โครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง ของ กสศ. ดำเนินการจบปีที่ ๓ ซึ่งถือว่าจบโครงการ สำหรับโรงเรียนรุ่นที่ ๑ ที่เริ่มจำนวน ๒๙๐ โรงเรียน ตอนนี้เหลือ ๒๒๘โรงเรียน (ร้อยละ ๗๙) คณะอนุกรรมการโครงการแนะนำว่า ไม่ควรยุติความสัมพันธ์กับโรงเรียนที่ต้องการพัฒนาตนเองต่อเนื่อง แต่ความสัมพันธ์ต้องเปลี่ยนไป
เปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบผู้ให้ทุนกับผู้รับทุน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมอุดมการณ์และเป้าหมายยิ่งใหญ่ (common purpose) ที่การยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน และยกระดับความเท่าเทียมของผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน (education equity)
เปลี่ยนความสัมพันธ์แบบผู้ให้ทุนกับผู้รับทุน (granter – grantee) สู่ความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วน (partnership) ร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย เน้นจากมุมของผู้ปฏิบัติและเรียนรู้ต่อเนื่อง โดย กสศ. ทำหน้าที่เชื่อมโยงสู่ระบบใหญ่ของประเทศ
โรงเรียนในโครงการรุ่นที่ ๑ จำนวนเริ่มต้น ๒๙๐ หลัง ๓ ปี ทีมติดตามประเมินผลบอกว่ามีโรงเรียนที่ดำเนินการพัฒนาตนเองได้ผลดีระดับเกรด เอ จำนวน ๒๙ โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ ๑๐ พอดี เทียบกับร้อยละ ๒๑ ที่สมัครใจขอออกจากโครงการ โรงเรียนพัฒนาตนเองเกรด เอ จำนวน ๒๙ โรงเรียนนี้คือทรัพยากรมีค่าของการพัฒนาระบบการศึกษาไทย
ที่จริงยังมีโรงเรียนพัฒนาตนเองรุ่นที่ ๒ อีก ๔๘ โรงเรียน (จากจำนวนเริ่มต้น ๔๔๒ โรงเรียน) ที่ได้รับการประเมินได้ เกรด เอ รวมเป็นสินทรัพย์มีค่าของระบบการศึกษาไทย ๗๗ โรงเรียน คำถามคือ จะใช้โรงเรียนเหล่านี้ให้ทำหน้าที่ change agent แก่ระบบการศึกษาไทยอย่างไร
ถามใหม่จากมุมของ กสศ. ว่า ในฐานะ catalyst ของการพัฒนาคุณภาพและความเสมอภาคของระบบการศึกษาไทย กสศ. จะหนุนให้โรงเรียนพัฒนาตนเอง เกรด เอ เหล่านี้ทำหน้าที่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้แก่ระบบการศึกษาไทยอย่างไร
คำตอบของผมคือ ขั้นตอนที่ ๑ กลั่นกรองรอบสอง เพื่อให้มั่นใจว่า ที่ทีมติดตามประเมินผลให้เกรด เอ นั้น ตรงกับเกณฑ์ของ กสศ. หรือไม่ โดยในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๕ แนะนำว่า เกณฑ์สำคัญคือ ต้องดำเนินการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ หรือทั้งโรงเรียน (whole school development) ไม่ใช่พัฒนาเฉพาะบางชั้น หรือบางด้าน และผมเสนอว่า เกณฑ์ที่สองคือ ต้องมีหลักฐานว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนพัฒนาขึ้น รวมทั้งความเสมอภาคของผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนก็ดีขึ้นด้วย เกณฑ์อื่นๆ ได้ระบุไว้ในบันทึกที่ ๑๔๐ แล้ว
ขั้นตอนที่ ๒ เชื้อเชิญโรงเรียนที่ผ่านการกลั่นกรอง ให้เป็นโรงเรียนแกนนำพัฒนาต่อเนื่อง ร่วมวงเรียนรู้เพื่อพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ กับวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาการศึกษาระดับประเทศ เป็นอิสระของโรงเรียนที่จะเลือกไม่เข้าวงใดๆ เข้าเฉพาะวงใดวงหนึ่ง หรือทั้งสองวงก็ได้ แต่หากสมัครเข้าวงใด ก็ต้องร่วมรับผิดชอบร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ร่วมเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
วงเรียนรู้เพื่อพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ จะสนับสนุนโดยสำนักพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของ กสศ. ร่วมกับภาคีทั้งในพื้นที่และระดับชาติ ส่วนวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาการศึกษาระดับประเทศ ดำเนินการโดยสำนักครูฯ ของ กสศ. ซึ่งผมพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง จึงจะขอเสนอแนะวงหลังนี้เท่านั้น
โรงเรียนที่ได้รับเชิญ และรับเชิญให้เป็นโรงเรียนแกนนำพัฒนาต่อเนื่อง จะคล้ายๆ ได้รับบัตรพรีเมี่ยม โดยที่หากทำหน้าที่โรงเรียนแกนนำพัฒนาต่อเนื่อง อย่างที่ตกลงกันไว้ อายุของบัตรนี้จะขยายออกไปทุกปี ตัวอย่างของ “สิทธิพิเศษ” ของ โรงเรียนแกนนำพัฒนาต่อเนื่อง คือ (๑) สิทธิ (และความรับผิดชอบ) ในการเข้าร่วมวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เฉพาะเรื่อง ทั้งที่เป็นวง ออนไลน์ และวงพบตัว โดยมีหากจำเป็น มีทรัพยากรสนับสนุน เช่นค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรม (๒) มีการสนับสนุนการถ่ายทำวิดีทัศน์เรื่องราวความสำเร็จของโรงเรียน ที่ทำให้นักเรียนมีการเรียนรู้คุณภาพสูง และความเหลื่อมล้ำน้อย สำหรับนำออกเผยแพร่ต่อสังคม และให้โรงเรียนเก็บไว้เปิดเสนอต่อผู้มาเยือน (๓) ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่นวันสิ่งแวดล้อมโลก มีการเตรียมนำเสนอโรงเรียนสี่ห้าโรงเรียนที่จัดกระบวนการเรียนรู้ที่นักเรียนเกิดความตระหนักว่าตนเองต้องมีส่วนเป็น part of the solution ของปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน สังคม และโลก ไม่เป็น part of the problem และนักเรียนได้เรียนรู้และพัฒนาพฤติกรรมของตนเองให้เป็น part of the solution วันสำคัญเพื่อเตือนสติสังคมนี้มีเป็นร้อย สามารถเลือกเอามาจัดกิจกรรมให้ โรงเรียนแกนนำพัฒนาต่อเนื่อง ได้ show & share ผลการพัฒนานักเรียนของตนได้ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า โรงเรียนที่ดีส่งผลต่อศิษย์อย่างไรได้บ้าง (๔) ได้รับโอกาสพัฒนาเอกสาร policy brief ของโรงเรียน เพื่อเผยแพร่ว่า เส้นทางสู่ความเป็น โรงเรียนแกนนำพัฒนาต่อเนื่อง ของโรงเรียนนั้นๆ เป็นอย่างไร เกิดผลดีต่อนักเรียนและครู/บุคลากรของโรงเรียน และต่อชุมชนที่โรงเรียนนั้นตั้งอยู่ อย่างไร เส้นทางและความท้าทายข้างหน้าเป็นอย่างไร ระบบสนับสนุนให้โรงเรียนทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้นเป็นอย่างไร ฯลฯ เอกสารนี้จะทำทั้งที่พิมพ์เป็นเล่ม และเป็น pdf file ให้โรงเรียนแขวนไว้บนเว็บไซต์ของตนเพื่อเผยแพร่ในโลกไซเบอร์ และที่เป็นรูปเล่ม มีไว้แจกแขกผู้มาเยือน
ในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๕ รศ. ดร. ประวิต เอราวรรณ์ ให้คำแนะนำที่มีค่ามาก ว่า โรงเรียนเหล่านี้น่าจะได้มีส่วนสื่อสารการดำเนินการนโยบายของรัฐบาล หรือของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นกิจกรรมตามข้อ (๓) น่าจะมีการจัดกิจกรรมในวันสำคัญ ที่เหมาะต่อการสื่อสารความสำเร็จของโรงเรียนในการพัฒนานักเรียนในด้านที่มีความหมายต่อวันสำคัญนั้นๆ และสอดคล้องกับนโยบาย โดยต้องจัดกิจกรรมอย่างมีความมั่นคงในหลักการ ไม่ใช่จัดเพื่อ “สอพลอ” ผู้มีอำนาจ กสศ. จึงเหมาะที่จะทำหน้าที่นี้อย่างยิ่ง และผลงานภาคปฏิบัติแท้จริงของ โรงเรียนแกนนำพัฒนาต่อเนื่อง คือตัวอย่างของ “ทองแท้” ไม่ใช่ “ทองเคลือบ”
เป็นการสะท้อนคิด เชื่อมโยงจากโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง สู่การจัดการคุณค่าของโรงเรียนแกนนำพัฒนาต่อเนื่อง ให้ได้ร่วมทำหน้าที่ “ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” (catalyst for change) ของระบบการศึกษาไทย
วิจารณ์พานิช
๑๙ มี.ค. ๖๕