บทความ How China is bidding for global intellectual dominance ในเว็บไซต์ University World News ชี้ให้เห็นคุณค่าของอุดมศึกษาในการสร้างพลังอำนาจของประเทศ ในประเทศที่มีฐานะเป็นมหาอำนาจ
มีหนังสือที่เขียนถึงบทบาทของอุดมศึกษาที่ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ บัดนี้เกือบแปดสิบปีให้หลัง ถึงคราวของประเทศจีน
บทความใช้คำ “geointellect” เลียนคำ “geopolitic” สะท้อนความเป็นมหาอำนาจโลกด้วยพลังปัญญา ผ่านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม
ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า จีนเริ่มวางฐานพลังดังกล่าวไปทั่วโลกมากว่าสิบปี ผ่านหลายกลไก กลไกสำคัญอย่างหนึ่งคือ สถาบันขงจื่อ
บทความบอกว่า จีนมี ๕ ยุทธศาสตร์ในการใช้การศึกษาเป็นพลังส่งเสริมความเป็นมหาอำนาจของจีน คือ (๑) ความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศอื่นจำนวนมากมาย รวมทั้งไทย ด้านการศึกษาและนวัตกรรม (๒) มาตรการโลกาภิวัตน์ด้านอุดมศึกษา ผ่านการตั้งวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยจีนในต่างประเทศ รวมทั้งการเปิด MOOCs (๓) เป็นประเทศผู้นำในการสร้างความรู้ใหม่ และการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ (๔) สร้างความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนา ผ่าน BRI (Belt and Road Initiatives) และ CASS (Chinese Academy of Social Sciences) โดยทำให้เห็นว่า จีนสามารถช่วยให้ประเทศเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้ (๕) ให้ทุนช่วยเหลือ ผ่าน BRI และ CASS
ที่จริงมาตรการของจีนในปัจจุบัน ก็คล้ายๆ มาตรการของสหรัฐเมริกา สมัยห้าสิบปีก่อน ที่อาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือล้างสมองของเยาวชนในมิตรประเทศไปด้วย ในการเสวนาประสบการณ์ประชาธิปไตยจีน เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๔ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่เป็นคนรุ่นหลังผมราวๆ ๑๐ ปี กล่าวว่า สมัยท่านหนุ่มๆ มองระบบของตะวันตกว่าเป็นมาตรฐาน มองคอมมิวนิสต์เหมือนภูตผีปีศาจชั่วร้าย มาค่อยๆรู้เท่าทันก็เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น
ความร่วมมือบนฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แต่ความร่วมมือเพื่อตนเองเป็นจ้าวโลก ไม่น่าจะเป็นที่ยกย่อง และมักเป็นที่รู้เท่าทัน
วิจารณ์ พานิช
๔ ต.ค. ๖๔