การได้อุปสมบทหรือบวชในบวรพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ทำได้โดยยาก


การได้อุปสมบทหรือบวชในบวรพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ทำได้โดยยาก

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

         การได้บวชในบวรพุทธศาสนา ถือว่าเป็นสิ่งที่กระทำได้โดยยาก ที่ว่าเช่นนี้ เพราะคนที่เข้าไปบวชในพุทธศาสนาโดยเฉพาะฝ่ายหินยาน จะต้องถือวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ภิกษุถือศีล 227 ข้อ ภิกษุณีถือศีล 311 ข้อ มากกว่าภิกษุเสียอีก เพราะฉะนั้น คนที่จะบวชก็ต้องตั้งใจไว้แล้วว่าจะตัดความสะดวกสบายออกไป ทั้งที่อยู่และการรับประทาอาหาร ก็เพียง

สองมื้อ คือเช้า กับเที่ยง และเมื่อบวชแล้วต้องไปศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติสมาธิ อยู่อย่างสำรวมกาย สำรวมวาจา และสำรวมใจ ไม่ใช่บวชเล่น เช้าเอน เพลจำวัด

        นอกจากนี้แล้ว จะเดิน จะก้าวก็มีเสขิยวัตร ยิ่งบางวัดมีการวางระเบียบปฏิบัติไว้เป็นตารางอย่างเคร่งครัด ทำวัตรเช้า เวลา 04.30 น. ทำวัตรเย็น 16.00 น. ก็ต้องถือปฏิบัติ

และสำคัญเมื่อบวชแล้วต้องเรียน นักธรรม เรียนบาลี พระปริยัติธรรม จะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ 

        ใครสอบได้สูง ก็เป็นครูสอนภิกษุสามเณรรุนน้องต่อไป แบบไม่มีค่าจ้างสอน 

สอนเป็นวิทยาทาน หรือจิตอาสา

        จะเห็นว่า การบวช ไม่ใช่การอยู่เฉย ๆ นอกจากนี้ ก็ทำความสะอาด ปัดกวาดลานวัด 

ลานวิหาร เจดีย์ ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ กุฏิ ศาลาการเปรียญ เป็นต้น 

        เพราะถ้าไม่ทำ ไม่รู้จะให้ใครทำ  เพราะวัดไม่มีเงินที่จไปจ้างคนมาทำความสะอาด

เช่นเดียวกับหน่วยงานเอกชน หรือหน่วยงานรัฐได้

       ค่านิยมคนไทยสมัยก่อน คนที่ผ่านการบวช เวลาลาสิกขา จะเรียกว่า “ทิด”

มาจากคำว่า “บัณฑิต” ผู้รอบรู้ หรือบางท่านลาสิกขาไป เขาเรียกว่า “จารย์”

หรือ อาจารย์ คนยังไม่บวช เขาเรียกว่า เป็นคน ยังดิบอยู่ คนบวช คือคนสุก และ

ประเพณีไทย คนที่ผ่านการบวชเรียนแล้ว ก็สามารถจะมีเหย้าเรือนหรือแต่งงานได้แล้ว

ถือว่ามีความพร้อมสูงแล้ว

 

 

การบวชพระในสมัยพุทธกาลกับสมัยปัจจุบัน

การบวชพระในสมัยพุทธกาล

        การเข้ามาเป็นพระภิกษุในสมัยพุทธกาลยุคต้น ๆ เป็นการบวชโดยพระพุทธเจ้าเป็น

ผู้บวชให้ หรือที่เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” 

             ไม่มีพิธีกรรมยุ่งยากอะไร เพียงพระองค์ทรงกล่าวว่า  

            “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด”

             เพียงแค่นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระภิกษุแล้ว

 

การบวชพระในสมัยปัจจุบัน

             เป็นการอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ ที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ว่า

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงให้กุลบุตรบรรพชาอย่างนี้

ชั้นแรก 

            พวกเธอพึงให้กุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบท ปลงผมและหนวด แล้วให้ครองผ้ากาสายะ ให้ทำห่มผ้าเฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลายแล้ว ให้นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี สั่งว่า

             เธอจงว่าอย่างนี้ แล้วให้ว่าไตรสรณคมน์ ดังนี้

 

พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง

ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระธรรม เป็นที่พึ่ง

สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง

 

ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๒

ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระธรรม เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๒

ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๒

 

ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๓

ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระธรรม เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๓

ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๓

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการบวชกุลบุตรเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์นี้

ถ้าบวชเป็นเณร เพียงให้กล่าวว่าไตรสรณคมน์ก็ถือว่าได้บวชเป็นสามเณรแล้ว

             ดังคราวที่ท่านพระสารีบุตร ให้ราหุลกุมารบรรพชาแล้ว  (อ้างอิง : ราหุลกุมารบรรพชา พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ ข้อที่ ๑๑๘ หน้า ๑๓๖-๑๓๗)

 

อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา

               ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม

กรรมวาจาขออุปสมบท

               อุปสัมปทาเปกขะนั้น (ผู้จะบวช) พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขออุปสมบทอย่างนี้ว่า

             ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เจ้าข้า ขอสงฆ์โปรดเอ็นดูยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด เจ้าข้า

พึงขอแม้ครั้งที่สอง...

พึงขอแม้ครั้งที่สาม...

 

 

กรรมวาจาให้อุปสมบท

 

ก็แล พวกเธอพึงให้อุปสมบทอย่างนี้

 

          ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้

 

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ นี่เป็นญัตติ

 

           ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

 

          ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สอง

 

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อผู้นี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

 

          ข้าพเจ้ากล่าวความนี้เป็นครั้งที่สาม

 

              ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ ผู้นี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

 

             ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทแล้ว มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้  เป็นครั้งที่ 4 (๔/๘๕-๘๖/๗๗-๗๙)

 

จำนวนสงฆ์เพื่อการอุปสมบท

               ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบทด้วยคณะซึ่งมี  ๑๐ รูป

(ยกเว้นวัดใดมีพระน้อย) รูปใดให้อุปสมบทต้องอาบัติทุกกฎ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุปสมบทด้วยคณะมีพวก ๑๐ หรือมีพวกเกิน ๑๐ (๔/๘๙/๘๑)

 

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย จังหวัดอวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อยรูป เราอนุญาตการอุปสมบทด้วยคณะสงฆ์มีวินัยธรเป็นที่ ๕ ได้ ทั่วปัจจันตชนบท (๕/๒๓/๒๗)

 

 

องค์แห่งภิกษุผู้ให้อุปสมบท

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณเหล่านี้ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ

            ๑. ตนเองประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ

            ๒. ตนเองประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ

             ๓. ตนเองประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ

              ๔. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ

             ๕. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ (๔/๙๘/๑๐๐)

              ๖. เป็นผู้มีศรัทธา

               ๗. เป็นผู้มีหิริ

              ๘. เป็นผู้มีโอตตัปปะ

               ๙. เป็นผู้ปรารภความเพียร

              ๑๐. เป็นผู้มีสติตั้งมั่น (๔/๙๘/๑๐๑)

              ๑๑. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยศีล ในอธิศีล

               ๑๒. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยอาจาระ ในอัธยาจาร

               ๑๓. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยทิฏฐิ ในทิฏฐิยิ่ง

                ๑๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก

                ๑๕. เป็นผู้มีปัญญา (๔/๙๘/๑๐๒)

                ๑๖. อาจจะพยาบาลเอง หรือให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ

                ๑๗. อาจจะระงับเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน

                ๑๘. อาจจะบรรเทาเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่าย อันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม (๔/๙๘/๑๐๓)

                ๑๙. อาจจะฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร

 

                 ๒๐. อาจจะแนะนำในสิกขา อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์

                 ๒๑. อาจจะแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป

                 ๒๒. อาจจะแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป

                  ๒๓. อาจจะเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม (๔/๙๘/๑๐๓-๑๐๔)

