สกสว. ให้ทุนสนับสนุน "โครงการพัฒนาข้อเสนอและกลไกการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูป การศึกษาไทยอย่างเป็นระบบ"   มี ดร. ศุภธิดา ศิริวงศ์ เป็นหัวหน้าทีมวิจัย   มีรายงานฉบับสมบูรณ์หนา ๒๖๑ หน้า   โครงการนี้ดำเนินการช่วงปี ๒๕๖๓  มีผู้รู้ด้านการศึกษาไทยเข้าร่วมกระบวนการจำนวนมาก   

         คำถามของผมคือ อะไรคือจุดคานงัดในการปฏิรูปการศึกษาไทย   งานวิจัยโดย ดร. ศุภธิดา ได้คำตอบไหม   หรือจะต้องมีการทำวิจัยค้นหา   แนวคิดของผมคือ ในระบบที่ซับซ้อนและเป็นพลวัตยิ่งอย่างระบบการศึกษา จุดคานงัดน่าจะมีหลายจุด ที่ส่งแรงหนุนต่อกัน   จึงต้องไม่ใช่แค่หาจุดคานงัด แต่ต้องหาพลังปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน    จุดคานงัดจุดเดียว น่าจะไม่มีพลัง   

        ผมชอบที่รายงานระบุว่าปัญหาการศึกษาไทยคุณภาพต่ำเป็นปัญหาเรื้อรัง  และงานวิจัยที่ผ่านมาไม่แก้ปัญหาได้     ข้อความนี้บอกทางอ้อมว่า ต้องหาวิธีจัดการงานวิจัยการศึกษาแนวใหม่   ที่จะขับเคลื่อนการ transform ระบบได้จริง   

       ยิ่งชอบมากที่รายงานระบุว่า เน้นวิเคราะห์ระบบนิเวศทางการศึกษา ๕ ด้าน   ได้แก่ (๑) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้  (๒) ระบบสนับสนุนการเรียนรู้  (๓) ระบบสนับสนุนการจัดการศึกษา  (๔) นโยบาย กฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง       (๕) สภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง  วัฒนธรรม  เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม   โดยผมจ้องวิเคราะห์ว่า รายงานนี้จับประเด็นปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ๕ ปัจจัยนี้อย่างไร    เพราะผมตีความจาก WDR 2018 ว่า ในประเทศที่คุณภาพการศึกษาต่ำ ปฏิสัมพันธ์นี้แย่งผลประโยชน์ไปจากเด็ก ทำให้ระบบการศึกษาไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์คุณภาพสูง   

           ผมพยายามอ่านจับประเด็นจากรายงาน ว่าวิธีวิเคราะห์ที่ใช้จะนำสู่โจทย์วิจัยที่ส่งพลังเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาคุณภาพและความเสมอภาคของการศึกษาไทยได้หรือไม่   และสรุปกับตนเองว่า น่าจะไม่ได้   เพราะไม่ได้จับที่จุดสำคัญของระบบการศึกษาไทย    คือการเป็นระบบที่ไร้กลไกรับผิดรับชอบ (accountability) ณ จุดต่างๆ ในระบบ     รายงานนี้ไม่ได้เอ่ยประเด็นนี้     

 ผมนึกออกแล้ว    โจทย์วิจัยเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย    จะให้เกิดผลยกระดับคุณภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน และลดความเหลื่อมล้ำของผลลัพธ์การศึกษาต้องตั้งโจทย์ให้ถูกที่    เรียกว่า ต้อง “เกาให้ถูกที่คัน”    หากไม่ระวัง เราจะตั้งโจทย์วิจัยตามแนววิชาการ   คือพูดลอยๆ ในภาพรวมๆ   ไม่จี้หรือโฟกัสไปที่ “ที่คัน” (pain point)   

หากคิด pain point เองไม่ค่อยออก ผมขอแนะนำให้อ่าน World Development Report 2018 ของธนาคารโลก    ที่ผมตีความเผยแพร่ไว้ที่ (๑) 

 

 

วิจารณ์พานิช   

๖ เม.ย. ๖๕   วันจักรี