GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

จากห้องกรรมฐานสู่สังเวีัยนชิงแชมป์โลก- -เด็กวัดห้วยส้มกับข้อสอบซามูไร

อยู่ ๆ วันหนึ่ง เซนเซดาบก็บอกว่า ให้ไปเขียน thesis มาส่ง ในหัวข้อที่ฟังดู เซ้น เซน ว่า สภาพจิตใจในปัจจุบันขณะ ของผู้ที่จะเข้าสู่ 1st DAN นั้นเป็นอย่างไร

 

 Spear (Yari) Tournament

 กาพการแข่งขัน spochan ในอาวุธประเภททวนยาว หรือ Yari จากการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ๒๐๐๔

 ------------------------------------------------------------------------------

ความจริงนี่เป็นการเล่าย้อนยุคเล็กน้อย เพราะฉันได้บล็อกเรื่องวันชิงแชมป์โลกของฉันไปแล้วบ้างบางส่วนในบล็อกก่อนหน้า

 

แต่เนื่องจากศิลปป้องกันตัวที่ฉันเล่นนั้นเป็นกีฬาใหม่สำหรับประเทศไทย  อีกทั้งท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะยังงง ๆ สงสัยว่ามัีนไปเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร  ฉันเลยถือโอกาสไปงัดเอาเรื่องราวเก่า ๆ ที่ฉันเคยเขียนเก็บ ๆ เอาไว้มาเล่าให้ฟังบ้างเป็นกระสายเท่าที่หาเจอและนึกออก  เพื่อที่ว่า  พอฉันนำเรื่อง ซามูไร ซี่รีี่ส์ ที่ฉันตั้งใจจะเล่าให้ฟังถึงการเดินสายดวลในญี่ปุ่นในการแข่งขันทัวร์นาเม้นท์ต่าง ๆ ของฉันนี้  ท่านทั้งหลายจะได้เห็นภาพและได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

 

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ฉันเขียนตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทย เมื่อกลางปีนี้ 

---------------------------------------------------------------------------------

สิ่งแรก ๆ ที่ฉันได้จากการไปปฏิบัติธรรม ก็คือการเห็นความไม่เที่ยงของทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้น

ไม่ต้องพูดถึงสิ่งรอบตัวฉัน เช่น พวกราคาน้ำมัน อะไรให้ยุ่งยากเลย เอาแค่กายกับใจของฉันเองนี้ ในแต่ละเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปนั้น มันก็เปลี่ยนไปไม่รู้ตั้งกี่อย่างแล้ว

ฉะนั้นจึงไม่แปลก ที่เด็กอ้วนคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเด็กเรียน และไม่เอาอ่าวเรื่องกีฬาใด ๆ เลย จะมาฮึดไล่ตามความฝัน (ซึ่งไม่ใช่อแคดามี่ฯ) ด้วยการลองตั้งเป้าว่าจะไปให้ถึงการแข่งชิงแชมป์โลกของศิลปป้องกันตัวชนิดหนึ่งเอาตอนแก่

จริง ๆ แล้วมันก็แปลก เพราะตอนเด็ก ๆ ก็ชอบเชียร์มวยไทยกับพ่อและอา ๆ ลุง ๆ ตั้งแต่จำความได้ พอโตหน่อยเชียร์ได้เอง ก็ชอบเชียร์มวยไทยชิงแชมป์โลก แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ความจริงการที่จับพลัดจับผลูมาเรียนเจ้าสิ่งนี้ มันเกิดจากการเป็นเด็กเรียนปนเด็กวัดแท้ ๆ เชียว

เพราะถ้าไม่ใช่เพราะวิทยานิพนธ์ ซึ่งดันอยากจะเปรียบเทียบวิปัสสนากับเซน ก็คงไม่ไปเรียนดาบซามูไรโบราณ ซึ่งเน้นเรื่องการฝึกสมาธิแบบเซน