                  ๒๔. รู้จักอาบัติ

                  ๒๕. รู้จักอนาบัติ

                  ๒๖. รู้จักอาบัติเบา

                  ๒๗. รู้จักอาบัติหนัก (๔/๙๘/๑๐๔)

                  ๒๘. รู้จักวิธีออกจากอาบัติ (๔/๙๘/๑๐๓)

                  ๒๙. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ (๔/๙๘/๑๐๔)

                   ๓๐. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือเกิน ๑๐ (๔/๙๘/๑๐๕)

                         (เรียบเรียงจาก : พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ มหาวรรค ข้อที่ ๙๘-๙๙ หน้า ๙๙-๑๑๒)

 

คนหลงผิดขอบวช

            การให้ปริวาสสำหรับคนหลงผิดที่ขอบวช (ติตถิยปริวาส)

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์ หวังบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ พึงให้ปริวาส ๔ เดือนแก่เธอ      ก็แลสงฆ์พึงให้ติตถิยปริวาสอย่างนี้

 

วิธีให้ติตถิยปริวาส

             ชั้นต้นพึงให้กุลบุตรที่เคยเป็นอัญเดียรถีย์ปลงผมและหนวด ให้ครองผ้ากาสายะให้ห่มผ้าเฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย แล้วนั่งกระโหย่ง ให้ประคองอัญชลี สั่งว่า

 

จงว่าไตรสรณคมน์ สามจบ แล้วกล่าวคำขอติตถิยปริวาสอย่างนี้ ว่าดังนี้

 

 

คำขอติตถิยปริวาส

 

           ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าผู้มีชื่อนี้ เคยเป็นอัญเดียรถีย์ หวังอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้านั้น ขอปริวาส ๔ เดือนต่อสงฆ์

 

           พึงขอแม้ครั้งที่สอง...

           พึงขอแม้ครั้งที่สาม...

           ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้

 

 

กรรมวาจาให้ติตถิยปริวาส

           ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ผู้นี้ เคยเป็นอัญเดียรถีย์ หวังอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ เธอขอปริวาส ๔ เดือนต่อสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ปริวาส ๔ เดือนแก่ผู้มีชื่อนี้ ผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ นี่เป็นญัตติ

            ท่านเจ้าข้า การให้ปริวาส ๔ เดือนแก่ผู้มีชื่อนี้ ผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

           ปริวาส ๔ เดือน สงฆ์ให้แล้วแก่ผู้มีชื่อนี้ ผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ (๔/๑๐๐/๑๑๓-๑๑๔)

 

ข้อปฏิบัติที่ให้สงฆ์ยินดี

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างไรเล่า กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ เป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี สมควรบวชได้

๑. กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ในพระธรรมวินัยนี้ เข้าบ้านไม่เช้าเกินไป กลับไม่สายเกินไป แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี

๒. อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ ไม่เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ไม่มีหญิงหม้ายเป็นโคจร ไม่มีสาวเทื้อเป็นโคจร ไม่มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ไม่มีภิกษุณีเป็นโคจร แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี

๓. อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาพิจารณาสอดส่องในการนั้น อาจทำได้ อาจจัดการได้ แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี

๔. อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ เป็นผู้สนใจในการเรียนบาลี ในการเรียนอรรถกถา ในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้เช่นนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติให้สงฆ์ยินดี

๕. อีกประการหนึ่ง กุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ ตนหลีกมาจากสำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวติครูคนนั้น ติความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ และความยึดถือ ของครูคนนั้น ย่อมพอใจ ร่าเริง ชอบใจ เมื่อเขากล่าวติพระพุทธเจ้า พระธรรมหรือพระสงฆ์ กลับโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ก็หรือตนหลีกมาจากสำนักเดียรถีย์แห่งครูคนใด เมื่อมีผู้กล่าวสรรเสริญครูคนนั้น สรรเสริญความเห็น ความชอบใจ ความพอใจ และความยึดถือของครูคนนั้น ย่อมโกรธ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ เมื่อเขากล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระธรรมหรือพระสงฆ์ กลับพอใจ ร่าเริง ชอบใจ

 

                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นเครื่องสอบสวนในข้อปฏิบัติที่ชวนให้สงฆ์ยินดี แห่งกุลบุตรผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์ (๔/๑๐๐/๑๑๖)

 

                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ อันพระอุปัชฌายะว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ได้ยกวาทะของอุปัชฌายะเสีย แล้วเข้าไปสู่ลัทธิเดียรถีย์นั้นดังเดิม กลับมาแล้ว ไม่พึงอุปสมบทให้ (๔/๑๐๐/๑๑๓)

                      (อ้างอิง: พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ ข้อที่ ๑๐๐ หน้า ๑๑๓-๑๑๖)

 

คนที่ห้ามบวช

            คนที่ห้ามบวช (อันตรายิกธรรม)

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรเหล่านี้ ภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดให้บวช ต้องอาบัติทุกกฏ

๑. ห้ามผู้ถูกโรค ๕ ชนิด คือ โรคเรื้อน ๑ โรคฝี ๑ โรคกลาก ๑ โรคมองคร่อ ๑ โรคลมบ้าหมู ๑ (๔/๑๐๑/๑๑๙)

๒. ห้ามข้าราชการ ที่ไม่ได้ลา (๔/๑๐๒/๑๒๑)

๓. ห้ามโจรที่ขึ้นชื่อโด่งดัง (๔/๑๐๓/๑๒๑)

๔. ห้ามโจรผู้หนีเรือนจำ (๔/๑๐๔/๑๒๒)

๕. ห้ามโจรผู้ถูกออกหมายสั่งจับ (๔/๑๐๕/๑๒๒)

๖. ห้ามบุรุษผู้ถูกลงอาญา (๔/๑๐๖-๑๐๗/๑๒๓)

๗. ห้ามคนมีหนี้ (๔/๑๐๘/๑๒๓)

๘. ห้ามคนเป็นทาส (๔/๑๐๙/๑๒๔)

๙. ห้ามบุคคลมีอายุหย่อน ๒๐ ปี (๔/๑๑๑/๑๒๖)

๑๐. ห้ามคนไม่มีบาตร ไม่มีจีวร (๔/๑๓๔/๑๔๘)

๑๑. ห้ามบัณเฑาะก์(กระเทย) ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๒๕/๑๔๒)

๑๒. ห้ามดิรัจฉาน (เช่นนาคแปลงเป็นคน) ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๒๗/๑๔๔)

๑๓. ห้ามคนฆ่ามารดา ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๒๘/๑๔๕)

๑๔. ห้ามคนฆ่าบิดา ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๒๙/๑๔๕)

๑๕. ห้ามคนฆ่าพระอรหันต์ ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๓๐/๑๔๖)

๑๖. ห้ามคนยุแหย่หมู่คณะให้แตกแยก ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๓๑/๑๔๖)

๑๗. ห้ามคนทำร้ายภิกษุณี ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๓๑/๑๔๖)

๑๘. ห้ามคนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๓๑/๑๔๖)

๑๙. ห้ามคนสองเพศ ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๓๒/๑๔๖)

๒๐. ห้ามคนเข้ารีดเดียรถีย์ ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (๔/๑๒๖/๑๔๓)

๒๑. ห้ามบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต ภิกษุไม่พึงให้บวชสามเณร (๔/๑๑๘/๑๓๘)

๒๒. ห้ามคนทุพพลภาพ ไม่สมประกอบ ภิกษุไม่พึงบรรพชา(ให้บวชสามเณร) (๔/๑๓๕/๑๕๐)

 

              การให้อุปสมบทแก่พระสงฆ์ในประเทศพม่าอุปสมบท (อ่านว่า อุปะ-, อุบปะ-) แปลว่า การเข้าถึง คือการบวชในศาสนาพุทธ ใช้หมายถึงการบวชเป็นภิกษุและภิกษุณี เรียกเต็มว่า อุปสมบทกรรม

              อุปสมบทเป็นสังฆกรรมอย่างหนึ่ง พระโคตมพุทธเจ้าทรงวางหลักเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติไว้รัดกุมและละเอียดมากโดยทรงบัญญัติให้สวดอนุสาวนาไม่ต้องระบุนามแต่ระบุเพียงโคตร (สกุล) ได้และสวดประกาศครั้งละ 2-3 รูปได้โดยมีอุปัชฌายะ และทรงอนุญาตให้นับอายุผู้บวชว่าครบ 20 ปี โดยคิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ศาสนทายาทที่ดีไว้สืบสานพระพุทธศาสนา ในประเทศไทยจะถือเป็นประเพณีว่า ลูกชายของครอบครัวเป็นพุทธต้องบวชสักครั้งในชีวิตเพื่อให้แม่เกาะชายผ้าเหลือง ชดใช้ค่าน้ำนม อันเป็นสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาโดยเปลี่ยนจากผู้นับถือพระรัตนตรัยขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย

             ติสรณคมนูปสัมปทาการอุปสมบทที่ผู้บวชกล่าวว่าพระรัตนตรัยเป็นที่พึง ที่รำลึก เป็นการอุปสมบทโดยพระเถระที่พระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งอนุญาตแทนพระองค์(เกิดจากการลำบากในการเดินทางมาทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทให้)ญัตติจตุตถกรรมวาจาการอุปสมบทด้วยการเห็นชอบของสงฆ์ ตามพระบรมพุทธานุญาติ ที่ใช้กันในปัจจุบันนี้ (เกิดจากการที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้สงฆ์เป็นผู้ตัดสินใจในการให้อนุญาตกุลบุตรผู้มาขออุปสมบท)มีการอุปสมบทที่พิเศษแตกต่างไปจากนี้ เช่น การประทานโอวาท ๓ ประการแก่พระมหากัสสปะ การให้อุปสมบทด้วยการประทานครุธรรม ๘ ประการ แก่พระนางกีสาโคตมี และทรงเปลี่ยนให้การบวชแบบติสรณคมนูปสัมปทา ให้เป็นรูปแบบการบวชของสามเณร สามเณรี สิกขมานา แทน

            คำว่า บรรพชา ซึ่งหมายถึงการบวชเป็นสามเณรสามเณรี สิกขมานา แม่ชี และพราหมณ์ (ผู้ถืออุโบสถศีล) ส่วนอาชีวัฏฐมกศีลแม้บางคนอาจถือแล้วนุ่งขาวปฏิบัติธรรม แต่จะไม่ใช่การบรรพชาแต่เป็นเพียงการรับศีลที่สูงกว่าปัญจศีลเท่านั้น

            บุคคลในพระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 พระพุทธเจ้าระบุว่าบุคคลดังต่อไปนี้ มิให้อุปสมบท ได้แก่

  1. บัณเฑาะก์ หรือกะเทย
  2. คนลักเพศ (บวชตนเอง)
  3. ผู้นับถือศาสนาอื่น
  4. สัตว์เดรัจฉาน
  5. ผู้ทำมาตุฆาต
  6. ผู้ทำปิตุฆาต
  7. ผู้ฆ่าพระอรหันต์
  8. ผู้ข่มขืนภิกษุณี
  9. ผู้ทำสังฆเภท[5]
  10. ผู้ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต
  11. คนสองเพศ

       บุคคล 11 จำพวกนี้ ทรงห้ามมิให้อุปสมบท ที่อุปสมบทไปแล้วก็ให้สึกเสียที่ห้ามบวช

 

การบวชเป็นภิกษุณ๊ บวชอย่างไร 

            ทั้งนี้พระพุทธองค์บัญญัติให้การบวชภิกษุณีทำโดยสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ต้องบวชกับพระภิกษุณีสงฆ์ แล้วจึงบวชกับภิกษุสงฆ์ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นภิกษุณีจะต้องรับครุธรรม 8 ประการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการแสดงความเคารพต่อพระภิกษุ เป็นเงื่อนไขไว้ปกป้องสถานะของนักบวชหญิงไม่ให้คลอนแคลน

          ภิกษุณี (บาลี: ภิกฺขุณี; สันสกฤต: ภิกฺษุณี) เป็นคำใช้เรียกนักพรตหญิงในศาสนาพุทธ คู่กับภิกษุที่หมายถึงนักพรตชายในพระพุทธศาสนา คำว่า ภิกษุณี เป็นศัพท์ที่มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา โดยเป็นศัพท์บัญญัติที่ใช้เรียกนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ไม่ใช้เรียกนักบวชในศาสนาอื่น

          ภิกษุณี หรือ ภิกษุณีสงฆ์ จัดตั้งขึ้นโดยพระบรมพุทธานุญาต ภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนาคือ “พระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถรี” โดยวิธีรับ คุรุธรรม 8 ประการ ในคัมภีร์เถรวาทระบุว่า ต่อมาในภายหลังพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตวิธีการอุปสมบทภิกษุณีให้มีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น จนศีลของพระภิกษุณีมีมากกว่าพระภิกษุ โดยพระภิกษุณีมีศีล 311 ข้อ ในขณะที่พระภิกษุมีศีลเพียง 227 ข้อเท่านั้น เนื่องจากในสมัยพุทธกาลไม่เคยมีศาสนาใดอนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาเป็นนักบวชมาก่อน และการตั้งภิกษุณีสงฆ์ควบคู่กับภิกษุสงฆ์อาจเกิดข้อครหาที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการประพฤติพรหมจรรย์และพระพุทธศาสนาได้หากได้บุคคลที่ไม่มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นนักบวช

(ใจยังหวั่นไหวในรูปและเสียง สัมผัส)

             จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งวงศ์ภิกษุณีเถรวาทขึ้นในประเทศไทย อย่างไรก็ตามในประเทศพุทธเถรวาทที่เคยมีหรือไม่เคยมีวงศ์ภิกษุณีสงฆ์ในปัจจุบัน ต่างก็นับถือกันโดยพฤตินัยว่าการที่อุบาสิกาที่มีศรัทธาโกนศีรษะนุ่งขาวห่มขาว ถือปฏิบัติศีล 8 (อุโบสถศีล) ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่า แม่ชี เป็นการผ่อนผันผู้หญิงที่ศรัทธาจะออกบวชเป็นภิกษุณีเถรวาท แต่ไม่สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีเถรวาทได้ โดยส่วนใหญ่แม่ชีเหล่านี้จะอยู่ในสำนักวัดซึ่งแยกเป็นเอกเทศจากกุฎิสงฆ์

            ภิกษุณีสายเถรวาทซึ่งสืบวงศ์มาแต่สมัยพุทธกาลด้วยการบวชถูกต้องตามพระวินัยปิฎกเถรวาท ที่ต้องบวชในสงฆ์สองฝ่ายคือทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ได้ขาดสูญวงศ์ (ไม่มีผู้สืบต่อ) มานานแล้ว คงเหลือแต่ภิกษุณีฝ่ายมหายาน (อาจริยวาท) ที่ยังสืบทอดการบวชภิกษุณีแบบมหายาน (บวชในสงฆ์ฝ่ายเดียว) มาจนปัจจุบัน ซึ่งจะพบได้ในประเทศจีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และศรีลังกา

                ปัจจุบันมีการพยายามรื้อฟื้นการบวชภิกษุณีในฝ่ายเถรวาท โดยทำการบวชมาจากภิกษุณีมหายาน และกล่าวว่าภิกษุณีฝ่ายมหายานนั้น สืบวงศ์ภิกษุณีสงฆ์มาแต่ฝ่าย

เถรวาทเช่นกัน แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายมหายานมีการบวชภิกษุณีสืบวงศ์มาโดยมิได้กระทำถูกตามพระวินัยปิฎกเถรวาท และมีศีลที่แตกต่างกันอย่างมากด้วย ทำให้มีการไม่ยอมรับภิกษุณี (เถรวาท) ใหม่ ที่บวชมาแต่มหายานว่า มิได้เป็นภิกษุณีที่ถูกต้องตามพระวินัยปิฎกเถรวาท และมีการยกประเด็นนี้ขึ้นเป็นข้ออ้างว่าพระพุทธศาสนาจำกัดสิทธิสตรีด้วย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะพระพุทธเจ้าได้อนุญาตให้มีภิกษุณีที่นับเป็นการเปิดโอกาสให้มีนักบวชหญิงเป็นศาสนาแรกในโลก เพียงแต่การสืบทอดวงศ์ภิกษุณีได้สูญไปนานแล้ว จึงทำให้ในปัจจุบันไม่สามารถบวชสตรีเป็นภิกษุณีตามพระวินัยเถรวาทได้

             ต่อมาพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผู้เป็นพระน้านางและพระมาตุจฉา หรือพระมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านได้มีศรัทธาอยากออกบวชจึงทูลอ้อนวอนขอบวชต่อพระพุทธเจ้าถึงสามครั้งสามครา แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งพระอานนท์ได้ทูลขอให้ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต โดยมีเงื่อนไขว่า พระนางปชาบดีโคตรมีจะต้องรับเอา

ครุธรรมแปดประการ (แปลว่าข้อปฏิบัติที่หนักและทำได้ยาก) ไปปฏิบัติ

             ดังนั้นภิกษุณีที่ทรงอุปสมบทให้องค์แรกได้แก่ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ซึ่งบวชเป็นภิกษุณีรูปแรกด้วยการรับครุธรรมแปดประการ (ท่านเป็นรูปเดียวที่บวชด้วยวิธีเช่นนี้)

             ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์ในการรับผู้ประสงค์จะบวชเป็นภิกษุณี และวางวินัยของภิกษุณีไว้มากมาย เพื่อกลั่นกรองผู้ที่ประสงค์จะบวชและมีศรัทธาจริง ๆ  เช่น ภิกษุณี เมื่อบวชแล้วต้องถือศีลถึง 311 ข้อ มากกว่าพระภิกษุ ซึ่งถือศีลเพียง 227 ข้อ (วินัยของภิกษุณีที่มีมากกว่าพระภิกษุ เพราะผู้หญิงมีข้อปลีกย่อยในการดำรงชีวิตมากกว่าผู้ชาย เช่น ผู้หญิงต้องมีผ้ารัดถัน (ผ้ารัดอก) ซึ่งผู้ชายไม่จำเป็นต้องมี เป็นต้น) 

 

การบวชเป็นภิกษุณีฝ่ายเถรวาท

             ก่อนที่ผู้หญิงจะบวชเป็นภิกษุณีได้นั้น ต้องบวชเป็น "สิกขมานา" เสียก่อน สิกขมานาเป็นสามเณรีที่ต้องถือศีล 6 ข้ออย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 2 ปี หากศีลขาดแม้แต่ข้อเดียวจะต้องเริ่มนับเวลาใหม่

              การบวชเป็นสิกขมานา จะบวชได้ต้องอายุครบ 18 ปี เพราะว่าคนที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้นั้นต้องอายุครบ 20 แต่สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว พระพุทธองค์อนุญาตให้บวชเป็นสิกขมานาได้ตั้งแต่อายุ 12 เพราะว่าคนที่แต่งงานจะได้เรียนรู้ความยากลำบากของชีวิต รู้จักสุข ทุกข์ เมื่อรู้จักทุกข์ก็จะรู้จักสมุทัย นิโรธ มรรค ได้ จนนำไปสู่การบรรลุในที่สุด

               เมื่อผู้ที่ประสงค์จะบวชเป็นภิกษุณี ได้เป็นสิกขมานา ถือศีล 6 ข้อครบ 2 ปีแล้ว แล้วจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าพิธีอุปสมบท โดยต้องอุปสมบทในฝ่ายของ ภิกษุณีสงฆ์ ก่อน แล้วไปเข้าพิธีอุปสมบทในฝ่าย ภิกษุสงฆ์ อีกครั้งหนึ่งจึงจะเป็นภิกษุณีได้โดยสมบูรณ์ (บวชในสงฆ์สองฝ่าย)

 

การสูญวงศ์ของภิกษุณีฝ่ายเถรวาท

              ปัจจุบันผู้หญิงผู้ศรัทธาออกบวชในฝ่ายเถรวาทนิยมโกนหัวนุ่งขาวห่มขาวถือศีลอุโบสถบวชเป็น แม่ชี แทนก่อนที่ภิกษุณีสงฆ์จะหมดไปจากประเทศอินเดียนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมทูตออกไป 9 สาย 1 ในนั้นคือ พระมหินทรเถระ ผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์เอง ในสายพระมหินทรเถระนี้ไปศรีลังกา การเผยแพร่ศาสนาพุทธประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง พระนางอนุลา น้องสะใภ้ของกษัตริย์ศรีลังกา ทรงอยากผนวช จึงนิมนต์ พระนางสังฆมิตตาเถรี พระธิดาของพระเจ้าอโศก มาเป็นปวัตตินีให้ ("ปวัตตินี" คือพระอุปัชฌาย์ที่เป็นผู้หญิง)

           จากประเทศศรีลังกา ภิกษุณีสงฆ์ได้ไปสืบสายไว้ในจีน ไต้หวัน และอื่น ๆ อีกมาก จนกระทั่งพุทธศาสนาที่อินเดียและศรีลังกาเสื่อมลงลงไปในช่วงหลัง ทำให้ภิกษุณีฝ่ายเถรวาทซึ่งมีศีลและข้อปฏิบัติที่ยุ่งยากไม่สามารถรักษาวงศ์ของภิกษุณีเถรวาทไว้ได้ จึงทำให้ไม่มีผู้สืบทอดการบวชเป็นภิกษุณีสายเถรวาทในปัจจุบัน

 

การพยายามรื้อฟื้นภิกษุณีสายเถรวาทในปัจจุบัน

                ในปัจจุบัน มีความเชื่อว่ายังมีภิกษุณีสายเถรวาทเหลืออยู่ และอ้างหลักฐานยืนยันว่าภิกษุณีทางสายมหายาน วัชรยานนั้นสืบสายไปจากภิกษุณีสายเถรวาท โดยถือกันว่าหากภิกษุณีสายเถรวาทสืบสายไปเป็นมหายานได้ (ภิกษุณีจากลังกาไปบวชให้คนจีน) ภิกษุณีมหายานก็สืบสายมาเป็นเถรวาทได้เช่นกัน

                  ในกรณีนี้เคยมีประเด็นถกเถียงอยู่ช่วงหนึ่งว่าปัจจุบันนี้สามารถบวชภิกษุณีได้หรือไม่ มีข้อสรุปจากทางพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทว่าพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้มีการบวชเป็นภิกษุณีได้ก็ต่อเมื่อบวชต่อสงฆ์ทั้ง 2 ฝ่าย คือต้องบวชทั้งฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ และฝ่ายภิกษุณีสงฆ์เป็นการลงญัตติจตุตถกรรมวาจาทั้งสองฝ่าย จึงจะสามารถเป็นภิกษุณีได้ ดังนั้นในเมื่อภิกษุณีสงฆ์เถรวาทได้เสื่อมสิ้นลงไม่มีผู้สืบต่อ จึงทำให้ในปัจจุบันไม่สามารถทำการบวชผู้หญิงเป็นภิกษุณีฝ่ายเถรวาทได้ การที่มีข้ออ้างว่าสายมหายานสืบสายวงศ์ภิกษุณีสงฆ์ไปก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะการสืบสายทางมหายานมีข้อวินัยและการทำสังฆกรรมบวชภิกษุณีที่ไม่ถูกต้องกับพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท

             ปัจจุบันศรีลังกาพยายามฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ จนมีหลายร้อยรูป ที่เมืองไทยเองก็มีคนบวชเป็นภิกษุณีหลายรูปแล้วเช่นกัน แต่คณะสงฆ์ไทยไม่ยอมรับเป็นภิกษุณีสงฆ์เพราะสาเหตุดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

 

