ชีวิตของแต่ละคนอาจจะมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกันออกไป ตามสภาพบริบท หรือสภาพแวดล้อม สังคม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา และสิ่งที่หล่อหลอมจิตใจ ในครอบครัว หรือการมีครอบครัวที่อบอุ่น ก็เป็นต้นทุนชีวิตได้เป็นอย่างดี การรักษาชีวิตให้มีความสมดุลและมีความสุขในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ซึ่งแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อนในโลกเรา ทำให้ผู้คนต้อง ดำรงชีวิตแบบวิตกกังวล ไม่มีความปลอดภัย และล้มหายตายจากไปทีละคน ๆ และ ก็ไม่รู้ว่าคิวเราจะมาถึงวันไหน ให้ทำใจดีเอาไว้ ฉะนั้น คิดว่า สิ่งสำคัญในช่วงระยะเวลานี้ ก็คือการจัดการชีวิตของเราและรักษาชีวิตให้สมดุลให้ได้ พยายามดูแลร่างกายให้แข็งแรง และรักษาจิตใจให้เข้มแข็งอยู่เสมอเพื่อให้สามารถผ่านวิกฤตไปได้อย่างราบรื่น และจะได้เป็นภูมิคุ้มกันภัยจากโควิดได้อีกด้วย การดูแลชีวิตในยามวิกฤตซึ่งโควิด 19 และโอมิครอนกำลังระบาด เราอาจจะมีวิธีดูแลตนเองอย่างหลากหลายวิธี ที่ขอแนะนำ มีดังนี้ 1. ไม่ประมาท ยามที่ชาวโลกพบวิกฤตปัญหา เพราะมรสุมจากภัยโควิด-19 แพร่เชื้อระบาดมาสู่คนเรา คนที่ร่างกายอ่อนแอ จิตใจอ่อนหล้า อ่อนเพลีย ร่างกายไม่แข็งแรง จิตใจไม่เข้มแข็ง ย่อมจะพ่ายแพ้ให้แก่โควิด-19 ได้โดยง่าย เราจึงต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เตือนสติอยู่เสมอ ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง อย่าง สำรวม ไม่ประมาท จะทำให้เราผ่านพ้นไปได้ เว้นระยะห่าง ล้างมือให้สะอาด ไม่ประมาท ในทุกสถานการณ์ สวมแมสก์เสมอเวลาพบปะผู้คน 2. ฉลาดทางอารมณ์ เฉียบคมทางปัญญา ในยามวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ขาดสภาพคล่องในการทำมาหากิน แน่นอน ผู้คนเรา ต้องมีทุกข์เดือดร้อน เพราะการจะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็ต้องมีปัจจัยพื้นฐาน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค การทำมาหากินที่ขาดสภาพคล่องจะทำให้อารมณ์จิตใจไม่ดี อ่อนหล้า อ่อนเพลีย ไม่มั่นใจในตนเอง จึงต้องบริหารอารมณ์ หรือเวทนาให้อยู่ในสภาพที่ ไม่ทุกข์จนเกินไป แม้จะไม่สุข แต่ขอให้ชีวิตไม่กลัดกลุ้มทุกข์ร้อนจนเกินไปจนถึงจะต้อง ปลิดชีวิตตนเอง ให้นำหลักธรรมเข้าช่วย มีสติ มีสมาธิ มีอารมณ์แน่วแน่มั่นคง ไม่หวั่นไหว ต่อสถานการณ์ แม้จะไม่สู้ดี แต่ก็ยอมทนสู้ต่อสภาพที่ทนทุกข์ได้ยาก อย่างมีความสุข 3. เข้าใจสภาพปัญหา มีความเชื่อมั่นในตนเองว่า ปีญหาทุกปัญหา ย่อมมีทางออกด้วยดีเสมอ คนเราคง ไม่ถึงทางตันเอาง่าย ๆ ถือเสียว่า ทุกอย่างอยู่ในสภาพไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ แน่นอน ทุกขัง จำต้องทน แม้จะทนอย่างยากลำบากและเกิดทุกขเวทนาเพียงใดก็ตาม เพราะทุกชีวิตย่อมมีปัญหา และย่อมทีทางออก ขอเพียงเราใช้สติปัญญาแบบสุขุมรองคอบ และสิ่งต่าง ๆ เป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปดังที่เราต้องการได้ 4. หาทางออกให้ชีวิตให้จงได้ พุทธองค์ทรงสอน เมื่อมีทุกข์ ก็ต้องหาทางออกจากทุกข์ให้ได้ เริ่มจากฝึกใจให้กล้า พอที่จะเผชิญปัญหา และหาทางออก และหาวิธีแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด ไม่ตึงเกินไป และก็ไม่หย่อนจนเกินไป ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง หรือมัชฉิมาปฏิปทา เริ่มแต่ทำ ความเห็นให้ถูกต้อง ดำริชอบ ใช้วาจาสื่อสารชอบ ไม่ทำให้ใครต้องทุกข์ไปกว่าเก่า ทำการงานให้ดี มีความเพียรพยายาม มีสติเสมอเวลาเจอมรสุมชีวิต แต่พยายามตั้งใจ ให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อสภาพปัญหาเอาง่าย ๆ หรือไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ 5. ทำใจให้สบาย แม้มีทุกข์เวทนาเพียงใดก็ตาม พยายามทำชีวิตให้มีสุขในความทุกข์ที่มากระทบ ให้จงได้ มีอารมณ์สนุกสนาน ไม่เคร่งเครียด ซีเรียสจนเกินไป เพราะเสียใจ จะพาไปนรก ดีใจ จะพาไปสวรรค์ แต่ถ้าสุขใจ จะพาไปนิพพาน ทำใจให้สุขให้จงได้ 6. อย่าเบื่อหน่ายชีวิต เพราะถ้าคนเราเบื่อหน่ายต่อชีวิตแล้ว จะทำให้ชีวิตขาดความหวัง และขาดพลังที่จะ ก้าวเดินต่อไป ให้ประสาน สมานใจกันให้ได้ เดินไปด้วยกันอย่างมีความสุข แม้จะเจอทุกข์ ก็ช่วยกันปัดเป่าให้หมดไปให้ได้ อย่างบทเพลงรางวัลแด่คนช่างฝัน ให้เดินทางไปอย่า หวั่นไหว มีดวงตะวันส่องเป็นแสงสีทอง กระจ่างครรลองให้ใฝ่ปองและสร้างสรรค์เมื่อดอกไม้แย้มบานให้หาญสู้ไม่หวั่นบนทางเดินที่มีขวากหนาม ฉันยังพร้อมช่วยเธอเสมอ เพียงตัวเธอ ไม่หนีไปเสียก่อน จะปลอบดวงใจให้เธอหายร้าวราน จะเป็นสะพานให้เธอเดินไปแน่นอน จะเป็นสายน้ำเย็นดับกระหายยามโหยอ่อน คอยอวยพรให้เธอสมดังหวังไปจนนิรันดร์... ทำชีวิตให้มีความสุขแม้จะมีทุกข์เข้ามากระทบเพียงใดก็ตาม 7. 30 ฟ้าลิขิต 70 ต้องฝ่าฟัน คือคนเรา ต้องมีใจสู้เท่านั้น จึงจะชนะ แม้ต้นทุนชีวิตจะมีน้อย แต่ถ้าเรามุ่งมั่น ฝ่าฟัน ก็คงพบชัยชนะสักวัน ดังบทเพลง ต้องสู้จึงจะชนะ !! ชีวิตเราไม่แน่นอน ใครคิดว่า โควิดจะมีในโลกนี้ ชีวิตเราย่อมมีขึ้นมีลง ไม่มีใครสบายไปตลอด ย่อมถูกโรคภัยมาเบียดเบียนเป็นธรรมดา เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่สามารถบังคับให้เป็นดั่งใจปรารถนาได้ แต่ถ้าชีวิตเรามีการต่อสู้ เข้มแข็ง และแกร่งอยู่เสมอ อย่าว่าแต่โควิด-19 เลย แม้ภัยที่หนักกว่าโควิด-19 ย่อมจะพ่ายแพ้ต่อความแข็งแกร่งและเข้มแข็งของเราอย่างแน่นอน ฉะนั้น ต่อสู้และฝ่าฟันต่อมรสุมชีวิตทุกอย่างที่จะมารุมเร้าเรา ให้ปัดเป่าหาย ไปให้ได้

การดูแลชีวิตในยามวิกฤตซึ่งโควิด 19 
และโอมิครอนกำลังระบาด

 

การดูแลชีวิตในยามวิกฤตซึ่งโควิด 19
และโอมิครอนกำลังระบาด

ดร. ถวิล  อรัญเวศ

        เหตุการณ์ที่ชาวโลกกำลังเผชิญกันทั่วโลกตอนนี้ ก็คือเผชิญกับโควิด 19 และ

ต่อมาก็มาเป็นโอมิครอน กำลังแพร่เชื้อมายังคนเรา แพร่ลุกลามไปทั่วโลกเลยทีเดียว

       อาการของโควิด 19 อาการทั่วไปมีดังนี้

มีไข้

ไอ

อ่อนเพลีย

สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส

อาการที่พบไม่บ่อยนักมีดังนี้

เจ็บคอ

ปวดศีรษะ

ปวดเมื่อยเนื้อตัว

ท้องเสีย

มีผื่นบนผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี

ตาแดงหรือระคายเคืองตา

อาการรุนแรงมีดังนี้

หายใจลำบากหรือหายใจถี่

สูญเสียความสามารถในการพูดหรือเคลื่อนไหว หรือมึนงง

เจ็บหน้าอก

โปรดเข้ารับการรักษาทันทีหากมีอาการรุนแรง และติดต่อล่วงหน้าก่อน

ไปพบแพทย์หรือไปสถานพยาบาลเสมอ

ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงและไม่มีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ควรรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อไวรัสจะแสดงอาการป่วยใน 5–6 วัน อย่างไรก็ตาม 

ผู้ป่วยอาจแสดงอาการหลังจากติดเชื้อ 14 วัน

 

         ปัจจุบันผู้ป่วยโควิด19 มีทั้งแบบที่แสดงอาการและไม่แสดงอาการ 

และเริ่มมีอาการหลากหลายมากขึ้น

         จะสังเกตยังไงว่าแบบไหนถึงเป็นโควิด

         เริ่มต้นอาการโควิด19 จะเป็นความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ 

ซึ่งสามารถเกิดขึ้นหลังจากที่รับเชื้อภายใน 2-14 วัน ค่าเฉลี่ยของผู้ที่แสเง

อาการจะแสดงอาการหลังจากรับเชื้อประมาณ 5 วัน อาการที่แสดงอาจจะมี

 

มีไข้สูง ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป

มีอาการของระบบทางเดินหายใจ + อาการร่วมอื่น ๆ เช่น

จาม คัดจมูก มีน้ำมูก

แสบคอ เจ็บคอ

ไอ ทั้งแบบมีเสมหะ และไม่มีเสมหะ หรือไอแห้ง ๆ

ปวดศีรษะ

อ่อนเพลีย

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

บางรายอาจมีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก

สูญเสียการรับรส หรือรับกลิ่น ทำให้จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้รับรส

โดยสามารถแบ่งอาการของผู้ป่วยออกได้เป็น

 

ผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการเบา หรือมีอาการไม่มาก ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่พบมาก

ที่สุดประมาณ 81%

 

มีไข้ต่ำ ๆ ส่วนใหญ่จะประมาณ 37.5 องศาเซลเซียส

มีอาการไอแห้ง ๆ อ่อนเพลีย

อาจจะมีอาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย เป็นต้น

การรับรู้เกี่ยวกับกลิ่น รส ผิดปกติ เช่น อาจจะจมูกไม่ได้กลิ่น หรือ ลิ้นไม่รับรส

นอกจากนี้ยังมีอาการใหม่ของไวรัสโควิด19 ที่ต้องสังเกต สำหรับกลุ่มผู้ที่ไม่มีอาการ 

หรือผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย อาจจะมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ บางรายอาจจะมีผื่นขึ้น

ที่ผิวหนัง มีอาการตาแดง

การรักษาสำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก

อยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์​เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น 

อาจจะเข้าพักที่โรงพยาบาลสนาม Hospitel โดยเน้นให้พักผ่อนให้เพียงพอ 

นอนให้เยอะ กินน้ำให้มาก ทานยาลดไข้ ยาพาราเซตามอลได้ กินวิตามินซี 

ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์

 

ผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการปานกลาง ซึ่งกลุ่มนี้มักพบผู้ป่วยอยู่ที่ประมาณ 14 %

 

มีไข้มากกว่า 37 องศาเซลเซียส

มีอาการไอมากขึ้น อ่อนเพลียมากขึ้น

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากขึ้น

การรักษาสำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปานกลาง >> อยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์

​เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น อาจจะเข้าพักที่โรงพยาบาลสนาม Hospitel 

หรือพักรักษาตัวในโรงพยาบาลขึ้นกับการวินิจฉัยของแพทย์  เน้นให้พักผ่อนให้เพียงพอ

 นอนให้เยอะ กินน้ำให้มาก ทานยาลดไข้ ยาพาราเซตามอลได้ กินวิตามินซี ซึ่ง

ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งจะคล้ายกับผู้ป่วยโควิดที่มีอาการไม่มาก

 

ผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการหนัก จะพบผู้ป่วยประมาณ 5%

 

มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส

มีอาการไอมากขึ้น อาจมีอาการหอบ เหนื่อย

หายใจลำบาก การสูดลมหายใจเข้าออกทำได้ยากขึ้น

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก

มีอาการสับสน

ริมฝีปากอาจมีสีม่วงคล้ำ จากการขาดออกซิเจน

อาจมีภาวะช็อค

              การรักษาสำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการหนัก >> ต้องเข้ารับการรักษาตัวภายใน

โรงพยาบาล คุณหมออาจจะพิจารณาให้การรักษาตามอาการ เช่น รักษาโดยการให้สารน้ำ 

ให้ออกซิเจน ให้สเตียรอยด์ ให้ยาต้านไวรัส หรือใช้เครื่องช่วยหายใจในบางราย 

ซึ่งจะต้องดูอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 3-6 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น

 

โควิด 19 กับไข้หวัดใหญ่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

 

          อาการของโควิด19 ตั้งแต่วันที่ 1-5  มักจะมีอาการแสดงคล้ายไข้หวัดใหญ่ 

คือมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกเพลีย ๆ อาจจะมีเจ็บคอ หรือมีน้ำมูกบ้าง แต่พอหลัง

จากวันที่ 5 ผู้ป่วยที่เป็นโควิด19 จะเริ่มมีอาการที่ผิดปกติมากกว่าไข้หวัดใหญ่ คือ จะ

รู้สึกเหนื่อยมากขึ้นผิดปกติ หรือหอบมากขึ้น บางรายจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย

 

ไข้หวัดทั่วไป

 

มีไข้ 3-4 วันแต่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ไอ จามเล็กน้อย 3-4 วันจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ไม่มีอาการท้องเสีย

คัดจมูก น้ำมูกไหล

อ่อนเพลีย ปวดตามตัว

ไวรัสโควิด19

 

มีไข้สูง ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป

ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ นานเกิน 4 วัน

คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หายใจลำบาก

มีอาการปอดอักเสบ

ปวดเมื่อยตามตัว ทานข้าวไม่ค่อยได้

เพราะฉะนั้นหากรู้สึกผิดปกติ เช่นมีไข ไอ จามติดต่อกันหลายวัน หรือพบปะ

ใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ที่เดินทางไปสถานที่เสี่ยง สังเกตอาการหากพบ

ความผิดปกติควรรีบพบแพทย์

 

       ชีวิตของแต่ละคนอาจจะมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกันออกไป ตามสภาพบริบท

หรือสภาพแวดล้อม สังคม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา และสิ่งที่หล่อหลอมจิตใจ

ในครอบครัว หรือการมีครอบครัวที่อบอุ่น ก็เป็นต้นทุนชีวิตได้เป็นอย่างดี

      การรักษาชีวิตให้มีความสมดุลและมีความสุขในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

โควิด-19 ซึ่งแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อนในโลกเรา ทำให้ผู้คนต้อง

ดำรงชีวิตแบบวิตกกังวล ไม่มีความปลอดภัย และล้มหายตายจากไปทีละคน ๆ และ

ก็ไม่รู้ว่าคิวเราจะมาถึงวันไหน ให้ทำใจดีเอาไว้

        ฉะนั้น คิดว่า สิ่งสำคัญในช่วงระยะเวลานี้ ก็คือการจัดการชีวิตของเราและรักษาชีวิต
ให้สมดุลให้ได้ พยายามดูแลร่างกายให้แข็งแรง และรักษาจิตใจให้เข้มแข็งอยู่เสมอเพื่อ
ให้สามารถผ่านวิกฤตไปได้อย่างราบรื่น และจะได้เป็นภูมิคุ้มกันภัยจากโควิดได้อีกด้วย

     

การดูแลชีวิตในยามวิกฤตซึ่งโควิด 19 และโอมิครอนกำลังระบาด

       เราอาจจะมีวิธีดูแลตนเองอย่างหลากหลายวิธี ที่ขอแนะนำ มีดังนี้

       1.  ไม่ประมาท

        ยามที่ชาวโลกพบวิกฤตปัญหา เพราะมรสุมจากภัยโควิด-19 แพร่เชื้อระบาดมาสู่คนเรา คนที่ร่างกายอ่อนแอ จิตใจอ่อนหล้า อ่อนเพลีย ร่างกายไม่แข็งแรง จิตใจไม่เข้มแข็ง ย่อมจะพ่ายแพ้ให้แก่โควิด-19 ได้โดยง่าย

        เราจึงต้องใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เตือนสติอยู่เสมอ ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง อย่าง

สำรวม ไม่ประมาท จะทำให้เราผ่านพ้นไปได้ เว้นระยะห่าง ล้างมือให้สะอาด ไม่ประมาท

ในทุกสถานการณ์ สวมแมสก์เสมอเวลาพบปะผู้คน

 

      2.  ฉลาดทางอารมณ์ เฉียบคมทางปัญญา

                ในยามวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ขาดสภาพคล่องในการทำมาหากิน แน่นอน ผู้คนเรา

ต้องมีทุกข์เดือดร้อน เพราะการจะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็ต้องมีปัจจัยพื้นฐาน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม

ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค การทำมาหากินที่ขาดสภาพคล่องจะทำให้อารมณ์จิตใจไม่ดี

อ่อนหล้า อ่อนเพลีย ไม่มั่นใจในตนเอง จึงต้องบริหารอารมณ์ หรือเวทนาให้อยู่ในสภาพที่

ไม่ทุกข์จนเกินไป แม้จะไม่สุข แต่ขอให้ชีวิตไม่กลัดกลุ้มทุกข์ร้อนจนเกินไปจนถึงจะต้อง

ปลิดชีวิตตนเอง  ให้นำหลักธรรมเข้าช่วย มีสติ มีสมาธิ มีอารมณ์แน่วแน่มั่นคง ไม่หวั่นไหว

ต่อสถานการณ์ แม้จะไม่สู้ดี แต่ก็ยอมทนสู้ต่อสภาพที่ทนทุกข์ได้ยาก อย่างมีความสุข

  

       3.  เข้าใจสภาพปัญหา

         มีความเชื่อมั่นในตนเองว่า ปีญหาทุกปัญหา ย่อมมีทางออกด้วยดีเสมอ คนเราคง

ไม่ถึงทางตันเอาง่าย ๆ ถือเสียว่า ทุกอย่างอยู่ในสภาพไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยงแท้

แน่นอน ทุกขัง จำต้องทน แม้จะทนอย่างยากลำบากและเกิดทุกขเวทนาเพียงใดก็ตาม

เพราะทุกชีวิตย่อมมีปัญหา และย่อมทีทางออก ขอเพียงเราใช้สติปัญญาแบบสุขุมรองคอบ

และสิ่งต่าง ๆ เป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปดังที่เราต้องการได้

 

     4.  หาทางออกให้ชีวิตให้จงได้

          พุทธองค์ทรงสอน เมื่อมีทุกข์ ก็ต้องหาทางออกจากทุกข์ให้ได้ เริ่มจากฝึกใจให้กล้า

พอที่จะเผชิญปัญหา และหาทางออก และหาวิธีแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด ไม่ตึงเกินไป

และก็ไม่หย่อนจนเกินไป ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง หรือมัชฉิมาปฏิปทา เริ่มแต่ทำ

ความเห็นให้ถูกต้อง  ดำริชอบ  ใช้วาจาสื่อสารชอบ ไม่ทำให้ใครต้องทุกข์ไปกว่าเก่า

ทำการงานให้ดี มีความเพียรพยายาม มีสติเสมอเวลาเจอมรสุมชีวิต แต่พยายามตั้งใจ

ให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อสภาพปัญหาเอาง่าย ๆ หรือไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

 

         5.  ท ำใจให้สบาย

                แม้มีทุกข์เวทนาเพียงใดก็ตาม พยายามทำชีวิตให้มีสุขในความทุกข์ที่มากระทบ

ให้จงได้ มีอารมณ์สนุกสนาน ไม่เคร่งเครียด ซีเรียสจนเกินไป เพราะเสียใจ จะพาไปนรก

ดีใจ จะพาไปสวรรค์ แต่ถ้าสุขใจ จะพาไปนิพพาน ทำใจให้สุขให้จงได้

 

          6.  อย่าเบื่อหน่ายชีวิต

              เพราะถ้าคนเราเบื่อหน่ายต่อชีวิตแล้ว จะทำให้ชีวิตขาดความหวัง และขาดพลังที่จะ

ก้าวเดินต่อไป ให้ประสาน สมานใจกันให้ได้ เดินไปด้วยกันอย่างมีความสุข แม้จะเจอทุกข์

ก็ช่วยกันปัดเป่าให้หมดไปให้ได้ อย่างบทเพลงรางวัลแด่คนช่างฝัน ให้เดินทางไปอย่า

หวั่นไหว มีดวงตะวันส่องเป็นแสงสีทอง กระจ่างครรลองให้ใฝ่ปองและสร้างสรรค์
เมื่อดอกไม้แย้มบานให้หาญสู้ไม่หวั่นบนทางเดินที่มีขวากหนาม ฉันยังพร้อมช่วยเธอเสมอ เพียงตัวเธอ

ไม่หนีไปเสียก่อน จะปลอบดวงใจให้เธอหายร้าวราน จะเป็นสะพานให้เธอเดินไปแน่นอน

จะเป็นสายน้ำเย็นดับกระหายยามโหยอ่อน คอยอวยพรให้เธอสมดังหวังไปจนนิรันดร์...

ทำชีวิตให้มีความสุขแม้จะมีทุกข์เข้ามากระทบเพียงใดก็ตาม

 

        7.   30 ฟ้าลิขิต 70 ต้องฝ่าฟัน

          คือคนเรา ต้องมีใจสู้เท่านั้น จึงจะชนะ แม้ต้นทุนชีวิตจะมีน้อย แต่ถ้าเรามุ่งมั่นฝ่าฟัน ก็คงพบชัยชนะสักวัน ดังบทเพลง ต้องสู้จึงจะชนะ !! ชีวิตเราไม่แน่นอน ใครคิดว่าโควิดจะมีในโลกนี้ ชีวิตเราย่อมมีขึ้นมีลง ไม่มีใครสบายไปตลอด ย่อมถูกโรคภัยมาเบียดเบียนเป็นธรรมดา เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่สามารถบังคับให้เป็นดั่งใจปรารถนาได้ แต่ถ้าชีวิตเรามีการต่อสู้ เข้มแข็ง และแกร่งอยู่เสมอ อย่าว่าแต่โควิด-19 เลย แม้ภัยที่หนักกว่าโควิด-19 ย่อมจะพ่ายแพ้ต่อความแข็งแกร่งและเข้มแข็งของเราอย่างแน่นอน ฉะนั้น ต่อสู้และฝ่าฟันต่อมรสุมชีวิตทุกอย่างที่จะมารุมเร้าเรา ให้ปัดเป่าหายไปให้ได้

 

 

สรุป

       การดูแลชีวิตในยามพบวิกฤตเพราะพิษภัยโควิดมาเบียดเบียน ต้องประคองชีวิตเราให้ได้ อย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา และวาสนา ให้ใช้ชีวิตอย่างสำรวม ไม่ประมาทมีความฉลาดทางอารมณ์ เฉียบคมทางปัญญา  ทำความเข้าใจในปัญหา ไม่หนีปัญหา หาทางออกให้ได้พยายามทำใจให้สบาย แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม ก็อย่าด่วนเบื่อหน่วยต่อชีวิต แม้ว่าชีวิตเราจะมีต้นทุนจะน้อย ไม่ดีนัก เพราะคนเราส่วนใหญ่ ฟ้าลิขิตให้เรามาเพียงแค่ 30% เท่านั้น อีก 70% เราต้องดิ้นรนต่อสู้ฟันฝ่าเอา  และต้องสู้เท่านั้น จึงจะพบชัยชนะ ..ขอให้เราสู้สู้ ..

 

 

---------------------

 

 

 

 

 

แหล่งข้อมูล

https://bit.ly/3vks1IV