ซึ่งนำไปสู่การเรียน chanbara หรือศิลปป้องกันตัวร่วมสมัยที่จำลองเอาอาวุธต่าง ๆ ของซามูไรมาให้ใช้สู้กันได้จริง ๆ โดยไม่ตายกันไปข้างนึงเสียก่อน

แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่ง เซนเซดาบก็บอกว่า ให้ไปเขียน thesis มาส่ง ในหัวข้อที่ฟังดู เซ้น เซน ว่า สภาพจิตใจในปัจจุบันขณะ ของผู้ที่จะเข้าสู่ 1st DAN นั้นเป็นอย่างไร

กำลังเคลิ้ม ๆ กับหัวข้อที่ฟังดูเป็น abstract กึ่ง ๆ poetic เล็กน้อยของเซนเซอยู่ดี ๆ (ในใจแอบคิดว่าเขียนด้วยพู่กันจีน บนกระดาษสา เป็นไฮกุส่ง ก็คงจะเท่ไม่น้อย) แล้วก็สะดุ้งเฮือกตื่นจากความฝัน เมื่อนึกได้ว่า

"อึ๊ย...1st DAN นั่นมันสายดำนี่นา....." เซนเซล้อกันเล่นรึเปล่า วิทยายุทธเพลงดาบยังโหลยโท่ยอยู่เล้ย ตอนเซนเซให้เกียรติมาลงนวมคู่ เอ๊ย มาซ้อมคู่ด้วย ยังโดนฟาดเสียน่วมไปหมด แล้วจะให้ไปสอบสายดำหรือนี่

ปรากฏว่าเซนเซไม่ได้ล้อเล่น คราวนี้คนที่เครียดเลยกลายเป็นข้าพเจ้าแทน แต่เป็นเครียดปนขำ เพราะว่าเกิดมาก็เพิ่งจะรู้นี่แหละว่าวิทยายุทธสายนี้เขาต้องมีสอบข้อเขียนเชิงอัตนัยด้วยถ้าจะขึ้นสายดำ แต่ก็นับว่าถูกกับจริตดี เนื่องจากเป็นคนพูดมาก

แต่ข้อสอบนี้ไม่ง่ายเลยน่ะ Please describe in 1-2 pages, the present state of the mind of someone entering 1st DAN. hmm....

เรื่องการเน้นเรื่องจิตใจนี้ มันมีที่มาที่ไปมาจากวิชาดาบซามูไรโบราณ หรือ บัตโต จูทซึ (Battoujutsu ) นี่แหละ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวต้องไปนึกทบทวนจากวิชานู้นอีกที เรียกว่า มีวิทยายุทธเท่าไหร่ ต้องงัดขึ้นมาใช้ให้หมด

และเซนเซก็บอกว่า ได้ไปสมัครให้เราแล้ว สำหรับการไปเตรียมแข่งเพื่อจะให้ทันชิงแชมป์โลกปลายปีนี้ที่ญี่ปุ่น!! ทั้งนี้ เนื่องจากเซนเซรู้ว่าเราจะไปทำวิจัยอยู่ที่นั่นพอดีนั่นเอง โห....เครียด ๆ ๆ

ไงล่ะเนี่ย เริ่มจากปฏิบัติวิปัสสนา ไป ๆ มา ๆ ไหงจะกลายไปชิงแชมป์โลก chanbara ได้ยังไงเนี่ย

ตอนแรกก็ถามว่า เขาแบ่ง อายุ นน. อะไรอย่างนี้หรือเปล่า ฮิ ๆ แต่พอเซนเซบอกว่า เปล่า แข่งรวมกันหมด แถมรวมผู้หญิงผู้ชายอีกต่างหาก แบ่งแค่ประเภทของอาวุธ และอาจจะแบ่งสายเข็มขัดแค่นั้นเอง

อ้าว เลยเครียดหนักเข้าไปอีกเลยทีนี้ นึกว่าจะได้ใช้นน.รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวทของสภามวยโลกให้เป็นประโยชน์เสียหน่อย หรือได้แข่งลีกผู้สูงอายุก็ยังดี อดเลยเรา

