ในการบริหารการเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงใปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วแย่กว่าเดิม ถ้าเปลี่ยนแล้วแย่กว่าเดิมก็คงแต่ได้พิจารณาเป็นอาการแบบธรรมดา ยังไม่ใช่การบริหารการเปลี่ยนแปลงตามไตรลักษณ์หรือตามสามัญลักษณะ ต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นสำคัญ....

การบริหารการเปลี่ยนแปลงไตรลักษณ์ ดร.ถวิล อรัญเวศ

 การบริหารการเปลี่ยนแปลงไตรลักษณ์

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

        สรรพสิ่งในโลกนี้ ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” หรือ ลักษณะอันเป็นสามัญ  ๓ ประการ (ไตรลักษณ์) ได้แก่ อนิจจัง  ทุกขัง และ  อนัตตา จะต้องเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป ฉะนั้น จึงต้องมีการบริหารการเปลี่ยนแปลงให้ได้

 

ข้อพิจารณาในการบริหารการเปลี่ยนแปลง

อนิจจัง                                        

         ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน  ไม่หยุดนิ่ง ไม่มีเสถียรภาพ ต้อง “เปลี่ยนแปลง” (Change) เปลี่ยนแบบอนิจจังเป็นการเปลี่ยนที่ย้อนกลับได้ (Reversible) มีขึ้นมีลง มีได้มีเสีย มีกำไร มีขาดทุน มีแพ้ มีชนะ เช่นเดียวกับ “โลกธรรม” แปดประการที่ผู้คนทั้งหลายต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อันได้แก่ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุขแล้วก็มีทุกข์

 

ทุกขัง

           สภาพที่ทนอยู่ได้ยากลำบาก  ความเป็นทุกข์ เพราะภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะทำให้คงอยู่ในสภาพเดิมนั้นไม่ได้ คือภาวะที่ไม่สมบูรณ์ มีความบกพร่องอยู่ในตัว

 

อนัตตา

          คือไม่ใช่ของใคร บังคับให้เป็นไปตามปรารถนาไม่ได้ เพราะ

ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของตน อัตตา คือ ตัวตน  อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน

ไม่ใช่ของตน

 

วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ หรือการบริหารการเปลี่ยนแปลง

        คือวิธีคิดแบบรู้เท่า รู่ทันธรรมดา โดยให้คิดหรือมองอย่างรู้เท่าทัน

ความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งจะต้องเป็นอย่างนั้น ๆ ตามตามธรรมดาของมันเอง ในฐานะที่มันเป็นสิ่งซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ ปรุงแต่งขึ้น จะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ธรรมดาที่ว่านั้น ได้แก่อาการที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องดับไป ไม่เที่ยงแท้ ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน ไม่คงอยู่ตลอดไป เป็นอนิจจัง ปัจจัยทั้งหลายทั้งฝ่ายในและภายนอกทุกอย่างต่างก็เกิดดับเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเสมอเหมือนกัน เมื่อเข้ามาสัมพันธ์กันจึงเกิดความขัดแย้ง ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีสภาวะลกบีบคั้นกดดัน ไม่อาจคงอยู่ในสภาพเดิมได้ จะต้องมีความแปรปรวนเปลี่ยนสลายไป เป็นทุกข์ ในเมื่อต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยมันก็ไม่อาจเป็นของของใคร เช่นเดียวกับที่ไม่อาจเป็นตัวตนของมันเอง และไม่อาจมีอยู่โดยตัวของมันเองมันไม่อาจเป็นไปตามความปรารถนาของใคร ไม่มีใครสามารถบังคับมันได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของครอบครองมันได้จริง เพราะมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เป็นไปตามใจอยากของใคร เป็นอนัตตา รวมแล้วก็คือให้คิดรู้เท่าทันว่าสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ มีลักษณะความเป็นไปโดยทั่วไปเสมอเหมือนกันตามธรรมดาของมันในฐานะที่เป็นของปรุงแต่งเกิดจากเหตุปัจจัยและขึ้นต่อเหตุปัจจัยทั้งหลายเช่นเดียวกัน

          วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์นั้น มีดังนี้

1.   รู้เท่าทันและยอมรับความจริง

คือไว้วางใจ วางท่าทีต่อสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับความเป็นจริง

ของธรรมชาติ เป็นท่าทีแห่งปัญญา ท่าทีแห่งความเป็นอิสระ ไม่ถูกมัดตัว แม้เมื่อประสบสถานการณ์ที่ไม่ปรารถนาหรือมีเรื่องราวไม่น่าพึงใจเกิดขึ้นแล้ว คิดขึ้นได้ ว่าสิ่งนั้น ๆ เหตุการณ์นั้น ๆ เป็นไปตามคติธรรมดา เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน คิดได้อย่างนี้ก็เป็นท่าทีแห่งการปลงตก ถอนตัวขึ้นได้หายจากความทุกข์ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ทุกข์นั้นบรรเทา หรือเมื่อประสบสถานการณ์ มีเรื่องราวเช่นนั้นเกิดขึ้น เพียงตั้งจิตสำนึกขึ้นได้ในเวลานั้นว่า เราจะมองตามความเป็นจริง ไม่มองตามความอยากให้เป็นหรืออยากไม่ให้เป็น ทางที่จะเป็นทุกข์ก็ผ่อนคลายลงได้เพราะเปลื้องตัวเป็นอิสระได้ ไม่เอาตัวเข้าไปให้ถูกกดถูกบีบ หรือพันธนาการ

 

        2. แก้ไขและทำการไปตามเหตุปัจจัย

             เป็นการปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติ เป็นการปฏิบัติด้วยปัญญา ด้วยความรู้เท่าทัน เป็นอิสระ ไม่ถูกมัดตัว กล่าวคือเมื่อรู้อยู่แล้วว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยขึ้นต่อเหตุปัจจัย เราต้องการให้มันเป็นอย่างไร ก็ศึกษาให้รู้เข้าใจเหตุปัจจัยทั้งหลายที่จะทำให้มันเป็นไปอย่างนั้นแล้วแก้ไข ทำการจัดการที่ตัวเหตุปัจจัยเหล่านั้น เมื่อทำเหตุปัจจัยบริบูรณ์ที่จะให้มันเป็นอย่างนั้นแล้ว ถึงเราจะอยากหรือไม่อยากมันก็จะต้องกล่าวสั้นคือ แก้ไขด้วยความรู้และแก้ที่ตัวเหตุปัจจัย ไม่ใช่แก้ด้วยความอยาก เพียงแต่กำหนดรู้ความอยากของตน และกำหนดรู้เหตุปัจจัย แล้วแก้ไข กระทำการที่เหตุปัจจัย เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้ ถอนตัวเป็นอิสระได้ ไม่ถูกความอยากพาตัวเข้าไปให้ถูกกดถูกบีบ เป็นการปฏิบัติอย่างไม่ถูกมัดตัวเป็นอันว่าทั้งทำการและทั้งปล่อยให้สิ่งทั้งหลายมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นวิธีปฏิบัติที่ทั้งได้ผลดีที่สุด

        3. คิดแบบหลายขั้นตอน

            3.1 คิดแบบแยกแยะหรือวิเคราะห์องค์ประกอบ

                กำหนดแยกปรากฏการณ์ต่าง ๆ เป็นนามธรรมกับรูปธรรม ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม จำพวกรูปมีอะไรบ้าง จำพวกนามมีอะไรบ้าง มีลักษณะ มีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ๆ เรียกว่าขั้น นามรูปปริเคราะห์ บ้าง นามรูปววัตถาน บ้าง นามรูปริจเฉท หรือ สังขารปริจเฉท บ้าง และจัดเป็น ทิฏฐิวิสุทธิ (วิสุทธิที่ 3 ) อย่างไรก็ตาม ความประสงค์ของท่านมุ่งเน้นให้กำหนดจับสภาวะหรือองค์ประกอบตามที่พบเห็น ตามที่เป็นอยู่ ว่าอย่างไหนเป็นนาม อย่างไหนเป็นรูป มากกว่าจะมุ่งเน้นในแง่ของการพยายามแจกแจง

            3.2 คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย

               พิจารณาค้นหาเหตุปัจจัยของนามและรูปนั้นในแง่ต่าง ๆ เช่น พิจารณาตามแนวปฏิจจสมุปบาท พิจารณาตามแนวอวิชชาตัณหาอุปาทานกรรมและอาหาร พิจารณาตามแนวกระบวนการรับรู้ (เช่นจักขุวิญญาณอาศัยจักขุกับรูปารมณ์เป็นต้น) พิจารณาตามแนวกรรมวัฏฏ์วิปากวัฏฏ์

เป็นต้น แต่รวมความแล้วก็อยู่ในขอบเขตของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง เป็นแต่แยกบางแง่ออกไปเน้นพิเศษ ขั้นนี้เรียกว่า นามรูปปัจจัยปริคคหะ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ปัจจัยปริคคหะ (ปัจจัยปริเคราะห์) เมื่อทำสำเร็จเกิดความรู้เข้าใจก็เป็น ธรรมฐิติญาณ หรือ ยถาภูตญาณ หรือ สัมมาทัสสนะ จัดเป็น กังขาวิตรณวิสุทธ์ (วิสุทธิที่ 4)

              3.3 คิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา

                  หรือวิธีคิดโดยสามัญลักษณ์  นำเอานามรูปหรือสังขารนั้นมาพิจารณาตามหลักแห่งคติธรรมดาของไตรลักษณ์ ให้เห็นภาวะที่เป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ เป็นอนิจจัง ถูกปัจจัยขัดแย้งบีบคั้น เป็นทุกข์ ไม่มีไม่เป็นโดยตัวของมันเอง ใคร ๆ เข้ายืดเป็นเจ้าของครอบครองบังคับด้วยความอยากไม่ได้ เป็นอนัตตา ขั้นนี้เรียกว่า สัมมสนญาณ เป็นตอนเบื้องต้น ของ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (วิสุทธิข้อที่ 5)

 

 

              3.4 คิดตามแนวอริยสัจ 4

                  ทราบและเข้าใจปัญหา วิเคราะห์แยกแยะให้เห็นสาเหตุแห่งปัญหา คิดหาแนวทางแก้ปัญหา และคิดกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนไว้มองทะลุตลอดลอดแนว

              3.5 คิดตามแนวทางขั้นตอนวิทยาศาสตร์

                  เข้าใจปัญหา ตั้งสมมุติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล ทำงานเป็นขั้นเป็นตอน และทำให้ดีขึ้น

 

สรุป

      เมื่อเราทราบและเข้าใจแล้วว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ ตั้งอยู่ในลักษณะของสามัญลักษณ์  หรือ ไตรลักษณ์ คือ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นทุกข์ หรือสภาพที่ต้องอดทน เพราะดำรงอยู่ได้ยาก และเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจในการบังคับให้เป็นไปดังปรารถนาได้ เราต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงตามอาการของสามัญลักษณะหรือไตรลักษณ์นั้นให้ได้ และในการบริหารการเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงใปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วแย่กว่าเดิม  ถ้าเปลี่ยนแล้วแย่กว่าเดิมก็คงแต่ได้พิจารณาเป็นอาการแบบธรรมดา ยังไม่ใช่การบริหารการเปลี่ยนแปลงตามไตรลักษณ์หรือตามสามัญลักษณะ ต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นสำคัญ....

แหล่งข้อมูล

http://oknation.nationtv.tv/blog/payont/2013/02/03/entry-1

https://bit.ly/3F2JCqs

https://kroobannok.com/blog/21396

https://thaiwinner.com/change-management/