นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมและชุมชน (น้ำท่วมชาวบ้านจะให้ฉันสุขสำราญได้อย่างไร)


บทบาทของผู้นำนิสิตที่เรียกตนเองว่า “ปัญญาชน” ที่ไม่เย็นชา หรือด้านชากับชะตากรรมของสังคม ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วยมีปัญหาอุปสรรค ทั้งที่เป็นภัยธรรมชาติ - โควิด - ประสบการณ์ - ตารางเรียน - ระบบการหนุนเสริม ฯลฯ แต่ผู้นำนิสิตก็ไม่ทิ้งชุมชนไว้ข้างหลัง ยังคงมุ่งมั่นทำงานในแบบ “ใจนำพาศรัทธานำทาง” อย่างน่ายกย่อง

ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา เป็นห้วงเวลาที่ชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัยมหาสารคามประสบกับภัยธรรมชาติที่หนักหน่วง นั่นก็คือ “อุทกภัย” หรือ “น้ำท่วม” รวมถึงการต้องรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็แสนสาหัสไม่แพ้กัน

สถานการณ์ดังกล่าว  ไม่ใช่เฉพาะชุมชนเท่านั้นที่ขยับตัวยาก  “กิจกรรมนอกหลักสูตร” ของผู้นำองค์กรนิสิตก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน หลายๆ กิจกรรมชะงักงัน ชะลอตัว หรือแม้แต่ระงับและล้มเลิกกิจกรรมไปเลยก็มี

 

 

ในมุมองของผม - น้ำท่วมครั้งนี้เกิดปรากฏการณ์ที่สำคัญในมิติกิจกรรมของผู้นำนิสิต (มมส.) ที่น่าสนใจ นั่นหมายถึงการ “ลุยงาน” ของบรรดา “ผู้นำองค์กรนิสิต” อันหมายถึง “องค์กรบริหารนิสิต” ที่ประกอบด้วยสภานิสิต องค์การนิสิต สโมสรนิสิตคณะ ซึ่งแต่ละองค์กรได้ผนึกกำลังทำงานช่วยเหลือชุมชนอย่างต่อเนื่อง มีทั้งที่รูปแบบการทำงานในลักษณะการ “รวมกลุ่ม” โดยมีองค์การนิสิตเป็นศูนย์กลางการทำงาน ขณะที่บางองค์กรก็แยกส่วนออกไปดำเนินการเอง –

ที่ผมเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญเพราะในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมาองค์กรบริหารนิสิตที่ว่านี้จะไม่ค่อยได้ลงมาขับเคลื่อนกิจกรรมว่าด้วยภัยพิบัติโดยตรง ส่วนใหญ่จะเป็นการเป็นส่วนหนึ่งในการหนุนเสริมกระบวนการ อาทิเช่น การสนับสนุนงบประมาณ  การระดมสิ่งของมาส่งมอบให้ส่วนกลางนำไปสู่ชุมชน รวมถึงการร่วมเดินทางลงพื้นที่เป็นครั้งคราว-

 

 

เหตุผลหลักๆ ที่เหล่าบรรดาผู้นำองค์กรบริหารนิสิตไม่ได้ลงมาขับเคลื่อนโดยตรงก็เพราะมี “ศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม” เป็นระบบและกลไกหลักของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านนี้อยู่แล้ว ซึ่งศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม จะได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองกิจการนิสิต – องค์การนิสิต รวมถึงการขอรับบริจาคเป็นครั้งคราวจากนิสิตและประชาชนที่มีจิตศรัทธา

และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ - ด้วยความที่องค์กรบริหารนิสิตต่างมีภารกิจหลักหลากหลายโครงการ เรียกได้ว่า “แผนงานยาวเหยียด-ล้นหน้าตัก” เลยก็ว่าได้  จึงไม่ค่อยสะดวกที่จะเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาภายใต้บริบทของภัยพิบัติ ด้วยเหตุนี้ จึงส่งมอบภารกิจที่ว่านี้ไปยังศูนย์ประสานงานฯ เพื่อทำงานแทนในภาพรวมของนิสิต ซึ่งมี “กลุ่มงานกิจกรรมนิสิต” เป็นพี่เลี้ยงทำหน้าที่ “โค้ช” หนุนเสริม  หรือแม้แต่แปลงร่างเป็น “คนหน้างาน-ลุยงาน” ร่วมกับนิสิตอยู่แล้ว

 

 

จวบจนปีนี้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ นิสิตส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดแทบไม่ได้เข้ามาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยฯ และนั่นก็รวมถึงคณะทำงานของศูนย์ประสานงานฯ ก็ด้วยเช่นกัน  พอน้ำหลากมาท่วมขังในชุมชนจึงหาแกนนำขับเคลื่อนเรื่องนี้ค่อนข้างยาก ยิ่งมาเจอการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 ยิ่งทำงานยากขึ้นเท่าตัว

 

 

ดังที่กล่าวข้างต้นว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 ส่งผลให้โครงการอันเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรหลายๆ โครงการชะงักงันลงเกือบทั้งหมด หากแต่ในวิกฤตนั้นก็มีโอกาส  เพราะเมื่อองค์การนิสิต ไม่สามารถจัดกิจกรรมหลักๆ ได้ ก็ผันตัวเองมาเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนกิจกรรมช่วยชุมชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

กระบวนการทำงานขององค์การนิสิตชุดปีการศึกษา 2564  แม้จะเป็นองค์กรใหม่มาด  แต่ก็พยายามเรียนรู้ที่จะทำงานเรื่องนี้อย่างเด่นชัด เริ่มตั้งแต่การเชิญชวนสภานิสิต สโมสรนิสิตคณะ หรือแม้แต่ชมรมและกลุ่มนิสิตต่างๆ มาเป็นพันธมิตรขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงการเชื่อมประสานภายนอกมาหนุนเสริมกิจกรรม ทั้งที่เป็นศิษย์เก่า ห้างร้านทั่วไป นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักการเมือง ประชาชนผู้มีจิตอาสาฯ

 

 

ถึงแม้องค์การนิสิตจะยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการทำงานด้านนี้ แต่ผมก็มองว่าพวกเขามีความตั้งใจ และมีโมเดลการทำงานบนฐานคิด “การมีส่วนร่วม-เครือข่าย” รวมถึงการเชื่อในหลักคิด “เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ” หรือแม้แต่หลักคิดอื่นๆ เช่น ปรัชญามหาวิทยาลัย (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) อัตลักษณ์นิสิต (นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมและชุมชน) ค่านิยมการเป็นนิสิต (MSU FOR ALL) 

 

 

โดยส่วนตัวแล้ว - ผมเห็นความพยายามขององค์การนิสิตเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กระบวนการในเชิงระบบดูขลุกขลักไม่ใช่ย่อย บางเรื่องไหลรื่นได้รับการหนุนเสริม ขณะที่บางเรื่องสะดุดเป็นช่วงๆ ซึ่งบางห้วงก็เห็นชัดว่าพวกเขาดูจะอ่อนล้า หรือแม้แต่ออกอาการทดท้ออยู่พอสมควร 
 

ถึงกระนั้นก็เถอะ – ถือว่ายังโชคดีอยู่มาก เพราะมีบุคลากรกลุ่มงานกิจกรรมนิสิตคอยหนุนเสริมและอยู่เคียงข้าง โดยเฉพาะที่สำคัญมากๆ ก็คือการมี “นิสิตและสภานิสิต” ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่  หรือแม้แต่องค์กรต่างๆ เป็นต้นว่า สโมสรนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ฯ สโมสรนิสิตคณะนิติศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์  สโมสรนิสิตวิทยาลัยดุริยางคศิลป์  ชมรมอาสาพัฒนา ชมรมรักษ์ทางไทย ชมรมกู้ภัยราชพฤกษ์ กลุ่มนิสิตชาวดิน 

 

 

การผนึกกำลังกันเช่นนี้ ผมถือว่าเป็นปรากฏการณ์การทำงานบนฐานคิด “จิตอาสา” ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการทำงานกันด้วยใจ ไม่ยึดติดพรมแดนความเป็นองค์กรตัวเอง เป็นสิ่งยืนยันปรัชญากิจกรรม “โดยนิสิตเพื่อนิสิต” หรือ “นิสิตเพื่อชุมชน” ขนานแท้  ซึ่งการผนึกกำลังกันเช่นนี้ได้ช่วยให้กิจกรรมต่างๆ สามารถเคลื่อนตัวออกสู่สังคมได้อย่างต่อเนื่อง

ทุกๆ ครั้งก่อนขับเคลื่อนกิจกรรม ทีมทำงานขององค์การนิสิตจะลงพื้นที่สำรวจชุมชน ในแบบฉบับ “ไปให้ถึงที่-ไปให้เห็นกับตา” เพื่อนำข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงมาออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับชุมชน เรียกเป็นศัพท์วิชาการก็คล้ายๆ กับกระบวนการ “พัฒนาโจทย์” ร่วมกับชุมชนนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ได้ขับเคลื่อนกระบวนการอย่างเป็นทางการ  เน้นการพบปะพูดคุยง่ายๆ (เนียนๆ) เป็นกันเอง เหมือน “ลูกหลานคุยกับญาติผู้ใหญ่” ไปในตัว 

 

 

กรณีชุมชนที่ผู้นำองค์กรนิสิตเลือกเข้าไปหนุนเสริมในครั้งนี้ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นต้นว่า

  • เทศบาลตำบลขามเรียง เช่น บ้านกุดหัวช้าง  บ้านโขงกุดเวียน บ้านหนองแข้ บ้านมะกอกบ้านดอนนา บ้านห้วยชัน
  • เทศบาลตำบลท่าขอนยาง เช่น บ้านท่าขอนยาง หมู่ที่ 3 
  • ตำบลเขวาใหญ่ เช่น บ้านส้มโฮง
     

 

กรณีกิจกรรมที่ผู้นำนิสิตได้ร่วมกันทำก็มีหลากหลายกิจกรรม หลักๆ เป็นกิจกรรมเร่งด่วนภายใต้สถานการณ์เฉพาะกิจ อาทิเช่น การบรรจุกระสอบทรายเป็นพนังกั้นน้ำ การขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้และสัตว์ การมอบถุงยังชีพ – มอบเวชภัณฑ์ทั้งต่อชุมชนและมูลนิธิที่เข้ามาฝักตัวช่วยชาวบ้าน การมอบน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือท้องแบนเพื่อใช้รับ-ส่งชาวบ้าน การมอบเครื่องครัวและวัตถุดิบในการทำครัวให้กับศูนย์พักพิง 

นอกจากนั้นก็เป็นกิจกรรมพบปะให้กำลังใจ การพูดคุย หรือเรียนรู้ในประเด็นสำคัญๆ เช่น บริบทชุมชน สถานการณ์น้ำท่วมในชุมชน การจัดการภัยพิบัติภายในชุมชน  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาออกแบบเป็นกิจกรรมฟื้นฟูชุมชนหลังภาวะน้ำท่วมร่วมกันทั้งในมิติ “นิสิตกับนิสิต” และ “นิสิตกับชุมชน” 

นี่คือเรื่องเล่าเล็กๆ ที่สื่อให้เห็นถึงปรากฏการณ์อันเป็นบทบาทของผู้นำนิสิตที่เรียกตนเองว่า  “ปัญญาชน”  ที่ไม่เย็นชา หรือด้านชากับชะตากรรมของสังคม  ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วยมีปัญหาอุปสรรค ทั้งที่เป็นภัยธรรมชาติ - โควิด - ประสบการณ์ - ตารางเรียน - ระบบการหนุนเสริม  ฯลฯ  แต่ผู้นำนิสิตก็ไม่ทิ้งชุมชนไว้ข้างหลัง ยังคงมุ่งมั่นทำงานในแบบ “ใจนำพาศรัทธานำทาง”  อย่างน่ายกย่อง

 

 

.......

เรื่อง : พนัส ปรีวาสนา / 8 ธันวาคม 2564
ภาพ : พนัส ปรีวาสนา / สุริยะ สอนสุระ



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี