ตัวเรามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหรือไม่

 เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป  

   เมื่อคนใกล้ตัวของเราอยากจากโลกนี้ไป ไม่ง่ายเลยที่จะห้ามตัวเองไม่ให้พูดว่า ‘อย่าคิดมาก’ เพราะเราไม่ต้องการให้ความคิดใดมาทำร้ายหัวใจของเขาอีก และไม่ง่ายเลยที่จะไม่ขอร้องให้เขา ‘อยู่กับเราก่อน’ เมื่อกลัวจับใจว่าโลกของเราจะไม่มีเขาอีกแล้ว

         ปัจจุบัน เราอาจเห็นบทความเรื่องการรับมือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือคำต้องห้ามที่ไม่ควรกล่าวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์จริง หลายคนกลับทำตัวไม่ถูก เพราะกังวลกับข้อห้ามที่มีไม่น้อย หรือในบางครั้งข้อปฏิบัติเหล่านั้นก็ไม่สามารถอยู่ใน ‘สมอง’ ตอนที่ใช้ ‘หัวใจ’ รับฟัง

         โลกของเรามีประชากรราว 7.6 พันล้านคน และมีคนเป็นโรคซึมเศร้าถึง 300 ล้านคน หรือเกือบ 4% ส่วนคนไทยพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน หรือ 2.2% ของคนไทยทั้งหมด 69 ล้านคน และการฆ่าตัวตาย 4,000 คนต่อปีมีสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้า  ในบทความนี้จะยกตัวอย่างการใช้  Three-Track Mind กับอาการซึมเศร้า 

Three-Track Mind 

ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ ได้เเก่ Interactive Reasoning (Why) เป็นการให้เหตุผลแบบปฏิสัมพันธ์ คือการคิดทบทวนข้อมูลความรู้ ความเข้าใจของตัวเอง ผ่านการเเลกเปลี่ยนความคิด พูดคุยกับบุคคลอื่นเเละคุยกับตัวเราเอง จะทำให้เรารับรู้ว่าเรากำลังทำอะไร ทำไปทำไม Conditional Reasoning (Because) หมายถึง การให้ข้อสรุปว่าทำไมเราทำเเบบนี้ เพราะเหตุผลของเเต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยเราต้องมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ เเละใช้วิจารญาณในการคิด  เเละ Procedural Reasoning (How to) คือกระบวนการคิดเชิงระบบ (Systemic Thinking) การสืบค้นหานิยามของปัญหาและเลือกการรักษาที่แก้ปัญหาได้เหมาะสมและเป็นเหตุเป็นผล

ทำไมคนที่ซึมเศร้าถึงคิดอยากฆ่าตัวตาย “Why”

        สาเหตุของปัญหาและอาการของโรคที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางครั้งปัญหาของผู้ป่วยอาจมาจากเรื่องทั่วไป ที่คนภายนอกไม่มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ หรืออาจเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ ซึ่งความคิดอยากตาย ไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทุกคน แต่อารมณ์และความคิดที่เปลี่ยนแปลงจากโรคซึมเศร้า อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอยากพ้นจากปัญหา ความทุกข์ หรือสภาพแวดล้อมที่เผชิญอยู่ จนเริ่มอยากจบชีวิตตัวเองได้

  • เกิดจากสมองที่ทำงานผิดปกติโดยเส้นประสาทอาจไม่สมดุลกัน หรือมีปัญหาในการทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ ทางด้านความรู้สึก และอารมณ์
  • ลักษณะทางความคิด ความคิด และมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ ถือเป็นส่วนสำคัญของโรคซึมเศร้า หากมีทัศนคติในแง่ลบ อ่อนไหวต่อสิ่งรอบตัวได้ง่ายอาจส่งผลให้เป็นโรคซึมเศร้าได้
  • เหตุการณ์เลวร้ายที่ต้องเผชิญ ในบางครั้งการที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจเป็นเวลานาน และบ่อยครั้ง จนทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า และสิ้นหวังก็สามารถทำให้เป็นโรคร้ายนี้ได้เช่นกัน
  • การใช้ยาบางชนิดอาจส่งผลให้เกิดโรคนี้ได้ เช่น สเตียรอยด์ ยาเบนโซไดอะซีปีน เป็นต้น ดังนั้นควรศึกษาหรือขอคำแนะนำจากแพทย์เกี่ยวกับตัวยา และผลข้างเคียงที่อาจได้รับ
  • โรคบางโรคอาจมีผลข้างเคียงที่นำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้า เช่น โรคหัวใจ โดยผู้ป่วยอาจมีอาการเศร้าจนทำให้ฟื้นตัวจากโรคได้ช้า อาการดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุนำพาไปสู่โรคซึมเศร้าได้เช่นกัน
  • สามารถเกิดจากพันธุกรรมหากมีคนในครอบครัวเคยมีปัญหาหรือเป็นโรคทางด้านอารมณ์จะส่งผลให้มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น

