บทความเรื่อง A tour of the evolution of mind ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๕ แนะนำหนังสือ Journey of the Mind: How Thinking Emerged from Chaos เขียนโดย Ogi Ogas and Sai Gaddam บอกว่ากำเนิดและวิวัฒนาการของจิตเริ่มตั้งแต่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำเซลล์เดียว กว่าพันล้านปีมาแล้ว และพัฒนาซับซ้อนขึ้นตลอดห่วงโซ่วิวัฒนาการ เป็นสมองที่ทำหน้าที่ซับซ้อน เช่นการรู้ทิศทาง ความจำ รับรู้แบบแผน (pattern recognition) และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
หนังสือบอกว่า จิตไม่ได้อยู่แค่ระดับปัจเจก แต่ยังมีจิตรวมหมู่ เป็น “อภิจิต” (super-mind) ที่นำสู่อารยธรรมของมนุษย์ ผู้วิจารณ์บอกว่าหนังสือเล่มนี้อ่านสนุก เสียอย่างเดียว ที่ไม่แยกแยะว่าส่วนไหนมาจากข้อมูลหลักฐาน ส่วนไหนเป็นจินตนาการ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนหนังสืออธิบายว่า จิตประกอบด้วยส่วนย่อย (modules) หลากหลายส่วน ที่ทำหน้าที่กำกับพฤติกรรม หรือการสนองตอบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การที่แบกทีเรียเคลื่อนตัวไปหาอาหาร หนูมีส่วนย่อยของจิตที่ช่วยความคุ้นเคยต่อป่าหรือทุ่งที่ตนอาศัยอยู่ ช่วยการระมัดระวังหลบหลีกศัตรู เป็นต้น โดยมีหลักการสำคัญคือ ลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น (free energy minimization)
น่าสนใจที่ผู้เขียนหนังสือนิยามจิตว่า “ระบบทางกายภาพที่แปลงความรู้สึกสู่การกระทำ” (“a physical system that converts sensations into action”) สะท้อนมุมมองจิตเป็นระบบของวัตถุ ต่างจากความเชื่อในสังคมไทย ว่าจิตเป็นนามธรรม และยังดำรงอยู่หลังกายสลายไปแล้ว เราแยกกายกับจิต ในขณะที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้มองว่าจิตเป็นส่วนหนึ่งของกาย เรื่องนี้ถกเถียงโต้แย้งกันได้มาก และน่าจะไม่มีฝ่ายถูกฝ่ายผิด ขึ้นกับวิธีมอง
มีข้อเสนอ global workspace theory เสนอเมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว และพัฒนาเรื่อยมา ว่า จิตเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของสมองอย่างซับซ้อน
อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่าจิตหรือความระลึกรู้ (consciousness) เกิดจากการแลกเปลี่ยน information ภายในสมอง ซึ่งผมมีความเห็นว่า ใช่ แต่ผู้คนก็อยากรู้ว่ากลไกแท้จริงเป็นอย่างไร
ผู้วิจารณ์หนังสือบอกว่า เป็นหนังสืออ่านสนุก แต่ก็มีจุดอ่อนของหนังสือ popular science ที่ยกความสำคัญของบางจุดมากเกินไป ผมเองชอบชื่อรอง ที่บอกว่าจะอธิบายว่าความคิดเกิดมาจากความสับสนอลหม่านอย่างไร จึงเข้าร้าน Amazon ดาวน์โหลดตัวอย่างหนังสือที่ขายใน Kindle form มาอ่านตอนที่เขาให้อ่านฟรี
แค่อ่านชื่อบท (ซึ่งมี ๑๙ บท) ก็ได้ภาพต่างจากการอ่านบทวิจารณ์ใน Nature เรื่อง A tour of the evolution of mind โดยสิ้นเชิง ซึ่งน่าจะเป็นมุมมองที่ต่างระหว่างผู้อ่านที่เป็น expert กับผู้อ่านที่เป็น novice อย่างผม
พบว่า Amazon ใจดีมาก ให้อ่านฟรีถึง ๕ บทจากทั้งหมด ๑๙ บท อ่านแล้วคิดว่าผู้เขียนต้องเก่งมากทีเดียว เพราะเขียนเชิงเปรียบเทียบได้ดีมาก ตรวจสอบพบว่า เขาเรียนมาด้าน computational neuroscience แต่ไม่ทำงานด้านวิชาการ เป็นนักเขียนบ้าง ทำงานด้านการศึกษาบ้าง รวมทั้งออกเกมโชว์ ที่เขาได้รับรางวัลถึง ๕ แสนเหรียญ
ข้อประทับใจมีมากมาย ในข้อเขียนของเขา นิยามคำว่า “จิต” (mind) ก็น่าสนใจมาก เขาบอกว่า จิตจะเกิดขึ้นได้ต้องมี “ร่าง” (body) อยู่ เพราะว่าจิตจะต้องแยกตัวออกจากสภาพแวดล้อมที่โกลาหล และการแยกร่างจากสภาพแวดล้อมในอดีตกาลไกลโพ้นตอนเริ่มจะมีสิ่งมีชีวิตนั้น สิ่งช่วยแยกคือหยดไขมัน หรือเยื่อหุ้มไขมัน เพราะไขมันมันมีธรรมชาติจับตัวกันเป็นลูกโซ่และวนมาจับกันเป็นวงหรือเป็นลูกโป่ง ตัวอย่างคือฟองสบู่
แต่มีร่างก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีจิตเสมอไป ท่อนไม้ คนตาย มีร่าง แต่ไม่มีจิต จิตเป็นส่วนของร่างที่เปลี่ยนการรับรู้สู่การกระทำ นี่คือนิยามของ “จิต” ในหนังสือเล่มนี้ เราจะตระหนักว่ามีจิตต่อเมื่อเราเห็นการกระทำ กล่าวใหม่ว่า จิต เป็นผู้เปลี่ยน input ออกมาเป็น output ไม่มีจิต input ก็ไร้ความหมาย
เขาบอกว่า ในกระบวนการของจิต ต้องมี sensor และ doer นิยามของจิตจึงเน้นที่การกระทำ ไม่เน้นที่การมีอยู่หรือดำรงอยู่
เขาบอกว่าหนังสือเล่มนี้ต้องการบอก ๓ อย่าง (๑) ช่วยให้ผู้อ่านตระหนักในความเชื่อมต่อของจิตทุกจิต (๒) เพื่อช่วยการตอบคำถามว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร (๓) เพื่ออธิบายลักษณะทางกายภาพของ ความตระหนักรู้ (consciousness) ภาษา (language) และตัวตน (self)
ลักษณะสำคัญของจิตคือ มีเป้าหมาย (purpose) ผมชอบมากที่เขาบอกว่า กฎของเป้าหมาย แตกต่างจากกฎทางฟิสิกส์ ที่กฎทางฟิสิกส์มีความชัดเจนตายตัว แต่กฎด้านเป้าหมายมีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ ผมจะไม่เล่าเพราะจะยาว
ในบทที่ ๒ เขาบอกว่า จิต เป็น “ระบบที่เป็นพลวัต” (dynamic system) ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ เปลี่ยนแปลง กิจกรรม หรือ การกระทำ ความเข้าใจประเด็นนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจ จิต
จิตไม่ได้อยู่โดดๆ หรือแยกส่วน แต่ยังมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม พลวัตของจิตจึงมีความซับซ้อน ขึ้นกับสภาพที่กำลังเผชิญในปัจจุบันขณะ
เขาบอกว่า หนังสือเล่มนี้ต้องการอธิบายลักษณะสำคัญของจิต ๔ ประการคือ (๑) จิตอยู่คู่กับกาย เรียกว่า embodied thinking principle แถมยังอยู่คู่กับสิ่งแวดล้อมโดยรอบด้วย (๒) จิตมีความเป็นพลวัต หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาล เรียกว่า basketball game principle โดยที่จะเข้าใจจิตต้องทำความเข้าใจภาพรวม ไม่ใช่สนใจเฉพาะบางจุดของระบบ (๓) … (๔) … ภายใต้ข้อจำกัด ที่ได้อ่านเพียง ๕ บทจาก ๑๙ บท ไม่สามารถจับความข้อที่ ๓ และ ๔ ได้
จิตประกอบด้วย ๓ องค์ประกอบ คือ “สมอง” (“brain”) กาย (body) และสภาพแวดล้อม (environment) ย้ำว่า จิตขึ้นกับสภาพแวดล้อมด้วย หรือสภาพแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของจิต
ผมชอบที่เขาเขียนว่า โมเดล เป็นผลของการลดทอนส่วนที่ไม่สำคัญออกไป เหลือเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้เข้าใจ หรือทำสิ่งนั้นๆ ได้โดยง่าย
สิ่งมีชีวิตขั้นต่ำ อย่าง แบกทีเรีย E. coli สามารถกระทำกิจกรรมของ “การคิด” (thinking) ได้ถึง ๕ อย่างเป็นอย่างน้อย คือ (๑) รับรู้ (sensation) (๒) ตัดสินใจ (decision-making) (๓) กำหนดทิศทาง (navigation) (๔) ควบคุมการเคลื่อนไหว (motoe control) (๕) ความจำ (memory) แต่เป็น “การคิด” ในระดับที่ต่างจากของมนุษย์
วิจารณ์ พานิช
๓๑ มี.ค. ๖๕
I read and got stuck on “ ..โมเดล เป็นผลของการลดทอนส่วนที่ไม่สำคัญออกไป เหลือเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้เข้าใจ หรือทำสิ่งนั้นๆ ได้โดยง่าย..” because I have experienced difficulties in assessing what relevant and what important. on one hand we have system theories on “principal components analysis” (reduction to ‘main’ components). On another hand, we have system catalyst theories for “mechanisms of systems” (how the system works). There are numerous examples that – often very small or overlooked-and-discarded components are “essential” for operation of the system or the process.