อัจฉริยา สถิโรภาส, นาฏฤดี ศุภภิญโภพงศ์, เริงศักดิ์ ทองท่วงศรี
โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

วัตถุประสงค์
- เฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพน้ำดื่มน้ำใช้ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานทางจุลชีววิทยา ร้อยละ 90

ผลการศึกษา
- ทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับปัญหา โดยจัดทำแผนเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาในทุกแหล่ง ปีงบประมาณ 2547 ฝึกอบรมบุคลากรในหน่วยงานในการดูแลเครื่องกรองน้ำขนาดเล็กให้มีการล้างแบบ ไหลย้อนกลับประจำทุกสัปดาห์ ทำแผ่นป้ายกำกับการล้างเครื่องกรองและแสดงผลคุณภาพน้ำ ฝึกการเก็บตัวอย่างน้ำอย่างถูกวิธี จัดระบบส่งตัวอย่าง ระบบแจ้งผลตรวจวิเคราะห์ย้อนกลับและสอบสวนทางระบาดวิทยาเพื่อหาสาเหตุการปน เปื้อน ปรับเปลี่ยนวิธีใช้น้ำป้องกันการปนเปื้อน ส่งผลให้คุณภาพน้ำจากเครื่องกรองน้ำดีขึ้นกว่าแหล่งน้ำสำรอง เป็นร้อยละ 62.8 และ 42.9 ตามลำดับ ในปี 2548 ฝึกทักษะความรู้แก่ช่างประปา และประเมินประสิทธิภาพระบบประปาร่วมกับวิศวกร ผู้เชี่ยวชาญจากกองวิศวกรรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดระบบเติมสารคลอรีน ปรับปรุงล้างถังน้ำสำรองทั้งใต้ดินและบนอาคารอย่างครอบคลุม ส่งผลต่อคุณภาพแหล่งน้ำสำรองมีคุณภาพดีขึ้นเป็นร้อยละ 62.1 ส่วนคุณภาพน้ำของเครื่องกรองน้ำเป็นร้อยละ 54.5

สรุป
- รูปแบบการจัดการน้ำดื่มน้ำใช้ในโรงพยาบาลดังกล่าวทำให้คุณภาพน้ำบริโภคดี ขึ้นจากเดิมอย่างน้อยร้อยละ 30 เกิดความปลอดภัยต่อผู้รับบริการและบุคลากร การจะทำให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินงาน ควรมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ ด้านบุคลากรทั้งผู้ใช้น้ำและหน่วยบำรุงรักษา ต้องมีความรู้และทักษะในการปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยจะต้องดำเนินการอย่าง สม่ำเสมอต่อเนื่อง ด้านทีมวิชาการต้องมีส่วนสำคัญในการวิเคราะห์ปัญหา สะท้อนปัญหา วางแนวทางแก้ไข และควรมีการจัดเครื่องมือคุณภาพได้แก่ กำหนดแผนงานและแผนปฏิบัติเฝ้าระวังคุณภาพ กำหนดระยะเวลาบำรุงรักษาและอายุการใช้งานวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

จาก บทคัดย่อผลงานวิชาการนำเสนอ
ในการประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี ๒๕๔๙
วันที่ ๔-๖ กันยายน ๒๕๔๙ ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร