บทความ Six Months of Covid Vaccines : What 1.7 Billion Doses Have Taught Scientists ที่ลงเว็บไซต์ตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๔   แต่ลงนิตยสาร Scientific American Health & Medicine ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๖๔    บอกเราว่า   โควิด ๑๙ นอกจากสร้างความทุกข์ยากไปทั่วโลกแล้ว     ยังให้ความรู้แก่เรามากมายมหาศาล    เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์จริง     บทความนี้สรุปความรู้เรื่องวัคซีน     

การฉีดวัคซีนโควิดครั้งแรก ดำเนินการวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๓    ๖ เดือนให้หลังในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ มีคนได้รับการฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว ๑๗ พันล้านโด๊ส   

ข้อเรียนรู้แรกก็คือ โลกมีความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องการเข้าถึงวัคซีน   ประชากรในประเทศรวยและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ได้ฉีดวัคซีนก่อน ในอัตราที่สูงกว่าประเทศยากจน หรือต้องพึ่งพิงวัคซีนจากต่างประเทศ   

ข้อน่าประทับใจก็คือ ไม่ถึง ๖ เดือนหลังการระบาด ก็มีวัคซีนออกมาให้บริการ ภายใต้ความเข้าใจร่วมกันว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเร่งด่วน ยังไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลอย่างละเอียด   

ข้อสรุปโดยย่อคือ วัคซีนให้ผลช่วยยับยั้งการระบาดได้ดีกว่าที่คิด   แต่ในขณะเดียวกัน สายพันธุ์ใหม่ของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 (ขณะนี้คือสายพันธุ์เดลต้า) ก็ก่อความกังวลว่า วัคซีนที่ผลิตในช่วงต้น จะคลายพลังป้องกันลงไป   

ความสำเร็จของวัคซีนคงอยู่ในระยะสั้น เพราะสถานการณ์นี้มีความซับซ้อนและประบตัว    โดยเชื้อมันกลายพันธุ์เก่ง และบางสายพันธุ์ก็แพร่ง่าย  ก่ออาการรุนแรง และหลบหลีกวัคซีนเก่งขึ้น     

ข้อเรียนรู้สำคัญคือ วัคซีนให้การคุ้มครองประชากรต่างกลุ่มในอัตราต่างกัน    คนที่ร่างกายอ่อนแอ (เช่นผู้สูงอายุ) ได้รับการคุ้มครองน้อยกว่า     และในรายละเอียด วัคซีนต่างชนิดก็ให้การคุ้มครองในระดับที่แตกต่างกัน   

คำถามสำคัญอย่างหนึ่งคือ ภูมิคุ้นกันโควิค ๑๙ ที่เกิดจากได้รับวัคซีนคงอยู่นานแค่ไหน    (เรารู้ว่าการปลูกฝีป้องกันโรคฝีดาษ ภูมิคุ้มกันคงอยู่ตลอดชีวิต   ในขณะที่เราต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่มันเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อยๆ)   

ผลงานวิจัยในอังกฤษ ในพนักงานบริการสุขภาพ ๒๕,๐๐๐ คน    พบว่าคนที่ติดเชื้อโควิดแล้ว  มีภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อใหม่ได้ร้อยละ ๘๔ ในเวลา ๗ เดือน    และมีงานวิจัยจากประเทศ การ์ตาร์ บอกว่าคนติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อใหม่ร้อยละ ๙๐ ในเวลา ๑ ปี     โปรดสังเกตนะครับ ว่าภูมิคุ้มกันไม่ปกป้องได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์   และเวลาเผชิญปัญหายังไม่นานพอที่จะให้นักวิทยาศาสตร์บอกได้ว่า ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด ๑๙ ในร่างกายมนุษย์ ยู่นานแค่ไหน   

ข่าวร้ายคือ เริ่มมีข้อมูลหลักฐานว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีน คงอยู่สั้นกว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ    และมีข้อเสนอว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีน ไฟเซอร์ฯ แล้ว ๒ เข็ม ควรได้รับการกระตุ้นด้วยเข็มที่ ๓ ภายใน ๘ - ๑๒ เดือน       

เอาเป็นว่า ชัดเจนแล้วว่า การฉีดวัคซีนโควิด ๒ เข็มไม่เพียงพอ     และกำลังมีการศึกษาว่า ควรฉีดเข็มที่ ๓ เมื่อไร และอย่างไร    โดยคำนึงถึงการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ ด้วย    และเริ่มมีแนวคิดว่า คุณค่าการป้องกันโรคของวัคซีนโควิดมี ๒ ระดับ คือ การป้องกันการติดเชื้อ  กับการป้องกันาการรุนแรง     เริ่มมีความชัดเจนว่า แม้วัคซีนจะป้องกันการติดเชื้อได้ไม่ชะงัดนัก   แต่ก็ป้องกันอาการรุนแรงได้ค่อนข้างดี   

เป้าหมายประการที่สามของการฉีดวัคซีนคือ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ หรือป้องกันการระบาด   ผลการศึกษาจากหลายประเทศ บอกว่าป้องกันได้แน่ ในระดับที่แตกต่างกันตามชนิดของวัคซีน และตามประเทศที่ศึกษา (และผมคิดว่า ตามเชื้อที่กำลังระบาด)    และนี่คืออาวุธหลักที่ประเทศทั่วโลกหวังใช้ยุติการระบาดของโควิด ๑๙ ในขณะนี้    

ข้อกังวลในการฉีดวัคซีนคือความปลอดภัยจากวัคซีน    ซึ่งแตกต่างกันตามชนิดของวัคซีน    โดยในภาพรวมอาการแพ้วัคซันเกิด ๑.๓ ครั้งต่อ การฉีดวัคซีน ๑ ล้านครั้ง   ตัวเลขนี้ของวัคซีนไฟเซอร์ฯ เท่ากับ ๔.๗   

ผลข้างเคียงด้านการเกิดก้อนเลือดอุดตันหลอดเลือดสมองหรือในช่องท้อง พบครั้งแรกในวัคซีน แอสตร้าฯ   ซึ่งบางรายถึงแก่ชีวิต    ผลงานวิจัยในยุโรปบอกว่า อาการข้างเคียงแบบนี้เกิดประมาณ ๑ ครั้ง ต่อการฉีดวัคซีน ๑ แสนครั้ง     และพบ ๓.๕ ครั้งในการฉีดวัคซีน จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ๑ ล้านครั้ง   

สรุปว่า การฉีดวัคซีนช่วยได้มาก   แต่ไม่ทั้งหมด   ฉีดแล้วก็ยังต้องป้องกันการติดเชื้อ    และต่อไปคงต้องฉีดเข็มที่ ๓ กันทุกคน   แต่จะมีการสลับวัคซีนกันอย่างไร คงต้องรอฟังผลการวิจัย    และในกรณีประเทศไทย ในหลายกรณีเราไม่มีทางเลือกชนิดวัคซีนได้ตามอำเภอใจ    อาจต้องยอมรับในสิ่งที่เรามี     

 วิจารณ์ พานิช

๕ ส.ค. ๖๔