ปัญหาการก่ออาชญากรรม การฆาตกรรม การข่มขืนกระทำชำเรา อุบัติเหตุการจราจร เป็นต้น ล้วนมี สาเหตุมาจากการเสพสิ่งเสพติด ให้โทษเป็นสำคัญ ฉะนั้น ควรมี ทักษะการป้องกันตนเองให้ ปลอดภัยจากการเสพสิ่งติดให้โทษ ทุกชนิดให้ได้

ทักษะชีวิตในการป้องกันตนเอง จากภัยปัญหายาเสพติดให้โทษ

 

ทักษะชีวิตในการป้องกันตนเองจากภัยปัญหายาเสพติดให้โทษ

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

 

ทักษะชีวิต

     คำที่ว่า “หลงทางเสียเวลาหลงติดยา เสียอนาคต” เป็นข้อคิดสำหรับทุกคนเพื่อไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ตลอดทั้งของมึนเมาทุกชนิด

     เนื่องจากยาเสพติด เป็นปัญหาที่

ไม่สามารถแก้ได้เพียงวันเดียวแล้วจบไปตลอดชาติ เพราะบางคนคิดว่า

ยาเสพติดคือ ยาแก้ปัญหาชีวิต

บางคนอาศัยยาเสพติดเป็นอาชีพ

ในการทำมาหากิน โดยไม่คิดว่า

จะส่งผลร้ายต่อชีวิต หรือเป็นพิษภัย

อันใหญ่หลวงของคนทั้งชาติ

     ปัญหาการก่ออาชญากรรม

การฆาตกรรม การข่มขืนกระทำชำเรา

อุบัติเหตุการจราจร เป็นต้น ล้วนมี

สาเหตุมาจากการเสพสิ่งเสพติด

ให้โทษเป็นสำคัญ ฉะนั้น ควรมี

ทักษะการป้องกันตนเองให้

ปลอดภัยจากการเสพสิ่งติดให้โทษ

ทุกชนิดให้ได้เพื่อจะได้แก้ปัญหา

ตามที่กล่าวมาแล้ว

     ทักษะชีวิต คือความสามารถของบุคคลที่จะปรับตัวให้มีพฤติกรรมในทิศทางที่ถูกต้องดีงามเมื่อเผชิญกับปัญหาและสิ่งท้าทายต่าง ๆ ในชีวิตซึ่งมายั่วยุล่อตาล่อใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ทักษะชีวิต  คือ  ความสามารถพื้นฐานที่ทุกคนต้องใช้ในการเลือกทางดำเนินชีวิตให้มีประสิทธิภาพ

 

ใครบ้างที่ควรมีทักษะชีวิต ?
    คำตอบ คือทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ

 

 

 

ทำไมต้องมีทักษะชีวิต ?

     คำตอบคือทุกคนต้องมีทักษะชีวิตเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

การสร้างหรือการถ่ายทอดทักษะชีวิตทำได้โดยวิธีใด?

ทำได้โดย

1. โดยการถ่ายทอดประสบการณ์

2. การฝึกอบรมให้เกิดความชำนาญจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตของตนเอง

ตัวอย่างทักษะชีวิต

1. การประเมินสถานการณ์และระบุปัญหาได้ถูกต้อง

2. การประเมินศักยภาพของตนเองในสถานการณ์เฉพาะหน้า

3. การคิดทางเลือกและจัดลำดับทางเลือกได้อย่างเหมาะสม

4. การตัดสินใจเลือกทางที่เหมาะสม

5. การสื่อสารแจ้งความคิดและการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

6. การปฏิเสธและการต่อรองเพื่อรักษาน้ำใจและประโยชน์ของตนเอง

7. การสื่อสารโน้มน้าวจูงใจไปสู่ทางที่ถูกต้องดีงาม

8. การควบคุมอารมณ์ที่ไม่ดีได้

9. การพัฒนาและปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้อย่างเฉียบคม

 

หลักการปฏิเสธ

1.    การปฏิเสธเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ทุกคนควรเคารพและยอมรับ  การปฏิเสธที่ใช้ได้ผล  มักเป็นการปฏิเสธในสถานการณ์ที่ถูกชวนไปทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์หรือเกิดผลกระทบในแง่ลบตามมา

   2. การปฏิเสธที่ดี  จะต้องปฏิเสธอย่างจริงจังทั้งท่าทาง  คำพูด  และน้ำเสียง  เพื่อแสดงความตั้งใจอย่างชัดเจนที่จะปฏิเสธ

ขั้นตอนการปฏิเสธ

1. ใช้ความรู้สึกเป็นข้ออ้างประกอบเหตุผล  เพราะใช้เหตุผลอย่างเดียวมักถูกโต้เถียงด้วยเหตุผลอื่น  การอ้างความรู้สึกจะทำให้โต้แย้งได้ยากขึ้น  เช่น  “ฉันกลัวคุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงถ้า
กลับบ้านช้า”

2. การขอปฏิเสธ  เป็นการบอกปฏิเสธให้ชัดเจนเป็นคำพูด  เช่น  “ขอไม่ไปนะเพื่อน”

3. การขอความเห็นชอบ  เพื่อรักษาน้ำใจของ

ผู้ชวน  และควรกล่าวขอบคุณเมื่อผู้ชวนยอมรับ  เช่น  “เธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม……”

 

การหาทางออกเมื่อถูกเซ้าซี้หรือสบประมาท

          บางครั้งผู้ชวนพูดเซ้าซี้ต่อเพื่อชวนให้สำเร็จ  ผู้ถูกชวนไม่ควรหวั่นไหวไปกับคำพูด  เพราะจะทำให้ขาดสมาธิในการหาทางออก  ควรยืนยันการปฏิเสธด้วยท่าทีที่มั่นคง  และหาทางออกโดยเลือกวิธีต่อไปนี้

1. ปฏิเสธซ้ำ โดยไม่ต้องใช้ข้ออ้าง  พร้อมทั้งบอกลาแล้วเดินจากไปทันที  เช่น 
“ไม่ไปดีกว่า  เราขอกลับก่อนนะ” (เดินออกไปทันที)

2. การต่อรอง  โดยการชวนไปทำกิจกรรมอื่นที่ดีกว่ามาทดแทน  เช่น 
“เอาอย่างนี้ดีไหม ?  เธอไปดูหนังสือที่บ้านเราก็แล้วกัน”

3. การผัดผ่อน  โดยการขอยืดระยะเวลาออกไปเพื่อให้ผู้ชวนเปลี่ยนความตั้งใจ  เช่น 
“ฉันต้องไปแล้ว  ไว้วันหลังก็แล้วกันนะ” (เดินออกจากเหตุการณ์ไป)

 

 

ทักษะการปฏิเสธ  8  วิธี  เมื่อถูกชักชวนให้

เสพยาเสพติด

1.  บอกไปตรง ๆ 
    เช่น “ไม่หรอก  ขอบใจนะ”  แม้วิธีปฏิเสธเช่นนี้อาจดูว่าเป็นเรื่องแสนธรรมดา  แต่ทว่าเป็นคำพูดที่หลายคนมักจะมองข้าม  คำว่า  “ไม่หรอก  ขอบใจนะ”  จะใช้ได้ผลทั้งเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกเพื่อนชวนอย่างเป็นมิตรหรือถูกกดดัน  อย่างไรก็ดี  ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า

คำปฏิเสธเช่นนี้อาจใช้ไม่ได้ผลเสมอไป  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีวิธีการปฏิเสธรูปแบบอื่นเตรียมรองรับไว้ด้วย

2.  ให้เหตุผลหรือข้ออ้าง 
     บ่อยครั้งที่เด็ก ๆ  มักจะลำบากใจที่จะบอกปฏิเสธเพื่อน  ดังนั้นเด็กต้องรู้เท่าทันที่จะหลีกเลี่ยงการถูกกดดันจากลุ่มหรือแก๊งที่ชักชวนให้

เสพยาเสพยาติดโดยการให้เหตุผลหรือข้ออ้าง  เพียงแต่ต้องระลึกเสมอว่าเหตุผลหรือข้ออ้างนี้จะต้องทำให้ผู้ชักชวนยอมแพ้ไปเองได้  เช่น  ไม่มีเงิน  สุขภาพไม่ดี  ไม่อยากทำให้แม่เสียใจ  เป็นต้น

3.  พูดปฏิเสธซ้ำซาก 
     การยืนกระต่ายขาเดียว  “ไม่”  อย่างซ้ำซากนับเป็นวิธีปฏิเสธที่ได้ผล  เมื่อต้องการบอกจุดยืนของตัวเอง  และอาจใช้เทคนิคปฏิเสธแบบอื่นร่วมด้วยก็ได้

4.  เดินหนี 
    วิธีการนี้นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลมากที่สุด  ทั้งนี้จะต้องตระหนักว่า  เรามีสิทธิเต็มที่ที่จะปฏิเสธสิ่งไม่ดีที่มีผู้หยิบยื่นให้

5.  เปลี่ยนเรื่องสนทนาในบางสถานการณ์ 
     เราอาจไม่สามารถเดินหนีหรือหลีกเลี่ยงสภาวะถูกกดดันได้  ดังนั้นให้ลองเปลี่ยนหัวข้อ

การสนทนาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ชักชวน เมื่อคุยจนเบื่อแล้วให้หาโอกาสเดินหันออกมาทันที

 6.  หลีกเลี่ยงสถานการณ์

    สามัญสำนึกของมนุษย์จะบอกว่าสถานที่ใด  เวลาใด สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์รุนแรง  หรือต้องตกอยู่ในสภาวะกดดัน  ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์เหล่านี้ให้มากนี้ให้มากที่สุด  เพื่อความไม่ประมาทควรแจ้งให้พ่อแม่ทราบว่า  เราทำกิจกรรมใดบ้าง  และไปกับใคร

7.  ทำเป็นไม่สนใจ 
    หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ชักชวนให้เสพ

ยาเสพติด  พยายามอย่าคุยด้วย  ให้หันไปคุยกับคนอื่นที่เหลือ  เป็นการซื้อเวลาก่อนที่จะนำทักษะปฏิเสธอื่น ๆ มาใช้

8.  เลือกคบเพื่อนดี 
    วิธีการนี้นับได้ว่าเป็นทักษะการปฏิเสธ  (การเสพยาเสพติด)  ที่สำคัญที่สุด  การคบเพื่อนที่ดีจะทำให้เราไม่ต้องตกอยู่ในวังวนของการสุ่มเสี่ยง  ถูกชักนำให้ริลองเสพยาเสพติด  ตรงกันข้าม  หากเราคบเพื่อนที่มีปัญหาติดยาเสพติด ปัญหาก็อาจจะมาถึงตัวเราได้ ไม่ช้าก็เร็ว

 การป้องกันปัญหายาเสพติด

      ต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ คือการป้องกันปัญหาสิ่งเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนี้

  การป้องกันตนเอง

     1. ไม่ทดลองเสพสิ่งที่รู้ว่ามีภัย เพราะอาจจะทำให้ติดได้ง่าย

     2. เลือกคบเพื่อนที่ดี พยายามหลีกเลี่ยงเพื่อนที่ชอบชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย เช่น ชักนำให้

ลองเสพยาเสพติด

     3. รู้จักใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหา แต่หากว่าไม่สามารถแก้ไขเองได้ ก็ควรจะปรึกษากับพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้

     4. การสร้างทักษะชีวิต โดยเฉพาะทักษะ

การปฏิเสธเมื่อถูกเพื่อนชักชวนให้เสพสิ่งเสพติดต้องรู้จักปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โดยการชี้แจงผลเสียของสิ่งเสพติดต่อการเรียนและอนาคต การรู้จักปฏิเสธอย่างจริงจังและจิตใจแน่วแน่จะทำให้เพื่อนเกรงใจไม่กล้าชวนอีก

        ป้องกันตนเอง ทำได้โดย..

          • ศึกษาหาความรู้ เพื่อให้รู้เท่าทันโทษพิษภัยของยาเสพติด

          • ไม่ทดลองใช้ยาเสพติดทุกชนิดและปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน

          • ระมัดระวังเรื่องการใช้ยา เพราะยาบางชนิดอาจทำให้เสพติดได้

          • ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

          • เลือกคบเพื่อนดี ที่ชักชวนกันไปในทางสร้างสรรค์

          • เมื่อมีปัญหาชีวิต ควรหาหนทางแก้ไขที่ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด หากแก้ไขไม่ได้ควรปรึกษาพ่อแม่หรือ ผู้ใหญ่

             

   

การป้องกันในครอบครัว

     ผู้ที่ติดสิ่งเสพติดส่วนใหญ่จะเกิดจากครอบครัวที่แตกแยกมีปัญหา ขาดความรักความอบอุ่น เกิดความว้าเหว่ ขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เด็ก ๆ หันไปพึ่งยาเสพติดแทน ดังนั้นพ่อแม่จึงควรให้ความรักความอบอุ่น และพ่อแม่ก็ควรจะประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นที่ปรึกษาให้แก่ลูกๆได้ด้วยจะทำให้ลูกไม่หันไปพึ่งพา