อยู่ดี ๆ ไปหาเรื่องให้คนเอาอาวุธมาไล่ตีหัวหรือเปล่าเนี่ยวุ้ย

ไม่ได้ ๆ สู้ตาย เพื่อชาติ (เอ๊ะ..ชักฟังเหมือนบล๊อกการเมือง)

อะนะ...อย่างน้อยต่อให้ตกรอบแรก แต่ก็ถือว่าได้ไปซ้อมปฏิบัติธรรมในเวทีประลองฝีมือแหละ

ไปซ้อมกำหนดดูสภาพจิตใจตัวเองไง ไปฝึกดูความกลัวเสียให้เข็ด หรือไม่ก็ไปกำหนดดูฐานเวทนานุปัสสนาก็ได้ ในกรณีที่โดนฟาดจนบาดเจ็บน่ะนะ

อือ...ถ้าเรารู้จักหมุนจิตให้เป็นกุศลได้ทุกเรื่อง ทุกขณะจิต ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบกายใจ มันก็น่าจะมีแต่ได้กับได้น่ะเนอะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 70883
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

ฟังดูสนุกและได้แง่คิดดี

แต่หากคิดในเชิงบวกแล้ว

การที่ไม่แบ่งทั้งเพศ อายุ และน้ำหนักนั้น

อาจารย์ว่าเซนเซซังของหนูคงประเมินว่า

หนูค่อนได้ได้เปรียบแน่ๆ จึงกล้ายุหนูไปแข่ง

หากหนูมุมานะไม่เลิก

เซนเซพิชัยซัง จะขอทำนายว่า

หนูมีทางไปถึงดวงดาวแน่!

พิชัยเซซัง

 

แหะ ๆ อาจารย์ขา  อาจารย์ชอบมีโจทย์ให้หนูฝึกการกำหนดยาก ๆ อีกแล้ว  เพราะหนูอ่านคอมเม้นท์ของอาจารย์แล้วก็เกิดอาการไม่รู้อารมณ์ชัดอีกแล้วว่า

ควรจะดีใจดีหรือว่าเสียใจดี  เรื่องนน. หนูเป็นต่อชาวโลกเขาถึงขนาดเซนเซเห็นแววยุส่งให้ลงแข่งเนี่ยนะคะ แหะ ๆ

หนูจะพยายามมองในเชิงบวกก็แล้วกันนะคะ ฮิ ๆ เอาเป็นว่าหนูจะพยายามมุมานะอย่างที่อาจารย์ว่าก็แล้วกันค่ะ  ปีนี้เดี๋ยวก็ต้องกลับแล้ว  ถ้ามีหน้ามีปัญญาและยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยแข็งแรงดีก็อาจจะได้กลับมาใหม่ 

 

แต่อาจารย์ทำนายแม่นยำราวกับหมอฟันธงเลยนะคะ  คือจะว่าไปแล้วหลังจากนัดชิงแชมป์โลกแล้วก็มีแข่งอีกหลายนัดและด้วยความมุมานะหนูก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ น่ะค่ะ จนถึงได้เหรียญทองกับเขาด้วยรายการหนึ่ีง  แล้วจะไปขยายในบล๊อกหน้า ๆ ต่อไปนะคะ

ขอบพระคุณที่กรุณาเข้ามาให้กำลังใจค่ะ 

ณัชร 

ป.ล. มุข เซซัง นี้เจ๋งจริง ๆ ค่ะอาจารย์  คิดได้ยังไงเนี่ยคะ อู้ฮู ตอนกำลังกระเผลก ๆ เสียด้วย โถ ฟังแ้ล้วดูเป็นพระเอกที่น่าสงสารมากเลยค่ะ  เหมือนนางเอกใจร้ายไม่ยอมให้เข้าบ้านยังไงก็ไม่ทราบ เลยต้องเซซังไปในยุทธภพ