เพราะอะไรการฆ่าตัวตายถึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในบุคคลที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า “Because”

การฆ่าตัวตายไม่มีสูตรสำเร็จ

              มีแนวคิดทางจิตวิทยาอธิบายว่า การฆ่าตัวตายไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละรายนั้นมีความเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป มีลักษณะบางประการที่พบร่วมกันในผู้ที่ฆ่าตัวตาย ได้แก่ - ต้องการหาทางออกของปัญหา การฆ่าตัวตายมิใช่สิ่งที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นโดยไม่มีเป้าหมาย หากแต่มีที่มาจากปัญหา ความยุ่งยากสับสน หรือภาวะวิกฤติที่แก้ไขไม่ได้ การฆ่าตัวตายจึงเป็นคำตอบ และสำหรับผู้ที่ฆ่าตัวตายแล้ว 

              สิ่งนี้เป็นเพียงทางออกเดียวที่เขามองเห็นในขณะนั้น  เพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้อะไรอีก ผู้ฆ่าตัวตายมองว่าตนเองมีแต่ความทุกข์ทรมาน ปวดร้าวจนทนไม่ไหว ไม่ต้องการรับรู้อะไรอีกต่อไป

  • การหยุดรับรู้สิ่งต่างๆ เป็นทางออกที่ดีที่สุดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  ความทุกข์ทรมานใจจนทนไม่ได้ การฆ่าตัวตายอาจไปสู่ภาวะที่ไม่ต้องรับรู้อะไร เป็นการหนีไปจากความปวดร้าวทางจิตใจ
  • ไม่มีใครฆ่าตัวตายขณะมีความสุข  ความผิดหวัง ไม่สมหวัง คับข้องใจจากสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ผู้ที่ตั้งความหวังไว้สูงจะมีความเสี่ยงหากผิดหวัง มักมองว่าปัญหาเกิดจากตนเอง ว่าตนเองเป็นคนล้มเหลว ในวัยรุ่นความต้องการทางจิตใจอาจเป็นเรื่องความรัก การเรียน ในวัยผู้ใหญ่อาจเป็นเรื่องการงาน หากความต้องการไม่ได้รับการตอบสนองนำมาสู่ความคับข้องใจมากขึ้น อาจเกิดการฆ่าตัวตายตามมาในที่สุด
  • ความรู้สึกสิ้นหวัง อะไรก็ช่วยไม่ได้ ผู้ฆ่าตัวตายมักรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป หมดหนทางที่จะมีใครช่วยเหลือออกจากความทุกข์ทรมานนี้ได้
  • มีภาวะสองจิตสองใจ อาจกินยาเกินขนาดโดยอยากตายจริง ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือตนเอง มีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ แคบลง อารมณ์และการรับรู้การตัดสินใจคับแคบลง
  • มองไม่เห็นทางเลือกหรือคำอธิบายอื่นๆ นอกจากความตาย  หนีจากความทุกข์ใจ เพื่อออกไปจากความกดดัน การฆ่าตัวตายเป็นการหนีครั้งสุดท้าย สื่อถึงความตั้งใจในการกระทำ

ทำอย่างไรถึงจะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ไม่ให้ฆ่าตัวตายHow to

1.เราต้องเข้าใจการฆ่าตัวตายก่อน
            การฆ่าตัวตาย เกิดจากหลายสาเหตุแต่สาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนคิดอยากฆ่าตัวตายเกิดจากโรคซึมเศร้า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีความรู้สึกเบื่ออย่างรุนแรงแทบทุกอย่างในชีวิต เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ความเศร้าที่รุนแรงมาก ๆ อาจทำให้คิดว่าตนเองผิด ไร้ค่า และคิดอยากฆ่าตัวตาย การตายจึงเป็นเหมือนทางออกของปัญหาในระยะสั้น เพื่อไม่ต้องเผชิญปัญหาต่อไป ความคิดของคนที่จะฆ่าตัวตายมักไม่เห็นหนทางแก้ไขปัญหา ชีวิตมืดมนและหมดหวัง ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
2.รู้อาการของโรคซึมเศร้า ส่วนใหญ่มักเริ่มเป็นจากอาการน้อย ๆ แล้วมากขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตได้ไม่ยาก ดังนี้
            1.อารมณ์ไม่สนุกสนานเหมือนเดิม ไม่มีความสุข เบื่อ ท้อแท้ หงุดหงิด และเศร้า
            2.หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ เบื่อสิ่งที่เคยทำแล้วสนุก มีความสุข ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเจอใคร
            3.เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก(บางคนกินมากเพื่อให้หายเครียด ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น)
            4.นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือตื่นเร็วกว่าเดิม 2-3 ชั่วโมงแล้วนอนต่อไม่ได้(บางคนนอนมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากทำอะไร พยายามนอนแต่ก็ไม่หลับ)
            5.เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
            6.ความคิดช้า การเคลื่อนไหวช้า ไม่มั่นใจตนเอง ไม่กล้าคิด ลังเลตัดสินใจลำบาก 
            7.สมาธิความจำเสีย ตั้งใจทำงานไม่ได้ ลืมง่าย ความจำลดลง
            8.คิดว่าตัวเองไร้ค่า ทำผิด ทำไม่ดี คิดต่อตัวเองไม่ดี
            9.คิดอยากตายและพยายามฆ่าตัวตาย

            โรคซึมเศร้า อาจเกิดหลังจากปัญหาความเครียดในชีวิต เช่น การสูญเสียคนรักหรือสิ่งที่รักในชีวิต ปัญหาเรื่องการเรียน การทำงาน ปัญหาอื่น ๆ แต่ในบางคนอาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุก็ได้ ถ้าเริ่มมีอาการน้อย ๆ ผู้นั้นมักจะรู้ตัวและอาจมาพบจิตแพทย์ แต่ถ้ามีอาการมากอาจไม่รู้ตัวและไม่มารับการรักษา บางคนกลัวว่าการมาพบจิตแพทย์แสดงว่า ตนเองเป็นโรคจิตโรคประสาท ทำให้ไม่ได้รับการรักษาและโรคมีอาการมากขึ้น จนถึงระดับที่คิดอยากตายได้ จากการสำรวจทั่วโลกพบว่า ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 100 คน มีเพียง 10 คน เท่านั้น ที่มาพบแพทย์และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง 

3.การรักษาโรคซึมเศร้า
            การรักษาโรคซึมเศร้า เป็นการแก้ไขสาเหตุของการฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก เนื่องจากปัจจุบันนี้เรารู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากการทำงานแปรปรวนของสารสื่อนำประสาทที่มีผลต่ออารมณ์ ยารักษาโรคซึมเศร้าช่วยให้การทำงานของสารสื่อนำประสาทนั้นกลับมาเป็นปกติ ผู้ป่วยร้อยละ 80 รักษาให้หายได้ เมื่อได้รับยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจ เมื่อหายป่วยแล้วจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม โรคซึมเศร้าจึงไม่ใช่โรคจิตหรือโรคประสาท แต่เป็นโรคทางอารมณ์ที่สามารถรักษาให้หายได้
            หากเราสงสัยว่าคนใกล้ชิดมีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า เช่น ซึมเฉย เงียบ ไม่พูดไม่จา เฉื่อยชา เชื่องช้า ทำอะไรผิดไปจากเดิมมาก ๆ การเรียนหรือการทำงานเสียไป บางคนอาจใช้คำพูด เช่น “รู้สึกเบื่อจัง ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม” “ฝากดูแลลูกด้วยนะ” หรือดำเนินการบางอย่างที่น่าสงสัยว่าจะไม่อยากมีชีวิตต่อไป เช่น ทำพินัยกรรม โอนทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน เราควรให้ความห่วงใยสอบถามถึงความรู้สึก ความคิดและอาการของโรคซึมเศร้า เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น ทำให้คนที่กำลังซึมเศร้ารู้สึกว่ามีคนห่วงใย มีเพื่อน มีที่พึ่ง ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นและไม่คิดอยากฆ่าตัวตาย ถ้าพบว่าผู้ใดมีอาการของโรคซึมเศร้าข้างต้นเกิน 5 ข้อ ควรแนะนำให้ผู้นั้นมาพบจิตแพทย์ เพื่อรับการตรวจและช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว การรักษาโรคซึมเศร้าได้เร็วจะช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายได้

