รายงานผลการวิจัยเรื่อง Communicate hope to motivate the public during the Covid-19 pandemic ลงพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ บอกว่าการสื่อสารความหวังมีพลังต่อพฤติกรรมของคน มากกว่าการสื่อสารความกลัว
เป็นงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ ที่ใช้สถานการณ์ระบาดของโควิด๑๙ ช่วยให้มีประเด็นให้ศึกษา และถึงกับได้ลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับ Nature การวิจัยนี้สื่อสารโดยใช้กราฟ และแบบสอบถามแบบ ออนไลน์ ในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๖๔ ตอนที่สายพันธุ์ อัลฟ่า เริ่มระบาด ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนต้องเผชิญโควิดมาแล้ว ๑ ปีเต็ม และมีความรู้สึกชาชิน (fatigue)
คำถามวิจัยคือ เมื่อต้องการให้ประชาชนมีพฤติกรรมตามคำแนะนำของฝ่ายสาธารณสุข สื่อสารชักจูงด้วยความกลัว กับชักจูงด้วยความหวัง อันไหนมีพลังมากกว่ากัน โดยมีการสื่อสารอย่างกลางๆ เป็นตัวทียบ เขาออกแบบการสื่อสารแบบสื่อความกลัว กับสื่อความหวังได้ดีจริงๆ ตามด้วย ๓ ตัวเลือกความรู้สึก หนึ่งในสามคือ ฉันจะปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการด้านสาธารณสุข
สรุปว่า การสื่อสารความหวัง (ด้วยภาพ กราฟ) ว่าในสถานการณ์ที่โควิด ๑๙ สายพันธุ์ อัลฟ่า กำลังระบาด มีอาการรุนแรง ประชาชนจำนวนมากบอกว่าจะปฏิบัติตามคำแนะนำให้ปฏิบัติตัวป้องกันการติดเชื้อ เพื่อรอให้ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนออกฤทธิ์ช่วยป้องกัน ตามที่แสดงในกราฟ ซึ่งจะช่วยให้จะยวนผู้ติดเชื้อและป่วยไม่เกินขีดความาสามารถของบริการทางการแพทย์
สิ่งที่ผมทึ่ง คือ วิธีออกแบบการวิจัย
วิจารณ์ พานิช
๑๖ ก.พ. ๖๕ วันมาฆบูชา เพิ่มเติม ๒ มี.ค. ๖๕