ยาเสพติด

           ป้องกันโดยครอบครัว ทำได้โดย

           • สร้างความรัก ความอบอุ่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว

           • รู้และปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง

           • ดูแลสมาชิกในครอบครัว ไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด

           • ให้กำลังใจและหาทางแก้ไข หากพบว่าสมาชิกในครอบครัวติดยาเสพติด

 

  การป้องกันในโรงเรียน

     ครูควรอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโทษและอันตรายของสิ่งเสพติดให้กับนักเรียนอยู่อย่างสม่ำเสมอ จัดให้มีกิจกรรมนันทนาการในโรงเรียนให้เพียงพอและสนับสนุนให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ และสอนให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ไม่นำเวลาว่างไปใข้

ในทางเสียหาย

 

การป้องกันชุมชน

       การป้องกันชุมชนจากปัญหาสิ่งเสพติดทำได้หลายวิธี เช่น

    1. การให้ความรู้ โดยการอบรมแก่ทุกคนในชุมชนให้เห็นโทษหรืออันตรายจากสิ่งเสพติด

    2. เสริมกิจกรรมยามว่าง โดยการส่งเสริมอาชีพแก่ชุมชนยามว่าง เช่น การเย็บเสื้อผ้า การทำรองเท้า การทอ จักรสาน เป็นต้น

    3. ตั้งศูนย์รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับสิ่งเสพติด เมื่อพบว่ามีการซื้อขายหรือเสพสิ่งเสพติดภายในชุมชน

    4. เข้าร่วมโครงการชุมชนปลอดสิ่งเสพติดต่าง ๆ ทั้งที่ทางราชการจัดขึ้น และชุมชน

คิดริเริ่มขึ้นมาเอง

         ป้องกันชุมชน ทำได้โดย

           • ช่วยชุมชนในการต่อต้านยาเสพติด

           • เมื่อทราบแหล่งเสพ แหล่งค้า หรือผลิตยาเสพติด ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที ที่...

                *สำนักงาน ป.ป.ส. โทร. 02-2459414 หรือ 02-2470901-19 ต่อ 258  โทรสาร 02-2468526

                *ศูนย์รับแจ้งข่าวยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร. 1688

 

   รัฐบาล ควรดำเนินการอย่างไร ?

          รัฐบาล ควรดำเนินการให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกันเป็นหู

เป็นตา ดังนี้

    1.   การให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการศึกษาที่ปลูกฝังให้คน

ในชาติมีระเบียบวินัย มีความรู้คู่คุณธรรม

    2. แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างจริงจัง และจัดสรรงบประมาณในการป้องกันและปราบปรามสิ่งเสพติดให้ได้ผล โดยสร้างภาคีเครือข่ายทั้งบ้าน/ชุมชน วัด และโรงเรียน

    3. จัดบุคลากรและหน่วยงานในการป้องกันและปราบปรามสิ่งเสพติดให้เพียงพอ และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งครูพระ ครูแดร์

    4. การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนที่ดูแลด้านสิ่งเสพติดก็ปล่อยปละละเลย หรือทำการค้าสิ่งเสพติดเสียเอง ทำให้การปราบปรามไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเข้มงวดกับผู้กระทำผิดและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมาย


 

--------------------------------------------------

 

ข้อคิด คติพจน์ คำคมป้องกันยาเสพติด

     เสียเหงื่อให้กีฬา ดีกว่าเสียน้ำตาให้

ยาเสพติด

     รักเมืองไทยสุดชีวิต  เกลียดยาเสพติดสุดหัวใจ

     ยาเสพติดจะหมดไป หากคนไทย ช่วยกันต่อต้านการเสพ

     รักสิบล้อ ต้อง

รอสิบโมง แต่รัก

ยาเสพติด ให้คิดจองโลงได้เลย

 

รักลูกหลาน   ร่วมต่อต้าน ยาเสพติด

หยุดผลิต    หยุดใช้ยา หยุดการขายยาเสพติด

 

ยาเสพติดเป็นยาพิษ    ปลิดชีวา   พาวอดวาย

ประดุจตายในยามเป็น    อย่าเห็นดีเห็นงามไป

ริลองเสพยาเสพติด