บ่ายวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ ผมเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการในคณะกรรมการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช .... (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ครั้งที่ 2/2564 ที่มี ดร. สิริกร มณีรินทร์ เป็นประธานกรรมการ ที่เชื่อมโยงกับ รมว. ศึกษาธิการโดยตรง
แม้ว่าฝ่ายเลขานุการของการประชุมจะอ่อนยวบ โดยผมไม่ได้รับลิ้งค์เข้าประชุม และไม่ได้รับเอกสารประกอบการประชุม จน ๗ นาทีก่อนเริ่มการประชุมผมต้องโทรศัพท์ไปเรียนท่านประธาน จึงได้รับจาก ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ กคศ. ทำให้ผมสงสัยว่าการประชุมนี้จะได้เรื่องได้ราวหรือไม่
แต่เมื่อได้ฟังรายงานแนวทางดำเนินการของประธานอนุกรรมการชุดที่ ๔ คณะอนุกรรมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มี ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เป็นประธาน และชุดที่ ๓ คณะอนุกรรมการสื่อสารและการมีส่วนร่วม ที่มี ทพ. กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ เป็นประธาน ผมก็เบาใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ ดร. ประวิต เสนอให้ใช้ยุทธศาสตร์ INN (Individual, Node, Network) โดยที่ I หมายถึงโรงเรียน ยึดแนวทางการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (school-based teacher development) ครูในแต่ละโรงเรียนพัฒนาตนเองและพัฒนาซึ่งกันและกันผ่านการทำงาน โรงเรียนที่พัฒนาได้ดีกลายเป็น Node ทำหน้าที่ช่วยหนุนการพัฒนาโรงเรียนอื่นในบริเวณใกล้เคียง และ Node เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็น Network ผมนึกในใจว่า ควรเพิ่มเป็น INNE โดย E = Environment หมายถึงการสร้างบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมในสังคมที่เกื้อหนุน INN
ก็พอดีคุณหมอกฤษดา เสนอแนวทางทำงานของคณะอนุกรรมการสื่อสารและการมีส่วนร่วม ที่ทำหน้าที่เชิงสร้าง E พอดี
ทำให้ผมเกิดความหวัง ว่ายุคสมัยแห่งความหวังในการปฏิรูปการศึกษาน่าจะเริ่มก่อตัว
การพัฒนาครูประจำการที่ดำเนินการผิดทางมาเป็นเวลานาน (หลงไปใช้แนวทาง training-based) ก็จะได้เดินถูกทางเสียที คือเน้นเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน เป็น work-based teacher development ซึ่งก็คือ PLC – Professional Learning Community นั่นเอง
ขอให้ความหวังของผมและอีกหลายๆ คนจงเป็นจริง เพื่อให้การศึกษายุคใหม่เป็นกลไกสร้างพลเมืองคุณภาพสูงในอนาคต ให้แก่บ้านเมือง
การพัฒนาบุคลากรไม่ว่าในองค์กรประเภทใด หรือวิชาชีพใด ในยุคนี้เขาใช้สูตร 70:20:10 คือร้อยละ ๗๐ ของการพัฒนาบุคลากรทำผ่านการทำงานประจำนั้นๆ เอง โดยตัวผู้ปฏิบัติงานเก็บเอาข้อมูลผลงานและกระบนการทำงานมาตั้งวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อหาทางทำงานให้ดียิ่งขึ้นผ่ายวงจร PDCA โดยองค์กรหรือหน่วยงานจัดเวลาและอำนวยความสะดวกให้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน โดยคนเป็นหัวหน้าทำหน้าที่เป็นโค้ชของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ ในกรณีของครู นี่คือ PLC นั่นเอง
อีกร้อยละ ๒๐ ของการพัฒนาบุคลากร ทำผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ร่วมกับคนในองค์กรเดียวกันที่ทำหน้าที่อย่างอื่น หรืออยู่ในต่างหน่วยงานย่อย หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับคนในองค์กรอื่น หรือบริษัทอื่น
จะเห็นว่า ในองค์กรสมัยใหม่ ร้อยละ ๙๐ ของการพัฒนาบุคลากรทำผ่านเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน เพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้น ที่เรียนรู้ผ่านการฝึกอบรม (training-based) ซึ่งอาจจัดโดยหน่วยงาน หรือส่งไปรับการอบรมภายนอก
ผมได้เสนอว่า school-based teacher development ควรใช้ DE เป็นเครื่องมือด้วย มีโรงเรียนในจังหวัดศรีสะเกษบอกว่า เมื่อเอากระบวนการ DE ไปใช้ในการพัฒนาโรงเรียน โดยหนุนการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ทำให้การพัฒนาโรงเรียนง่ายขึ้นมาก
ภายใต้ระบบใหม่นี้ โรงเรียนจะเป็นที่เรียนรู้ทั้งของนักเรียน และของครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ
ระบบใหม่นี้นิยามครูต่างไปจากเดิม ที่เดิมมีกระบวนทัศน์ว่าครูเป็นผู้รู้ มีความรู้เต็มเปี่ยมสำหรับนำมาถ่ายทอดให้ศิษย์ ระบบใหม่มองครูว่าเป็นผู้มีเจตคติ ทักษะ และความรู้ เพียงพอที่จะทำหน้าที่ facilitate การเรียนรู้ของนักเรียน ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของตน ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิดเพื่อสร้างความรู้ ทักษะ และเจตคติ ใส่ตัว โดยครูมีทักษะในการประเมินว่านักเรียนคนใดบรรลุเป้าหมายของบทเรียนนั้น คนใดยังไม่บรรลุ และครูรู้ว่าจะต้องช่วยเหลือนักเรียนคนที่ไม่บรรลุอย่างไร
ภายใต้นิยามใหม่ของหน้าที่ครูนี้ ครูต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เน้นเรียนจากพฤติกรรมของศิษย์ เรียนจากชั้นเรียน และเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนครู โดยผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่จัดระบบการเรียนรู้ของครู ไม่ใช่ปล่อยให้ครูต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างหาเวลาเอาเอง เวลาเรียนรู้ของครูต้องนับเป็นเวลาทำงาน
วิจารณ์ พานิช
๑๗ มิ.ย. ๖๔