ภิกษุณีไทย 3 ระลอก

 

         ในประเทศไทย มีการบันทึกเรื่องราวของภิกษุณีเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งที่นายนรินทร์ ภาษิต ให้ลูกสาว 2 คน คือ น.ส.สาระ วัย 18 ปี และ ด.ญ.จงดี วัย 13 ปี ออกบวชเป็นภิกษุณีและสามเณรีในปี 2471 โดยอ้างว่าเพื่อสืบทอดพระศาสนาให้ครบด้วยพุทธบริษัท 4 และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ถือศีลปฏิบัติอย่างจริงจัง แต่การบวชยังเป็นปริศนาว่ามีความถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ เนื่องจากไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดยินยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีนี้

          เมื่อการบวชภิกษุณีกลายเป็นข่าวโด่งดังจากการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ ในปีเดียวกัน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 ก็มีคำสั่งห้ามมิให้มีการบวชภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี โดยให้เหตุผลว่า "ภิกษุณีหมดสาบสูญขาดเชื้อสายมานานแล้ว" และนำมาสู่การจับกุมหญิงสาวทั้งสองในเวลาต่อมา

         แต่ความคิดที่่ท้าทายของนายนรินทร์ ก็เป็นหมุดหมายให้พุทธบริษัท 4 ซึ่งประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีการพูดถึงในสังคมไทยภิกษุณีไทยยังไม่ได้รับสถานะเป็นนักบวชตามกฎหมาย เนื่องจากบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 11 ห้ามมิให้ภิกษุบวชภิกษุณี โดยให้เหตุผลว่าภิกษุณีสิ้นสายไปแล้ว

          "การบวชลูกสาวของนรินทร์อาจไม่สมบูรณ์ อาจไม่มีภิกษุสงฆ์ด้วยซ้ำ คุณสาระเองก็อ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งถ้าอ่านหนังสือไม่ออก การสืบสานพระศาสนาจะทำได้ยากเพราะไม่มีปริยัติ และไม่สามารถสวดปาติโมกข์ได้" หลวงแม่ธัมมนันธา กล่าว พร้อมชี้ว่าเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลให้สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนออกคำสั่งห้ามดังกล่าว

        การรื้อฟื้นภิกษุณีในไทยมีขึ้นอีกครั้ง ในปี 2499 เมื่อนางวรมัย กบิลสิงห์ ซึ่งเป็นมารดาของหลวงแม่ธัมมนันทา ได้รับศีล 8 แล้งครองผ้าสีดอกบวบ จากรองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนจะเดินทางไปอุปสมบทที่ประเทศไต้หวันกับภิกษุณีสายมหายาน ทั้งนี้ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้สร้าง "วัตรทรงธรรมกัลยานี" เป็น "วัด" สำหรับพระผู้หญิงขึ้นเป็นแห่งแรกในไทย ปูทางให้กับการบวชภิกษุณีของบุตรสาวในเวลาต่อมา แต่ไม่สามารถเรียกว่า "วัด" ได้ เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาต

         หลวงแม่ธัมมนันธา กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่แม่ของเธอออกบวชจนถึงวันที่ตัวเธอไปบวชที่ศรีลังกาห่างกันราว 30 ปี แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ทัศนคติและการปฎิบัติต่อภิกษุณีในไทยไม่เปลี่ยนมากนัก คือการบวชภิกษุณียังถือเป็นเรื่องต้องห้าม และหลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งนี้เป็นเพราะมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งเป็นสถาบันที่กำกับดูแลคณะสงฆ์ไทย มีความเห็นไม่รับรองสถานะภิกษุณีว่าเป็นนักบวชในคณะสงฆ์ไทย

              มติของที่ประชุม มหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อปี 2557 ที่พิจารณาเรื่องการบวชภิกษุณี อ้างประกาศของสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี 2471 โดยออกความเห็นว่า ภิกษุณีในพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นขาดสายมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ไม่มีภิกษุณีผู้ที่จะมาทำการอุปัชฌาย์ได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย จึงยืนยันว่าภิกษุณีในสายเถรวาทนั้นขาดตอนไปแล้ว โดยพระสงฆ์ไทยเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถจะไปทำการบวชให้ได้ เพราะจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนพระธรรมวินัย

            คำชี้แจงของ มส.ได้ระบุถึง "การสิ้นสาย" ของภิกษุณีสงฆ์ โดยเท้าความไปถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เมื่อพุทธศาสนาในอินเดียและศรีลังกาเสื่อมลง หลังจากการรุกรานของกองทัพชาวฮินดูจากอินเดียใต้ และแม้ว่าต่อมา กษัตริย์ศรีลังกาทรงอัญเชิญภิกษุสงฆ์จากพม่าไปฟื้นฟูพุทธศาสนาและภิกษุสงฆ์ขึ้นมาใหม่ แต่ในครั้งนั้นก็ไม่มีการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์

              อย่างไรก็ดี ศรีลังกาเริ่มมีการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทอย่างจริงจัง เมื่อปี 2541 และมีการบวชต่อเนื่องกันทุกปีโดยมีพระอินามาลุเว ศรีสุมังคโลมหาเถระ เจ้าอาวาสวัดดัมบุลละนิกายสยามวงศ์เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยอาศัยพุทธานุญาตของพระพุทธเจ้า "ให้ภิกษุทั้งหลายบวชภิกษุณี"

              ทุกวันพระ วัตรทรงธรรมกัลยาณีจะนิมนต์พระภิกษุมาให้โอวาทภิกษุณีสงฆ์ นี่คือหนึ่งในครุธรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ต้องถือปฏิบัตินับตั้งแต่วันอุปสมบท

             ด้านหลวงแม่ธัมมนันทา เน้นย้ำว่า ภิกษุณีจะสิ้นสายหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เนื่องจากภิกษุณีเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ตั้งแต่ต้น โดยมีการประดิษฐานพุทธบริษัท 4 ทั้งนี้ในพระไตรปิฎกไม่ได้บัญญัติว่าพระศาสดาจะอยู่กับพระภิกษุสงฆ์ แต่ให้ดูแลให้มีความรับผิดชอบเท่าๆ กัน

            หลวงแม่บอกต่อว่า ความเข้าใจที่ว่าภิกษุณีสงฆ์สิ้นสายไปแล้ว "ให้หมดไปเลย" เกิดจากความเข้าใจผิดว่าผู้หญิงที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้ต้องเริ่มต้นจากการบวชกับภิกษุณีสงฆ์ แล้วจึงไปบวชกับภิกษุสงฆ์ อย่างไรก็ดี ในพระไตรปิฎก กลับปรากฎว่าครั้งแรกที่มีการบวชภิกษุณี ภิกษุสงฆ์สามารถเป็นผู้อุปสมบทได้เลย

             "ที่ดึงภิกษุณีสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบอันตรายิกธรรม หรือ

การสอบถามถึงสิ่งที่อาจขัดขวางการบรรลุธรรมได้ คำถามบางข้อผู้หญิงอาจจะเขินอายหากพระภิกษุเป็นผู้ถาม ฉะนั้นถ้าไม่มีภิกษุณี ผู้หญิงที่ขอบวชสามารถขอตอบอันตรายิกธรรมต่อพระภิกษุได้เลย นางก็สามารถจะบวชได้ เพราะฉะนั้นจะสิ้นสายหรือไม่ ก็สามารถทำได้โดยพระธรรมวินัย"

การกีดกันทางศาสนา

             หลังจากที่หลวงแม่ธัมมนันทาได้อุปสมบท และมาจำวัดที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีเป็นเวลาหนึ่งปี โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้ามาก้าวก่าย ผู้หญิงไทยเริ่มมีความมั่นใจว่าการครองสมณเพศนั้นสามารถทำได้ และได้ออกไปอุปสมบทที่ศรีลังกาอีกหลายรูป บ้างมาปฎิบัติธรรมที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี และมีบ้างที่ออกไปตั้งวัตรหรือสำนักปฏิบัติธรรมอื่น ๆ

            จนถึงวันนี้ คาดว่า มีภิกษุณีชาวไทยได้รับการอุปสมบทแล้วราว 100 รูป และหากนับรวมกับสามเณรีและสิกขมานา ก็มีไม่ต่ำกว่า 200 รูป ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ

              ดร.กาญจนา สุทธิกุล ประธานกรรมการมูลนิธิพุทธสาริกา ซึ่งดูแลกิจกรรมภายในวัตรทรงธรรมกัลยาณี เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า แม้การบวชภิกษุณีจะไม่ผิดกฎหมาย แต่การไม่ได้รับสถานะนักบวช ทำให้ภิกษุณีสงฆ์ยังมีคำนำหน้านางและนางสาว ซึ่ง ได้สร้างความยากลำบากทั้งการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ เช่น การขออนุญาตตั้งวัด การมีหนังสือราชการรับรองสถานภาพภิกษุณี อีกทั้งที่ผ่านมายังมีเหตุที่เกิดจากการเลือกปฎิบัติหลายครั้ง อาทิ

           การอุปสมบทพระภิกษุณีสงฆ์เถรวาท ที่ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม เกาะยอ สงขลา เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2557 โดยมีภิกษุณีสงฆ์ ทั้งหมด 12 รูป และมีภิกษุจากศรีลังกา 3 รูป และภิกษุไทย 17 รูป เป็นอุปัชฌาย์ โดยต่อมา กรรมการ มส. ได้ประกาศให้การบวชดังกล่าวเป็นโมฆะ และออกประกาศห้ามมิให้มีการบวชภิกษุณีในประเทศไทย

มส. ขอให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) งดตรวจลงตราวีซ่าให้กับภิกษุและภิกษุณีต่างชาติที่จะเข้ามาทำการอุปสมบทในไทย ซึ่งส่งผลให้การเดินทางมายังประเทศไทยของภิกษุและภิกษุณีชาวศรีลังกาได้รับความยากลำบากมากขึ้น แม้จะเข้ามาเพื่อเหตุผลอื่นก็ตาม

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกความเห็นเมื่อ 22 มิ.ย. 2558 ให้ มส. และองค์กรทางศาสนาในไทย ทบทวนมติและคำสั่งที่ไม่เป็นไปตามแนวทางและสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นควรให้ กต.ทบทวนการงดออกวีซ่าให้กับพระอุปัชฌาย์ที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งประสงค์จะเข้ามาบวชภิกษุณีให้หญิงไทย

            การห้ามคณะภิกษุณีสงฆ์เข้าไปไปเจริญเมตตาธรรมถวายพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ณ พระบรมมหาราชวัง คือเหตุการณ์ล่าสุด ที่หลายฝ่ายมองว่าสะท้อนการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศของรัฐที่มีต่อภิกษุณีสงฆ์ในไทย

           ที่ผ่านมา หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้แก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้เพิ่มเติม "ภิกษุณี" เป็นคณะสงฆ์อื่น เพื่อให้ภิกษุณีได้รับ

การรับรองสถานภาพทางกฎหมาย

          ด้านหลวงแม่ธัมมนันทา ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและทางด้านกฎหมายยังต้องใช้เวลาก่อนจะเห็นผล แต่การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แท้จริง คือ คุณภาพของภิกษุณีสงฆ์ ในการที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้เป็นที่ประจักษ์

          "ส่วนรัฐควรจะมีท่าทีที่ชัดเจนที่จะดูแลพลเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะเป็นพลเมืองที่ถือศีลมากที่สุดในประเทศ และการมีอยู่ของภิกษุณีได้เกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลจะหลับหูหลับตามันไม่สมจริง เหมือนกฎหมายไม่สมจริง"

ความปลอดภัยในชีวิตภิกษุณี

             จะว่าเพศหญิงอ่อนแอกว่าชาย ก็อาจจะจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง (ไม่เสมอไป)

             อย่างไรก็ตาม การที่ผู้หญิงมีศรัทธา จะเข้ามาบวชในพุทธศาสนา ก็เป็นสิ่งที่ดีและ

 ก็เคยมีมาแล้วในสมัยพุทธกาล มีภิกษุณีหลายรูป

             แต่ก็อย่างว่า ความปลอดภัยก็อาจจะไม่มีมากนัก ดังกรณีภิกษุณีอุบลวรรณาเถรีถูกนันทมานพข่มขืน

ประวัติพระนางอุบลวรรณาเถรี

           พระนางอุบลวัณณาเถรีก็ถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐี ณ กรุงสาวัตถี บิดามารดาก็ตั้งชื่อของนางว่า อุบลวรรณา เพราะมีผิวพรรณเสมอด้วยวรรณะของดอกอุบลขาบ

           สมัยนั้น เวลาที่นางเติบโตเป็นสาวแล้ว พระราชาทั้งหลายทั่วชมพูทวีป พากันส่งทูตไปยังสำนักเศรษฐีว่า ขอจงให้ธิดาแก่เราเถิด พระราชาผู้ชื่อว่าไม่ส่งทูตไปไม่มีเลย

           ดังนั้นเศรษฐีจึงคิดว่า เราไม่อาจจะยึดเหนี่ยวน้ำพระทัยของพระราชาได้ทั้งหมด แต่จำเราจักทำอุบายอย่างหนึ่งดังนี้แล้ว จึงเรียกธิดามาถามว่า ลูกเอ๋ย บวชเสียได้ไหมลูก

คำของบิดาได้เป็นประหนึ่งน้ำมันที่เคี่ยวแล้วร้อยครั้ง รดลงที่ศีรษะ เพราะนางมีภพสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นนางจึงตอบบิดาว่า

 

ลูกจักบวชจ้ะ พ่อจ๋า !

 

พระอุบลวรรณาเถรีบรรลุพระอรหันต์

            เศรษฐีนั้นก็ทำสักการะแก่นาง นำไปสำนักภิกษุณีแล้วให้บวช เมื่อนางบวชได้ไม่ถึงครึ่งเดือน วาระตามกาล [เวร] ในโรงอุโบสถก็มาถึง นางจุดประทีปแล้วกวาดโรงอุโบสถยืนถือนิมิตแห่งเปลวประทีป ตรวจดูบ่อย ๆ ก็ทำฌานที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้บังเกิด กระทำฌานนั้นนั่นแลให้เป็นบาท ก็บรรลุพระอรหัต แม้อภิญญาและปฏิสัมภิทา ก็สำเร็จพร้อมกับพระอรหัตผลนั่นแล

           ก็พระเถรีรูปนี้ คราวใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังโคนต้นมะม่วงของนายคัณฑะ เพื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ใกล้ประตูกรุงสาวัตถี คราวนั้น ก็เข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วก็กราบทูลอย่างนี้ว่า

           ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักกระทำปาฏิหาริย์ ผืว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้วบันลือสีหนาท

            พระศาสดาทรงทำเหตุนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง ประทับนั่งท่ามกลางบริษัทพระอริยะ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงสถาปนาพระภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระเถรีรูปนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ และเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ดังความในพระสูตรว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม่ออกบวชก็ขอจงเป็นเช่นพระเขมาภิกษุณี และอุบลวรรณาภิกษุณีเถิด

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณี เป็นดุลเป็นประมาณเช่นนี้

          พระอุบลวรรณาเถรีนั้น ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในฌาน สุขในผล และสุขในพระนิพพาน วันหนึ่ง พิจารณาถึงโทษ ความทราม และความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย เมื่อกล่าวย้ำคาถาที่เห็นโทษของกามพระเถรีเกิดความสลดใจ เฉพาะการอยู่ร่วมสามี ระหว่างมารดากับธิดา จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถานี้ว่า

 

เราทั้งสองคือมารดาและธิดาเป็นหญิงร่วมสามี

กัน เรานั้นมีความสลดใจ ขนลุก ที่ไม่เคยมี

น่าตำหนิจริง ๆ กามทั้งหลาย ไม่สะอาด กลิ่น

 

เหม็น มีหนามมาก ที่เราทั้งสองคือมารดากับธิดา

เป็นภริยาร่วม (สามี) กัน

เรานั้น เห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นเนกขัมมะ

การบวชเป็นทางเกษมปลอดโปร่ง จึงออกจากเรือน

 

บวชไม่มีเรือน

           เล่ากันว่า ในอดีตชาติได้เกิดเป็นภริยาของพ่อค้าคนหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี ตั้งครรภ์ขึ้นมาในเวลาใกล้รุ่ง นางก็ไม่รู้เรื่องการตั้งครรภ์นั้น พอสว่าง พ่อค้าก็บรรทุกสินค้าลงในเกวียนเดินทางมุ่งไปกรุงราชคฤห์ เมื่อเวลาล่วงไป ครรภ์ของนางก็เติบโต จนแก่เต็มที่

           ครั้งนั้น แม่ผัวพูดกะนางว่า ลูกชายเราก็จากไปเสียนานและเจ้าก็มีครรภ์ เจ้าไปทำชั่วมาหรือ

             นางก็กล่าวว่า นอกจากลูกชายของแม่ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักชายอื่น

            แม่ผัวฟังนางแล้วไม่เชื่อ จึงขับไล่นางออกไปจากเรือน นางก็ไปตามหาสามี ไปถึงกรุงราชคฤห์ตามลำดับ ขณะนั้น ลมกัมมัชวาตก็ปั่นป่วน นางก็เข้าไปยังศาลาหลังหนึ่งใกล้ ๆ ทางแล้วก็คลอดลูก นางคลอดลูกชายคล้ายรูปทองให้นอนบนศาลาอนาถา แล้วออกไปหาน้ำข้างนอกศาลา

          ขณะนั้นนายกองเกวียนคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีลูกเดินมาทางนั้น คิดว่าทารกของหญิงไม่มีสามี จักเป็นลูกของเรา จึงเอาทารกนั้นมอบไว้ในมือนางนม

          ต่อมา มารดาของทารกนั้น ทำกิจเรื่องน้ำแล้ว กลับมาไม่เห็นลูกก็เศร้าโศกคร่ำครวญ ไม่เข้าไปกรุงราชคฤห์แต่เดินทางต่อไป หัวหน้าโจรคนหนึ่ง พบนางในระหว่างทางเกิดจิตปฏิพัทธ์ จึงเอานางทำเป็นภริยาของตน นางอยู่ในเรือนโจรนั้น ก็คลอดลูกหญิงออกมาคนหนึ่ง วันหนึ่ง นางยืนอุ้มลูกหญิงอยู่ทะเลาะกับสามีก็โยนลูกลงบนเตียง ศีรษะของเด็กหญิงแตกหน่อยหนึ่ง

 

ต่อนั้น นางกลัวสามีก็กลับไปกรุงราชคฤห์ท่องเที่ยวไปตามอำเภอใจ ลูกชายของนางโตเป็นหนุ่มไม่รู้ว่าเป็นมารดา ก็เอามารดาเป็นภริยาของตน

              ต่อมา เขาไม่รู้ว่าลูกสาวหัวหน้าโจรนั้นเป็นน้องสาวก็แต่งงานนำมาเรือน เขานำมารดาและน้องสาวมาเป็นภริยาของตนอยู่กันมาอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น คนแม้ทั้งสองนั้นจึงอยู่กันอย่างพร้อมเพรียง

             ต่อมาวันหนึ่ง มารดาแก้มวยผมของลูกสาวหาเหาเห็นแผลเป็นที่ศีรษะ คิดว่าหญิงคนนี้คงเป็นลูกสาวเราแน่แล้วก็ถาม เกิดความสลดใจจึงไปสำนักภิกษุณีแล้วบวช ก็พระเถรีนี้ กล่าวย้ำคาถาที่หญิงนั้นกล่าวไว้แล้วเหล่านั้น โดยเห็นโทษในกามทั้งหลาย

 

นันทมาณพข่มขืนพระนางอุบลวรรณาเถรี

             โดยสมัยอื่น พระเถรีนั้นเที่ยวจาริกไปในชนบท กลับมาแล้วเข้าไปสูป่าอันธวัน ในกาลนั้น พระศาสดายังไม่ทรงห้ามการอยู่ป่าของพวกนางภิกษุณี

             ครั้งเมื่อพวกมนุษย์ทำกระท่อม ตั้งเตียงกั้นม่านไว้ในป่านั้นแก่พระเถรีนั้น 

พระเถรีนั้น เขาบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีออกมาแล้ว

            ฝ่ายนันทมาณพ ผู้เป็นบุตรแห่งลุงของพระเถรีนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ ตั้งแต่กาลแห่งพระเถรียังเป็นคฤหัสถ์ สดับความที่พระเถรีมา จึงไปสู่ป่าอันธวันก่อนแต่พระเถรีมาทีเดียว เข้าไปสู่กระท่อม ซ่อนอยู่ภายใต้เตียง พอเมื่อพระเถรีมาแล้ว เข้าไปสู่กระท่อม ปิดประตู นั่งลงบนเตียง เมื่อความมืดในคลองจักษุยังไม่ทันหาย เพราะมาจาก (กลาง) แดดในภายนอก นันทมาณพจึงออกมาจากภายใต้เตียง ขึ้นเตียงแล้ว แม้ว่าถูกพระเถรีห้ามอยู่ว่า

“คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย” แต่นันทมาณพก็ยังข่มขืน กระทำกรรมอันตนปรารถนาแล้วก็หนีไป เพราะตอนนั้น ไม่มีใครหรือภิกษุใดที่อยู่ใกล้

กระท่อมของพระนางอุบลวรรณาเถรี จึงเปลี่ยว ไม่มีใครมาช่วยไว้ทัน

             ครั้งนั้นพอนันทมานพ จะเดินออกไป แผ่นดินใหญ่ประดุจว่าไม่อาจจะยกโทษของเขาไว้ได้ ก็ได้แยกออกเป็น ๒ ส่วนแล้ว เขาเข้าไปสู่แผ่นดิน ไปเกิดในอเวจีมหานรกแล้ว

 

          ฝ่ายพระนางอุบลวรรณาเถรี ก็ได้บอกเนื้อความแก่ภิกษุณีทั้งหลายแล้ว

พวกภิกษุณีแจ้งเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุ กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

คนพาลประสพทุกข์เพราะบาปกรรม

          พระศาสดา ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า 

“ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพาล เมื่อทำกรรมลามก เป็นผู้ยินดีร่าเริง เป็นประดุจฟูขึ้น ๆ ย่อมทำได้ ประดุจบุรุษเคี้ยวกินรสของหวาน มีจำพวกน้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวดเป็นต้น บางชนิด” 

      ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า:-

 

๑๐. มธุวา มญญตี พาโลยาว ปาปํ น ปจจติ

ยทา จ ปจจติ ปาปํอถ (พาโล) ทุกขํ นิคจฉติ

แปลว่า

“คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำผึ้ง ตราบเท่า

ที่บาปยังไม่ให้ผล ก็เมื่อใด บาปให้ผล เมื่อนั้น

คนพาล ย่อมประสบทุกข์

พระขีณาสพไม่ยินดีกามสุข”

 

                โดยสมัยอื่น มหาชนสนทนากันในธรรมสภาว่า “แม้พระขีณาสพทั้งหลาย ชะรอยจะยังยินดีกามสุข ยังเสพกาม ทำไมจักไม่ช่องเสพ เพราะพระขีณาสพเหล่านั้น ไม่ใช่ไม้ผุ ไม่ใช่จอมปลวก มีเนื้อและสรีระยังสดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น แม้พระขีณาสพเหล่านั้น ยังยินดีในกามสุข ยังเสพกาม”

 

 

               พระศาสดา เสด็จมา ตรัสถามว่า 

           “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน? เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า “ด้วยเรื่องชื่อนี้” 

           จึงตรัสว่า 

            “ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลาย ไม่ยินดีกามสุข ไม่เสพกาม เหมือนอย่างว่า หยาดน้ำ ตกลงบนใบบัว ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียว และเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ที่ปลายเหล็กแหลม ย่อมกลิ้งตกไปแน่แท้ ฉันใด กามแม้ ๒ อย่าง ย่อมไม่ซึมซาบ ไม่ตั้งอยู่ในจิตของพระขีณาสพ ฉันนั้น” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ ในพราหมณ์วรรคว่า:-

 

“เรากล่าวบุคคล ผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย

เหมือนน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์

ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์”

เนื้อความแห่งพระคาถานี้ จักแจ่มแจ้งในพราหมณวรรคนั่นแล

 

ภิกษุณีควรอยู่ในพระนคร

            จากเหตุที่เกิดกับพระนางอุบลวรรณาเถรี พระศาสดา รับสั่งให้เชิญพระเจ้า

ปเสนทิโกศลมาแล้ว ตรัสว่า

             “มหาบพิตร แม้กุลธิดาทั้งหลาย ในพระศาสนานี้ ละหมู่ญาติอันใหญ่และกองแห่งโภคะมาก บวชแล้ว ย่อมอยู่ในป่า เหมือนอย่างกุลบุตรทั้งหลายเหมือนกัน

              คนลามก ถูกราคะยอมแล้ว ย่อมเบียดเบียนภิกษุณีเหล่านั้น ผู้อยู่ในป่า ด้วยสามารถแห่งการดูถูกดูหมิ่นบ้าง ให้ถึงอันตรายแห่งพรหมจรรย์บ้าง เพราะฉะนั้น พระองค์ควรทำที่อยู่ภายในพระนครแก่ภิกษุสงฆ์”

              พระราชา ทรงรับว่า “ดีละ” ดังนี้แล้ว รับสั่งให้สร้างที่อยู่เพื่อภิกษุสงฆ์ ที่ข้างหนึ่งแห่งพระนคร จำเดิมแต่นั้นมา พวกภิกษุณีย่อมอยูในละแวกบ้านเท่านั้น

 

พระอุบลวรรณาเถรีปรินิพพาน

              ความยังไม่ปรากฏว่าท่านปรินิพพานที่ไหนและเมื่อไร

         ในกาลต่อมาสตรีก็ไม่ค่อยจะนิยมเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี ด้วยเหตุผลลึก ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่ก็จะเป็นฝ่ายอนุโมทนาในการบวชของชาย  และก็เป็นกองหนุนด้วย

ทำบุญตักบาตรและปฏิบัติตนอยู่ที่บ้าน และมีค่านิยมในการสำรวมตนประดุจชายที่ได้บวช

แม้หญิงจะไม่ได้บวชก็จริง แต่สังคมของบิดามารดา จะคอยดูแลเป็นพิเศษ อบรมสั่งสอน

ให้มีกิริยามารยาทวางตนเหมาะสม รักนวล สงวนตัว ซึ่งเสมือนว่าได้บวชนั้นเอง

 

บทสรุป

         การบวชเป็นสิ่งที่ทำได้โดยยาก เพราะคนที่จะเข้ามาบวชในพุทธศาสนา จะถือศีล

มากกว่าฆราวาส  ฆราวาส ถือศีลเพียง 5 ข้อเท่านั้น ภิกษุถือศีล 227 ข้อ ภิกษุณี ถือศีล

มากกว่าภิกษุ คือถือศีล 311 ข้อ คนที่จะมาบวชเป็นภิกษุณีในสมัยพุทธกาลใช้วิธีการ

รับครุธรรม 8 ประการ การบวชพระด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ไม่มีพิธีกรรมยุ่งยากอะไร

เพียงพระพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมวินัยตถาคตกล่าวไว้ดีแล้ว เธอ

จงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกช์โดยชอบเถิด” เพียงแค่นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็น

พระในพุทธศาสนาแล้ว ในกาลต่อมาพระองค์ทรงอนุญาตให้บวชด้วยไตรสรณคมน์ และ

จตุตถกรรมวาจา คนจะมาบวชเป็นพระและภิกษณีได้ ต้องมีอายุ 20 ปี (บรรลุนิติภาวะ)

ต่ำกว่านี้ให้บวชเป็นสามเณร ถ้าหญิง ก็บวชเป็นสามเณรี สิกขมานา เมื่ออายุ 18 ปี 

แต่พุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้บวชเป็นสิกขมานา ตอนอายุ 12 ปีก็ได้ กล่าวคือถ้าหญิงใดแต่งงานมา อายุ 12 ปี ก็บวชเป็นสิกขมานา (บางตำนาน) เพราะได้ชื่อว่าเข้าใจนชีวิต และผ่านความทุกข์ยากลำบากของชีวิตมาบ้างแล้ว 

          การบวชภิกษุณีในสมัยพุทธกาลเพียงมีข้อตกลงการับ ครุธรรม 8 ประการ 

ครุธรรม 8 ประการ

1. ภิกษุณีอุปสมบทแล้ว 100 ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้น

2. ภิกษุณีไม่พึงอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ (เพราะอาจไม่ปลอดภัย)

3. ภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือ ถามวันอุโบสถ 1 เข้าไปฟัง คำสั่งสอน 1 จากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน

5. ภิกษุณีต้องธรรมที่หนักแล้ว ต้องประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ 2 ฝ่าย

4. ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย โดยสถานทั้ง 3 คือ โดยได้เห็น โดยได้ยิน หรือโดยรังเกียจ

6. ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์ 2 ฝ่าย เพื่อสิกขมานาผู้มีสิกขาอันศึกษาแล้ว ในธรรม 6 ประการครบ 2 ปีแล้ว

7. ภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง

8. ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีทั้งหลายสอนภิกษุ เปิดทาง ให้ภิกษุทั้งหลายสอนภิกษุณี) คนที่ห้ามบวช เช่น บัณเฑาะก์ หรือกะเทย คนลักเพศ (บวชตนเอง).    ผู้นับถือศาสนาอื่น (แต่ให้บวชได้ถ้ายอมรับเคารพในพระรีตนตรัย). สัตว์เดรัจฉาน (มีตำนานเล่าว่า นาค อยากบวชในพุทธศาสนา แปลงกายเป็นมนุษย์ มาบวช แต่พอหลับจะกลายเพศเป็นนาคเหมือนเดิมจึงไม่ให้บวช แต่นาคขอฝากชื่อไว้ว่า ถ้าไม่ได้บวชจริง ๆ ก็ขอฝากชื่อนาคไว้ เช่น คนที่ก่อนจะบวชพระ ให้เรียกว่า “นาค” )ผู้ทำมาตุฆาต หรือฆ่าพ่อ ผู้ทำปิตุฆาตหรือฆ่าแม่ ผู้ฆ่าพระอรหันต์ ผู้ข่มขืนภิกษุณี (เช่น นันทมานพ แต่ก็ถูกแผ่นดินสูบไปแล้ว) ผู้ทำสังฆเภท หรือทำสงฆ์ให้แตกกัน ผู้ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และคนสองเพศ 

(มีคนที่มีร่างชายและหญิงในคนเดียวกัน เช่น ที่อินเดีย)

แหล่งอ้าอิงข้อมูล

https://uttayarndham.org/node/5807

https://bit.ly/302xINZ

https://bit.ly/3mLO4CC

https://guru.sanook.com/6646/

https://romdee.net/buddhist-ordination/

https://www.gotoknow.org/posts/146803

https://bit.ly/3DyuyjL

https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/puttha_buddha/26.html

https://www.m-culture.go.th/surveillance/ewt_news.php?nid=1283&filename=index

https://bit.ly/3Fz5laA

https://bit.ly/3vgjnJy

http://www.dharma-gateway.com/bhikunee/pra-ubon-wanna.htm

 

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 692835เขียนเมื่อ 14 ตุลาคม 2021 02:27 น. ()แก้ไขเมื่อ 14 ตุลาคม 2021 02:27 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี