รีวิว+สปอยล์ เจาะคดีปริศนา การตายหมู่ที่บูรารี: House of Secrets: The Burari Deaths (TV series netflix)
ข่าวการเสียชีวิตของสมาชิกครอบครัว 11 คน สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วพื้นที่ และปลุกกระแสความสนใจของคนทั้งประเทศด้วยการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการฆ่าตัวตาย การฆาตกรรม หรือจากสาเหตุอื่นกันแน่ สารคดีชุดนี้จะพาผู้ชมไปสำรวจความจริงและทฤษฎีชวนตกตะลึงเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านบูรารี เมืองเดลี ประเทศอินเดีย
ดูคลิปได้ที่นี่
#สรุปเนื้อเรื่อง
สารคดีเริ่มต้นในวันที่ 1 กรกฎาคมปี 2018 เริ่มจากที่คนส่งนม ได้นำนมไปส่งในร้านค้าแห่งหนึ่ง ที่บูรารี กรุงเดลีเมื่อเวลาสายผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นก็สังเกตว่าร้านค้านี้ไม่ได้เปิดตามเวลาปกติ จึงมีคนเริ่มโทรเข้าไปที่ร้าน ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง แต่ไม่มีใครรับ
ชายคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนข้างบ้านเกิดความสงสัยจึงเปิดประตูบ้านเข้าไป ประตูนั้นไม่ได้ล็อค เขาเดินขึ้นไปชั้นบนของอาคาร เดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่งก็ตกใจ เห็นสมาชิกในบ้าน 10 คน ล้วนแต่ผูกคอตายกับตะแกรงเพดานเดียวกัน โดยมีลักษณะมีผ้าผูกปิดตา ปิดปาก มือถูกมัดไว้ กับเชือกและสายโทรศัพท์ บางคนใช้เทปกาวปิดตา และมีสำลียัดอยู่ในหู มีบางคนสิ้นใจตายพร้อมกับมือที่พยายามแก้เชือกออก หลายศพขายังแตะพื้นอยู่เลย และมีอีก 1 ศพคือหญิงชราผู้เป็นย่าของบ้านนอนเสียชีวิตในห้องนอนของเธอเองในลักษณ์นอนผูกคอ ผู้พบศพจึงให้คนโทรไปแจ้งตำรวจเข้ามาตรวจสอบภายในอาคารหลังนี้ทันที

นี่คือการฆ่าตัวตายหมู่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกรุงเดลีตำรวจต่างพากันมืดแปดด้าน เพราะไม่มีเบาะแสผู้บุกรุก ไม่มีเบาะแสการต่อสู้อะไรเลย ไม่มีร่องรอยความเสียหาย ไม่มีร่องรอยการชิงทรัพย์ เครื่องประดับและทรัพย์สินทุกอย่างอยู่ที่ตัวของศพและอยู่ในบ้านเช่นเดิม ราวกับว่าทุกคนในบ้านนั้นจงใจผูกคอตาย
ตำรวจจึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าทั้ง 11 ศพในอาคารหลังนี้ฆ่าตัวตาย
อย่างไรก็ตามตำรวจก็ไม่ตัดทฤษฎีการฆาตกรรมออกไป พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการควบคุมตัว ทำร้าย ทำให้เสียชีวิตและแขวนคอศพเพื่ออำพรางคดี อาจจะต้องใช้ผู้ร่วมก่อเหตุมากกว่า 20 คนขึ้นไป
จากการวิเคราะห์เบื้องต้นด้วยสายตาพบว่า หากทุกศพตั้งใจผูกคอตายจริง เหตุใดจึงไม่มีรอยเชือกคาดระหว่างคอ รอยที่เห็นเป็นเพียงรอยบาง ๆ เท่านั้น ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่เหยื่อเสียชีวิตแล้ว แล้วค่อยอำพรางศพโดยการทำให้เห็นว่าผูกคอตาย
และแม้ตำรวจจะไปไล่ดูกล้องวงจรปิดในละแวกนั้นแล้ว ในค่ำคืนวันเกิดเหตุ ก็ไม่เห็นท่าทีว่ามีคนบุกรุก ทุกคนที่เดินเข้าออกภายในบ้านหรืออาคารหลังนี้ล้วนแต่เป็นสมาชิกของทุกคนในครอบครัวเท่านั้น
พยานหนึ่งเดียวที่เป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวนี้และยังมีชีวิตอยู่ก็คือหมาที่เขาเลี้ยงไว้ ถูกผูกโซ่คล้องคอเอาไว้บนดาดฟ้าของอาคาร ตำรวจจึงนำหมาตัวนี้ไปเก็บเอาไว้เพื่อสืบหาเบาะแสพยานแวดล้อม
และหลักฐานอีกอย่าง ที่จะสามารถบ่งบอกเรื่องราวของชีวิตของครอบครัวนี้ได้ก็คือบันทึกจำนวน 11 เล่ม ที่พบภายในบ้าน ซึ่งครอบครัวนี้ได้บันทึกเรื่องราวรวมกันเอาไว้ถึง 11 ปี ตำรวจจึงรวบรวมบันทึกทั้งหมด เพื่อนำไปวิเคราะห์และหาหลักฐานบ่งชี้ต่อไป
ทั้ง 11 คนที่เสียชีวิตล้วนแต่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันอยู่รวมกันเป็นครอบครัวแบบขยาย มีตั้งแต่รุ่นย่าไล่มาจนถึงรุ่นหลาน หลังจากสอบถามญาติพี่น้องและผู้คนที่อยู่ในละแวกนั้นล้วนแต่พูดเป็นเสียงเดียวว่า ไม่ได้มีลางบอกเหตุหรืออะไรเป็นตัวชี้มาก่อน วิถีชีวิตของทุกคนในครอบครัวก็ล้วนแต่ใช้อย่างปกติ และเป็นมิตรกับทุกคนในละแวกนั้น แม้แต่นักจิตวิทยาก็อธิบายว่า สิ่งที่ครอบครัวนี้ทำทั้งหมดนั้นล้วนแต่แสดงออกว่า เป็นครอบครัวอินเดียที่ดีงาม ยึดมั่นในประเพณี และมีความสมัครสมานสามัคคี

ผู้คนในเมืองต่างแห่กันเข้ามาดูเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในอาคารหลังนี้ หลายคนปีนตึกขึ้นไปดูวิธีการทำงานของตำรวจ สื่อมวลชนหลายสำนักต่างหลั่งไหลเข้ามาทำข่าวที่เกิดขึ้น แม้แต่มุขมนตรีของเมือง ก็เดินทางเข้ามาดูแลคดีนี้ด้วยตนเอง และนี่คือคดีที่เป็นปริศนามากที่สุด ที่เกิดขึ้นในเมืองบูรารี กรุงเดลี ประเทศอินเดีย
และแล้วหลักฐานสำคัญที่สุดที่จะเป็นเบาะแสถึงการเสียชีวิตของคนในครอบครัวทั้ง 11 คนก็คือสมุดบันทึกที่พบในสถานที่เกิดเหตุ เมื่อเจ้าหน้าที่อ่านสมุดบันทึกก็พบว่า มันเป็นการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับคำสั่งต่าง ๆ ภายในบ้านบันทึกโดย ละลิต หนึ่งในลูกชายวัย 47 ปี เขาได้บันทึกนับตั้งแต่โภปาล สิงห์พ่อของพวกเขาเสียชีวิต เริ่มบันทึกตั้งแต่ปี 2007 บันทึกเอาไว้ถึง 11 ปี มี 11 เล่ม ในบันทึกพูดถึงความลึกลับ สิ่งเหนือธรรมชาติ การติดต่อกับดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต ระหว่างละลิตกับโภปาล สิงห์พ่อของเขา
โดยมีเนื้อหาประมาณว่า โภปาล สิงห์ ได้มาเข้าฝันหรือติดต่อสื่อสารโดยการเข้าสิงละลิต ทุกครั้งที่มีการเข้าสิงเสียงของเขาก็จะเปลี่ยนไปเป็นเสียงของพ่อเขานั่นแหละละลิตจะเขียนทุกอย่างเอาไว้ ทั้งความฝัน หรือการพูดในลักษณะถูกสิง เนื้อหาโดยรวมกล่าวถึงการให้ละลิตเป็นผู้นำครอบครัวคนต่อไป เนื้อความในบันทึกกล่าวว่า
"หลังจากที่ฉันตายไปแล้วทุกคนต้องเข้านอน
ไม่จำเป็นต้องคุยกัน
การมาเยือนของฉันไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ
ทุกคนต้องไม่ฝืนพระประสงค์ของพระเจ้า
ไม่ต้องห่วงสุขภาพของละลิต
การมาเยือนของฉันจะส่งผลต่อร่างกายของเขา
การนอนจะรักษาเขาเอง
แทนที่จะทำตามจุดมุ่งหมายของตัวเอง
ให้ทำตามจุดมุ่งหมายของสมุดบันทึกนี้
อย่าคิดว่ามีประโยชน์อะไร
เมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ พวกแกจะตาสว่าง
ฉันจะมาวันพฤหัสบดีหรือวันเสาร์
จงเตรียมตัวให้พร้อม"

ทุกอย่างที่สั่งการภายในบ้านหลังจากปี 2007 โภปาล สิงห์เป็นคนสั่งการผ่านละลิต ซึ่งสอดคล้องในขณะที่โภปาล สิงห์ยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นเหมือนหัวเรือสำคัญของครอบครัว คอยควบคุมทุกอย่างภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกคู่ให้ลูก การกำหนดทิศทางการศึกษา การทำธุรกิจ คอยควบคุมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว พูดง่าย ๆ ว่าโภปาล สิงห์มักจะบงการชีวิตทุกคนภายในบ้านนั่นแหละ ดังนั้นทุกคนภายในบ้านจะเชื่อโภปาล สิงห์เป็นอย่างมาก และเมื่อเขาตายจากไป ทุกคนภายในบ้านก็ยังเชื่อว่าโภปาล สิงห์ได้สั่งการทุกอย่างผ่านทางละลิต หรือละลิตเป็นดั่งร้างทรงจองโภปาล สิงห์นั่นแหละ ทุกคนในบ้านเชื่อว่าหากใครไม่ปฏิบัติตาม จะต้องพบเจอกับหายนะ ดั่งเช่นที่ข้อความในบันทึกกล่าวว่า
"อย่าขัดคำสั่งฉันในสมุดบันทึก
ทั้งที่ทำผิดพลาดมา
แกกลับมาที่นี่ในตอนเย็น
แล้วอ้างว่าไม่ได้ทำผิดพลาด
อย่าลืมว่าความผิดพลาดเดิมของแก
ส่งผลไม่มีวันสิ้นสุด
มันจะตามแกไป
ถ้าแกยังเพิกเฉยคำเตือนของพระเจ้า
พระเจ้าอาจจะเรียกแกไปพบ"
แต่ที่มันน่าแปลกยิ่งกว่าก็คือ หากย้อนกลับไปช่วงหลังจากที่โภปาล สิงห์เสียชีวิต ครอบครัวก็ค่อนข้างย่ำ ประสบปัญหาทางด้านการเงิน แต่เมื่อทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งของโภปาล สิงห์ผ่านละลิต ฐานะและการเงินของทุกคนก็ดียิ่งขึ้น บางคนได้หน้าที่การทำงานที่ดี ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ทุกคนในครอบครัวพร้อมจะเชื่อฟังละลิตตามคำสั่งของโภปาล สิงห์
หลังจากนี้ไม่นาน ผลของการชันสูตรศพตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาปรากฏว่า ทุกคนเสียชีวิตจากการถูกแขวนคอ ส่วนผู้เป็นย่าอายุ 80 ที่นอนตายเสียชีวิตข้างเตียงของเธอนั้น ก็เสียชีวิตจากการแขวนคอเช่นกัน แต่เป็นการแขวนคอในลักษณะของท่านอน
ที่น่าตกใจมากยิ่งกว่าก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในบันทึกด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะขั้นตอนการประกอบพิธีกรรม ในบันทึกได้กล่าวว่าให้เอาผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำยัดไว้ในปาก ถ้าไม่มีให้ใช้เทปกาวแทน ให้มัดมือมัดเท้าด้วย บันทึกกล่าวว่า
"ตรวจดูให้แน่ใจว่าผูกเชือกแน่นแล้ว
พระเจ้าจะประทับใจกับความทุ่มเทของพวกแก
ใช้ผ้าชุบน้ำอุดปากไว้
ถ้าไม่มีให้ใช้เทปพันแผลปิดปาก"

นักนิติวิทยาศาสตร์และตำรวจได้สันนิษฐานว่า ละลิตน่าจะเป็นคนสุดท้ายที่ฆ่าตัวตาย และคนที่ตายก่อนหน้าเขาก็คือทีน่า ภรรยาของเขาเอง ทีน่าได้ช่วยละลิตมัดมือและแขวนคอคนอื่น การมัดมือของละลิตและทีน่าต่างออกไป เป็นการมัดมือจากด้านหน้า ปมก็ไม่เหมือนกันกับคนอื่นที่มัดมือจากด้านหลังและมัดปมที่แน่นกว่า
สัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะเกิดการฆ่าตัวตายหมู่ 11 คนก็คือ ได้บันทึกได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ 7 วันว่า โภปาล สิงห์จะมาครั้งสุดท้าย มาปลดปล่อยพวกเขา มาทำให้พวกเขาดีขึ้น ซึ่งจากพยานที่พบเจอทั้ง 11 คนก่อนเสียชีวิตได้เล่าว่า ในคืนวันนั้นเกิดเหตุราว 22:00 น. ยังเห็นทุกคนพูดคุยสนานร่าเริงอยู่เลย แสดงว่าทุกคนภายในบ้านเชื่อว่าหากประกอบพิธีกรรมนี้แล้ว จะไม่มีใครตายตาย และเมื่อประกอบพิธีกรรมนี้สำเร็จโภปาล สิงห์จะกลับมา ดั่งข้อความในบันทึกได้กล่าวว่า
"พระเจ้าพอใจกับพวกแกมาก
ที่รู้ว่าพวกแกทั้ง 11 คนจะยืนเรียงแถว
ความคิดเป็นหนึ่งเดียว
อย่าตกใจขณะที่ทำพิธีต้นไทร
พื้นดินอาจสะเทือนหรือท้องฟ้าอาจถล่ม
อย่าปล่อยให้มันทำให้เลิกล้มความตั้งใจ
บอกให้เด็ก ๆ สวดมนต์ต่อไป
การสวดมนต์อาจนานห้าถึงสิบห้านาที
ระหว่างที่สวดมนต์ ละลิตจะปกป้องทุกคน
ได้มีการแบ่งหน้าที่มัดไว้ให้แต่ละคนแล้ว
เมื่อมัดครบทุกคนแน่นแล้ว
ละลิตจะใช้ไม้ให้สัญญาณ
วางน้ำเต็มถังไว้ใกล้ๆ
ทันทีที่น้ำเปลี่ยนสี
ฉันจะกลับมา"
จากนั้นสารคดีก็ได้บอกเล่าเรื่องราวของละลิต ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และมีอะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ละลิตก่อเหตุฆาตรกรรมหมู่ในครอบครัวและฆ่าตัวเองรวม 11 ศพ
ในสารคดีได้เล่าว่า ได้เกิดอุบัติเหตุครั้งสำคัญในชีวิตของละลิตถึง 2 ครั้ง
ครั้งแรกเขาประสบอุบัติเหตุได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างหนัก และส่งผลถึงระบบการรับรู้ การควบคุมการนอนในระยะยาว
อุบัติเหตุครั้งที่ 2 เกิดจากการที่ละลิตถูกทำร้าย ในช่วงสมัยที่ทำงานอยู่ในโรงงานไม้ เขาถูกทำให้สลบ ผู้ที่ทำร้ายได้เผาโรงงานไม้หวังให้เสียชีวิตในกองเพลิง แต่โชคดีที่เขาฟื้นขึ้นมาซะก่อน โทรศัพท์หาพี่ชายให้มาช่วย แต่เขาก็ได้รับควันเข้าไปเยอะเกินไป และหลังจากนั้นมา เสียงของละลิตก็หายไปจนไม่สามารถพูดได้ ซึ่งก็ไม่มีใครแน่ใจว่าการที่พูดไม่ได้นั้นเกิดจากอุบัติเหตุ เกิดจากสมองหรือว่าเขาตั้งใจจะไม่พูดกันแน่
จากนั้นต่อมาในปี 2004 โภปาล สิงห์พ่อของละลิตก็เสียชีวิตไปอีก เขาเสียใจมาก ทั้งนั่นคือสิ่งที่ทำ ให้เกิดการกระทบกระเทือนทั้งร่างกายและจิตใจมากที่สุด
ต่อมาละลิตได้อธิบายว่า เขาได้ยินเสียงของพ่อบอกให้สวดมนต์บทบูชาหนุมานที่เรียกว่า "หนุมาน จารีสา" แล้วทุกคนในบ้านก็ช่วยกันสวดภาวนาทั้งเช้ากลางวันและก่อนนอน หลังจากการสวดอย่างนี้ทุกวันจนได้ 1 ปีหลังจากนี้ ละลิตก็มีเสียงกลับคืนมา
ในวันที่เสียงของเขากลับคืนมานั้นเป็นวันที่ทุกคนสวดมนต์ร่วมกัน เสียงของละลิตค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา สมาชิกทุกคนตกใจหยุดสวดมนต์ แต่ละลิตก็ใช้เสียงของเขานั้นสวดมนต์ไปจนจบ
และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่ทุกคนภายในบ้านเชื่อว่า คำพูดของโภปาล สิงห์นั่นถูกต้อง ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะพรของพ่อเขา จึงไม่แปลกใจที่ทำไมทุกคนจึงเชื่อว่าทุกคำสั่งที่โภปาล สิงห์สั่งผ่านละลิตว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ราวกับวาจาสิทธิ์ของพระเจ้า
ผนวกกับการที่ละลิต แม้จะไม่ใช่ลูกคนโตของบ้าน แต่เขาก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำของบ้าน เป็นผู้นำของครอบครัว เป็นผู้นำของบ้านแทนแม่ของเขาซึ่งป่วย ละลิตเป็นบุคคลสำคัญที่ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้านทั้งหมด จึงทำให้ทุกคนเดินตามเขาในฐานะของลูกบ้านที่ดีด้วย
ดังนั้นเมื่อความเชื่อความศรัทธา ว่าปู่ของพวกเขามีความศักดิ์สิทธิ์กับความไว้ใจในตัวของละลิตมารวมกัน มันจึงทำให้ทุกคนเชื่อว่าเมื่อละลิตสั่งการอะไร มันก็คือการที่โภปาล สิงห์สั่งผ่านเขานั่นเอง ทุกคนเชื่อที่ละลิตพูดทุกอย่าง
ไม่ว่าละลิตจะพูดหรือสั่งให้พวกเขาทำอะไร
พวกเขาก็เชื่อว่าเป็นสิ่งที่พ่อต้องการและต้องทำ
นี่คือสิ่งที่ทำให้ลลิตกลายเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง
นี่คือสิ่งที่ทำให้เรากลายเป็นผู้นำลัทธิเล็ก ๆ ในครอบครัว
ตลอด 11 ปี นับจากปี 2007 หลังจากที่โภปาล สิงห์เสียชีวิต 11 ปีหลังจากโภปาล สิงห์พูดผ่านละลิต ทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้านก็ดีขึ้น ไม่มีใครเจ็บตัวเลย จะมาถึงคืนวันเกิดเหตุใน 30 มิถุนายน 2018 นี่แหละ
#ความรู้สึกหลังดู
Limited Series เรื่องนี้เขาได้แบ่งออกเป็น 3 ตอน ตอนแรกคือ "11 ศพ" เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับข่าวการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวทั้ง 11 คน ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วพื้นที่ ปลุกกระแสความน่าสนใจของคนทั่วทั้งประเทศ คดีที่เกิดขึ้นได้ทิ้งคำถามให้กับเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนอย่างมากมายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการ ฆาตกรรมหรือการฆ่าตัวตายกันแน่
ตอนที่ 2 "11 บันทึก" เล่าเรื่องราวความกดดันจากสื่อมวลชนและข่าวลือมากมายเกี่ยวกับคดีนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่ว มีการค้นพบสมุดบันทึก 11 เล่มภายในบ้าน ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกตะลึงซึ่งกลายเป็นเบาะแสสำคัญในการไขคดีนี้
ตอนที่ 3 "มากกว่า 11" เป็นการขุดคุ้ยภูมิหลังของครอบครัว ที่ได้นำไปสู่การเปิดเผยรายละเอียดและความลับอันเลวร้ายของบุคคลในครอบครัว อันเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในด้านสังคม
ทั้ง 3 ตอนนั้นเขาใช้วิธีการเล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน เจ้าหน้าที่ชันสูตร เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ญาติของผู้เสียชีวิต เพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิต แล้วนำทั้งหมดมาร้อยเรียงกันโดยผ่านลำดับขั้นตอนโดยเล่าไปทีละตอน ซึ้งเข้าใจง่าย ไม่สับสน
โดยส่วนตัวแล้วผมชอบการเล่าเรื่องของซีรีส์มาก เขาได้วางประเด็นไว้ 3 ประเด็นหลัก โดยเรียงตามตอน อาจจะพูดให้ง่าย ๆ ก็คือ ตอนแรกเขาได้พูดถึงปมปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนที่ 2 วิธีการคลายปมปัญหา และตอนที่ 3 เขาได้พูดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปมปัญหา โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าสมบูรณ์แบบ และถือว่าเป็นสารคดีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องด้วยความกระชับ คลายข้อสงสัย จากนั้นก็ทิ้งคำถามคาใจเอาไว้ให้คนดูได้ค้นหาคำตอบเอาเอง
ชอบวิธีการถ่ายภาพ การลำดับภาพ การใช้สีใช้แสงใช้มุมกล้อง ใช้กราฟิกในการเล่าเรื่องในส่วนที่จำเป็น ทุกอย่างนั้นมีความลงตัวเป็นอย่างมาก ไม่มีจุดไหนน่าเบื่อเลย บางจุดที่เขาต้องการทำให้เราสงสัยเขาก็ทำได้อย่างดี บางจุดที่เขาต้องการทำให้เราเข้าสู่ภวังค์แห่งความสับสนความหวาดกลัวเขาก็ทำมาได้อย่างดี บางจุดที่เขาต้องการให้เราเศร้าสลดเขาก็ทำออกมาได้อย่างดี และบางจุดที่เขาต้องการเคลียร์ปัญหาคาใจเขาก็ทำได้อย่างดีเช่นกัน
ชอบวิธีการสะท้อนภาพความคิดหรือกระแสของผู้คนที่มีต่อคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างตัวเลข โดยเฉพาะตัวเลข 11 ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนที่เสียชีวิตมี 11 คน บันทึกมี 11 เล่มระยะเวลาตั้งแต่บุคคลสำคัญของบ้านเสียชีวิต 11 ปี ท่อน้ำของอาคาร 11 ท่อ ตะแกรงของอาคารมี 11 ช่อง หน้าต่างของอาคารมี 11 บาน ช่องลมของอาคารมี 11 ช่องเป็นต้น หรืออาถรรพ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิต จุดนี้ทำให้เราเห็นว่าผู้คนสามารถเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากันได้อย่างอัศจรรย์ แต่ก็อย่างว่าความบังเอิญนั้นมันก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่าวอัศจรรย์เช่นกัน
และที่สำคัญซีรีส์สรุปให้เราเห็นว่า การสูญเสียของคน 11 คนนั้น แท้จริงแล้วมันมีความสูญเสียเกิดขึ้นมากกว่านั้นมาก มันมีผลต่อผู้คนในวงกว้าง มีผลต่อผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และมีผลต่อผู้คนในสังคมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุป House of Secrets: The Burari Deaths เจาะคดีปริศนา การตายที่หมู่บ้านบูรารี สารคดีพิเศษจาก Netflix Original นี่คือหนึ่งในสารคดีที่ผมแนะนำให้ทุกคนดูจากใจจริง เล่าเรื่องราวการตายปริศนาของคน 11 คนในประเทศอินเดียได้อย่างน่าสนใจ นี่เป็นหนึ่งในคดีที่ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นการฆาตกรรม และก็ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย มันคือการประกอบพิธีกรรมที่ผิดพลาดจนทำให้เสียชีวิต หากใครมาทางสายมนุษยวิทยา คติชนวิทยา หากใครชอบเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิพิธีกรรม ความเชื่อ ความศรัทธาที่มากพอที่จะทำให้คนทั้งครอบครัวเสียชีวิตได้ ทุกเรื่องราวที่เล่าผ่านสารคดีนี้จะทำให้คุณขนลุกกับคำว่าศรัทธาอย่างทวีคูณ
@Vatin San Santi

#SuperReviewChannel
#HouseOfSecretsTheBurariDeaths
#limitedSeriesNetflixOriginal
#เจาะคดีปริศนาการตายที่หมู่บ้านบูรารี