เช้าวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๔ ผมเข้าประชุมคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ของ สช. มี นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ (อดีต รมช. สาธารณสุข) เป็นประธาน มีการนำเสนอกิจกรรมของกระทรวงสาธารณสุข ๒ เรื่อง ที่ฟังแล้วชื่นใจ ว่าระบบสุขภาพของเรามีพัฒนาการต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง และเห็นได้ชัดว่า สถานการณ์ระบาดใหญ่ของโควิด ๑๙ ช่วยเป็นตัวกระตุ้นด้วย
เรื่องแรก “ภาพรวมและความก้าวหน้าการดำเนินงานการปฏิรูปด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข” เสนอโดย ผศ. (พิเศษ) นพ. สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข เสนอการปฏิรูประบบ ๓ ด้านคือ (๑) แผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ปี ๒๕๖๔ – ๒๕๖๕ ที่มี 5 big rocks คือ ๑) การจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ๒) การจัดการโรคไม่ติดต่อ ๓) บริการสุขภาพผู้สูงอายุ ๔) ปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพและกองทุน ๕) พัฒนาระบบเขตสุขภาพ
ด้านที่ (๒) การปฏิรูประบบเขตสุขภาพ จะเป็นการกระจายอำนาจครั้งใหญ่ และด้านที่ (๓) การปฏิรูประบบกำลังคน และระบบบริการในภาพรวม ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ การพัฒนาเครือข่ายความเป็นเลิศด้านสุขภาพ เพื่อเป้าหมาย ๔ ประการคือ ๑) ความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ๒) สร้างความเข้มแข็งแก่ระบบสุขภาพ ๓) ลดความเหลื่อมล้ำ ๔) พัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ
เรื่องที่สอง “ภาพรวมและความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุ” เสนอโดย นพ. สกานต์ บุนนาค กรมการแพทย์ ที่สาระสำคัญที่สุด และผมชอบมากคือ เป็นระบบที่จัดการตลอดทั้งช่วงอายุ ที่ อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้คำคมไว้ว่า “ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” การดูแลทารกในครรภ์มารดาอย่างถูกต้อง มีส่วนช่วยให้มีลุขภาพดีตอนสูงอายุนะครับ วันหลังจะอธิบายเอามาแลกเปลี่ยน
ที่ผมชอบอีกยุทธศาสตร์หนึ่งคือ สนใจจัดการ การเริ่มเสื่อมสภาพ (function decline) มากกว่าการเป็นโรค (morbidity) จึงเน้นการให้บริการทดสอบการเสื่อมสภาพ เพื่อหาทางชะลอการเสื่อมสภาพ มากกว่าการรักษาตอนเป็นโรคแล้ว
อีกมาตรการหนึ่งคือ การพัฒนาระบบอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น ตำบลละ ๒ คน สังกัดกระทรวงมหาดไทย ทำงานเต็มเวลา และได้รับเงินเดือน ทำงานร่วมกับระบบสุขภาพ
ที่จริงมี เรื่องที่สาม “ภาพรวมความก้าวหน้าระบบการพัฒนาการรองรับโรคอุบัติใหม่” แต่มีการนำเสนอเพียงสั้นๆ คือ เรื่องกำลังคนเป็นคอขวดของการรับมือการระบาดของโควิดในช่วงที่ผ่านมา และบทบาทของคนนอกระบบสุขภาพช่วยได้มาก
ท่านประธานทำงานเตรียมการณ์กำหนดลำดับความสำคัญของประเด็นการทำงานไว้อย่างดีเยี่ยม คือในปีแรก จะมีคณะทำงาน ๓ คณะ ทำงานเก็บและสังเคราะห์ข้อมูล นำมาเสนอคณะกรรมการ โดยคณะกรรมการจะประชุมปีละ ๓ - ๔ ครั้ง คณะทำงาน ๓ ชุดได้แก่ (๑) ระบบสุขภาพปฐมภูมิ (๒) ระบบดูแลผู้สูงอายุ (๓) ระบบรับมือการระบาดใหญ่
ข้อมูลนำเข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการ มาจาก ๔ แหล่งคือ (๑) การทำงานของคณะทำงาน (๒) ประเด็นที่กระทรวงสาธารณสุขขอปรึกษา (๓) วิธีปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ (๔) วิธีปฏิบัติที่ดีจากระดับพื้นที่ของไทย
ข้อน่าชื่นชมอย่างหนึ่งคือ ในคณะกรรมการมีคนจากภาคเอกชน คือคุณสุรพันธ์ ปุสเสด็จ ท่านให้ข้อมูลและความเห็นที่มีค่ามาก ทำให้ผมเกิดความคิดว่า ระบบกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศต้องมีลักษณะเป็น public – private – people (civil society) participation (mix) โดยต้องไม่เผลอให้ธุรกิจเอกชนครอบครองระบบสุขภาพแบบสหรัฐอเมริกา
ท่านประธานย้ำแล้วย้ำอีกว่า คณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจ ซึ่งผมตีความว่า ไม่มีอำนาจสั่งการหรืออำนาจที่เป็นทางการ แต่ผมคิดว่ามีอำนาจทางปัญญา และอำนาจเชิงสังคม สูงมาก เพราะเป็นพื้นที่รับฟังและออกความเห็นที่เปี่ยมไปด้วยข้อมูลและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ผมอยากเห็นระบบอื่นๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะระบบการศึกษา มีกลไกเข่นนี้บ้าง
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ย. ๖๔ วันมหิดล
This is really a seminal conference in public health planning! Salute!
I like the inclusion of ๓) บริการสุขภาพผู้สูงอายุ ๔) ปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพและกองทุน which I assume have ‘public services’ in scope.
I do not see any mention of ‘health literacy’ (in school and in public) nor (personal and family) ‘financial planning’. I think these are considerable factors in public health. The public should have more opportunities to participate in managing their own health – including planning at various levels.