***ถ้าสงสัยว่าผู้นั้นคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ ควรถาม
            การถามเรื่องการฆ่าตัวตายสามารถทำได้ เพราะอาจช่วยรักษาชีวิตเขาไว้ได้ วิธีการถามควรใช้ชุดคำถามแบบขั้นบันได ดังนี้
            1.เมื่อพบว่าใครมีอารมณ์ซึมเศร้า ให้ถามว่า“ความเศร้านั้นมากจนทำให้เบื่อชีวิตหรือไม่”    
            2.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า “ความรู้สึกเบื่อชีวิตนั้น ทำให้คิดอยากตายหรือไม่”
            3.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า “เมื่อคิดอยากตาย เคยคิดจะทำหรือไม่”
            4.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า “คิดจะทำอย่างไร”
            5.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า “เคยทำหรือไม่”
            6.ถ้าตอบรับ ให้ถามต่อไปว่า “เคยทำอย่างไร”
            7.สุดท้าย ให้ถามต่อไปว่า “มีอะไรยับยั้งใจ หรือหยุดความคิดนี้ได้ จนทำให้ไม่ได้ทำ”
            คำถามข้อสุดท้ายไม่ว่าจะตอบอย่างไร แสดงถึงปัจจัยบวกของผู้นั้นที่ช่วยให้เขายั้งคิด และป้องกันไม่ให้ฆ่าตัวตาย ควรชมและส่งเสริมให้กำลังใจในข้อดีนี้ เพื่อให้เป็นปัจจัยป้องกันในครั้งต่อไป
            บางคนเชื่อว่า การถามเรื่องฆ่าตัวตายจะไปกระตุ้นคนที่ยังไม่คิดให้คิด หรือกระตุ้นให้คนที่คิดอยู่บ้างทำจริง ๆ ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้องเพราะในความเป็นจริงการถามเรื่องนี้ไม่ได้ชักจูงหรือกระตุ้นให้คิดหรือทำ แต่สำหรับคนที่คิดจะทำอยู่แล้ว เมื่อมีคนถามจะรู้สึกว่ามีคนเข้าใจความรู้สึกดีขึ้นจนไม่คิดอยากทำ

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการช่วยป้องกันการฆ่าตัวตาย โดย...
            • สนใจ ใส่ใจ สังเกตตนเอง เพื่อน ๆ และคนใกล้ชิด ว่ามีอาการของโรคซึมเศร้าหรือไม่ ถ้ามีอาการมากให้ถามถึงอาการซึมเศร้า และถามถึงความคิดอยากฆ่าตัวตาย
            • ถ้าตนเองเกิดโรคซึมเศร้า ให้ปรึกษาทีมสุขภาพจิตโดยเร็ว 
            • แนะนำผู้ที่มีอาการซึมเศร้า รีบมาพบทีมสุขภาพจิต เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วจะได้ผลดีกว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีความคิดอยากตายหรือฆ่าตัวตาย ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้น

ทำไมต้องแสดงความรู้สึกรักหรือกอด แล้วเกี่ยวอะไรกับซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย“Why”

พลังแห่งการกอด

 

      การกอด คือการแสดงความรักที่นิยมใช้กันทั่วโลก เป็นภาษากายที่ใช้ทักทายและบอกลาแก่เพื่อน ครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายกว่าการจูบ นอกจากการกอดจะมีค่ามากกว่าการเป็นสื่อแสดงความรักแล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงอาจมองข้ามความสำคัญของการกอด แต่หารู้ไม่ว่า การกอดมีค่ามากกว่าแค่การเป็นสื่อแสดงความรักแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย

กอดแล้วส่งผลดีอย่างไร? “Because”

                ประโยชน์จากการกอดมีหลายข้อ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคงจะไม่พ้นเรื่องของสุขภาพจิต หลายคนคงคุ้นเคยกับความรู้สึกอบอุ่นสุขสบายใจเมื่อได้กอดใครหรือเมื่อถูกกอด ความรู้สึกนี้เกิดจากฮอร์โมนที่ร่างกายของเราผลิตระหว่างการกอดเรียกว่า ออกซิโตซิน (oxytocin) ฮอร์โมนออกซิโตซินมีประโยชน์ในด้านการเสริมสร้างพฤติกรรมเอื้อสังคม (prosocial behaviors) และเป็นสารช่วยต้านความซึมเศร้า ดังนั้นเมื่อเรากอดใครสักคนนานกว่า 20 วินาที ร่างกายจะหลั่งสารออกซิโตซินออกมาในระดับสูง และมีส่วนช่วยในการลดความเครียดและความวิตกกังวลลง

           แต่สุขภาพจิตเป็นแค่จุดเริ่มต้น ในปีที่ผ่านมา พบว่า ภาวะสุขภาพจิตส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางกายของเรา นอกจากประโยชน์ในการลดความเครียดและวิตกกังวลแล้ว การกอดยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียดและความวิตกกังวล เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิตสูง อัตราการเต้นของหัวใจ และโรคหัวใจ แม้กระทั่งระบบภูมิคุ้มกันของเรายังได้รับผลเสียจากระดับความเครียด และอาการเหล่านี้สามารถดีขึ้นเมื่อได้กอด 

            นอกจากนี้ พบว่าการสัมผัสทางกายเป็นยาวิเศษ ช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดหัว หรือปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น และช่วยให้ผ่อนคลาย ในการวิจัยศึกษาที่เกี่ยวข้องกัน เสนอว่าการสัมผัสที่รักใคร่สามารถลดอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia Syndrome) ดังนั้น ในครั้งหน้าที่คุณมีโอกาสกอดคนที่คุณรัก ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ภวังค์นั้นอีกสักนิด นอกจากจะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณดีขึ้นแล้ว การกอดยังช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย

กอดอย่างไรให้ได้ผลดี? “How to”

กอดอย่างไรให้ใจสัมผัสใจ

          แม้ทุกคนจะเคยมีประสบการณ์การกอดมาแล้ว แต่อยากเชิญชวนให้ลองกอดด้วยหัวใจตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญการกอดหลายๆ ท่าน ดังนี้ดูค่ะ 

  1. การกอดที่ดีควรกอดโดยให้แขนและมือทั้งสองข้างสัมผัสกับหลังของผู้ถูกกอดอย่างอิสระต่อกัน ไม่กอดแขนตัวเอง หรือโอบโดยจับมือตัวเองไว้ระหว่างกอด กอดนิ่งๆ แน่นๆ นานๆ และถ่ายทอดความรู้สึกดีๆ ไปสู่เขาอย่างจริงใจ
  2. ไม่โยกตัว ไม่ตบหลัง ระหว่างที่กอด เพราะจะเป็นการกลบเกลื่อนความรู้สึกทั้งของเราและเขา และอาจแสดงถึงความไม่เท่าเทียม ทำให้ผู้ถูกกอดรู้สึกด้อยกว่าได้ กอดด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มีโดยปล่อยวางความกังวลต่างๆ ลง หากรู้สึกเขินอาย ไม่ผ่อนคลาย อย่าเพิ่งรีบผละออก ลองให้โอกาสตัวเองได้กอดให้นานขึ้น และรับรู้ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่ผลักไส ปล่อยให้ใจสัมผัสใจผ่านอ้อมกอดของกันและกัน
  3. กอดจนกว่าจะรู้สึกว่าเราได้ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆ ไปสู่เขา และเขารับไว้หมดแล้วค่อยถอนตัวออกจากกัน

หลายคนแม้จะเห็นข้อดีของการกอดมากมายดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่ก็ไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกเขินอาย ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิดเช่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ทำให้ไม่กล้าแสดงความรักด้วยการกอด มีข้อแนะนำถึงเทคนิคง่ายๆ ที่อาจช่วยลดความเก้อเขินลงได้ ดังนี้ค่ะ

  1. คิดเสมอว่ากอดเป็นธรรมชาติของคนเรา เรากอดมาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้น กอดดีกว่าไม่กอด ลองนึกง่ายๆ ถึงเวลาที่เราเป็นเด็กและพ่อแม่หรือคนที่เรารักมากอด เรารู้สึกอย่างไร?...อบอุ่น รับรู้ได้ถึงความรัก...คนที่เราจะกอดก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ต้องลองกอดดูก่อนแล้วค่อยสังเกตปฏิกิริยาว่าเป็นอย่างไร
  2. แรกๆ ที่ฝึกกอดอาจถูกปฏิเสธ (โดยเฉพาะกับพ่อแม่ซึ่งห่างหายจากการกอดลูกไปนาน หรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการกอด) ให้คิดว่าทุกคนก็ต้องการการกอดทั้งสิ้น เพราะการกอดเป็นการแสดงความรักที่ไม่ต้องใช้คำพูด ฉะนั้น ควรเข้าใจว่าเขาก็อาจจะเขินเช่นเดียวกับเรา ไม่ใช่เขาไม่ต้องการให้กอด และลองกอดบ่อยๆ สักพักก็จะชินกันไป และเมื่อนั้นเราจะตระหนักว่าแท้จริงแล้วเขาก็ต้องการการกอดเช่นเดียวกับเรานั่นเอง

กอดกี่ครั้งถึงจะดี

           กรมอนามัย บอกถึงข้อดีและความถี่ในการกอดว่า การกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต ช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น ช่วยให้รู้สึกดีตลอดวัน และช่วยเอาชนะความกลัวได้ ถ้ากอดวันละ 8 ครั้ง หรือทุก 3 ชั่วโมง/วัน จะทำให้วันนั้นคุณจะรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา อารมณ์แจ่มใส เพื่อการดำเนินชีวิตที่ดี และถ้ากอดวันละ 12 ครั้ง หรือทุก 2 ชั่วโมง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และส่งผลดีต่อหัวใจ เพื่อการเจริญเติบโต การกอดในเด็กทารกจะช่วยเพิ่มอีคิว โดยเฉพาะเวลาที่อุ้มกอดขณะให้นม ส่วนการกอดในผู้สูงอายุ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ผู้สูงอายุจะไม่รู้สึกเหงา และไร้ความกังวล

             ดร.โดโลเรส ไกรเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการบำบัดด้วยการสัมผัส จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า บุคคลที่ได้รับการกอด หรือกอดผู้อื่น จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน ทำให้การลำเลียงของออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ทำงานได้อย่างทั่วถึง ทำให้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา

             ประเทศแถบเอเชียก็มีศาสตร์การนวดบำบัดและการกัวซา เพื่อเป็นการสัมผัสอย่างหนึ่งมาใช้ในการรักษา ศูนย์ Delhi Sanjivini ศูนย์รักษาผู้ป่วยทางด้านจิตใจที่มีชื่อเสียงของอินเดีย ได้ใช้การรักษาผู้ป่วยด้วยการกอด โดยจัดอาสาสมัครที่เป็นเพศเดียวกันกับผู้ป่วยมาบำบัดผู้ป่วย วิธีก็ไม่ยุ่งยากอะไร เช่น เด็กร้องไห้ก็นำมานั่งตักแล้วกอดไว้ ลูบหลังลูบไหล่เบาๆ เป็นการช่วยเหลือที่ง่ายๆ ใครก็สามารถทำได้ มีแค่หัวใจที่เปี่ยมด้วยรักเมตตา คุณก็สามารถเป็นยาวิเศษนี้ได้

ทำไมยาบางชนิดที่แพทย์สั่งให้ใช้เป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้มีอาการซึมเศร้าได้ และนำไปสู่การฆ่าตัวตาย “Why”

           เมื่อพูดถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยา เราอาจนึกถึงผื่นคัน หรือ อาการปวดศีรษะ แต่งานวิจัยล่าสุดในสหรัฐฯ พบว่า ยาที่แพทย์สั่งให้ใช้เป็นประจำหลายชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้มีอาการซึมเศร้าได้

           ส่วนหนึ่งของยาเหล่านี้ คือ ยารักษาโรคหัวใจ, ยาคุมกำเนิด และยาแก้ปวด ซึ่งเป็นยาที่คนจำนวนมากในประเทศอื่น ๆ ได้รับการสั่งจ่ายจากแพทย์เช่นกัน

มากกว่า 1 ใน 3 ของยาที่ผู้เข้าร่วมการศึกษา 26,000 คน มีอาการซึมเศร้าเป็นผลข้างเคียงจากยาที่ใช้

            วารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันตีพิมพ์ผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และกำลังรับยาอย่างน้อย 1 ชนิดระหว่างปี 2005-2014 ซึ่งพบว่า 37% ของยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดบางชนิด และยาลดกรด มีผลข้างเคียงอันตรายอย่างหนึ่งคือ การมีอาการซึมเศร้า

ผลการศึกษาจากลุ่มตัวอย่างพบว่า ยิ่งใช้ยามากชนิด ยิ่งมีโอกาสมีอาการซึมเศร้ามากขึ้น

  • 7% ในกลุ่มผู้ที่กินยาเหล่านี้  1 ชนิด
  • 9% สำหรับคนที่กิน 2 ชนิด
  • 15% สำหรับคนที่กิน 3 ชนิดขึ้นไป

ประเมินกันว่า ราว 5% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เผชิญกับการมีอาการซึมเศร้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดีมา กาโต หัวหน้าคณะผู้ศึกษา จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ กล่าวว่า "หลายคนอาจแปลกใจที่รู้ว่า ยาที่พวกเขากินอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาอาการวิตกกังวล หรือ ด้านอารมณ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงของการมีอาการซึมเศร้าได้ และอาจนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด"

ส่งผลให้เกิดความเสี่ยง “Because”

          ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับยาที่ใช้ ยาบางชนิด ให้ผลข้างเคียง คือ อาการซึมเศร้า เช่น ยาคุมกำเนิดบางชนิด แต่สำหรับยาชนิดอื่น ไม่ค่อยพบผลข้างเคียงเช่นนี้ หากผลข้างเคียงที่พบได้มากกว่า10% ของผู้ใช้ยาจัดเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ส่วนผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยพบจะส่งผลต่อคนในอัตราน้อยกว่า 1 ใน 10,000         

          มีงานวิจัยจากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างกว่า 1 ล้านคนของนักวิจัยเดนมาร์กพบผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นมีความเสี่ยงสูงกว่าถึง 80 เปอร์เซ็นต์

          งานวิจัยโดย คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (University of Copenhagen) พบว่ายาเม็ดคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสติน (Progestin) หรือ (Combined pill) มีส่วนทำให้ผู้หญิงอายุ 20-34 ปีที่กินเป็นประจำเพื่อคุมกำเนิดหรือกินตามคำแนะนำของแพทย์ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรค/ภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้หญิงทั่วไป 23 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรายที่กินยาคุมที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงชนิดเดียว (Minipill) มีความเสี่ยงมากกว่าถึง 34 เปอร์เซ็นต์ แต่ในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ที่กินยาคุมชนิด Combine pill มีความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่ไม่ได้กินถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และ 120 เปอร์เซ็นต์สำหรับหญิงสาววัยรุ่นที่กินยาคุมชนิด Minipill ฮอร์โมนแบบวงแหวนสอดช่องคลอด (vaginal ring) มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายคิดเป็น 2.58 เท่า และฮอร์โมนแบบแผ่นแปะผิวหนังมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายคิดเป็น 3.28 เท่า โดยความเสี่ยงดังกล่าวเกิดสูงสุดช่วง 2 เดือนแรกของการใช้ยา

         ทีมนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ศึกษาจากกลุ่มผู้หญิงอายุ 15-34 ปี จำนวน 1 ล้านคนที่อาศัยในประเทศเดนมาร์ก โดยใช้เวลานานกว่า 6 ปี พบว่ากว่า 133,000 คน เคยได้รับการจ่ายยาลดอาการซึมเศร้า และอีกกว่า 23,000 คน ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคซึมเศร้า ผู้หญิงและวัยรุ่น ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยครั้งนี้ ไม่พบว่ามีประวัติการเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อนที่จะได้รับการจ่ายยารักษาโรคซึมเศร้าจากแพทย์

          ดร.ออดวิน ไลด์การ์ด (Ojvind Lidegaard) หัวหน้าทีมวิจัยได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาชิ้นนี้ไว้ในวารสารจิตเวชศาสตร์ JAMA ใจความตอนหนึ่งระบุว่า จุดประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้มีขึ้นเพื่อรับรองว่า โรคซึมเศร้า คือผลกระทบสำคัญอันเนื่องมาจากการปรับฮอร์โมนเพื่อคุมกำเนิด นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าฮอร์โมนProgesterone คือ ส่วนผสมหลักที่ส่งผลต่อธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งอาจเชื่อมโยงหรือส่งผลต่อพัฒนาการของโรคซึมเศร้า แต่การศึกษาวิจัยครั้งนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อหาหลักฐานมายืนยันว่ายาคุมกำเนิดก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า แต่นักวิจัยสรุปไว้ว่า ความเชื่อมโยงระหว่างโรคซึมเศร้ากับยาคุมกำเนิดยังต้องการการศึกษาที่ใช้เวลามากกว่านี้ ซึ่งเป็นไปตามผลการวิจัยที่ให้คำแนะนำว่า โรคซึมเศร้าเป็นผลกระทบที่มาจากการปรับฮอร์โมนเพื่อคุมกำเนิด

ผู้ใช้ยานี้ควรทำอย่างไร? “How to

  1. ถ้าคุณกำลังรับยาเหล่านี้อยู่ และไม่มีสัญญาณของอาการซึมเศร้า ก็ไม่ต้องกังวลอะไร
  2. สำหรับผู้ที่รับยาเหล่านี้กำลังเผชิญกับอาการซึมเศร้า แนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือว่า มียาตัวอื่นที่ไม่ส่งผลข้างเคียงหรือไม่
  3. ถ้าคุณกำลังคิดว่าจะต้องรับยาเหล่านี้บางชนิด ก็ควรจะต้อง "ระมัดระวังไว้บ้าง" โดยเฉพาะถ้ากำลังรับยาอีกตัวหนึ่งอยู่ที่เกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้าอยู่แล้ว

       หน่วยงาน Pharmacovigilance Risk Assessment Committee (PRAC) ของ European Medicines Agency (EMA) ให้เพิ่มคำเตือนลงในเอกสารที่เป็นข้อมูลผลิตภัณฑ์ของฮอร์โมนคุมกำเนิดด้วยข้อความทำนองว่า “อารมณ์ซึมเศร้าและภาวะซึมเศร้าเป็นอาการไม่พึงประสงค์ของการใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ภาวะซึมเศร้าอาจเกิดรุนแรงและเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของพฤติกรรมที่เกี่ยวการฆ่าตัวตาย ผู้หญิงควรพบแพทย์หากเกิดอารมณ์เปลี่ยนแปลงและมีอาการซึมเศร้า แม้เกิดภายหลังเริ่มใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดได้ไม่นาน”

อ้างอิง : 

โรคซึมเศร้าโดยละเอียด
https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

ฮอร์โมนคุมกำเนิด...เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าหรือไม่?
https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/news_week_full.php?id=1495

https://www.posttoday.com/life/healthy/498599

http://www.jvkk.go.th:8080/web_jvkk_th/assets/images/logo.png

https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=516

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1134

https://www.bbc.com/thai/international-44466955

นางสาวอัญชลี กุมภาศรี รหัส6323008