ฝนกำลังตกลงมาอย่างหนักหน่วง เพิ่มสีสันในอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใส อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถิด...ปัจจุบัน...ทำงานทุกวันให้มีความสุข สนุกกับงานที่ทำก็พอ...

          ผมก็ไม่รู้ว่ามันดีหรือเปล่า บางทีอาจจะไม่อยู่ในจุดที่พอดีพองามก็ได้ อย่างเช่นในเวลานี้ที่อายุมากขึ้น บอกตัวเองเสมอว่าไม่ต้องหัวใจเกินร้อยก็ได้ เดี๋ยวจะอยู่ไม่ถึงเกษียณ

          ใครต่อใครมายกยอปอปั้น ก็เลยต้องฟังหูไว้หู ไม่หลงระเริงไปกับคำยกย่องสรรเสริญ คำคมที่อยู่ในใจทุกวันนี้ ต้องท่องไว้เสมอ “ยศตำแหน่งอยู่กับเราไม่นาน แต่..บำนาญอยู่กับเราจนตาย..คมมาก ทำไงก็ได้ที่จะไม่สะดุดขาตัวเองล้มเสียก่อน อันเนื่องมาจากทำงานเกินกำลัง

          ในช่วงจังหวะเวลา ที่ต้องตระเตรียมโรงเรียนให้พร้อมสำหรับเปิดเรียน ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ปิดเทอมนี้..เหนื่อยน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา หรือเป็นเพราะว่าโชคชะตานำพาให้เป็นไป

          จึงมีความรู้สึกที่ดีๆ ที่จะได้พักบ้าง เหนื่อยมานาน ถ้าเป็นนักมวยก็ต้องพูดแบบว่าเจ็บมาเยอะ ถึงเวลาต้องพักแล้ว  ถ้าเป็นรถก็ใช้งานแบบสมบุกสมบัน เหยียบคันเร่งเกินร้อยตลอด ตอนนี้ต้องเพลาๆ ไม่ต้องรีบเร่ง เพราะเครื่องยนต์ไม่เหมือนเดิม

          แต่ก็ยังต้องไปโรงเรียนทุกวัน..มันทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ปลุกเร้าใจให้แช่มชื่น กระปรี้กระเปร่า ชีวิตไม่อับเฉา เมื่อได้เห็นต้นไม้ในโรงเรียนผลิดอกออกใบ...เขียวขจีไปทั่วบริเวณ

          ผู้ปกครองโทรมา..จะพาลูกมาสมัครเข้าเรียน และบางคนขอย้ายลูกมาเข้าเรียน จากโรงเรียนคุณภาพอลังการ ย้ายเข้ามาสู่บ้านเล็กในป่าใหญ่ จึงบอกได้คำเดียวว่า...ยินดีต้อนรับ

          เมื่อวาน..จำนวนนักเรียนยังไม่ถึง ๑๐๐ แต่วันนี้ ๑๐๒ คนแล้ว หากเป็นโรงเรียนในเมืองอาจไม่รู้สึกถึงแรงกระเพื่อมแบบนี้ แต่ที่นี่.. เพิ่มขึ้นคนสองคนก็ดีใจจนเนื้อเต้น

          ย่างเข้าสู่ปีที่ ๓ ที่มีนักเรียนเกิน ๑๐๐ คน สูงสุดเมื่อปีที่แล้ว แตะที่ ๑๐๕ คน ปีนี้จึงลดลงเล็กน้อย มิใช่เป็นเพราะผู้ปกครองย้ายหนี แต่พิษสงเศรษฐกิจ ทำให้มีการย้ายถิ่นฐานทำมาหากิน

          โรงเรียนขนาดเล็ก ในหมู่บ้านเล็กๆ ก็มักจะเจอปัญหานี้ ผู้บริหารกับครูต้องทำใจ มีแค่ไหนก็ต้องสอนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเป้าหมาย

          นักเรียนต่ำกว่า ๑๐๐ หรือ ๑๐๐ นิดๆ จะสอนง่าย สามารถพัฒนาเด็กได้เป็นรายบุคคล ครูสามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำให้การอ่านออกเขียนได้เป็นเรื่องปกติทั่วไป

          ผมไม่ได้อิจฉา แต่ไม่เข้าใจว่าเขาจะทุ่มงบประมาณมากมายมหาศาลไปทำไม? เพื่อสร้างโรงเรียน”คุณภาพ”ขนาดใหญ่ ควบรวมโรงเรียนเล็กๆ ให้เด็กไปอัดกันอยู่ ด้วยบริบทของสังคมไทย ด้วยปัจจัยของหลักสูตรและวิธีสอน...ไม่น่าจะทำให้เด็กส่วนใหญ่อ่านคล่องเขียนคล่องได้เลย หรือเขามองที่โรงเรียนคุณภาพ..แต่เด็กจะยังไงก็ได้มั้ง

          แค่คิดก็ผิดแล้ว ผิดมาตั้งแต่ต้น ที่คิดว่าเด็กไม่ถึง ๑๒๐ คน จะต้องตัดรอนโน่นนี่นั่น อยู่ได้ก็อยู่ไป ทุกวันนี้..ผมมีเด็กเกิน ๑๐๐ นิดหน่อย เขาก็เลยมองไม่เห็นคุณค่า ยึดแต่ตำรา(กฎเกณฑ์)แต่ไม่เคยมองดูภูมิสังคม ที่โรงเรียนสามารถสั่งสมนวัตกรรม สามารถบริหารจัดการได้มากน้อยเพียงใด?

          อันนี้ไม่ได้บ่น ก็แค่เปรยๆ เหลือเวลาอีก ๑๗ เดือน...ทำไรเราไม่ได้หรอก อย่างน้อยปีนี้เด็กก็ยังเกิน ๑๐๐ อยู่ดี  ถือว่าเป็นตัวเลข..ที่แสดงถึงความสำเร็จได้..ในเบื้องต้น ส่วนในบั้นปลาย..อะไรก็เกิดขึ้นได้ ดีไม่ดีเขาอาจจะยุบสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดไปก่อนโรงเรียนเล็ก ..ใครจะไปรู้

          แต่ที่แน่ๆ ฝนกำลังตกลงมาอย่างหนักหน่วง เพิ่มสีสันในอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใส อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันเถิด...ปัจจุบัน...ทำงานทุกวันให้มีความสุข สนุกกับงานที่ทำก็พอ...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๗  พฤษภาคม  ๒๕๖๕