เมื่อพูดถึงแบรนด์แฟชันระดับไฮเอนด์ แน่นอนว่า Chanel จะต้องเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่หลายคนรู้จัก เนื่องด้วยความโด่งดังที่สั่งสมมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ออกมาแต่ละคอลเล็กชันก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยความปราณีตและวิจิตรศิลป์ของดีไซน์เนอร์ประจำแบรนด์ในแต่ละยุค
วันนี้จึงได้ถอดบทเรียนจากสามคอลเล็กของ โกโก้ ชาแนล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chanel มาแชร์ให้ผู้อ่านได้รับฟัง เพราะมองว่าข้อมูลชุดนี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน สามารถนำแนวคิดและวิธีการทำงานของเธอมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองได้ หากพร้อมแล้ว มาทำความรู้จักกับทั้งสามคอลเล็กชันที่น่าสนใจของเธอไปพร้อม ๆ กันได้เลย
กาเบรียล บอนเนอร์ ชาแนล หรือที่คนส่วนใหญ่จะรู้จักในชื่อ โกโก้ ชาแนล มีร้านแรกของตัวเองในปี 1909 ซึ่งเป็นร้านขายหมวกในกรุงปารีส และต้องบอกว่าโกโก้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ผลงานชิ้นแรก เพราะด้วยการออกแบบที่ โดดเด่น เป็นตัวเอง และไม่ซ้ำใคร
แต่เหตุผลเหล่านั้นเพียงพอที่จะทำให้แบรนด์ของเธอประสบความสำเร็จได้จริงหรือ?
เพราะถ้าจะให้พูดถึงวงการแฟชันในยุคนั้น ดีไซน์เนอร์ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้ชาย ยกตัวอย่าง คริสเตียน ดิออร์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dior ดังนั้นแล้วแฟชันของผู้หญิงในยุคสมัยนั้นก็จะถูกกำหนดด้วยสายตาของผู้ชาย คือผู้หญิงควรจะใส่กระโปรงเป็นสุ่มบาน ๆ ความเป็นผู้หญิงจะถูกเผยแพร่ผ่านทรวดทรงองเอว ทำให้ต้องมีการรัดคลอเซ็ทให้แน่นที่สุด เพื่อให้เอวเล็กและเอวคอดที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ โดยเฉพาะแบรนด์ Dior ในช่วงนั้นคือโด่งดังมาก ๆ แถมคอลเล็กชันเสื้อผ้าก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม จนทำให้ภาพจำและค่านิยมเกี่ยวกับแฟชันของผู้หญิงเหล่านี้แพร่ออกไปเป็นอย่างมา
โกโก้ซึ่งเป็นผู้หญิง และเข้าใจความเป็นผู้หญิงด้วยกันดี เธอถึงขั้นเคยตอบกลับแบรนด์ Dior ว่า Dior ไม่ได้แต่งตัวให้ผู้หญิง แต่เป็นการจับผู้หญิงมาทำให้แลดูเป็นสถาปัตยกรรม แลดูเป็นแค่ตึกรามบ้านช่องที่สวยงามแต่ไม่มีชีวิต ผู้หญิงจะใช้ชีวิตในแต่ละวันได้ยังไง ถ้าสวมใส่ชุดแล้วมันเดินเหินไม่ได้ หายใจไม่สะดวก เสื้อผ้าควรจะเป็นสิ่งที่สวมใส่และสามารถใช้ชีวิตได้จริงในชีวิตประจำวัน
กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
ร้านของ โกโก้ จึงมีการได้ออกแบบชุดที่เข้ากับสรีระของผู้หญิง สามารถสวมใส่ได้สบาย แต่ยังคงความประณีตสวยงามเอาไว้ และด้วยสไตล์ของเธอที่แตกต่างออกไป มีความเรียบง่ายและทันสมัย จึงทำให้กิจการของเธอได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งโกโก้ยังเป็นคนที่คิดนอกกรอบ โดยเธอเป็นคนผลักดันให้ผู้หญิงเริ่มหันมาใส่กางเกง แม้จะมีเสียงคัดค้านมากมาย แต่เธอก็ไม่สนใจ เพราะเธอมองว่าผู้หญิงยังคงสวยได้แม้จะใส่กางเกง อีกทั้งยังได้ความสบายและคล่องตัวในการทำอะไรต่าง ๆ เธอเลยได้มีการออกแบบกางเกงรูปทรงต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับสรีระและรูปร่างของผู้หญิงมากยิ่งขึ้น ทำให้โกโก้กลายเป็นคนแรกที่ออกแบบชุดผู้หญิงที่สามารถสวมใส่กับกางเกงได้
กล้าที่จะทำสิ่งใหม่
ในปี 1921 โกโก้ได้เปิดตัวน้ำหอมชื่อ Chanel N°5 ซึ่งเป็นน้ำหอมรุ่นที่ได้สร้างเสียงฮือฮาอย่างมาก จนกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะเป็นน้ำหอมตัวแรกของโลกที่ตั้งชื่อตามเจ้าของแบรนด์ การนำชื่อตัวเองมาใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์ ถือป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ส่งผลให้ Chanel N°5 โด่งดังมากยิ่งขึ้นไปอีก และถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอีกหนึ่งชิ้นของ Chanel เพราะกลายเป็นน้ำหอมที่ผู้หญิงทั่วโลกโปรดปราน ตั้งแต่วันนั้นที่เปิดตัวจนลากยาวมาถึงปัจจุบัน
กล้าที่จะแตกต่าง
ในปี 1955 เธอก็ได้ออกคอลเล็กชันกระเป๋าถือที่ทำมาจากหนังและมีลายข้าวหลามตัดเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งแต่เดิมเธอออกแบบเป็นกระเป๋าถือที่ไม่มีสายสะพายตามสไตล์นิยมในช่วงนั้น แต่ด้วยความที่โกโก้เป็นคนชอบสูบบุหรี่ ทำให้เธอเกิดไอเดียในการเพิ่มสายสะพายเข้าไปที่กระเป๋า เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายเวลาที่เธอสูบบุหรี่หรือเวลาที่ทำนู่นทำนี่ โดยกระเป๋ารุ่นนี้มีชื่อว่า Chanel 2.55 ที่มาของชื่อก็คือวันแรกของการวางจำหน่ายกระเป๋า คือเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1955 หลังจากการวางจำหน่าย Chanel 2.55 ก็ได้รับความนิยมอย่างอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 1955 เป็นต้นมา ผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าที่มีสายสะพายกันแทบทั้งเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่เป็นอีกครั้งที่โกโก้ได้สร้างความแตกต่างจนเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมวงการแฟชันในยุคนั้นไปเลย
กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ กล้าที่จะแตกต่าง คือสามแนวคิดที่ได้ถอดบทเรียนจากทั้งสามสิ่งที่เธอทำ แต่นอกจากทั้งสามแนวคิดนั้นแล้ว สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจาก โกโก้ ชาแนล คือ เธอเป็นคนที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเธอเอง เธอเริ่มต้นจากการทำหมวก เมื่อหมวกสำเร็จ ก็ต่อด้วยการทำเสื้อผ้า จากเสื้อผ้า ก็ไปยังน้ำหอม และจากน้ำหอม ก็ตามด้วยกระเป๋า ทำให้เราได้ถอดบทเรียนการไม่หยุดพัฒนาตนเองจากเธอ ที่สำคัญและเด่นชัดที่สุดของเธอก็คือ การกล้าที่จะเป็นตัวเองและเชื่อมั่นในตัวเอง



