ช่วงเช้าวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ มีการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ของ กสศ.   ครั้งที่ ๕/๒๕๖๔   เป็นที่มาของบันทึกนี้    

ในปีแรกโครงการนี้ชื่อว่า TSQP หรือโครงการพัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียน    ปีที่สองเรียกชื่อว่าโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง เพื่อสื่อความสำคัญของการที่โรงเรียนมีความมั่นใจที่จะริเริ่มสร้างสรรค์เอง     ปีที่สามเรียกชื่อว่าแผนงานพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ    สื่อว่าต้องการใช้ผลงานที่ผ่านมากระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของระบบงานทั้งระบบของโรงเรียนในโครงการก็ได้   หรือสร้างแรงกระเพื่อมไปยังโรงเรียนทั้งประเทศ หรือทั้งระบบการศึกษา ก็ได้    ผมชอบการตีความหลายๆ แบบ หรือความกำกวมไม่ชัดเจนเช่นนี้    เพื่อเปิดช่องให้โรงเรียนเลือกดำเนินการตามที่เหมาะต่อตนเอง   

การประชุมเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน มีการนำเสนอการพัฒนาเว็บไซต์ I Am Kru(ที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน)    เพื่อขอรับคำแนะนำ    รวมทั้งมีวาระเรื่อง แนวทางการดำเนินงานสื่อสารสังคมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เข้ารับคำแนะนำ   สะท้อนการทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวผลงานในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา นำมา “เหนี่ยวนำ” การเปลี่ยนแปลงของระบบใหญ่    ตามนโยบายภาพใหญ่ที่คณะกรรมการบริการ กสศ. กำหนดไว้   

บันทึกนี้จึงขอสะท้อนคิด วิธีทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวผลงานในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา     นำมาใช้เป็นพลังขับเคลื่อนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง   ทั้งการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนเจ้าของผลงาน  และโรงเรียนอื่นๆ ที่ต้องการเรียนรู้และนำมาใช้พัฒนาผลงานของตน   

หลักการสำคัญประการแรก ที่ผมเสนอคือ เน้นการสื่อสารกระบวนการเรียนรู้ในน้ำหนักที่สูงกว่าการสื่อสารความสำเร็จ    ในสัดส่วน การเรียนรู้ : ความสำเร็จ เท่ากับ 60:40  หรือ 70:30   โดยเน้นสื่อสารการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติของทีมครูและผู้บริหารโรงเรียน    ที่ทำอย่างมีการกำหนดเป้าหมายชัดเจน  และมีการดำเนินการต่อเนื่องอย่างน้อย ๑ ปี    มีวงจรการเรียนรู้และปรับตัว    จนเห็นผลกระทบต่อนักเรียนชัดเจน  มีข้อมูลผลกระทบดังกล่าวที่น่าเชื่อถือ     และมีคำอธิบายว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากกลไกใดบ้าง   หากจะมีโรงเรียนอื่นนำไปใช้ พึงคำนึงถึงปัจจัยสำคัญอะไรบ้าง (key success factors) 

ย้ำว่า เราต้องร่วมกันเน้นการสื่อสารการทำงานที่มีเป้าหมายชัดเจนต่อเนื่อง     มีการดำเนินการแบบกัดติดต่อเนื่อง   ดำเนินการเป็นทีม   มีการกำหนดกลยุทธวิธีดำเนินการ   และมีวงจรเรียนรู้และปรับตัว    มีการเก็บข้อมูลผลงาน  และตรวจสอบผลสำเร็จว่ามีนัยยะสำคัญ และมีความน่าเชื่อถือ    ต้องไม่สื่อสารผลงานแบบแค่ show & share   ต้องเน้น show, share & learn    โดยให้ความสำคัญที่สุดที่ learn   

หลักการสำคัญประการที่สอง คือ การสื่อสารบทบาทของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง    เป้าหมายคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของคนไทยทั้งประเทศ ต่อการเรียนรู้ของลูกหลานของตน   ว่าต้องไม่ปล่อยให้โรงเรียนและครูทำหน้าที่แบบโดดเดี่ยว ไม่คิดว่าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องยุ่งกับการเรียนของลูกหลานของตน เพราะเป็นหน้าที่ของโรงเรียนและครู   คนไทยต้องเข้าใจว่าการเรียนรู้ของลูกหลานของตนเป็นเรื่องซับซ้อน    ไม่ใช่แค่เรียนวิชาเท่านั้น   ต้องได้ฝึกฝนและพัฒนาสมรรถนะและนิสัยใจคอที่ดีหลากหลายด้าน   ที่หลายส่วนทางบ้านและชุมชนต้องมีส่วนร่วมหล่อหลอมนิสัยดีเหล่านั้นด้วย   

ควรมีการสื่อสารกรณีตัวอย่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองร่วมดูแลกล่อมเกลาบ่มเพาะนิสัย (สมรรถนะ) และการเรียนรู้ด้านอื่นๆ อย่างเห็นผล  ที่สำคัญในสังคมชนบทเด็กเกือบครึ่งไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับยายตาย่าปู่    ที่เรามักคิดกันว่า เป็นคนไม่มีศักยภาพในการดูแลเรื่องการเรียนรู้ของหลาน    ทีมงานของ กสศ. ควรมุ่งหากรณีตัวอย่างที่ยายตาย่าปู่ ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา การศึกษาต่ำ ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก    แต่ดูแลเอื้อระบบนิเวศที่บ้าน ให้หลานได้พัฒนานิสัยดี ได้ผลดี   เอามาเป็นตัวอย่าง ว่ายายตาย่าปู่ท่านนั้นคิดอย่างไร  ทำอย่างไร เห็นผลอะไร   รวมทั้งถามตัวเด็กด้วย ว่าเขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่บ้านอย่างไร    เขารู้สึกอย่างไร   และถามทีมงานของโรงเรียนด้วยว่า โรงเรียนได้ใช้พลังของยายตาย่าปู่ที่เอาใจใส่การกล่อมเกลานิสัยของหลาน    ในการขยายผลให้ยายตาย่าปู่ท่านอื่นๆ หันมาเอาใจสภาพแวดล้อมที่บ้าน   ที่สร้างความเคยชินต่อการสร้างนิสัยดี  เพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างไรบ้าง   

หลักการสำคัญประการที่สาม คือการสื่อสารการดำเนินการระดับชุมชนท้องถิ่น    ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนานิสัยดี (สมรรถนะ) แก่นักเรียนในชุมชน    เพื่อสื่อสารหลักการสำคัญแก่สังคมไทยว่า    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กไทยนั้น เพียง 1/3 อยู่ในโรงเรียน    อีก 2/3 อยู่ที่บ้านและในชุมชน    ทีมงานของ กสศ. เฟ้นหาชุมชนที่มีการดำเนินการกิจกรรมหนุนการเรียนรู้สู่การพัฒนาสมรรถนะของเด็กอย่างน่าชื่นชม   โดยจัดทีมงานไปศึกษารายละเอียดที่มาที่ไปของกิจกรรมดังกล่าว    และประเมินผลกระทบต่อเด็ก    นำมาสื่อสาร             

กิจกรรมในชุมชน เพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน ที่ชุมชนในประเทศฟินแลนด์จัดคือ จัดชมรมต่างๆ ให้นักเรียนเลือกเข้าร่วมตามความสนใจของตน  เป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดว่า 2/3 ของกิจกรรมการพัฒนาเยาวชน อยู่นอกโรงเรียน     ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ที่ (๑)  (๒)  (๓)   จะเห็นว่า การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ไม่เพียงเป็นการเรียนรู้วิชาเท่านั้น    แต่เป็นการเรียนรู้อย่างครบด้าน (holistic)    ที่ต้องพัฒนาทั้งด้านความรู้  ทักษะ เจตคติ และคุณค่า  หลอมรวมกันเป็นการพัฒนาสมรรถนะ (competencies)    เพื่อเป็นคนดีมีความสามารถ    ปูพื้นฐานสู่ชีวิตที่ดีในอนาคต    

  โปรดสังเกตว่า “การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ” มีนัยยะเน้นที่ระบบเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน    เพื่อให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้เติบโตไปเป็นคนดีมีความสุข เป็นกำลังของการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติ   ที่เป็นระบบใหญ่ ครอบคลุมทั้งโรงเรียน ระบบการศึกษา  ระบบครอบครัว และระบบชุมชน   

เรื่องนี้สามารถตีความขยายความได้อีกมาก        

วิจารณ์ พานิช

๒๙ พ.ย. ๖๔