กลวิธีในการเปลี่ยนแปลงของผู้นำ
กลวิธีในการเปลี่ยนแปลงของผู้นำ
ดร.ถวิล อรัญเวศ
การที่จะเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของคนที่เขามีวัฒนธรรม
ความเชื่อดั้งเดิมหรือความเชื่อเก่า ๆ มาช้านาน หรือเคยชินกับสิ่งนั้น ๆ
มาช้านาน เป็นเรื่องยากสำหรับผู้นำที่จะเปลี่ยนแปลง และมักจะมี
การต่อต้าน ถ้าผู้คนเขายังไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้นำอยากจะเปลี่ยนแปลงนั้น
ดังนั้น ผู้นำ จึงจะต้องมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
(Transformational Leadership ) คือ พฤติกรรมที่ผู้นำแสดง ให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการ กระบวนการจัดการที่ผู้นำมีอิทธิพลต่อผู้ตาม ปฏิสัมพันธ์ที่ผู้นำ และผู้ตามมีต่อกันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ดีต้อง ตระหนักถึงความต้องการของ
ผู้ตามและกระตุ้นผู้ตามให้เข้าใจในข้อดีข้อเสีย ประโยชน์ของสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้ได้
ผู้นำ (Leader) คือบุคคลที่สามารถชักจูงหรือชี้นำบุคคลอื่นให้ปฏิบัติงานจนสำเร็จตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้อิทธิพลเหนือทัศนคติและการกระทำของผู้อื่น
สรรพสิ่งในโลกนี้ ย่อมไม่มีอยู่นิ่ง ย่อมจะมีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเป็นธรรมดา เพราะสิ่งที่อยู่นิ่ง คือสรรพสิ่งที่ตายแล้วเท่านั้น
ผู้บริหาร ต้องมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในตัวเองในการจัดการความรู้ เพื่อปรับตัวเองให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ เพราะมีคำกล่าวที่ว่า ผู้ที่อยู่รอด ได้นั้น มิใช่เป็นเพียงผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดเท่านั้น หากแต่ว่าเป็นผู้ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในภาวะที่เป็นไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับสิ้นไป
การเปลี่ยนแปลงอะไรนั้น คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดซึ่งสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการปรับเปลี่ยนความเห็นหรือทิฏฐิของคนที่มีมุมมองต่างกัน ตลอดทั้งทัศนคติ (Attitude) การรู้จักเปิดใจกว้าง ไม่ยึดติดอยู่กับความคิด หรือความรู้เดิมๆ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เป็นการเริ่มต้นสู่การเปิดรับสิ่งใหม่ด้วยใจที่ไม่อคติ (Bias) การจะคิดเปลี่ยนแปลงอะไร ให้คิดเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วแย่ลงกว่าเดิม ก็ไม่ควรไปเปลี่ยน คงไว้รักษาไว้
จะดีกว่า
ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เป็นหรือเกิดขึ้นจริง ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ เราจะต้องปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่ง โครงสร้าง องค์กรที่ทันสมัย ไม่มีลำดับชั้นตอนมากมาย เป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่น (Flexible) เป็นการบริหารงานโดยผ่านกระบวนการ (Process) อาศัยการทำงานเป็นทีม แทนการบริหารงานแบบดั้งเดิมที่เน้นการดำเนินงานตามสายงาน (Function) เป็นหลัก ทำอย่างไรผู้บริหารถึงจะเข้าใจว่า ระบบ ขององค์กรโดยแท้จริงแล้วเป็นระบบที่มีชีวิตจิตใจ เป็นระบบที่เปิด ที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เป็นระบบที่จริงๆแล้วไม่อาจเขียนแทนได้ด้วยผังการไหลของงาน หรือถ่ายทอดทุกอย่างผ่านคู่มือการดำเนินงาน หากแต่ว่าเป็นระบบที่ประกอบด้วยชีวิต จิตวิญญาณ ความรู้สึก ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ที่มิอาจถ่ายทอดออกเป็นตัวหนังสือ หรือเขียนออกมาอยู่ในรูปแบบของเอกสารได้ทั้งหมด
ถ้าจะย้อนไปประมาณ สองฟันกว่าปีก่อนพุทธกาล สมัยนั้น อินเดียเขาแบ่งคนเป็น 4-5 วรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร์ และจัณฑาล
4 วรรณะของอินเดีย มาจากอวัยวะของพระพรหม
พระพรหม คือเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดู ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่าพระองค์เป็นเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ เปรียบดังผู้สร้างโลก ผู้ให้กำเนิดสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาล และยังเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกคน รวมถึงระบบชนชั้นทั้ง 4 วรรณะที่ปรากฏในซีรีส์อโศกมหาราช และยังพบหลักฐานในคัมภีร์ทางศาสนาของฮินดูว่า วรรณะเหล่านี้สร้างขึ้นจากอวัยวะส่วนต่างๆ ของพระพรหม
วรรณะพราหมณ์ เกิดจากปาก ซึ่งถือเป็นวรรณะสูงสุดในประเทศอินเดีย มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องพิธีกรรมและศาสนกิจ โดยเป็นผู้ศึกษาเกี่ยวพระพรหม ผู้สืบทอดคัมภีร์พระเวท เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมให้กับบุคคลทุกวรรณะ
วรรณะกษัตริย์ เกิดจากมือ คําว่ากษัตริย์ แปลว่า นักรบ หรือผู้ป้องกันภัย บุคคลที่จัดอยู่ในวรรณะกษัตริย์ได้แก่ กษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ทหาร เป็นต้น โดยทำหน้าที่ดูแลปกครองบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย แต่แม้ตำแหน่งกษัตริย์จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ก็ยังเป็นรองวรรณะพราหมณ์ เพราะกษัตริย์ยังต้องแสดงความเคารพนับถือต่อพราหมณ์อยู่เสมอ
วรรณะแพศย์ เกิดจากลำตัว ทําหน้าที่เกษตกร ประกอบการค้า และการพาณิชย์ต่างๆ เป็นกลุ่มคนที่มีนิสัยเฉลียวฉลาด และมีวาจาในการค้าขายเป็นอย่างดี โดยพบว่าบุคคลวรรณะนี้มักเป็นคหบดีและเศรษฐีที่มีความมั่งคั่ง
วรรณะศูทร เกิดจากเท้า มีหน้าที่เป็นกรรมกร ลูกจ้าง และผู้ใช้แรงงานที่คอยรับใช้วรรณะอื่นในกิจการต่างๆ รวมถึงเป็นช่างฝีมือในการทำงานศิลปหัตถกรรม
ซึ่งนอกจากวรรณะศูทรยังมี “จัณฑาล” ซึ่งเป็นวรรณะที่ไม่ปรากฏชื่อในพระเวท และถูกสังคมมองว่าเป็นชนชั้นนอกวรรณะ จึงถูกกีดกันออกจากกิจกรรมของสังคมและไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นวรรณะเหมือนกับบุคคลอื่น
การแบ่งชนชั้นวรรณะในอินเดียวจึงเป็นการแบ่งลักษณะ หน้าที่ และความเป็นอยู่ของคนในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งชาวฮินดูยึดถือกันมาเป็นเวลาช้านาน
แต่ในมุมมองของพุทธศาสนา จะเน้นเรื่องกรรม คือการกระทำของคนเป็น
สำคัญ ทำดี่ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกคนเสมอภาคกัน แล้วแต่ศักยภาพของคนที่จะลงมือทำ
และสร้างเนื้อสร้างตัว และแสวงหาเอง ใช้พรแสวงแทนที่จะใช้พรสวรรค์เพียงอย่างเดียว
ต้องมีพรแสวงด้วย เช่น อยากแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ ก็ต้องใช้แนวทางอริยสัจ 4
อยากครองใจคนได้ ต้องยึดสังคหวัตถุ 4 คือ รู้จักให้ รู้จักพูด รู้จักทำประโยชน์ และ
แลทำตัวให้เสมอต้นเสมอปลาย เป็นผู้ใหญ่หรือนักปกครอง ต้องยึดหลักพรหมวิหาร 4
เช่น ให้ความรัก ความปรารถนาดีกับทุกคน ให้ความสงสาร พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
และทำตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดซึ่งจะทำให้เสียการปกครอง
อยากทำงานสำเร็จ ต้องยึดหลักอริยสัจ 4 คือ มีใจรักงาน มีความเพียรพยายามใน
การทำงาน เอาใจใส่ต่อหน้าที่การงาน และหมั่นหาข้อบกพร่องมาปรับปรุงพัฒนา
งานให้ดีขึ้น และสรุปหลักการกระทำงานของคน คือให้ละชั่ว ให้ทำดี และทำใจ
ให้บริสุทธิ์ผ่องใส เพราะอุปมาไว้ว่า คนเรา ถ้าเสียใจ ใจขุ่นมัว ถูกรากเหง้าแห่ง
อกุศลมูลครอบงำ คือ โลภะ โลภเกินประมาณ โทสะ โกรธเกินประมาณ
โมหะ ลุ่มหลงเกินประมาณ และถูกไฟ 3 ประการครอบงำ คือ ราคัคคิ กำหนัด
เกินประมาณ โทสัคคิ โกรธเกินประมาณ และโมหัคคี ลุ่มหลงเกินประมาณ
โอก่าสที่จะตัดสินใจทำชั่วมีมากขึ้น ดีใจ หรือจิตใจที่ดี ใจมีศีลมีธรรม โอกาสจะ
ตัดสินใจผิดพลาดจะมีน้อยก็จะพบแต่ทางไปที่ดี เย็นใจ สุขใจ จะพาไปนิพพาน
แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวคงจะไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะจะต้องสร้างศรัทธาความเชื่อมั่น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน เวลาเราพูดถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ก็เป็นเรื่องของคน การปรับเปลี่ยนระบบก็เกี่ยวกับคน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( ICT ) มาใช้ก็เกี่ยวกับคน ซึ่งเรื่องของคนนั้นหากจะให้ได้ผลแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ภาวะผู้นำ (Leadership) ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงประสบผลสำเร็จ
หลายคนบอกว่าการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น ควรจะต้องเริ่มต้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดและ
จูงใจก่อนเป็นอันดับแรก เพราะนั่นคือการกำหนดทิศทาง เป็นการวางเป้าหมายสำหรับอนาคต แต่
การสร้างศรัทธาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การนำวิสัยทัศน์ไปสู่ความสำเร็จ เพราะ
แม้วิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นจะดึงดูดและชวนให้ตื่นตาตื่นใจสักเพียงใดก็ตาม แต่หากคนทั่วไปไม่ยอมรับนับถือหรือไม่ศรัทธาในตัวผู้นำแล้ว วิสัยทัศน์ที่วางไว้นั้นก็มักจะไร้ความหมาย ไม่มีน้ำหนัก ในทางตรงกันข้าม แม้วิสัยทัศน์หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้อาจจะดูไม่ดึงดูดใจเท่าที่ควร แต่ถ้าหากคนมีความชอบความเชื่อ หรือศรัทธาในตัวผู้นำแล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ก็มีโอกาสที่จะสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น
ศรัทธามาจากไหน เราจะสามารถพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร หากจะกล่าวโดยรวมแล้วศรัทธาเป็นเรื่องของความเชื่ออย่างสนิทใจ เป็นเรื่องของการยอมรับ เป็นเรื่องของใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลกำกับเสมอไป โดยหลักใหญ่ๆ แล้วการที่คนผู้หนึ่งผู้ใดจะเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป บุคคลนั้นก็คงต้องมีอะไรที่เหนือหรือโดดเด่นเป็นพิเศษอยู่บ้าง เช่น อาจจะโดดเด่นในเรื่องคุณวุฒิ วัยวุฒิ ประสบการณ์ หรือความรู้ความสามารถ ซึ่งคนทั่วไปก็จะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้แตกต่างกันไป บางคนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณวุฒิ วัยวุฒิ ในขณะที่บางคนกลับให้ความสำคัญกับเรื่องความรู้ความสามารถ และการเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นหลัก
ฉะนั้น ผู้บริหารที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ ๆ ได้ให้คนเขายอมรับ ต้องมีภาวะผู้นำ
สามารถพูดโน้มน้าวชักจูงให้คนคล้อยตามให้ได้
อย่างไรก็ตาม การที่จะสร้างศรัทธาความเชื่อมั่นให้เกิดข้นได้นั้น ต้องสร้างจาก
ผลของงาน หรือการปฏิบัติให้เห็นผลดีเป็นหลักก่อน เพราะค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน
ค่าของศาล อยู่ที่การตัดสินให้เป็นไปตามความถูกต้อง และยุติธรรม ผิดคือผิด ถูกคือถูก
และต้องให้ผู้คนได้เข้าใจเป็นอย่างดี ยึดถูกใจเป็นรอง ถูกต้องเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลง
จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่เลวลง หรือถอยหลังเข้าคลองทำนองนั้น…..
แหล่งข้อมูล
https://www.ch3thailand.com/news/scoop/8894
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/865732
