สุภาษิตนี้ จะเน้นกับคนที่ประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ต้อง ซื่อสัตย์กับลูกค้าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพขายประกัน อาชีพบริการ อาชีพ จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย ถ้าลูกค้าประสบ อุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต จะต้องได้รับสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ตามกฎกติกาที่ได้แจ้งลูกค้าไว้ ต้องจ่ายทันที ถ้าตรวจแล้วถูกต้อง ไม่เช่นนั้น จะทำให้ลูกค้าขาดศรัทธาทันที

จะปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตให้กับเด็ก
และเยาวชนได้อย่างไร ?

 

จะปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตให้กับเด็กและเยาวชนได้อย่างไร ?

                                                                                                    ดร. ถวิล  อรัญเวศ


 

           อยากพูดถึงความซื่อสัตย์สุจริต และการปลูกฝังให้คนในชาติมีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะสิ่งนี้
สังคมมีความคาดหวังสูงมาก ไม่ว่าประเทศใด ๆ ก็ตาม

           ความซื่อสัตย์สุจริต  เป็นสิ่งที่คนในสังคม มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า โดยเฉพาะคนที่จะเป็น

เจ้าคนนายคน สังคมคาดหวังสูง่มาก  ต้องเป็นคนใจซื่อ มือสะอาด มีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้

จึงจะทำให้เกิดการยอมรับได้

           ในการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)

พ.ศ. 2545 มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย

จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

อย่างมีความสุข

           โลกยุคปัจจุบัน จะให้ความสำคัญคนดีมากกว่าคนเก่ง เพราะคนดีเท่านั้น ที่จะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย และทำให้คนรักและศรัทธา ดังนั้น จึงควรปลูกฝังให้คนเป็นคนดีคู่กับการเป็นคนเก่งด้วย

 

การปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต

          ในการปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตในโรงเรียน ต้องดำเนินการทั้งระบบ ตั้งแต่ปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา (ส่วนสถาบันอุดมศึกษา ต้องรับลูกต่อจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเช่นกัน)

          มีคำกล่าวที่ค่อนข้างจะได้ยินได้ฟังอยู่เสมอว่า  “จะกินต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการต้องเตรียมคน

จะพัฒนาคน ต้องเริ่มที่พัฒนาจิตใจ จะพัฒนาใครๆ ต้องเริ่มที่เราก่อน” ดังคำที่ว่า “แบบอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน

          การมีสื่อที่ดี มีแบบอย่างที่ดี เป็นเรื่องสำคัญ  สื่อง่ายๆ ที่ควรมี เช่น ป้ายทางเข้าโรงเรียน  โรงเรียน

อาจจะมีสื่อคำคม คำขวัญ คติพจน์ หรือปรัชญาโรงเรียนติดไว้ก้าวแรกก่อนข้าโรงเรียน ผู้คนไปมาจะได้เห็น

เช่น “จงทำดี มีศีลธรรม  ถือความสัตย์” หรือ  “ซื่อกินไม่หมด  คดกินไม่นาน” หรือ “ประเทศชาติ

จะก้าวไกล ถ้าคนไทยตั้งมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต” เป็นต้น

          มีคำโบราณที่เรามักจะๆได้ยินคำนี้อยู่เสมอ คือ “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน”

          มีนัยว่า ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน โบราณท่านใช้เปรียบเทียบสอนใจให้คนเราเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อ

หน้าที่การงานและการกระทำทั่งหมดไม่ให้มีนิสัยคดโกงเอาเปรียบผู้อื่น โดยสอนเปรียบเทียบไว้ว่า คนซื่อสัตย์เท่านั้น จึงจะสามารถทำงานหรือทำมาหากินได้เรื่อยๆ ได้ ไม่มีวันหมด หรือสิ้นสุด แต่ในขณะที่คนคดโกงชอบหากินในทางลัด ประกอบอาชีพไม่สุจริต ค้ายาบ้า ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย มีกลโกงต่อลูกค้า ค้าขายสิ่งที่ไร้คุณภาพ สินค้าปลอม  เช่น ทุกวันนี้ สิ่งที่เป็นของกิน ก็มีการปลอมแปลง สินค้าก็มีการปลอมแปลง เมื่อโดนจับได้ก็จะต้องได้รับผลกรรม ถูกจับเข้าคุก ถูกปิดกิจการ ทำให้หมดหน้าที่การงานในทันที

          สุภาษิตนี้ จะเน้นกับคนที่ประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ต้อง ซื่อสัตย์กับลูกค้าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพขายประกัน อาชีพบริการ อาชีพ จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย ถ้าลูกค้าประสบ อุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต จะต้องได้รับสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ตามกฎกติกาที่ได้แจ้งลูกค้าไว้ ต้องจ่ายทันที ถ้าตรวจแล้วถูกต้อง  ไม่เช่นนั้น จะทำให้ลูกค้าขาดศรัทธาทันที

         ความเชื่อมั่นได้ในการโฆษณา จะต้องไม่หมกเม็ดหรือซ่อนเร้นข้อความที่ ควรแจ้งลูกค้าโดยเปิดเผยไว้ ต้องแจ้งข้อเท็จจริง ให้ทราบก่อนเสมอ เพื่อประกอบการตัดสินใจของลูกค้า โดยไม่หวังผลปริมาณลูกค้าอย่างเดียว  แล้วบริษัทของท่านจะรุ่งเรืองตลอดไป

 

สรุป

      การปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต เน้นให้ตระหนักในคำที่ว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” ฝึกให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่า คนไม่ซื่อสัตย์จะเป็นภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อสังคม ประเทศชาติ ก่อให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบในองค์กรหรือหน่วยงาน ดังนั้น ต้องฝึกให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีเกี่ยวกับการประกอบอาชีพสุจริต  การยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ดังคำที่ว่า “จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์” ต้องอบรมบ่มเพาะตั้งแต่ระดับปฐมวัย ปลูกฝังจนเป็นสุขนิสัยหรือเป็นวิถีชีวิตนั้นเอง.....