จิตร ภูมิศักดิ์ และภาพลักษณ์ในบริบททางการเมือง ตอนที่ 6


การวิพากษ์ของจิตรเรื่องวรรณกรรมศักดินา

ถึงแม้ว่าจิตรจะมีชื่อเสียงในงานที่ถือว่าสุดยอด นั่นคือ โฉมหน้าศักดินาไทยในสมัยปัจจุบัน แต่ก็มีงานเขียนอื่นๆที่สมควรได้รับการกล่าวถึง ในตอนนี้จะได้นำเสนอการทบทววรรณกรรมคลาสสิกไทยของจิตร

เพราะว่าจิตรเป็นนักอ่านในวรรณกรรมคลาสสิกของไทยและเขมร จิตรได้ทบทวนงานวรรณกรรมคลาสสิกตั้งแต่สุโขทัยไปจนถึงยุคกลางกรุงเทพฯ (13 ศตวรรษจนมาถึงปี 1860) เมื่อกล่าวถึงโฉมหน้าศักดินาไทยฯ เขาต้องการวิจารณ์วิธีการเขียนกลอนแบบประเพณีที่เน้นไปที่กษัตริย์และประเทศมากกว่าชีวิตของคนธรรมดา และเรียกร้องให้ผู้อ่านมาสนใจแง่มุมทางสังคมของคนธรรมดาสามัยควบคู่กัน

อันดับแรกเขาทบทวนเรื่องนิราศหนองคาย ซึ่งเป็นการบรรยายขนาดยาวที่เขียนขึ้นในปี 1860 โดยเจ้าหน้าที่ศาลที่มียศไม่ใช่ใหญ่นัก ชื่อ ทิม สุขยางค์ แต่มีชื่อในหน้าที่ว่าหลวงพัฒนพงศ์ภักดี นิราศหนองคายเป็นเรื่องราวการเดินทัพจากกรุงเทพฯไปหนองคายในภาคอีศานเพื่อไปปราบกบฏในลาว ทิมอยู่ในการเดินทางครั้งนั้นด้วย เขาบรรยายถึงความลำบากในการเดินทาง และชี้ให้เห็นถึงการตัดสินใจที่ผิด และการขาดยุทธวิธีของนายทัพที่สั่งการเดินทางในครั้งนี้ด้วย ก็คือพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งบรรดาศักดิ์ที่เป็นรองแต่รัชกาลที่ 5 เท่านั้น หลังจากพบว่าตนเองถูกวิจารณ์ ช่วง บุนนาคจึงโมโหและใช้อิทธิพลของตนในการให้รัชกาลที่ 5 ลงโทษทิม เมื่อนิราศถูกตีพิมพ์ จึงถูกห้ามและเผาโดยคำสั่งศาล ทิมจึงถูกเฆี่ยนและจำคุก จิตรชี้ให้เห็นว่าทิมถูกทำโทษเพราะความกล้าในการวิจารณ์ผู้บังคับบัญชาของเขา กล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือหากไม่ยอมรับเขา ก็แสดงว่าไม่ยอมรับหลักของสังคมไทย ความเฉพาะตัวของงานชิ้นนี้อยู่ที่นิราศโดยส่วนใหญ่จะบรรยายถึงสถานที่ที่กวีไปพบ และความอาลัยหาของกวีต่อบ้านและคนรัก หรือเป็นแต่เรื่องทางเพศและเรื่องยั่วยวนสวาท (erotic expression) แต่นิราศหนองคายไปไกลจากวิธีโบราณ โดยการไปสัมผัสกับเรื่องทางการเมืองในวังของยุคนั้น ผู้แต่งยังได้บรรยายถึงชีวิตของผู้คนธรรมดาในแง่เศรษฐกิจและการเมือง และสถานที่ที่เขาค้นพบ ซึ่งจากมุมมองของจิตรเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ได้เลย ในแง่มุมหนึ่ง จิตรกระตุ้นผู้อ่านไม่อ่านนิราศเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ให้อ่านนัยยะทางสังคมที่อยู่ลึกขึ้นมาด้วย ในทางตรงกันข้ามเขาใช้เรื่องนี้ในการแสดงให้เห็นถึงระบบอุปถัมภ์และการรักษาช่วงชั้นในสังคมไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

จิตรยังได้ทบทวนวรรณกรรมเรื่อง “ลิลิตรโองการแช่งน้ำ” ซึ่งเป็นเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดในวรรณกรรมคลาสสิกไทย เรื่องนี้เขียนขึ้นมาเมื่อต้นอยุธยา (ประมาณกลางศตวรรษที่ 14) โดยส่วนใหญ่บทกวีเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสาปแช่งและภัยพิบัติ หากคนไม่ซื่อสัตย์หรือทรยศกษัตริย์ ลิลิตรเรื่องนี้เขียนขึ้นมาควบคู่กับพระราชพิธีแช่งน้ำ โดยพวกพราหมณ์ เมื่อข้าราชการจะต้องดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ พิธี ซึ่งได้รับมาจากอาณาจักรเขมร ได้ดำรงอยู่อย่างนานตั้งแต่ยุคสุโขทัยจนมาถึงการปฏิวัติปี 1932 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย นักวิชาการอนุรักษนิยมไทยมองวรรณกรรมนี้ว่าเป็นงานเขียนที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยทำให้ข้าราชการที่มาจากต่างที่มีความสามัคคีต่อกษัตริย์เพียงองค์เดียว พิธีกรรมยังช่วยให้ไม่มีภัยพิบัติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของจิตร จุดมุ่งหมายหลักของมันก็คือยกระดับสถานภาพของกษัตริย์ให้กลายเป็นพระเจ้า หรือเทวาในอุดมการณ์แบบฮินดู และทำให้อำนาจของกษัตริย์มีความชอบธรรม โดยการทำให้มีการจงรักภักดีต่อตัวกษัตริย์เอง โดยการสาปแช่งและทำให้ผู้คนยอมรับอำนาจนั้นแต่โดยดี เขายังขยายความต่อว่าพิธีกรรมนี้กระทำตัวข้าราชการเพื่อการขู่ เพราะคนไหนที่ไม่กล้าดื่มน้ำก็กำลังแสดงว่าเป็นกบฏ และมีโทษถึงตายได้ ซึ่งในทัศนะของจิตรเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายและเป็นรูปแบบหนึ่งของการขูดรีด ในบริบทของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น เขาเปรียบเทียบการจลาจลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เมื่อรัฐบาลมองพวกคอมมิวนิสต์ว่าเป็นการจลาจลหรือภัยต่อความมั่นคง 

ในทางตรงกันข้ามกับวรรณกรรมที่มีศาลเป็นศูนย์กลางที่ได้อธิบายไว้ข้างบน จิตรได้ทบทวนวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงมาก นั่นคือระเด่นลันได เรื่องนี้เขียนขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 โดยพระมหามนตรี ซึ่งเป็นตำรวจในรัชกาลที่ 3 ที่จิตรถือว่าเป็นข้าราชการศักดินาเหมือนกัน ระเด่นลันไดเป็นเรื่องของขอทานที่เป็นพวกแขกชื่อว่าลันได และมีหญิง 2 คน คือกระแอและประแดะ กระแอเป็นแฟนของลันได ที่ขายขนมหวานในตลาด ประแดะก็เป็นหญิงมาเลย์ที่สวยมาจากเมืองปาตานี ที่ย้ายมากรุงเทพฯเพื่อมาเป็นทาส และถูกขายให้แต่งงานกับประดู่ ซึ่งเป็นคนเลี้ยงวัว และก็เป็นแขกอินเดียเหมือนกัน ลันไดเจอประแดะและตกหลุมรัก นำไปสู่เรื่องราวใคร่ๆและเผชิญหน้ากับประดู่ที่เป็นสามี สิ่งต่างๆดูซับซ้อนขึ้นเมื่อกระแอกลายมาเป็นคนขี้อิจฉาและเกี่ยวข้องกับเรื่อง

ระเด่นลันไดเขียนขึ้นด้วยรูปแบบตลกและเสียดสีพร้อมๆกับมีฉากในเรื่องทางเพศ มันจึงดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องสนุกสำหรับทั้งคนชั้นสูงและชนชั้นธรรมดาในยุคนั้น และต่อมาถูกดัดแปลงให้เป็นบทละครด้วย ตามที่จิตรได้ว่าไว้ ลักษณะที่แตกต่างกันของเรื่องอยู่ตรงที่มันเป็นเรื่องของคนจนและชายขอบเมื่อเทียบกับแก่นเรื่องของความใจแคบและเป็นประเพณีในวรรณกรรมเรื่องอื่นๆ ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็นเรื่องความรักของราชาหรือเจ้าชาย เรารู้ประวัติผู้แต่งน้อยมาก แต่จิตรสรรเสริญเขาว่ากล้าหาญอย่างมากในการไม่ทำตามรูปแบบประเพณีของวรรณกรรมศักดินา และถือเป็นข้าราชการที่มีความก้าวหน้าแห่งยุคสมัย

นอกเหนือจากระเด่นลันไดแล้ว จิตรให้ค่าวรรณกรรมเรื่องอื่นๆเป็นวรรณกรรมศักดินาหมดเพราะเอาแต่สรรเสริญราชาเป็นที่ตั้ง เขายังเสนอว่าการที่ราชาเรียกหาความชอบธรรมได้อย่างมากโดยผ่านวรรณกรรม จุดมุ่งหมายของเขาคือการทำให้ผู้อ่านระแวดระหวังในอิทธิพลของกษัตริย์ แต่ไม่ใช่การไม่ให้อ่านวรรณกรรมเหล่านี้ แต่ต้องมองอย่างวิพากษ์จากมุมมองใหม่ นั่นคือมุมมองแบบสังคมนิยมนั่นเอง  

จาก Piyada Chonlaworn. Jit Phummisak and His Image in Thai Political Contexts.

หมายเลขบันทึก: 692831เขียนเมื่อ 13 ตุลาคม 2021 18:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 ตุลาคม 2021 18:57 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี