เช้าวันไปค่าย
กริ๊งๆๆๆๆๆๆ ติดตี้ดิดตี้ตีดีดี..   ตรูดดดด ๆ ๆเสียง 3 เสียงพากันดังขึ้นพร้อม ๆ กัน แต่ทว่า เสียงเหล่านั้นไม่ได้แอ้ม สัญชาติญาณการตื่นนอนของผม เพราะว่าได้ตื่นมาตอนตี 2 รอบนึง ( ตื่นมาหาพระแสงของ้าวอะไรก็ไม่รู้ ) แล้วก็ตี3 45นาทีรอบนึง แล้วก็งีบไป พอใกล้จะตี 4 ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงนาฬิกา เสียงปาล์ม ดังขึ้น จากนั้นก็ตะเกียกตะกายตัวเองไปรับโทรศัพท์จากคุณแม่ที่นอกห้อง
“ตื่นหรือยัง “
“ตื่นแล้วครับ”
จากนั้นก็พาร่างที่มีพลังงาน 75 % ไปอาบน้ำ แล้วก็กระโดดออกมาจากห้องน้ำทันเมื่อเข้าไป เนื่องจากลืมไปว่าต้องต้มน้ำก่อน เมื่อต้มน้ำเสร็จเรียบร้อย จึงปฏิบัติกิจในการอาบน้ำ
อาบน้ำเสร็จก็ออกมาแต่เนื้อแต่งตัวในชุดที่เตรียมไว้แล้ว พร้อมกับกดน้ำร้อนจากกาลง โจ๊กกระป๋องที่ซื้อมาจากร้านป้าอ้วน ขอบอกว่าร้านป้าอ้วนนี้ไม่ธรรมดา ร้านนี้เป็นร้านขายของชำที่ updateสินค้ามาก ม่าม่าออกใหม่ ร้านป้าอ้วนมีก่อนเซเว้นอีกขอบอก
พอผมกินโจ๊กกระป๊องเสร็จ ก็ปลุกพจน์ให้ตื่นเพื่อไปส่งที่โรงอาหารวิทยาศาสตร์
ก่อนออกจากบ้านผมไม่ลืมที่จะอ่านเอกสารเตื่อนความจำที่ผมทำขึ้น
ไม่ลืมแว่น
ไม่ลืมpalm
ไม่ลืมแปลงสีฟัน
ไม่ลืมเอกสาร
ไม่ลืมถุงนอน
ไม่ลืมปิดหน้าต่าง
ผมก็ติ๊กหมดเลย สรุปว่าไม่ลืมอะไรแล้ว ก็ออกเดินทางได้
“ พจน์ ดอยรู้สึกว่าลืมอะไรซักอย่างแต่จำไม่ได้ว่าลืมอะไร “
พจน์ก็ไม่ได้สนอะไรขับรถบึ่งไปยังที่หมาย ในตอนนั้นลมค่อนข้างที่จะเย็นยะเยือกทีเดียว
ถึงแล้วโรงอาหารวิทยา ไม่มีใครสักคนนอกจากยาม แล้วก็ยาม ผมเอาของไปวางไว้ที่เก้าอี้ แล้วก็เดินเตรดเตร่ทั่วโรงอาหาร จากนั้นก็ไม่รู้ทำอะไรก็เลยกะว่าจะเดินไปโทรศัพท์หา…แต่ว่าหาบัตรไม่เจอ ควักจนทั่วกางเกงดูที่กระเป๋าสตางค์ อ่าวไม่มีเหมือนกัน เงินหายหรือนี้ ตายละ ๆ ทำไงดี
“ เอ้ตอนออกจากบ้านเอาออกมาหรือเปล่าหว่า โทรหาพจน์ดีกว่า “
ตรูดดดดด ๆ ๆ “สวัสดีคัรบ”
“พจน์หรือช่วยดูในห้องให้หน่อยว่ามีกระเป๋าตังค์หรือเปล่า “
“ มี “
“ เดี่ยวเอาไปให้รอยู่นั่นแหละ “
นึกในใจดีใจจังที่มีเพื่อนดี ๆ แบบนี้ ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่นนะหรือ คงให้ผมกลับไปเอาเองเป็นแน่ ในตอนนี้ผมก็สบายใจไปเปาะนึงแล้วว่าได้กระเป๋าตังค์มา
ตอนนี้คนอื่นทยอยกันมาแล้ว พี่อู๋แบกน้ำเต้าหูมาหลายถุง
“ขึ้นไปรอข้างบนนะ”
“อืมครับ เดี่ยวขึ้นไปครับ”
อ่าวนั้นเบนซ์มาพอดี พาเพื่อนมาด้วย นายนี้ นี้เอง เอ้หรือน้องเบนซ์หว่า ดูเด็กกว่าเบนซ์
แล้วก็เปิดการสนทนากันซักพัก จึงพาขึ้นไปที่ชมรมอีสาน บนนั้นมีคนตูมเลย มองหาตั้งนานไปไหนหมดที่แท้อยู่บนนี้กัน
“นี้ดอนเพื่อนผม”
“สวัสดีครับ”
นี้พี่….. ไล่มาเรื่อย ๆ จนถึง “นี้พี่ดอย”
ตอนนี้ก็ได้รู้จักชื่อของกันและกันแล้ว
นึกในใจชื่อคล้าย ๆ เราเลยแหะ แต่นึก ๆ ดูแล้วชื่อนี้น่าจะมาจาก ดอนเจดีย์อะไรประมาณนั้น 55
แล้วผมก็หยิบสมุดค่ายมาอ่านแก้เขิน เพราะไม่รู้ทำอะไร
“กินน้ำเต้าหู้สิ”
“อ้อไม่ละครับกินโจ๊กกับนมมาแล้ว”
“รถออก 6 โมง รีบไปไหว้พระจอมกันก่อนดีกว่า”
“ใครไปบ้างตามมาเลย”
ตอนนั้นนึกในใจว่าไปไหว้เพื่อศิริมงคลแก่ค่ายครั้งนี้หน่อยดีกว่า แต่ส่วนลึก ๆ แล้วคิดว่าอยู่บนนี้ก็คงไม่ได้ทำอะไรลงไปเดินเล่นดีกว่า
พวกผมกลุ่มหนึ่งได้ลงไปข้างล่างเพื่อเดินไปยัง อนุเสาวรีย์รัชการที่ 4 ระหว่างที่ข้ามถนนนั้นก็เหลือบไปเห็นพวกน้องปี 1 ทยอยกันมา
“พี่เดินไปก่อนเดี่ยวตามไปครับ”
ผมก็เลยเดินไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นก็หาคนเตรียมเปิดการสนทนา อ้าเจอเหยื่อแล้วเพื่อนเบนซ์ละกัน
“ เรียนไหนครับ”
“เรียนพาณิชย์นาวีครับ ปี2”
“อ้อเด็กพาณิชย์ บัญชีชัวร์ ๆ “
“ผมเรียนครุศาสตร์สถาปัตยกรรม ปี 2 ต่อเนื่อง ”
“ครับ”
ตอนนี้เราก็เดินถึงอนุเสาวรีย์ ร.4 แล้ว พร้อมกับทำพิธีจุดธุปเพื่อสักการะ
“ขอให้การเดินทางไปสอนน้อง ๆ ครั้งนี้ประสพความสำเร็จด้วยเถิด”
จากนั้นพวกเราก็พากันเดินกับไปที่ชมรมอีกครั้ง
“เอ้ายกหนังสือขึ้นรถเลย”
ภาพที่เห็นทุกคนกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายข้าวของไปใส่รถกระบะไทเกอร์คันนั้นกัน และผมก็ได้แอบฝากถุงนอนไปบนรถด้วย เพราะของผมเยอะมาก กลัวคนอื่นจะว่าจะย้ายบ้านหรือ
“เอ้ารถไฟไกล้มาแล้ว เดินเร็ว ๆ กันหน่อยเดี่ยวไม่ทัน”
 พวกเราก็เดินสลับกับวิ่ง พอได้ยินเสียงรถไฟมาไกล ๆ รีบจ้ำอ้าวใหญ่เลย
แอ่น แอ้น.. ถึงสถานีรถไฟทันเวลา
ปูนนนนนน……  ฟิว ฉึกฉัก ๆ ๆ
รถไฟผ่านหน้าเราไปโดยไม่จอด ทำให้อึ้งไปพักนึง
“ไม่ใช้ขบวนนี้ครับมีอีกขบวน “
เหอออโล่งอก นึกว่าตกรถไฟ
รถกระบะไทเกอร์มาถึง ตอนนี้ก็พากันไปช่วยเอากระเป๋าลงจากรถกระบะกัน ผมยกถุงนอนผมออกมาด้วย แล้วมาลองถือ ๆ ดู เห่ย นี้เราจะเอามือที่ไหนจับราวละเนี่ย มือซ้ายถือกล่องเอกสาร มือขวาถือถุงนอน ด้านหลังมีเป้ใบโต เหอออ….
“แนนฝากไปบนรถด้วยนะ“
“ได้คะ”
ในตอนนี้ก็ถึงเวลาเช็คจำนวนคนกันแล้ว
“มาครับ มาค่ะ”
“เอ้ยังขาดบางคนอยู่”
“จะมีบางส่วนไปรอยู่ที่สถานีหัวลำโพง
ในใจก็นึกว่า อ่าวไม่ได้เหมารถไฟไปอย่างที่คิดหรือนี้
ปูนนนนนน เสียงรถไฟดังมาแต่ไกล
“เตรียมตัวขึ้นรถไฟกันเลยครับ”
ด้วยสัญชาติตาญาณแต่เก่าก่อน ผมกระโดดไปรอรถไฟอีกฝั่ง
เอียยยยด รถไฟเบรคค่อนข้างไกล เมื่อรถไฟจอดสะนิดพวกเราก็ต่างพากันขนของขึ้นรถ

บนรถไฟ
พวกเราทยอยกันเดินขึ้นรถไฟ ผมอยู่ขบวนต้น ๆ จึงไม่เห็นใครมากนัก ตามมารยาทก็จะรอให้คนอื่น ๆ นั่งก่อน จนผมเห็นว่าผู้หญิงนั่งกันหมดแล้ว และที่ว่างอยู่ตรงหน้าเลยนั่งโดยไม่ได้คิดอะไร พอรถไฟไกล้ออกก็มีสตาฟผู้ชายเรียกผู้หญิงมานั่งที่ ๆ ว่างอยู่ “อ่าวเวรกรรม มีคนที่ยังไม่ได้นั่งด้วยหรือ” การนั่งบนรถไฟครั้งนั้นทำให้ผมอึดอัดไม่น้อยทีเดียว เพราะรู้สึกละอายใจเหมือนกันอยู่ปี 4 แล้วน่าจะให้น้องนั่งก่อน แต่ทว่าตอนนั้นเหลือแต่น้องผู้ชาย ส่วนถ้ามีน้องผู้หญิงที่ไม่ได้นั่งหรือไม่นั้นผมไม่อาจทราบได้ ในใจก็นึกว่าถ้ามีน้องผู้หญิงเดินผ่านหน้ามาจะรุกให้นั่ง

สถานีหัวลำโพง
รถมาจอดที่สถานีหัวลำโพงหรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่าสถานีกรุงเทพ การมาสถานีหัวลำโพงครั้งนี้ถือว่าเป็นการมาครั้งที่ 3 ( เท่าที่จำความได้ ) เป็นไปตามวิสัยของสถาปนิก มาหัวลำโพงก็จะต้องแหงนหน้าดูความอลังการของโดมโค้ง และสถาปัตยกรรมอาคารรอบข้าง อ่าวนั้นน้องหมู กับน้องหนึงมารอที่หัวลำโพงนี้เอง
“รถไฟจะออกกัน 8โมงนะครับ มากันให้พร้อมนะครับ”
“เห้ย 8โมงครึ่งไม่ใช่หรือ”
“จุ๊ ๆ เผื่อเหรดกัน”
อืมกระซิบจนผมได้ยินเลยนะเนี่ย เราจะไปซื้อของกินไว้กินบนรถไฟดีกว่า ผมตรงรี้ออกจากบริเวณชานชลา สถานีไปที่มินิมาร์ท เดินวนอยู่หลายรอบ วนไปก็วนมา ไม่รู้จะซื้ออะไรดี ซื้อขนมปังดีกว่า ( ตอนนี้หัวสมองเริ่มคำณวนอัตราคุ้มทุนกันอีกครั้ง ) อืมดูน้ำหนักก่อน ขนมปังแยมโลน่ากินแต่ร็สึกว่าจะแพงไปหน่อย ขนมปังแถวดูจะเป็นทางเลือกที่ดี ราคาถูก แต่ว่าเคยมีประสพการณ์กินไม่หมด แล้วตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ยังไม่ค่อยรู้จักใครมากจะเอาไปแจกเลยก็กะไรอยู่ อ้าา เจอแล้วขนมปังเนยสลับกับขนมปังช๊อกโกแลต มี  4 ชิ้น สนนราคาก็ 10บาทต้น ๆ ดูท่าทางจะแบ่งให้คนอื่นกินได้ แถมยังดูดีอีก เอาอันนี้แล้วกัน เมื่อจ่ายเงินกับพนักงานเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาจากร้าน เพื่อหาห้องน้ำสาธารณะ
“ไหนหว่าห้องน้า อ้ออยู่นั้นเอง” มันค่อนข้างไกลจากที่ผมยืนพอสมควร 
ห้องน้ำคิดค่าบริการด้วยแหะ แต่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร เมื่อเข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว ดูนาฬิกาอีกครั้ง โหเหลือเวลาอีกตั้งหลายนาที แต่ไม่เป็นไรไปที่จุดนัดหมายก่อนดีกว่า
“ผู้ใดไม่มีตั๋วจะต้องจ่ายค่าผ่านชานชลาคนละ 1 บาท “
มีอย่างนี้ด้วยหรือนี้ แต่ว่าคนอื่นซื้อตั๋วให้เราแล้วนะ จะบอกไงดี แต่ทันไดนั้นเองก็เหลือบเห็น อั้มกับใครไม่รู้อีกคนจำไมได้กำลังจะเดินผ่านไปยังค่านเก็บเงิน ผมจึงรีบเดินเพื่อแสดงตัวว่ามาด้วยกัน จะได้ไม่ต้องชี้แจงหลาย ๆ ครั้ง แล้วในที่สุดก็ผ่านไปได้อย่างสดวกโยธิน โดนไม่เสียเงินสักบาท ( โคตรงกเลย ) นะไม่ได้งก แต่เพื่อศักดิ์ศรีตะหาก
 ผมยืนรอที่ชานชลาซักพัก แล้วนึกขึ้นมาว่ากระเป๋าของผมอยู่ไหนนะ เพื่อน ๆจะเอามาใส่รถเข้นหรือยังนะ ผมก็เลยจัดการค้นรถเข็นดู แต่ยังไม่ทันค้นอะไรแค่มองผ่าน ๆ ก็พบกระเป๋าใบโตของผม แต่จุดประสงค์ของผมไม่เพียงแค่หากระเป๋า แต่ผมจะเอาหนังสือ” กองทัพมด” ของผมมาไว้ติดตัว เหตุที่ผมคิดว่าควรเอาหนังสือไว้กับตัวเพราะนึกว่า เขาจะเอากระเป๋าไปใส่โบกี้บรรทุกของสะอีก เอาละในตอนนี้ผมหยิบกระเป๋าของผมพร้อมกับหนังสืออกมาแล้ว แต่ทว่ากระเป๋าเกิดใบอื่น ๆ เกิดไหลลงมาเนื่องจากการเคลื่อนที่ของกระเป๋าผม ผมก็จับกระเป๋าใบอื่นที่กำลังจะร่วงลงไปข้างล่าง
“พี่ รถไฟมา “ เวรกรรมแล้ว ในขณะนั้นจุดที่ผมยืนค่อนข้างจะริมขอบชานชลาตรงเส้นเหลืองพอดี นึกในใจเอาไงดี ๆ ในตอนนั้นคนอื่น ๆ คงไม่เห็นว่าผมอยู่ในภาวะลำบาก ทันใดนั้นก็มีน้องคนหนึ่งเดินมาตรงที่ผมยืนพอดี แล้วช่วยพยุงกระเป๋าไว้ ทำให้ผมมีเวลาพอที่จะเบี้ยงหลบรถไฟที่กำลังจะมา
ฟิววว เอียดด รถไฟจอดสนิท พอดีกับช่วงที่ผมหมดแรงดันกระเป๋าไม่ให้ตก ผมพยายามดันขึ้นไปที่เดิมแต่แรงดันทำให้กระเป๋าใบข้างเคียงตกอีก จนปัญญาในที่สุดก็กันไม่ได้ มีกระเป๋าใบหนี่งตกลงไปที่รางรถไฟ ในใจก็นึกว่าดีนะเนี่ยที่เราจับไว้ ไม่อย่างนั้นเแล้วกระเป๋าใบนั้นอาจพังได้ พูดเหมือนตัวเองเป็นฮีโร่เลย แต่เอ้ ใครเป็นคนก่อเรื่องหว่า :-) เอาละอย่าไปสนใจเลยว่าใครผิด ( แนะเปลี่ยนเรื่องเชียว )
 มาขนของกันดีกว่าครับ พวกเราช่วยกันขนสัมภาระขึ้นรถไฟอย่างแข็งขัน
เหออ ทำไมเขาไม่จองโบกี้รถไฟนะ จะต้องยืนไปชัยภูมิก็คราวนี้แหละมั้ง ยืนบ่นในใจไม่นานนักก็มีลุงรถไฟ (เจ้าหน้าที่รถไฟ)มาเคลียที่นั่งให้พวกเรา ทุกคนก็จับจองที่นั่งกัน แต่จะมีบางคนที่ยังยืนอยู่ก็คือพวกฝ่ายดำเนินงาน ในตอนแรกผมยังหาที่นั่งลงไม่ได้ เพราะไม่รู้นั่งไหนดี พอดีมีที่ว่าง แต่ว่ามันไม่ใช่ที่ริมหน้าต่าง แต่ก็จำใจนั่ง คนที่นั่งเยื้องตรงข้ามกับผมนั้นหน้าตาเหมือนพระเอกลิเกพิกลออกขาว ๆ หน้าตาดี ซึ่งตอนนั้นยังไม่ร็หรอกว่าชื่ออะไร ส่วนคนที่ผมนั่งข้าง ๆ คือต้อง หัวหน้าฝ่ายครัว และแล้วผมนึกขึ้นมาได้ว่าถ้านั่งตรงนี้ผมจะต้องนั่งรถไฟถอยหลัง ก็เลยคิดที่จะลุกไปนั่งใกล้กับพระเอกลิเก แต่ทว่าเขาคงส่งสัยแน่ ๆ ว่ามันมานั่งทำไมข้าง ๆ ตูวะ ผมก็เลยออกอุบายว่าไปหากระเป๋า โดยเอากล่องเอกสารที่ผมถือวางตรงที่นั่งข้าง ๆ พระเอกลิเก แล้วจึงลุกไปยังบริเวณที่เขากองกระเป๋ากันอยู่
“ อย่าลุกเดินครับ นั่งประจำที่ “ นั้นเป็นเสียงของผู้ชายสูง ๆ ผิวสีช๊อกโกแล็ตพูดขึ้นลอย ๆ
ในใจก็นึกเขาคงจะเตือนเราเป็นแน่ ผมก็เลยกลับไปนั่งที่กล่องเอกสารที่ผมวางอยู่ ก็คือใกล้ ๆ กับพระเอกลิเกคนนั้นแหละครับ ผมนั่งได้ซักพักรถไฟก็ออกจากสถานี
แดดเริ่มส่องร่างกายผม ผมว่านั่งฝั่งนี้โดนแดดแบบเต็ม ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะว่าไม่ได้แคร์อะไรเรื่องแสงแดดอยู่แล้ว เพราะหลับกลางแดดยังเคยทำมาแล้วเลย
“พี่ดอยมานั่งตรงนี่ไหม ครับ” เบนซ์พูด
ผมก็เงยหน้ามอง เห็นว่าตรงนั้นเป็นที่ริมหน้าต่างและว่างพอดีก็เลยตัดสินใจย้ายที่นั่ง
เมื่อนั่งำได้ที่แล้วก็เปิดกการสนทนาเรื่องต่าง ๆ ถ้าถามว่าเรื่องอะไรก็คงจำไม่ได้แล้วละ พอนั่งได้ซักพักนายน๊อตก็มานั่งข้าง ๆ  แล้วก็เปิดการสนทนากัน จากนั้นนายเบนซ์ก็ลุกไปที่อื่น ๆ จนที่นั่งฝักตรงข้ามว่าง แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ผมมานึกได้ว่าเรานั่งรถไฟถอยหลังอยู่นี้ ก็เลยตกลงกับน๊อตว่าจะย้ายฝั่งนั่งกัน เมื่อนั่งกันได้ซักระยะทางหนึ่งแล้ว ก็มีคนมาแจกข้าว ผมนึกในใจว่ามันคงเป็นข้าวผัดสิ้นคิดแน่เลย เปิดมาเป็นดังว่า ข้าวผัดสิ้นคิดจริง ๆ แต่ใช่ว่าผมไม่ชอบกินนะ ผมชอบกินทีเดียว กินได้ไปครึ่งกล้องก็รู้สึกอิ่ม ๆ ก็เลยเก็บ คาดว่าจะกินต่อเมื่อถึงครึ่งทาง แล้วผมก็จัดแจงหยิบหนังสือ กองทัพมดมาอ่าน ซึ่งหนังสือเล่มนี้ผมเคยอ่านมา 1 รอบแล้ว แต่เนื่องด้วยให้เพื่อนยืมหนังสือไป เพื่อนดันทำหายก็เลยให้ซื้อใช้ให้เมื่อ 2-3 วันนี้เอง ด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนานเลยนำมันมาอ่านขณะที่เดินทางไปชัยภูมิ ในขณะนั้นอ่านประมาณหน้าที่ 20 
“ ทำไมมดเยอะอย่างนี้ “ ผมปัดมดที่กำลังขึ้นตามขาผมออกไป “นี้เราไม่อยากทำร้ายเจ้านะ เราเห็นว่าเจ้ามีอายุได้ถึง 6 ปี “ แต่มดมันก็ไม่ฟังเพราะมันคงฟังภาษาคนไม่ออกแน่ ๆ มันยิ่งพากันขึ้นมาตามตัวผมกันใหญ่เลย ผมจึงตัดสินใจตีมดเหยียบมดที่อยู่บริเวณนั้น แต่ทันใดนั้นเองมดตัวใหญ่มากกำลังมาหาผม แล้วมันก็กดผม ป๊อก หัวโคกกับตัวถังรถไฟ มันทำให้ผมตื่นขึ้น โหฝันนี้หว่า เอะถึงไหนแล้ว ทำไมมีทะเลด้วย นี้เราฝันอีกแล้วหรือ