัฒนาได้ เช่นเดียวกับการที่องค์กรจะไม่เป็น happy workplace
Recap ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
- Vark model of learning คือ วิธีการเรียนรู้ของตัวบุคคล ประกอบไปด้วย Visual, Auditory, Read/Write, Kinesthetic และได้ค้นพบว่าตัวดิฉันเองนั้นมีรูปแบบการเรียนรู้แบบ Read/Write ค้นหารูปแบบการเรียนรู้ของตนเองได้ที่ https://www.okmd.or.th/bbl/articles/217/VARK-how-learning-you-style
- ไม่ว่าจะเรียนหรือทำงานอย่างมีความสุขได้ นอกจากจะรู้แนวทางการทำงาน หรือรูปแบบการเรียนรู้ของตนเองแล้ว จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนด้วย
- ปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ดีของประชาชนมีผลทำให้รายได้ของประเทศต่ำลง
Purposeful Practice การฝึกฝนทำกิจกรรมที่มีเป้าหมาย S.E.A
- Spotlight เราชอบ “ความเป็นนักสู้” ของผู้รู้ ผู้รู้สามารถเรียนให้ได้เกรด 4 ขึ้นมาจากเกรด 1.85 ด้วยการหาแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง และพยายามตั้งใจศึกษาเล่าเรียนทำให้เกรดขึ้นมาสูงได้ เป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจว่าเราก็สามารถพยายามให้ได้เกรดที่ดีขึ้นได้ ผู้รู้ยังบอกอีกว่าคนที่ได้เกรดน้อยไม่ได้ไม่ฉลาด และไม่จำเป็นต้องทำตามคนที่ได้เกรดสูงเพื่อที่จะได้เกรดสูงๆตาม เราจะต้องหารูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง (สามารถหาได้จาก Vark model of learning) ซึ่งตัวดิฉันเองเป็นประเภทจำจากการเขียนและอ่านสรุปที่ตนเองได้ทำ(Read/Write)
- Explain ผู้รู้ให้ความคิดบวกในเรื่องที่ว่า การเรียนให้ได้ดีเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้ แค่เราจะต้องเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง และพยายามตั้งใจศึกษาเล่าเรียน
- Appreciation ดิฉันขอบคุณผู้รู้ในเรื่อง “Vark model of learning” เพราะหากเรารู้รูปแบบการเรียนรู้ของเราเอง ก็จะเป็นทางลัดในการเรียนให้ได้ประโยชน์ สามารถได้เกรดที่สูงได้ ซึ่งจะทำให้เราเรียนได้อย่างมึความสุขนำไปสู่การเรียนและใช้ชีวิตอย่างสมดุล
Deliberate Practice การฝึกฝนโดยพิจารณาตัวเราเองด้วย D.E.S.C.
- Describe ประเด็นที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ คือในเมื่อวิธีการ promote work-life balance ต่างๆให้แก่พนักงานที่ผู้รู้ได้ยกตัวอย่างมา 7 ข้อนั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถใช้ได้ผลจริง แล้วจะมีวิธีไหนที่สามารถ promote work-life balance ได้จริงๆบ้าง
- Express สาเหตุที่ไม่เข้าใจ เป็นเพราะ ผู้รู้ได้ยกตัวอย่างวิธีต่างๆมา แต่ในขณะเดียวกันก็ได้กล่าวถึงตัวขัดขวางต่างๆที่ทำให้วิธีพวกนี้ใช้ไม่ได้ในบริบทจริง
- Specify ดิฉันได้เข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างแท้จริง จากการวิเคราะห์เพิ่มเติมถึงตัวขัดขวางแต่ละอย่างที่ผู้รู้ได้กล่าวถึง
- Consequence สะท้อนความรู้ความเข้าใจแบบ How to Upskill 21 วัน ด้วยการค้นคว้าเอกสารอ้างอิงสอบถามผู้รู้เพิ่มเติม และฝึกตั้งใจวางแผนให้เห็นความก้าวหน้าจริง - พื้นฐานของเรื่องนี่ควรเริ่มที่ happy workplace องค์กรหรือบริษัทควรออกแบบวิธีการทำงานที่ทำให้เป็นองค์เสริมสุข ซึ่งจะทำให้พนักงานเกิดความผูกพัน และรักในองค์กร เช่น ในข้อแรกการลดปริมาณงาน หากพนักงานรักในองค์กรก็จะอยากให้องค์กรไปได้ดี เมื่อมีพนักงานคนไหนที่ไม่ไหวกับปริมาณงาน ก็จะมีคนที่อาสาช่วย หรือเต็มใจที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้อื่นมาได้ เป็นต้น
2. ถอดบทเรียนเรื่อง Health promotion and prevention in nursing
Naive Practice การฝึกฝนตามหลักการซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ
Recall ความรู้ที่มีอยู่
- การที่จะทำให้โครงการยั่งยืนได้จะต้องหาลู่ทางที่จะนำเงินเข้าสู่โครงการได้ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือจากภาครัฐ การหาผู้ลงทุนต่างๆ
- การจะเริ่มโครงการจะต้องประเมินหาข้อมูลถึงสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายมีและขาด
Recap ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
- กลยุทธ์การสร้างเสริมสุขภาพตามกฎบัตรออตตาวา
- การประสานงานเมื่อลงชุมชน
Purposeful Practice การฝึกฝนทำกิจกรรมที่มีเป้าหมาย S.E.A
- Spotlight ดิฉันชอบ “โครงการสร้างเสริมสุขภาพพระสงฆ์” ของผู้รู้ ทำให้ดิฉันได้ตระหนักถึงสุขภาพทั้งกายและจิตของพระสงฆ์
- Explain ผู้รู้ให้ความคิดบวกในเรื่อง แม้จะมีโครงการที่ไม่ประสบผลสำเร็จก็ไม่เป็นไร แต่ผู้รู้ก็ได้ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้กับโครงการอื่นๆที่กำลังทำอยู่ หรืออยากที่จะทำในอนาคต
- Appreciation ดิฉันขอบคุณผู้รู้ใน “ประสบการณ์การลงชุมชน” ของผู้รู้ ทำให้ดิฉันได้เห็นภาพ และวิธีการทำงานในการลงชุมชนมากขึ้น
Deliberate Practice การฝึกฝนโดยพิจารณาตัวเราเองด้วย D.E.S.C.
- Describe ประเด็นที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ คือ ทำไมจะต้องสร้างเสริมสุขภาพ ตามกฎบัตรออกตตาวา
- Express สาเหตุที่ไม่เข้าใจ เป็นเพราะ ไม่ได้รู้จักกฎบัตรออตตาวาเป็นอย่างดี
- Specify ดิฉันได้เข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างแท้จริง จากการเรียนรู้เพิ่มเติมที่https://hss.moph.go.th/fileupload_doc_slider/2016-12-13--505.pdf และhttps://sites.google.com/site/32487easylife010/kdbatr-xxttawa-pheux-kar-srang-serimsukh-phaph
- Consequence สะท้อนความรู้ความเข้าใจแบบ How to Upskill 21 วัน ด้วยการค้นคว้าเอกสารอ้างอิงสอบถามผู้รู้เพิ่มเติม และฝึกตั้งใจวางแผนให้เห็นความก้าวหน้าจริง - ดิฉันได้ศึกษาเอกสารอ้างอิงที่ : https://hss.moph.go.th/fileupload_doc_slider/2016-12-13--505.pdf ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “กฎบัตรออตตาวาเป็นการสาธารณสุขแนวใหม่ ที่ตระหนักถึงบทบาทของภาคส่วนต่างๆของสังคมในการสร้างเสริมสุขภาพ และเล็งเห็น ถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มากขึ้น” ซึ่งครอบคลุม และทำให้การส่งเสริมสุขภาพที่ทำตามกฎบัตรนี้สามารถประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากเป็นการร่วมมือจากหลายองค์กรหรือแม้แต่คนในชุมชนเอง และเป็นการทำให้การส่งเสริมสุขภาพนั้นๆยั่งยืนได้เนื่องจากได้ปรับเปลี่ยนได้ครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมดตั้งแต่การปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ การสร้างนโยบาย ปรับและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเพิ่มความสามารถของชุมชน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล
3. เชื่อมโยง 2 บทเรียนนี้เข้ากับชีวิตและโครงการให้ยั่งยืนได้อย่างไร
อย่างแรกที่เป็นประโยชน์อย่างมากกับชีวิตของดิฉันเองก็คือ Vark model of learning อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าดิฉันได้รู้ว่ารูปแบบการเรียนรู้ของดิฉันคือการเขียนและอ่าน ดิฉันจึงปรับรูปแบบการเรียน โดยฟังสิ่งที่อาจารย์สอนในห้องให้พอเข้าใจ แล้วกลับมาจดเป็นสรุปและอ่านจากสรุปของตนเองในวันที่ได้เรียนไปเลย(ตามวิธีของผู้รู้ที่จะจดสรุป 1 หน้าตอนเย็นหลังเรียนเสร็จ) ทำให้ดิฉันเข้าใจสิ่งที่เรียนไปมากขึ้น มีเวลาทบทวนมากขึ้น และสามารถนำความรู้จากผู้รู้ในเรื่อง work life balance ไปทำให้โครงการ HOP ยั่งยืนขึ้นได้ด้วยการให้ความสำคัญกับ work life balance ของผู้ปกครองเด็กสมองพิการ หรือจะเป็นการลดความเครียด เนื่องจากว่านอกจากชีวิตของผู้ปกครองจะต้องดูแลลูกน้อยแล้ว ก็ยังต้องทำงานอีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นด้าน psychological หรือ สังคมในที่ทำงาน (Social) หรือ Occupation ด้าน Work ก็สำคัญไม่แพ้กัน และปัญหาสุขภาพจิตนี้ยังเป็นปัญหาที่ดิฉันเชื่อว่าทั่วโลกให้ความสำคัญและสนใจในทางแก้ไข การนำปัญหานี้เข้ามาแก้ในโครงการของเราก็จะเป็นการดึงดูดผู้คนที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุน หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมหรือร่วมลงทุนกับโครงการเราได้ เป็นหนทางที่จะทำให้โครงการยั่งยืนได้ บวกกับความรู้จากหัวข้อเรื่อง Health promotion and prevention in nursing ที่ทำให้ โครงการของดิฉันมีแนวทางเช่น การให้บริการเชิงรุก (Retain ทำให้รักษาสุขภาพจิตของผู้ปกครองไม่ให้เครียดมากขึ้นได้) หากจะลงชุมชนควรจะต้องประสานงานกับสหวิชาชีพใดบ้าง (Interprofessional collaboration อ้างอิงจากTechnique for Addressing Risk) วิธีการสังเกตุผู้รับบริการเมื่อลงชุมชน การลงชุมชนไปดูแลเด็กสมองพิการ ซึ่งจะดูแลและให้ความรู้ครอบครัวด้วยเพราะอาจมีความเครียด ประเมินสิ่งแวดล้อมว่าเหมาะสมกับการดูแลเด็กสมองพิการหรือไม่และให้คำแนะนำการปรับสิ่งแวดล้อม ส่วนตัวเด็กสมองพิการเองก็จะประเมินสภาวะสุขภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม สิ่งต้องประสานงานกับทั้ง แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) (Interprofessional collaboration) สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์เป็นอย่างมากกับตัวดิฉันที่จะต้องลงชุมชนในอนาคตข้างหน้า และกับโครงการ HOP เนื่องจากโครงการเราจะมีการจัดอบรม และยังมีประโยชน์อย่างมากกับโครงการ Mind letter ที่ดิฉันได้ร่วมทำกับเพื่อนๆ ทำให้ดิฉันรู้ว่าจะต้องเข้าไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายอย่างไร จะต้องสังเกตุและระวังทั้งคำพูด สีหน้า และท่าทางเขาอย่างไร และควรประสานงานกับวิชาชีพใดบ้าง นอกจากนี้ยังได้แนวทางการทำให้วิชาชีพกิจกรรมบำบัดเป็นที่รู้จักมากขึ้น ดังที่ผู้รู้ท่านได้พูดไว้คือ เป็นการเผยแพร่ข้อมูลให้คนส่วนมากได้รู้จัก เช่น การทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับนักกิจกรรมบำบัดลงใน platform YouTube เป็นต้น