มูลนิธิสยามกัมมาจล ร่วมมือกับ กสศ. จัดวง online PLC สานเสวนาเพื่อพัฒนาครู ตั้งวง ลปรร. ของครูที่นำเอาต้นฉบับหนังสือ สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุกไปตีความและทดลองประยุกต์ใช้ในห้องเรียน วงแรกจัดเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๔ ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ แต่ละครั้งมีครูมานำเสนอผลการทดลองเอาหลักการสอนเสวนา (dialogic teaching) ๕ คน เข้าไปชมการนำเสนอใน YouTube ได้ที่ (๑)
เป็นวงเรียนรู้เทคนิคการพูดของครู เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของศิษย์ ที่มีสารพัดทฤษฎีและสารพัดเทคนิค ที่ใช้ง่าย แต่ทรงพลังมาก อ่านหลักการได้ที่ต้นฉบับหนังสือ สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก และชมเทคนิคที่ครูเอาไปใช้ได้ที่ (๑)
ในวงสานเสวนาฯ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ครูใหม่ (วิมลศรี ศุษิลวรณ์) บอกที่ประชุมว่า เป็นครั้งแรกที่มีวงสานเสวนา (dialogue) เพื่อการเรียนรู้ของครูจากหลายโรงเรียนแบบนี้ ในลักษณะเสวนากันเรื่องวิธีพูดของครู เพื่อหนุนการเรียนรู้ของศิษย์ การพูดและท่าทีของครูมีค่าต่อการเรียนรู้ของศิษย์มาก เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ส่วนหนึ่งอยู่ในต้นฉบับหนังสือ สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก ส่วนศิลปะอยู่ในวิธีเอาไปดำเนินการโดยครู แล้วเอามา reflect ร่วมกันในวงนี้ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายอาชีพมาร่วมสะท้อนคิดจากต่างมุมมอง ทำให้เกิดการเรียนรู้สูงมาก
วงแบบนี้ น่าจะเป็นวง PLC ของแต่ละโรงเรียน ดำเนินการกันภายในโรงเรียน จะทำให้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ได้สูงมาก จะขาดก็ที่การมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาร่วมสะท้อนคิดจากมุมมองที่ต่างออกไปจากมุมมองของครู
ในวงเรียนรู้วันที่ ๓๐ กันยายน คณะผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นร่วมกันว่า ครูไทยยังไม่มีทักษะการพูดคุยแบบสานเสวนา หรือสุนทรียสนทนา (dialogue) ยังใช้การสนทนากับนักเรียนแบบถามตอบ คำถามของครูยังไม่จุดชนวนความคิดให้นักเรียนคิดได้หลายๆ แบบ คือยังถนัดคุยกับนักเรียนด้วยคำถามปลายปิดเป็นหลัก และครูยังเคยชินกับการสรุปความหมายอย่างรวดเร็ว คือครูไม่คุ้นเคยกับการสนทนาในสภาพที่ไม่ชัดเจน กำกวม หรือซับซ้อน
เมื่อครูไม่คุ้น การพูดคุยในชั้นเรียนก็เน้นเรื่องราวที่ชัดเจน ไม่กำกวม ไม่ซับซ้อน นักเรียนก็จะคุ้นเคยแต่สภาพเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ในโลกของความเป็นจริง เรื่องต่างๆ มีความซับซ้อน ความกำกวม ความไม่แน่นอน เยาวชนที่ผ่านระบบการศึกษาของเรา จึงมีแนวโน้มจะไม่มีสมรรถนะการดำรงชีวิตในสังคมที่ซับซ้อน และเต็มไปด้วยมายา นี่คือสภาพของการศึกษาไทยที่ท้าทายต่อการพัฒนาในอนาคต
สำหรับผม การที่วง สานเสวนาเพื่อพัฒนาครู ได้ช่วยเผยสภาพนี้ออกมา เป็นโจทย์ใหญ่ของวงการศึกษาไทย ที่มีค่ายิ่ง และการที่ทีมงานจัดวง สานเสวนาเพื่อพัฒนาครู มีมติให้จัด training workshop ให้แก่ครูแกนนำ ๑๐ คน น่าจะเป็นกิจกรรมที่มีค่ามาก ต่อการคิดอ่านดำเนินการส่งเสริมกระบวนทัศน์ว่าด้วยสภาพห้องเรียน หรือสภาพพื้นที่เรียนรู้ ที่ผมมองว่า ต้องเปลี่ยนจากพื้นที่เรียนรู้สมการชั้นเดียว เรียนรู้ความรู้ที่มีความชัดเจนตรงไปตรงมา สู่พื้นที่เรียนรู้แบบใหม่ ที่เป็นพื้นที่เรียนรู้สมการหลายชั้น เรียนรู้สภาพที่ไม่ชัดเจน ไม่ตรงไปตรงมา
ในฐานะผู้รู้น้อยทางการศึกษา ผมมีคำถามว่า สภาพพื้นที่เรียนรู้ที่มีความกำกวมและซับซ้อนนี้ ควรเริ่มในระดับชั้นไหน และควรจัดกระบวนการอย่างไร
คำถามต่อไปคือ ควรจัดพื้นที่เรียนรู้ที่มีความกำกวมและซับซ้อน เข้าไปแทนที่พื้นที่เรียนรู้แบบที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่ดำเนินการอยู่หรือไม่
วิจารณ์ พานิช
๓ ต.ค. ๖๔